"ความรู้ ไม่ใช่ปัญญา" (Knowledge is not wisdom.) --ไอน์สไตน์--

ความรู้เป็นเรื่องของความความคิดตาม ประสบการณ์ การทดลอง หรือองค์แห่งสาระ มากมายตำรา มาให้อ่านและเพิ่มพูน แต่ปัญญาเป็นเรื่องทางจิตใจ ความเข้าใจ ประกอบโดยสติและรู้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรู้เท่าทันตนเอง ตรงนี้เอง "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ไม่ได้เกิดจากความรู้เยอะ แต่น่าจะเกิดจากมีปัญญาไม่พอ ที่จะประคองชีวิตให้พ้นผ่านอุปสรรค (ขยายความจาก "ความรู้ ไม่ไช่ปัญญา - Khowledge is not wisdom" คำจาก ไอน์สไตน์)



แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(สุขภาพร่างกาย) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(สุขภาพร่างกาย) แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ใยแมงมุม..เหนียวกว่าเหล็ก?? BioSteel กองทัพUSผู้ผลิต&จข.สิทธิ์ โดยการเพาะเซลล์ปั่นกับน้ำและเมทานอล แพทย์ใช้เย็บหลอดเลือดฯลฯ ทำเอ็น และอาวุธ

ใยแมงมุม…สังเคราะห์


ท่านที่ได้เคยชมภาพยนต์เรื่อง มนุษย์แมงมุม (spider man) ที่กำลังลงโรงฉายอยู่ในปัจจุบันอาจจะสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไรที่ใยแมงมุมเส้นเล็กๆ เพียงเท่านั้นจะสามารถรองรับน้ำหนักของมนุษย์คนหนึ่งให้ห้อยโทนโจนทะยานไปมาระหว่างซอกตึกต่างๆ โดยไม่ขาด เป็นไปได้แน่นอน ในความเป็นจริงแล้ว ใยแมงมุมถือได้ว่าเป็นวัสดุธรรมชาติที่มีความแข็งแรงอย่างน่าอัศจรรย์ เนื่องจากโครงสร้างโปรตีนไฟโบรอีน (fibroine) ที่จัดเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบสูง ถ้าจะเทียบไปแล้วใยแมงมุมแข็งแรงกว่าเหล็กถึง 5 เท่า และแข็งแรงกว่าเส้นใยเคฟลาร์ที่ใช้ผลิตคอมโพสิทในงานทางวิศวกรรมและทางทหารถึง 3 เท่าในน้ำหนักที่เท่ากัน นอกจากมีความแข็งแรงแล้วในแมงมุมยังมีความเหนียวที่ดีมากสามารถยึดตัวออกได้สูง จะเห็นได้จากความมีประสิทธิภาพของมันในการดักจับแมลงต่างๆ ที่บินชนโดยไม่เกิดการขาดแต่อย่างใด ใยแมงมุมหนึ่งเส้นมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์กว่า 10 เท่า แต่สามารถที่จะหยุดผึ้งที่บินด้วยความเร็ว 20 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ ถ้าจะมองภาพให้ชัดเจนมากขึ้น ใยแมงมุมเส้นเดียวที่มีความหนาขนาดเท่ากับดินสออาจจะมีความสามารถในการที่จะหยุดเครื่องบิน โบอิ้น 747 ให้หยุดบินได้เหมือนแมลงอย่างไม่ยากเย็นนัก


ความมหัศจรรย์ของใยแมงมุมอาจจะเป็นความจริงสำหรับมนุษย์ในไม่ช้า แต่คงไม่ใช้เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับการเดินทางแบบใหม่เหมือนในภาพยนตร์ หน่วยงานของกองทัพสหรัฐอเมริกาคือ US Army Soldier Biological Chemical Command (SBCCOM ) ร่วมกับบริษัท Nexia Biotechnologies Inc. ได้พัฒนาเทคนิกในการผลิตและปั่นเส้นใยแมงมุมสังเคราะห์ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก โดยสามารถผลิตให้มีสมบัติเทียบเคียงกับใยแมงมุมในธรรมชาติ เส้นใยดังกล่าวมีชื่อทางการค้าว่า BioSteel ? (ใยแมงมุมสังเคราะห์นี้ ผลิตขึ้นโดยการผลิตโปรตีนซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของใยแมงมุมด้วยเทคนิกการเพาะเลี้ยงเซลล์ (cell culture) ของยีนที่ได้จากแมงมุมจากโปรตีนโมโนเมอร์ที่ผลิตขึ้นได้จะถูกนำไปปั่นผ่านของผสมระหว่างน้ำและเมทานอลเพื่อให้เกิดการแข็งตัวเป็นเส้นใยขึ้น

ความคิดในการผลิตใยแมงมุมขึ้นใช้งานไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ แต่ปัญหาคือจะทำได้อย่างไรถ้าจะผลิตใยธรรมชาติเหมือนกับการผลิตใยไหม แมงมุมก็ไม่สามารถถูกเพาะเลี้ยงเป็นจำนวนมากได้เหมือนหนอนไหม เพราะนิสัยตามธรรมชาติของแมงมุมที่จะรักษาอาณาเขตในการอาศัย ถ้ามองถึงแม้จะมีการสังเคราะห์ ถึงแม้จะมีการศึกษาและสร้างโปรตีนของใยแมงมุมได้นานแล้วก็ตาม แต่ยังไม่สามารถผลิตในปริมาณมากได้ ด้วยเทคนิคที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในปัจจุบันนี้เอง จึงเป็นการเปิดโอกาสในการที่จะผลิตใยแมงมุมสังเคราะห์ในปริมาณมากเพื่อนำไปผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้

โดยปรกติแมงมุมจะผลิตใยขึ้นแตกต่างกันถึง 7 ประเภท ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การใช้งาน แต่ใยแมงมุมประเภท dragline เป็นเส้นใยประเภทที่ได้รับความสนใจในการสังเคราะห์ขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากเส้นใยประเภทนี้มีความแข็งแรงมากเป็นเส้นใยที่แมงมุมใช้ปล่อยตัวจากที่สูงและใช้เป็นใยวงนอกสุดและเส้นใยโครงที่แผ่จากจุดศูนย์กลางของใยแมงมุมในการดักแมลง อย่างไรก็ตามเส้นใยแมงมุมที่สังเคราะห์และผลิตขึ้นได้นี้มีความแข็งแรงที่ต่ำกว่าใยแมงมุมธรรมชาติ แต่มีความแกร่งและความเหนียวเทียบเท่ากันในอนาคตจะมีการพัฒนาให้ใยสังเคราะห์มีสมบัติที่ดีขึ้นและมีหลายประเภทเช่นเดียวกับใยในธรรมชาติเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกัน



ประโยชน์ของใยแมงมุมสังเคราะห์ในทางการแพทย์นั้น ใยเหล่านี้คาดว่าสามารถถูกนำมาใช้ผลิตวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เย็บหลอดเลือด แผ่นปิดแผล กาว ไหมละลาย หรือแม้แต่เส้นเอ็นเทียม ทั้งนี้ด้วยความเหนียวที่เป็นเยี่ยมของใยแมงมุม ทำให้การขาดเสียหายของอุปกรณ์เหล่านี้จากการใช้งานลดต่ำลง นอกจากนี้ยังสามารถที่จะลดขนาดของอุปกรณ์บางประเภทแต่ยังคงความแข็งแรงตามเดิม เช่น ไหมละลาย เป็นต้น นอกจากนี้อุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้งานระยะยาวไม่ว่าจะเป็นแบบถาวรหรือแบบสลายตัวได้ก็จะสามารถถูกผลิตจากใยแมงมุมสังเคราะห์ได้เช่นกัน นอกจากประโยชน์ทางการแพทย์แล้ว ใยแมงมุมสังเคราะห์ยังสามารถใช้งานทางอุตสาหกรรมที่ต้องการเส้นใยประสิทธิภาพสูง เช่น การทำเสื้อเกราะอ่อนกันกระสุน เชือกหรือเส้นเอ็น หรือเอ็นของเบ็ดตกปลา เป็นต้น

BioSteel จะเป็นวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับใยแมงมุมตามธรรมชาติ (แต่อาจจะไม่เป็นมิตรต่อแมลง) มันสามารถที่จะสลายตัวได้เองในภาวะที่มีน้ำ นอกจากนี้กระบวนการผลิตก็ยังไม่ต้องใช้ตัวทำละลายที่เป็นพิษอีกด้วย คงอีกไม่นานเกินรอ ที่เราจะได้ใช้ใยแมงมุมเหมือนมนุษย์แมงมุม แต่จะเอาไว้ปราบปรามเหล่าร้ายหรือไม่นั้นคุณเป็นคนเลือก



ที่มา/เอกสารอ้างอิง
1.Lazaris et al. (2002), Science, 295. Pp. 572-576.
2.Bijal P. Trivedi (2002), National Geographic Today, January 17.
3. http://www.denniskunkel.com/
4. http://www.nexiabiotech.com/
ดร.จินตมัย สุวรรณประทีป
เว็บไซต์เผยแพร่ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) http://www.mtec.or.th/
ข้อมูลจาก…วงการแพทย์ ฉบับวันที่ 1-10 มิถุนายน 2545

ข้อมูลเพิ่มเติม ใยแมงมุม เกราะใยแมงมุม  http://www.vcharkarn.com/vcafe/9886

โรคต้านสังคม..มีจริง?? ละเมิดสิทธิ์ ไม่รับผิดชอบ ก้าวร้าว ทำลายของ ไม่ยึดกฎ แพทย์ถือว่าเป็นโรคนี้ เกิดจากการเลี้ยงดูแต่เด็ก รักษาทางจิตเวช

โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม

(Antisocial Personality Disorder)
นพ. พนม เกตุมาน


โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคมนี้พบได้บ่อย เกิดขึ้นทั่วไปแม้แต่ในครอบครัวของเรา เกิดขึ้นกับเพื่อนบางคนของเรา ทำให้เราเดือดร้อน มักจะก่อเรื่องให้เกิดความสูญเสียแก่คนอื่น และเกิดความสูญเสียแก่ส่วนรวมอย่างมาก ความจริงแล้วโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาในวัยเด็ก และการเลี้ยงดูไม่เหมาะสมมาตั้งแต่เล็ก ซึ่งสามารถป้องกันได้ แต่ก็เป็นโรคที่ถูกมองข้าม ละเลย ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน เนื่องจากเมื่อเกิดขึ้นแล้วรักษายากมาก และไม่ค่อยได้ผล

อาการ
1. ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
2. ไม่มีความรู้สึกผิด
3. ไม่มีความรับผิดชอบ
4. ก้าวร้าว ทำร้ายคนอื่น รังแกสัตว์
5. ทำลายข้าวของสาธารณะ
6. ทำผิดกฎเกณฑ์ กติกาของหมู่คณะ หรือกฎหมาย


โรคนี้มักเป็นตั้งแต่เด็ก อาการจะมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจาก ซน อยู่ไม่นิ่ง พูดเก่ง คุยเก่ง ไม่ค่อยตั้งใจเรียน ชอบพูดคำหยาบ ใจร้อน ขี้โมโห เวลาโกรธจะยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ ทำให้มีเรื่องกันบ่อยๆ บางทีถึงชกต่อยกันที่โรงเรียน พฤติกรรมมักจะเลียนแบบพ่อ หรือคนในครอบครัวที่เกเร และพ่อแม่ไม่มีเวลาแก้ไขพฤติกรรมลูก ครอบครัวมักไม่อบอุ่น พ่อแม่มีปัญหาครอบครัว มีโรคทางจิตเวช หรือการใช้สารเสพติดในครอบครัว ความก้าวร้าวเกเรของจะมากขึ้นเรื่อยๆ ผลการเรียนแย่ลง เพราะไม่ค่อยเข้าเรียน ชอบโดดเรียนไปเล่นเที่ยว เพื่อนมักจะเป็นเด็กโตกว่า และนิสัยเกเรเช่นกัน ความก้าวร้าวในกลุ่มทำให้ไปมีเรื่องกับโรงเรียนอื่น

บุคลิกภาพแบบนี้ ไม่ใช่แบบต่อต้านสังคมแบบชอบทำอะไรต่อต้าน ประท้วง โวยวายไปหมดนะครับ แต่บุคลิกภาพแบบนี้จะละเมิดกฎเกณฑ์ กฎหมาย เพื่อความพึงพอใจของตนเอง เวลาต้องการอะไรจะต้องให้ได้ทันที ยั้งใจตัวเองไม่ได้ เวลาโกรธจะรุนแรง ตอนพวกเราเด็กๆเราคงเคยเจอปัญหาเพื่อนที่มีลักษณะแบบนี้ คนที่เกเรที่สุดในห้อง คนที่เราไม่ค่อยอยากเล่นด้วยเพราะเขาชอบแกล้งเพื่อนรังแกเพื่อน ทำผิดเสมอๆ ถูกดุถูกว่าบ่อยๆ โตขึ้นก็จะยังเป็นแบบนี้ ดูเผินๆอาจจะเหมือนคนปกติ เพราะเจ้าตัวจะปิดบังอาการและความไม่ดีได้บางช่วง ในสังคมเรามีคนที่บุคลิกภาพผิดปกติแบบนี้ไม่น้อย ที่เห็นชัดๆปรากฏเป็นข่าวอาชญากรรมขึ้นหน้าหนึ่งแทบทุกวัน ได้แก่พวกที่ จี้ ปล้น ฆ่า ข่มขืน แต่ที่เห็นไม่ค่อยชัดได้แก่พวกโกหก หลอกลวง โกง คอร์รับชั่น หาประโยชน์ใส่ตนหรือพรรค-พวก กลุ่มนี้จะฉลาด จับไม่ได้ไล่ไม่ทันก็มักจะหลุดรอดออกมาเป็นที่นับถือของคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะมีเงินมาก มีอำนาจสูง สามารถสร้างภาพให้คนหลงเชื่อได้ว่าเป็นคนดี กลุ่มหลังนี้อันตรายกว่ากลุ่มแรกมากเพราะพวกเราชาวบ้านไม่ค่อยรู้ชัดๆว่าเป็นใคร

การมีคนประเภทนี้ในสังคมทำให้เราเสียประโยชน์มากมาย นอกจากประเทศชาติจะถูกโกง คนบริสุทธิ์ถูกเบียดบังประโยชน์แล้ว ที่เห็นชัดๆก็คือ เวลาพวกนี้ทำผิด รัฐต้องใช้เงินจำนวนมากทีเดียวในการจัดการ ตั้งแต่การติดตามจับกุม สืบสวน สอบสวน ฟ้องศาล และดูแลในคุก นอกจากเสียเงินแล้ว เรายังเสียทรัพยากรอื่นๆ เช่น บุคลากร เวลา สถานที่ ฯลฯ ทำให้คนที่ควรจะทำอะไรเป็นประโยชน์ต่อสังคม ต้องมาเสียเวลากับคนกลุ่มนี้ไม่น้อย สำหรับประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนเหล่านี้โดยตรง ก็ต้องมาหาทางป้องกันปัญหาที่จะถูกละเมิดได้เมื่อใดก็ไม่รู้ตัว บ้านเราก็เลยต้องมีรั้วสูงๆ มีเหล็กดัดกันขโมย ทำให้เราต้องหมดเปลืองไปกับคนพวกนี้


การรักษา
การรักษาคนที่มีความผิดปกติแบบนี้ ทำได้ยากมากๆ เพราะการกระทำของเขาจะกลายเป็นนิสัยส่วนตัว เป็นบุคลิกภาพ ที่สำคัญคือเจ้าตัวมักจะไม่รู้ตัว ไม่เห็นปัญหาในการแก้ไข ไม่ร่วมมือในการรักษา การป้องกันจึงสำคัญและลงทุนน้อยกว่า

การป้องกัน
การจะป้องกันโรคนี้ ต้องตอบให้ได้ก่อน ทำไมคนถึงป่วยเป็นโรคนี้ คำถามนี้น่าสนใจมาก ถ้าเรารู้คำตอบ น่าจะป้องกันได้

ปัจจุบันเราค่อนข้างมั่นใจว่า โรคนี้เกิดจากการเรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิดของเด็ก การขาดการดูแลในช่วงขวบปีแรกซึ่งสำคัญมากในการสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ ความรู้สึกที่ดีต่อคนอื่น การมองโลกในแง่ดี การรู้สึกเห็นอกเห็นใจใคร จะเป็นสาเหตุใหญ่ข้อหนึ่ง ต่อมา การขาดการฝึกการควบคุมตนเอง ระเบียบวินัยในขวบปีที่สองและสาม จะทำให้เด็กขาดการควบคุมจิตใจตนเอง ทำให้เด็กเอาแต่ใจตนเอง ในวัยต่อๆมาเด็กจะเรียนรู้และเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อแม่ พี่น้อง คนในครอบครัวและใกล้ชิด ครอบครัวเป็นแบบใดเด็กก็มักจะเป็นแบบนั้น เมื่อเด็กเข้าโรงเรียน ก็จะเรียนรู้จากเพื่อน และครู นอกจากนี้สังคมภายนอกก็เป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กเช่นกัน การเรียนรู้เหล่านี้ ถ้าเป็นไปด้วยดี เด็กจะมีความมั่นคงในอารมณ์ รู้จักแยกแยะดีเลว และควบคุมตัวเองให้อยู่ในกติกาสังคมได้ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะช่วยกันป้องกันปัญหานี้



ที่มา :
คลินิคจิต-ประสาท 563 ถ.สามเสน แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กทม 10300 โทร. 0-2243-2142 0-2668-9435  ส่งเมล์ถึง panom@psyclin.co.th พร้อมด้วยข้อสงสัยหรือข้อคิดเห็น
รูปภาพประกอบทางอินเตอร์เน็ต
เพิ่มเติม เรื่อง : แบบประเมินความผิดปกติทางอารมณ์ http://www.dmh.go.th/stydepression/knowledge/view.asp?id=29

วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

รอยสักติดทน? ลึก0.6-22มม.หมึกกระจายทั่วเนื้อเยื่อ อนุภาคใหญ่เกินร่างกายขับออกได้ทั้งชีวิต แพทย์สักเพื่อกลบรอยหลังปลูกผม http://bit.ly/9GcCTn

รอยสัก อยู่นานแค่ไหน??

"รอยสัก ” (Tattoo) เป็นศิลปะของการเสริมความงามอย่างหนึ่ง ซึ่งมีมานับพันปี ตั้งแต่สมัยกรีกโรมันอียิปต์ และจีนโบราณ และปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมของคนทุกชนชาติ

“รอยสัก” ตามศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกว่า “แทตทู” หมายถึง “การตีหรือการเคาะ” ซึ่งเกิดจากการสักด้วยเครื่องสัก หรืออาจใช้เข็มซึ่งมีด้ายร้อยเคลือบสีอยู่ แทงผ่านตามตำแหน่งที่ต้องสักลงไปที่ผิวหนัง เป็นต้น

ปัจจุบันการการสักพัฒนาไปมาก เครื่องมือที่เป็นที่นิยมที่สุดเป็นเข็มที่ใช้มอเตอร์ในการทำให้ขยับแทงในผิวหนังลึกระหว่าง0.6-22 มิลลิเมตร เมื่อแทงลงไปหมึกจะแพร่กระจายไปสู่เนื้อเยื่อ ดูดซึมเก็บสะสมไว้ โอกาสที่จะเปิดปฏิกิริยาที่เป็นเชิงลบจากหมึกที่ใช้สักมีน้อยมาก โดยปกติแล้วสิ่งแปลกปลอมจะถูกขจัดจากร่างกายโดยใช้กลไกป้องกันตามธรรมชาติ แต่อนุภาคของหมึกนั้นใหญ่เกินกว่าที่จะถูกขจัดออกไปด้วยกลไกนี้ได้

การสักในปัจจุบันได้พัฒนาโดยใช้วัสดุปลายติดกับเครื่องไฟฟ้า และสักสีลงไปในชั้นใต้ผิวหนัง ผู้สักจะใช้วิธีจุ่มเข็มชุบสี สีที่ใช้เป็นพวกที่เข้ากลุ่มของโลหะซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้
จุดประสงค์ ของการสักผิวหนังมีหลายอย่างเช่นการบ่งบอก วัฒนะธรรมทางสังคม ความอยากเด่นอยากดัง เชื่อว่าการสักร่างกายเป็นการป้องกันภัยได้อย่างหนึ่ง ในปัจจุบันการสักร่างกายเกิดจากความพอใจต้องการให้มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้าม ตำแหน่งที่นิยมสักคือสะดือ สะโพก และอวัยวะเพศ ภาพที่ใช้สักมักจะเป็นรูปปลา รูปมังกรดอกไม้และลวดลายศิลปต่าง ๆซึ่งมีความหมาย สวยงาม

สำหรับประโยชน์ทางการแพทย์ในการสัก ใช้ในการกลบโรครอยด่างขาว การสักลงไปในช่องว่างระหว่างผมหลังการปลูกผมเพื่อให้ดูมีผมดกดำขึ้นหลังจากปลูกถ่ายผม หรือการสักบริเวณขอบตาและหัวคิ้วเพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาขนร่วงบริเวณดังกล่าว เป็นต้น

อันตรายจากการสักมักทำให้เกิดการติดเชื้อโรคชนิดต่างๆเช่น วัณโรค เชื้อไวรัส แบคทีเรียและปฏิกิริยาจากสีซึ่งสักลงไปปัจจุบันใช้สารที่นิยมใช้เป็นสีหลายชนิดมักเป็นโลหะหนัก เช่น สารปรอท แร่เหล็ก แร่โคบอลด์ เป็นต้น สารเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาบางอย่างโดยเฉพาะสารสีแดงของโลหะจะพบได้บ่อยที่สุด

การลบรอยสัก ทำได้2วิธี คือการผ่าตัดและการใช้กรดไนตริดหรือ กรดซัลฟูริกกำจัดรอยสักเหล่านี้ออกจากผิวหนังได้หลังจากลบรอยสักแล้วผู้ป่วยต้องดูแลแผลตามคำแนะนำ ของแพทย์ใช้เวลาประมาณ 7-10วัน ถ้าแผลไม่อักเสบไม่ว่าจะเป็น “การสัก”หรือ ลบรอยสักก็ตาม ขอให้อยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ

ที่มา : กองสุขศึกษา http://www.thaihed.com/
วิกิฯ การสัก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%81
 


Geek Science ได้มีการถกประเด็นนี้ไว้
How do tattoos last for so long in the skin?

Asked by Bruce, California

We put this to Neil Walker, consultant dermatologist in Oxford
 
Tattoos by definition are permanent marks produced on the skin by the injection of the material by a puncturing. As a dermatologist, I see a variety of tattoos, not any of those which have been applied by a so-called tattoo artist, either a professional or amateur, sober or drunk. Occasionally, I see people who’ve had a black kind of tattoo, where a dye called PPD is used, which can cause nasty skin reactions.


Appropriately applied henna tattoo is not a tattoo at all. Rather, it’s a drying process using the paste to produce a design in the dead outer layers of the skin. The design fades as the skin regenerates and that is one of clues as to why tattoos applied by puncturing are permanent. Our skin is continually regenerating as the outer layers or epidermis grows from basal cells at the bottom to a dead hole-y layer at the top over a period of six to eight weeks.

Pigments implanted beneath the growing layer are in the dermis or supporting layer of the skin and are not removed by the natural process of skin turnover. The body recognizes pigment granules as foreign material and there are cells whose function is to remove such material by engulfing them and transporting it to the lymph glands. These cells are unable to engulf pigment granules every certain size and, therefore, the body seem to surround them at their microscopic level by a thin layer of fibrous or scar tissue. And they become permanently trapped in the dermis.

The removal process continues slowly and tattoos may fade to a degree over time with different colours fading at different rates depending on the particle size of the pigment. In summary, tattoos are permanent because pigment particles are injected under the growing layer of the skin and the body’s mechanisms for dealing with foreign materials can't remove the particles over a certain size.

(กำลังแปลและปรับปรุงเนื้อหา-28/07/53)
วัยรุ่นกับรอยสัก (รพ.ยันฮี) http://www.yanhee.co.th/2007/knowledge.php?knowID=66#
ผู้หญิง..ที่มีรอยสัก.Tattoo มากที่สุดในโลก และได้รับบันทึกไว้ใน กินเนส บุ๊ค 2011..
เพื่อลบรอยแผลเป็นที่เกิดจากโรคประจำตัวชนิดหนึ่ง http://www.oknation.net/blog/khox/2010/06/28/entry-1



ข้อมูลเพิ่มเติม :
ว้าวว... รอยสักพิสูจน์รักแท้
 
"แอนดี้ ชีสแมน" ชายชาวเมืองนอร์ฟอล์ก ทางตะวันออกของเกาะอังกฤษซึ่งปัจจุบันอายุปาเข้าไป 49 ปีแล้วที่อุตส่าห์พิสูจน์ความรักที่มีอยู่เต็มห้องหัวใจเพื่อหวังให้ "แอนเน็ต ลอว์" หญิงสาวที่ตนเองรักได้ประจักษ์แก่สายตา โดยการลงทุน "สัก" ชื่อของ "แอนเน็ต" ลงบนท่อนแขนของเขาเองเมื่อ 32 ปีก่อน(ช่วงนั้นแอนดี้อายุราวๆ 17 ปี)


แต่น่าเสียดายที่สาวเจ้ายังไม่ทันได้เห็น "รอยสักพิสูจน์รักแท้"ทั้งสองก็มีอันต้องสวมคอนเวิร์สแยกกันไปคนละทิศคนละทางเสียก่อน กระทั่งเวลาผ่านไปกว่า 20 ปีต่างฝ่ายต่างผ่านการแต่งงานมาแล้วถึง 2 ครั้ง กว่าที่แอนดี้และแอนเน็ต จะเป็นอิสระและได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้งในงานรวมรุ่นเพื่อนเก่า  ที่มา : กระปุกดอทคอม http://hilight.kapook.com/view/8897


สัก (tattoo)... ความปลอดภัยที่ต้องคำนึง


ผู้เขียนทราบจาก history of tattoo ว่ามีนักวิทยาศาสตร์บางคนกล่าวว่า รอยสักปรากฏ ในร่างกาย ของมัมมี่ ๓๓๐๐ ปี ก่อนคริสตศักราช บางแห่งก็ว่า มีในร่างกาย ของมัมมี่ ในอียิปต์ และ นูเบียน ๒๐๐๐ ปี ก่อนคริสต ศักราช ดังนี้ เป็นต้น ชาวกรีก และ บรรพบุรุษ ของชาว เยอรมัน, ชาวกอลส์ (ยุโรปตะวันตก ในยุคโบราณ รวมทั้งทางตอนเหนือ ของอิตาลี ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม และทางใต้ ของเนเธอร์แลนด์) ชาวอังกฤษ โบราณ ก็มีรอยสักเช่นเดียวกัน แต่สำหรับ คริสเตียนแล้ว รอยสักกลับเป็น สิ่งต้องห้าม ในแถบยุโรป ส่วนในญี่ปุ่น สักเพื่อแสดง ความเป็นสมาชิกในแก๊ง ทางตะวันตกถือการสัก เป็นศิลปะ อย่างหนึ่ง เพื่อความสวยงาม


ในส่วนของกะลาสีเรือแล้ว รอยสักกลับเป็นที่นิยม ตั้งแต่สมัย กัปตันคุก ในปีคริสตศักราช ๑๗๐๐ กว่านั้น รอยสัก นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ที่ดึงดูดใจ ของทหารเรือมาแล้ว

การสักไม่ง่ายอย่างที่คิด และต้องทนเจ็บไม่น้อยเลย ผู้ปรารถนา รอยสักบนผิวหนัง ก็ไม่กลัว สามารถ ทนเจ็บได้ หากเป็นรอยสักใหญ่ ต้องใช้เวลาสักนาน หลายชั่วโมงก็ยังยอม
อ่านต่อ (สารอโศก อันดับที่ ๒๕๑ สิงหาคม ๒๕๔๕) http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Sanasoke/sa251/131.html

" รอยสัก " สักตรงไหนเจ็บตรงนั้น


ถ้าผมอยากมีรอยสักสวยๆสักอันที่แขนซ้าย ผม ก็ลงมือให้ช่างสัก บรรจงเอาเข็มมาทิ่มแทงอย่างกระหน่ำที่แขนซ้ายของผมได้อย่างเต็มที่ ความเจ็บปวดมันก็จะอยู่ที่ตรงแขนซ้ายเท่าั้นั้น ไม่ว่าุณจะเลือกสักที่มาบุญครอง สวนจตุจักร หรือแม้กะทั่งท่สะพานพุทธ คุณก็จะเจ็บที่แขนซ้ายเท่านั้น (เอ๊ะ มุขนี้ตามกันทันไหมนี่)

แต่กับ ความรัก ไม่ ว่าคุณจะูอยู่ที่ไหน ไม่ว่าคุณจะกุมมือซ้ายหรือมือขวาของเขาเอาไว้ ไม่ว่าคุณกำลังจะทำอะไร แต่ถ้าคุณถูกปฎิเสธจากเขามาเมื่อไหร่ ความเจ็บปวดมันจะมาอยู่ " หน้าอกข้างซ้าย " ที่เดียวเท่านั้น ซึ่งก็ไมรู้ว่าทำไม



" รอยสัก " ลบได้ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ยันฮีเอย , ร.พ.บางมดเอย สมัยนี้เขาลบรอยสักได้อย่างแนบเนียนไม่มีล่องรอยของแผลเป็นแล้ว และที่สำคัญ " เจ็บน้อยกว่าตอนสักอีก " หายเป็นปริดทิ้งไม่หลงเหลือล่องรอยที่ติดทนนานได้อย่างเกลี้ยงเกลา เหมาะสำหรับคนที่มีรอยสักที่ฝังแน่น และอยากที่จะลบทิ้งมันไป แต่สำหรับ " ความรัก " ไม่มีเทคฯที่ทันสมัยชนิดไหน ที่มาลบมันออกได้อย่างเกลี้ยงเกลา มันยังติดทนนานและไม่มีทีท่าว่าจะจางลงไปซะด้วยสิ  และคงมีเพียง " เวลา " เท่านั้นแหละ ที่สามารถลบมันออกไปได้ แต่จะนานเท่าไหร่ล่ะ ?
อ่านต่อ http://lovesicklifesuck.blogspot.com/2009/05/blog-post_31.html

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ก้อนแข็งๆจุกอยู่ในลำคอก่อนจะร้องไห้?? ไม่มีก้อน แต่เกิดจากลำคอทำงาน2อย่างพร้อมกัน ซึ่งช่องสายเสียงเปิดขณะกลั้นน้ำตา และบีบเหมือนกลืนขณะบิวด์

ทำไมเราจึงรู้สึกว่ามีก้อนแข็งๆจุกอยู่ในลำคอก่อนที่จะร้องไห้??

ความจริงแล้วไม่มีหรอก แต่เกิดจากการที่ลำคอพยายามทำงานสองอย่างพร้อมกัน ตรงกลางกล่องเสียงมีช่องสายเสียงซึ่งทำหน้าที่เปิดให้ลมผ่านลงไปสู่ปอด และปิดเมื่อเรากลืนอาหารโดยมีเส้นเสียงทำหน้าที่ควบคุมความกว้างของช่องสายเสียง

เมื่อเกิดภาวะเครียดเพราะรู้สึกกลัวหรือโกรธ ร่างกายจะมีปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณคือสู้หรือหนี หัวใจจะสูบฉีดเลือดเพิ่มขึ้น พร้อมๆกับที่ปอดจะทำงานหนักขึ้น เส้นเสียงก็จะบังคับให้ช่องสายเสียงเปิดกว้างกว่าปกติเพื่อรองรับลมที่จะไหลผ่านลงไปที่ปอด เมื่อเรารู้สึกสะเทือนใจจนอยากร้องไห้ ร่างกายก็จะเกิดปฏิกิริยาเช่นเดียวกัน

ความรู้สึกว่ามีก้อนแข็งๆจุกอยู่ที่คอจะเกิดขึ้นเมื่อช่องสายเสียงเปิดกว้างเต็มที่ขณะเราพยายามกลั้นน้ำตาไว้ การกลั้นน้ำตาไม่ว่าก่อนร้องไห้หรือสะอื้นก็ตามมีผลเหมือนกับการกลืน คือเส้นเสียงจะพยายามบังคับให้ช่องสายเสียงบีบตัวเข้าหากัน ดังนั้น เส้นเสียงก็จะทำงานสองอย่างพร้อมกันคือบังคับให้ช่องสายเสียงทั้งเปิดและปิดพร้อมกัน ผลลัพธ์คือเราจะรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆติดอยู่ที่ลำคอ

 
 
ที่มา : ที่มา: นิตยสาร Lisa vol.6 no.11
108 ซองคำถาม
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ตาเหล่คือ?? เกิดจากกล้ามเนื้อตาที่ใช้ในการกลอกตา มัดใดมัดหนึ่งอ่อนกำลังลง กล้ามที่แข็งแรง เลยดึงลูกตาให้เอียงไป ตาส่อน(เหล่น้อย)หน้าจะดูหวาน

ตาเหล่เกิดจากอะไร??

คนที่เกิดมาตาเหล่น้อยๆ หรือที่เรียกว่า "ตาส่อน" นั้นก็ดูหวานดี ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงยิ่งดูน่ารักใหญ่แต่ถ้าส่อนมากๆ จนถึงขั้นเหล่ก็จะ กลายเป็นปมด้อยของเจ้าตัวไป ทำให้ไม่อยากจะสบตาใครเอาเสียเลย บางคนเห็นเพื่อนตาเหล่ ก็ประดิษฐ์สำนวนมาค่อนตนตาเหล่ว่า ตาไม่สามัคคีกัน คือตาซ้ายมองไปทางโน้น ตาขวากลับมองมาทางนี้ เวลาเข้าห้องสอบ ถ้าคนคุมสอบเป็นคนตาเหล่ พวกนักเรียนที่คิดจะแอบดูคำตอบกันมักจะวุ่นวายใจ เพราะไม่รู้ว่าคนคุมมองไปทางไหนแน่ พวกหมอบอกว่าอาการตาเหล่นั้น เกิดจากกล้ามเนื้อตาที่ใช้ในการกลอกตา มัดใดมัดหนึ่งอ่อนกำลังลง กล้ามเนื้อที่ยังแข็งแรงดีอยู่ ก็เลยดึงลูกตาให้เอียงไป




ที่มา: หนังสือเรื่อง ความรู้ทั่วไป เล่ม 2 โดย สุเมธ สง่าลี และน้องสร้าง
จาก http://www.thaihp.com/
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทำไมกระเพาะไม่ย่อยตัวเอง? น้ำย่อยขับออกก็มีกัดเซลล์บ้าง แต่สร้างใหม่ได้เร็ว ถ้าไม่อักเสบ มีผนังชั้นมิวโคซาป้องกัน น้ำส้มสายชู ยาสีฟันได้ด้วย

ทำไมกระเพาะอาหารจึงไม่ย่อยตัวเอง ?




กระเพาะอาหารเป็นอวัยวะมหัศจรรย์ที่ย่อยอาหารทุกชนิดที่เรารับประทาน แต่ทำไมกระเพาะถึงไม่ย่อยตัวเอง น้ำย่อยเมื่อขับออกมาจะทำลายเซลล์บริเวณกระเพาะบ้าง แต่กระเพาะก็สามารถสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนได้เรื่อย ๆ ในเวลาเพียง 3 วันสามารถสร้างเซลล์ได้ถึง 500,000 เซลล์ ถ้ามีน้ำย่อยในกระเพาะมากเกินไป ก็อาจจะเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบได้  กระเพาะอาหารมีวิธีป้องกันตัวเอง โดยมีชั้นเนื้อเยื่อที่เรียกว่า ชั้นแกสตริกมิวโคซา มาคลุมอยู่  ส่วนประกอบในน้ำย่อย มี เปปซิน เป็นเอนไซม์ย่อยโปรตีนกับกรดเกลือ (HCI) เอนไซม์ทั้งสองชนิดนี้หลั่งผ่านชั้นมิวโคซาออกมาสู่กระเพาะ เอนไซม์เปปซินไม่ค่อยมีอันตรายนัก แต่กรดเกลือมีพิษสงมาก ถ้าเราไม่มีชั้นมิวโคซากั้นไม่ให้กรดเกลือเข้าไปถึงเซลล์ชั้นในได้แล้วล่ะก็ กระเพาะเราคงจะพังแน่



นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแอละบามา สหรัฐฯ พบว่า บนชั้นมิวโคซานั้นยังมีชั้นของคาร์โบไฮเดรตมาคลุมอีกชั้นหนึ่ง แต่ยังไม่รู้ว่าชั้นนี้ป้องกันกระเพาะได้อย่างไร นอกจากนั้นยังมี พรอสตา-แกลนดินส์ (prostaglandins) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีในเซลล์มนุษย์ทั่วไป เขาพบว่าระดับของ พรอสแกลนดินส์จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับระดับของคาร์โบไฮเดรตที่จะไปทำให้กรดลดความรุนแรงลง

คำตอบท้ายสุดที่อาจเป็นไปได้ก็คือ ผนังของชั้นมิวโคซานั้นประกอบด้วยไขมันซึ่งไอออนของไฮโดรเจน และไอออนของคลอไรด์ไม่สามารถผ่านชั้นไขมันนี้ได้ แต่เขาพบว่าสารพวกน้ำส้มสายชู แอสไพริน น้ำส้มคั้น สารละลายสิ่งสกปรก (ที่มีอยู่ในยาสีฟันและผงซักฟอก) และสารอื่น ๆ จะไม่ถูกไอออไนซ์และสามารถซึมผ่านผนังเซลล์ของกระเพาะเข้าไปได้ ดังนั้น จึงไม่ควรดื่มน้ำส้มคั้นหรือกินยาแอสไพรินขณะที่ท้องว่างและควรกินอาหารให้ตรงเวลา อย่างปล่อยให้ท้องว่างนาน ๆ เพื่อรักษาสุขภาพของกระเพาะเราเอง



ที่มา : หนังสือ รู้ให้รอบ ตอบให้ได้
เว็บเผยแพร่ http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=125&post_id=98475&title=(%CA%D8%A2%C8%D6%A1%C9%D2)-%B7%D3%E4%C1%A1%C3%D0%E0%BE%D2%D0%CD%D2%CB%D2%C3%A8%D6%A7%E4%C1%E8%C2%E8%CD%C2%B5%D1%C7%E0%CD%A7-?
เพิ่มเติม : ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอปีที่ 23 ฉบับที่ 9 กันยายน 2542] http://www.elib-online.com/doctors/med_peptic01.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ตีหัวเด็กแล้วจะฉี่รดที่นอน?? นอกจากทำให้เจ็บแล้วสมองจะกระทบฯอีกด้วย เป็นกุศโลบายคนโบราณ ฉี่รดฯเป็นกรรมพันธุ์85% หายเองตอน3ปี หรือถูกบ่นจนหาย

ตีหัวเด็ก...เด็กจะปัสสาวะรดที่นอน


คนโบราณมักจะมีคำเตือนหลายๆ เรื่องเช่น จะบอกว่า 'อย่าไปตีหัวเด็กสิ เดี๋ยวคืนนี้เขาจะฉี่รดที่นอน' ซึ่งคำเตือนนี้เป็นความเชื่อหรือเป็นความจริงกันแน่


พ.ญ.เพียงทิพย์ พรหมพันธุ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาล สมิติเวช ศรีนครินทร์ อธิบายว่า เรื่อง การห้ามตีหัวเด็กเพราะจะทำให้เด็กฉี่รดที่นอนนั้นจริงหรือไม่จริงก็ไม่ควรตีหัวเด็ก เพราะนอกจากจะทำให้เด็กเจ็บแล้ว บางครั้งอาจทำให้สมองของเด็กกระทบกระเทือนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพราะกระหม่อมเด็กยังปิดไม่สนิทส่วนการที่เด็กโดนตีหัวแล้วปัสสาวะรดที่นอนนั้นอธิบายได้ว่า เด็กกลัวขณะที่โดนตี บางครั้งไม่ได้ถูกตีอย่างเดียวอาจจะถูกดุด้วย ทำให้กระทบกระเทือนจิตใจ จนทำให้ตอนกลางคืน เด็กอาจฝันร้ายหรือระบายความรู้สึกที่ไม่สบายใจนั้นออกมาด้วยการปัสสาวะรดที่นอน ถ้าบอกว่าถูกตีจนกระทั่งไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้คงเป็นไปยาก แต่ถ้าถูกตีแรงๆ เด็กก็อาจกลั้นปัสสาวะไม่ได้เหมือนกัน



ดังนั้นการปัสสาวะรดที่นอนอาจไม่เกี่ยวกับการที่เด็กถูกตีหัวแต่การที่โดนดุ และโดนลงโทษในตอนกลางวันอาจมีผลต่อการจะปัสสาวะรดที่นอนในตอนกลางคืนได้ เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วไม่ว่าจะอธิบายในทางจิตวิทยาหรือใช้เหตุผลทั่วๆไป ความเชื่อนี้ก็น่าจะเป็นความจริง คือผู้ใหญ่ไม่ควรจะตีหัวเด็กและนี่คือภูมิปัญญาโบราณ หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือจะเรียกว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นก็แล้วแต่จะเรียกคือกุศโลบาย หรือ กุศล+อุบาย ซึ่งเป็นวิธีการที่จะแนะนำให้เราทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างมีจิตใจดีเป็นกุศลนั่นคือความหวังดีของคนโบราณ แต่ยังไม่มีคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์เท่านั้นเอง


TIPS การปัสสาวะรดที่นอนเป็นพันธุกรรม ร้อยละ 85 ของผู้ที่มีอาการนี้มักมีประวัติสมาชิกในครอบครัวที่ปัสสาวะรดที่นอนและอีกสาเหตุหนึ่งคือเป็นโดยธรรมชาติของเด็ก เด็กชายจะควบคุมการขับถ่ายได้ดีกว่าเด็กหญิง เมื่ออายุ 2-3 ขวบมี1ใน3 ที่ต้องปัสสาวะรดที่นอน แต่6 ขวบ ไปแล้วจะหายยกเว้นถ้าถูกบ่นว่ามากจะไม่หาย


ข้อมูลประกอบ : เมื่อหนูฉี่รดที่นอน  คอลัมน์ ส่องโรค ไขสุข
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2552 http://www.manarom.com/n34.html
ที่มา : ศูนย์แบ่งปันความรู้ นมข.
วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ManUทำไมต้องปีศาจแดง?? ตอนนั้นทีมรักบี้ Salford Red ดังมาก ฉายาปีศาจแดง แมนยูฯเห็นว่าชื่อดูว่าดุดันดี เลยเอามาเป็นฉายา แล้วมาตั้งเป็นโลโก้




ที่แมนยูใช้โลโก้ปีศาจ เพราะในตอนนั้นทีมรักบี้ Salford (Salford Red) ดังมาก(ตอนนี้ก็ยังดังมากอยู่ ถ้าเทียบเป็นบอลคงระดับ บาซ่า รีลมาดริท) และมีฉายาว่าปีศาจแดง แมนยูเห็นว่าชื่อดูว่าดุดันดี เลยเอามาเป็นฉายา แล้วมาตั้งเป็นโลโก้ แต่ดูที่โลโก้ ของแมนยู และ แมนซิดีๆ ทั้งคู่จะยังคงรูปเรือที่เป็นสัญลักษณ์ของ เมืองอยู่ในโลโก้ด้วย แต่ แมนซิตี้ ยังอนุรักษ์ เส้นสามเส้นบนโล่ เอาไว้(หมายถึง แมน้ำทั้งสามสายที่ไหลผ่านเมืองแมนเชสเตอร์)

(สรุปความจากอ้างอิงนี้ http://www.albionroad.com/club-profiles/70-manchester-united  )


นอกจากฉายาปีศาจแดงที่ได้อิทธิพลมาจากทีมรักบี้ Salford City Reds ซึ่งอยู่ในเมือง Salford ใกล้ๆกับเมืองแมนเชสเตอร์นั่นเอง

สัญลักษณ์ปีศาจแดงของแมนยู ก็ได้มีดัดแปลงมาจากสัญญลักษณ์ของทีม Salford City Reds เช่นกัน ดังนั้นบางทีคนจึงเรียกทีมรักบี้ทีมนี้ว่า 'The Original Red Devils'

http://www.reds.co.uk/





เรื่องโลโก้ แมนยู และ แมนซิ เว็บต่างประเทศ..แซวว่า


แมนซิติ้ ซึ่งเห็นว่าเป็นทีมที่รวยที่สุดในพรีเมียอังกฤษตอนนี้ และมีนักเตะระดับเทพมากมาย

รูปปีศาจสีแดงที่ถือหอกดูน่าเกรงขามน่ากลัวใหมละครับพี่น้องอันนี้ส่งผลต่อนักเตะในทีมให้ฮึกเหิมได้แน่นอนอีกภาพแมนซิตี้เป็นเรือใบที่อยูในทะเลอย่างสง่างามนิ่งแม้ยามมีคลื่นซัดสาด แล้วทั้งสองต่างกันยังไง ครับต่างครับตรงที่ แมนยูได้แชป์มากมาย ตรงกันข้ามแมนซิตี้ เทียบไม่ได้เลยกับความสำเร็จที่ฝ่ายแรกมีอยู่

แมนยูดูได้เปรียบทางจิตวิทยานิดหน่อยตรงที่ปีศาจไงละครับสังเกตุว่าปีศาจแดงไม่ใช่แค่ถือหอกธรรมดาจะเห็นว่าทำทีท่าว่ากำลังจะล่มเรือใบที่อยู่ข้างบนเห็นยังละครับจุดที่แมนยูได้เปรียบและเป็นแชมป์มาทุกวันนี้ก็มาจากโลโก้นี่แหละครับ





โอ้...พระเจ้าช่วยถ้วยกระป๋อง.. แมนยูฯ ที่เกือบล้มละลาย

คนที่ออกเงินช่วยพยุงสโมสรตอนนั้น เป็นคนที่สุดยอดจริงๆ (John Henry Davies) มีหมาเซนต์เบอนาร์ด มาเกี่ยวข้องด้วย ประมาณว่าหมาคาบอะไรสักอย่าง(กระป๋องมั้ง) จากร้านขายของหน้าสนามไป แล้วก็มีลูกสาวของเศรษฐีคนนั้นมาเจอหมาตัวนั้นเข้า ก็เลยอยากรู้ที่มาของกระป๋องใบนั้น ก็เลยทำให้รู้จักสนามแมนยู และช่วยออกเงินให้สโมสรที่เกือบล้มละลาย

พออ่านถึงตอนเจ้าของสโมสรเสียชีวิต ก็รู้สึกเสียใจไปด้วยครับ เขามีบุญคุณต่อแมนยูจริงๆ
Link ครับ เผื่อใครอยากอ่าน http://en.wikipedia.org/wiki/Manchester_United_pre-1945


ภาพประกอบจากที่มา

ยาหลอก?? ยามีน้ำตาล&แป้ง ผลเรียกThePlaceboEffect เพื่อช่วยให้คนไข้คาดหวัง+ศรัทธา ผลิตฮอร์โมนฯ รักษาได้ดีขึ้น และเพื่อทดสอบยา ไม่ผิดจริยธรรม

ฤทธิ์ผลของยาหลอก


ฤทธิ์ผลจากยาหลอก เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมดาที่สุดที่เราพบเห็นได้ในทางการแพทย์ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องราวที่ลึกลับและทรงพลังอยู่ในปัจจุบัน ยาหลอก หมายถึง น้ำตาลหรือแป้ง หรือสารที่ไม่ก่อเกิดขบวนการทางเภสัชในการรักษา ที่นำมาอัดแล้วเคลือบให้ดูเป็นเม็ดยาหรืออยู่ในแคปซูลหรือเตรียมเป็นยาฉีด ยาน้ำ หรือรูปแบบยาอื่นๆ ก็ได้แล้วนำมาใช้ในการแพทย์ จุดประสงค์ที่นำมาใช้ มีสองประเด็นหลักคือ เพื่อจ่ายให้แก่คนไข้ทำให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกที่ดีขึ้นต่ออาการของตน บรรเทาอาการอาการเจ็บป่วยลงไป นอกจากนี้ ยาหลอกยังถูกใช้เป็นตัวอ้างอิงเปรียบเทียบเพื่อคอนโทรลการทดลองทางคลินิกเพื่อทดสอบยา เพื่อให้ทราบประสิทธิภาพของยาจริง (ยาที่ออกฤทธิ์ตามกลไกเภสัชศาสตร์จริงๆ) ยาหลอกไม่เพียงแต่หมายถึง แป้ง,น้ำตาล ที่ทำเป็นรูปแบบยาต่างๆ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงขบวนการทางแพทย์อีกด้วย เช่น การผ่าตัดที่ ไม่ได้ผ่าตัดอวัยวะใดๆ อาจผ่าตัดเพียงผิวหนังเล็กน้อยไปบ้าง กรณีที่แพทย์ตรวจสภาพร่างกายคนไข้แล้วมีปฏิสัมพันธ์กับคนไข้เล็กน้อย พูดจาปลอบขวัญให้กำลังใจก็ถือว่าเป็นการให้ยาหลอกได้เหมือนกัน ได้มีการศึกษาวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า เมื่อให้ยาหลอกบำบัดรักษาแก่ผู้ป่วยที่มีอาการต่างๆ เช่น เจ็บปวด, ความดันสูงและโรคหืดหอบ ผลปรากฏว่ามีคนไข้จำนวนร้อยละ 30-40 มีอาการดีขึ้น สำหรับคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจ (angina pectoris) คณะวิจัยได้ดำเนินการวางยาสลบและผ่าตัดผิวหนังคนไข้ออกไปเล็กน้อย ผลปรากฏว่า คนไข้อาการดีขึ้น ถึงร้อยละ 80 ต่อคำถามที่ว่า ทำไม แป้ง,น้ำตาลที่นำมาเป็นยาก็ดี การผ่าตัดหลอกๆ ก็ดีก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบำบัดรักษาได้อย่างไร




The Placebo Effect
ยาหลอกที่จะนำไปใช้ในการทดลองเป็นตัวอ้างอิงในการทดลอง ผลทางคลีนิคต้องหลอกทั้งผู้ทำการทดลองและผู้ถูกทดลองในภาพเหมือนยาจริงมากที่สุดต้องเป็นเม็ดยาแถวที่ 3 แถวบนสุดแม้นเม็ดยาเหมือนกันทั้งขนาดและสี แต่มีตัวอักษรพิมพ์บนเม็ดต่างกัน แถวกลางตัวอักษรเหมือนกันแต่ถ้าสังเกตด้านซ้ายขนาดเม็ดจะเล็กกว่า ส่วนรูปกราฟจากการศึกษาทดลองไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดหลอกหรือการให้คำปลอบขวัญแก่คนไข้จะช่วยในการรักษาดีขึ้น






หลายๆ ท่านเชื่อว่าเป็นเรื่องของ จิตศาสตร์ ( psychological ) ที่ทำให้เกิดผลจริง เนื่องจากแรงศรัทธาของคนไข้หรือไม่ก็เป็นการสำคัญผิดคิดไปเอง ถ้าคุณเชื่อว่ายานั้นช่วยคุณได้มันก็จะช่วย ทั้งหมดมันขึ้นอยู่ที่จิตใจพลังแห่งความคาดหวังเมื่อมีขึ้นมาร่างกายก็จะผลิตสารฮอร์โมนที่เรียกว่า เอนเดอร์ฟีน (endorphine) ขับออกมา ในส่วนของระบบประสาทอัตโนมัติสมองเราจะกลั่นกรองรับรู้ข้อมูลสัมผัสอันตรายต่างๆ เช่นฮอร์โมน แอดรีนาริน / โดปามีน ,นอร์อิพิเนพฟีน ทำให้เราพุ่งพล่าน ตอบสนองสิ่งเร้าได้รวดเร็ว ขณะที่อารมณ์เชิงบวกของคนเราก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์, ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นมีการพัฒนาไอคิว เราจะพบเห็นสิ่งเหล่านี้ได้จากการทำสมาธิ จึงเกิดคำถามที่ว่าหากแพทย์เมื่อเห็นประโยชน์จากยาหลอกแล้วเจตนาสั่งจ่ายหลอกให้แก่คนไข้ ทั้งที่รู้ว่าไม่มีตัวยาจริงในการรักษาโรคอาการนี้จะถือว่าเป็นการผิดจริยธรรมหรือไม่?   คำตอบของข้อนี้อาจแสดงออกมาหลายๆแนวความคิด อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มแพทย์ได้แสดงความเห็นว่า ‘ในฐานะแพทย์แล้วเราควรจะเห็นคุณค่าของยาหลอกว่ามีความปลอดภัยมีประสิทธิภาพและราคาถูกควรนำข้อได้เปรียบเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันให้ได้เต็มที่’




ที่มา Thai Pharmaceutical Manufacturers Association
เกิดอะไรขึ้นกับสมองเมื่อได้รับยาหลอก (placebo effect) http://www.vcharkarn.com/vcafe/103021
องค์การเภสัชกรรม The Government Pharmaceutical Organization  เรียบเรียงจากเอกสารอ้างอิง
1. The mysterious placebo effect
2. The Placebo Effect วารสาร Scientific American ฉบับ january 1998
3. The Placebo Effect http://skepdic.com/piousfraud.htm/piousfraud
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

กินแปลกๆตอนท้อง?? รกซึ่งจะผลิตฮอร์โมน HCG อาจทำให้แม่มีจิตใจที่เปลี่ยนไป เกิดอุปาทานเมื่อเจออาหารแปลกๆ เช่นกินถ่าน ซึ่งไปดูดซับแก๊สในท้องได้

อาการอยากรับประทานของแปลกของหญิงมีครรภ์เกิดจากอะไร?


ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ บางครั้งอาจจะอยากรับประทานอาหารที่ไม่เคยรับประทานมาก่อน อาการแพ้ท้องและอยากรับประทานอาหารแปลกๆ ของหญิงตั้งครรภ์นั้นเกิดจากสาเหตุใดสามารถใช้หลักวิทยาศาสตร์อธิบายได้หรือไม่

นายแพทย์จิรัตน์ ตั้งฐิตวงศ์ ห้วหน้ากลุ่มงานสูตินารีเวชกรรมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่1 กรมอนามัย อธิบายว่าในทางการแพทย์อธิบายว่าขณะตั้งครรภ์ร่างกายจะผลิตรกขึ้นมา ซึ่งรกจะผลิตฮอร์โมนเรียกว่า ฮอร์โมน เอชซีจี (HCG) ฮอร์โมนเอชซีจีอาจจะทำให้แม่มีจิตใจที่เปลี่ยนไป อาจจะมีความวิตกกังวล และมีอาการแพ้ เพราะเป็นฮอร์โมนแปลกปลอมซึ่งจะไม่มีในผู้หญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ ผู้หญิงบางคนจะแพ้มากจนไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ เช่น ข้าว หมู ผัก เนื้อไก่ เนื้อปลา เป็นต้น โดยเฉพาะนม เมื่อดื่มเข้าไปจะรู้สึกว่านมมีกลิ่นเหม็นคาวจนต้องอาเจียนออกมา



เพราะฉะนั้นจะเกิดอุปาทานเมื่อเจออาหารแปลกๆ เช่นแมลง หรือบางคนชอบที่จะรับประทานถ่าน เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วรู้สึกดีขึ้น จึงทำให้อยากจะรับประทานต่อไปเรื่อยๆเนื่องจากถ่านจะเข้าไปดูดซับแก๊สซึ่งจะเกิดในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หลังจากคลอดแล้วก็ไม่อยากรับประทานอาหารแปลกๆ เหล่านี้ ส่วนความเชื่อที่ว่าไขมันของเด็กเกิดจากการดื่มน้ำมะพร้าวมากเกินไปนั้นก็ไม่เป็นความจริง การที่เด็กคลอดมาจะมีไขมันหรือไม่มีไขมันนั้น ขึ้นกับว่า เด็กนั้นคลอดก่อนกำหนดหรือเปล่า ส่วนใหญ่จะพบว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เช่น เด็กที่คลอดในขณะอายุครรภ์ประมาณ 7-8 เดือน จะมีไขมันมากกว่าเด็กที่คลอดเมื่ออายุครรภ์ครบ 9 เดือน นอกจากนั้นยังมีความเชื่อว่า ถ้ารับประทานอาหารที่มีสีดำจะทำให้ลูกที่คลอดออกมามีผิวสีดำนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะอาหารที่มีสีดำหลายๆ ชนิดเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น งาดำ ถั่วดำ ไก่ดำ เป็นต้น





TIPS ระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ควรเลี้ยงหรือเล่นกับสุนัขและแมว เพื่อป้องกันการติดโรค เช่น พยาธิทอกโซปลาสมา (toxoplasmosis) ซึ่งอาจจะทำให้ลูกที่ออกมามีความผิดปกติต่างๆ ได้เช่น หัวโต หรือ หัวเล็ก ตามองไม่เห็น ฯลฯ และควรระวังโรคหัดเยอรมันซึ่งจะทำให้ทารกพิการได้ ถ้าอายุครรภ์ยังไม่ถึง 3 เดือน

 
ข้อมูลประกอบ : อาหารธรรมชาติจากแม่สู่ลูก http://bit.ly/dlvA3S
ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)

รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

พริมโรสบรรเทาโซฟีได้? EveningPrimroseOil สกัดจากเมล็ด&ดอกอีฟนิ่งพริมโรส มีกรดไขมัน เช่น linolenic gramma เชื่อว่าลดอาการตอนโซฟีแต่ยังไม่สรุป

น้ำมันดอกอีฟนิ่งพริมโรสป้องกันการปวดประจำเดือนได้?


ความเชื่อบางครั้งก็มีผลทางการตลาดด้วยเช่นกัน ปัจจุบันมีแคปซูลที่ผลิตจากดอกอีฟนิ่งพริมโรส กำลังได้รับความนิยมกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น เพราะเชื่อว่าถ้ารับประทานแล้วจะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ ความเชื่อนี้จริงหรือไม่จริง มาหาคำตอบกัน




รศ.ดร.โอภา วัชระคุปต์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ปัจจุบันมีการผลิตน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสออยส์ หรือ อีพีโอ (evening primrose oil :EPO) เป็นน้ำมันที่สกัดมาจากเมล็ดและดอกอีฟนิ่งพริมโรส แต่ส่วนใหญ่จะนิยมสกัดจากเมล็ดของดอกอีฟนิ่งพริมโรส ประกอบด้วยน้ำมัน และมีกรดไขมันที่จำเป็น เช่น ไลโนเลนิกแกมมา (linolenic gramma) ซึ่งเชื่อกันว่าสารสกัดที่ได้จากเมล็ดของดอกอีฟนิ่งพริมโรสจะช่วยลดอาการผิดปกติต่างๆ ก่อนมีประจำเดือน เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง เจ็บหน้าอก เป็นต้น ต่อมามีนักวิจัยได้ทำการวิจัยในผู้หญิงที่รับประทานยาอีพีโอ แต่ยังไม่ปรากฏผลที่ชัดเจน และมีการนำน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสมาทดลองให้คนที่เป็นเบาหวานรับประทาน พบว่าสารสกัดที่ได้จากเมล็ดของดอกอีฟนิ่งพริมโรสเมื่อทำงานร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระจะทำให้อาการประสาทชาหรือเส้นเลือดแข็งตัวในผู้ป่วยโรคเบาหวานดีขึ้น






วัยรุ่นที่จะรับประทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส เพื่อลดอาการปวดประจำเดือนควรตระหนักด้วยว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน เพราะน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสมีราคาค่อนข้างแพง และผลงานวิจัยหลายชิ้นก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าเมื่อรับประทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสแล้วจะสามารถลดอาการปวดประจำเดือนได้ การแก้ปัญหาการปวดประจำเดือนได้ดีที่สุด คือ ควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เช่นผัก ผลไม้ โปรตีน เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ได้รับสารอาหารที่จำเป็น โดยไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อาจจะมีการโฆษณาเกินความจริง






TIPS
น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (evening primrose oil - EPO) สกัดจากเมล็ดของพรรณไม้ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Oenothera biennis L. ชื่อสามัญ night willlow-herb, scabish, sun drop หรือ อีฟนิ่งพริมโรส ซึ่งเป็นชื่อที่บ่งบอกลักษณะการบานของมัน คือบานในตอนเย็นแล้วก็ร่วงโรยไปในวันนั้นเอง เป็นพืชท้องถิ่นแถบอเมริกาเหนือ ซึ่งปัจจุบันสามารถปลูกได้ทั้งในยุโรปและเอเชียหลายคนเชื่อในสรรพคุณถึงขนาดยกให้เป็นราชาแห่งการรักษาทุกชนิด



ข้อมูลประกอบ : 
อีฟนิ่งพริมโรส กินแล้วได้อะไร? http://www.foodsafety.bangkok.go.th/new2/read_article.php?cat_id=3&txt_id=73
น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสต่ออาการปวดประจำเดือนและอาการก่อนและหลังประจำเดือน  http://www.openmm.com/lifestyle/news/2007_2/news_0109.html
ที่มา : ศูนย์แบ่งปันความรู้ ม.น.ข
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

คางทูม..เขียนเสือแล้วหาย?? เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบริเวณต่อมน้ำลายและลามไป ฟักเชื่อ 2-4 วันจะบวมออกมา จะเป็นไข้หวัด รักษาตามอาการก็หายได้เอง

เป็นคางทูม เขียนเสือแล้วหาย



เมื่อก่อนเราเป็นคางทูมกันจนแก้มโย้ พ่อแม่บางบ้านก็พาไปหาชินแสบ้างหมอชาวบ้านบ้าง ซินแสหรือหมอก็จะเขียนเสือเป็นตัวอักษรบ้าง เป็นรูปเสือบ้าง ในที่สุดก็หายเป็นปกติจริงๆ คนหลายคนก็เลยเชื่ออย่างปักใจเลยว่าต้องเขียนเสือไว้ คางทูมถึงจะกลัว พากันเลี้ยงเสือไว้บนคางกันเรื่อยมา



เรื่องนี้มีคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์มากกว่านั้นครับ

คางทูมเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่บริเวณต่อมน้ำลาย อาจจะเป็นต่อมเดียวก็ได้ หรือบางครั้งเชื้อโรคก็ลุกลามไปยังต่อมน้ำลายในบริเวณอื่นๆ

เชื้อไวรัสชนิดนี้มีช่องทางเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจเอาละอองเชื้อเข้าไป ต่อจากนั้นเชื้อจะไปแกะแน่นอยู่ที่เมือกในบริเวณทางเดินหายใจเพื่อฟักตัวโดยใช้เวลา ๒-๔ สัปดาห์ แล้วจึงแสดงอาการออกมา

โรคคางทูมมักจะทุเลาและหายได้เอง เพียงแต่ถ้ามีอาการไข้หรือปวด ก็จะใช้วิธีแก้ตามอาการ คือรับประทานยาแก้ปวดลดไข้เพื่อบรรเทาอาการ คางทูมจึงมีลักษณะเหมือนกับหวัด คือเป็นเองหายเองได้โดยไม่ต้องเขียนเสือครับ

 
 
ที่มา :  คางทูม (Mumps/Epidemic parotitis)
http://thaiwonders.com/pharma/index.php?option=com_content&task=view&id=155&Itemid=49
วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ตกหมอน?? อาการปวดคอจนเอี้ยวไม่ได้ เกิดจากเอ็น กล้ามเนื้อ ไขกระดูกต้นคอผิดปกติ เหตุจาก นั่งเครียด เขียนนาน ใช้กล้ามเนื้อเยอะ ไม่เกี่ยวกับหมอน

ความจริงของการตกหมอน


เคยตื่นนอนตอนเช้าแล้วเมื่อยต้นคอหรือปวดต้นคอจนเอี้ยวไม่ได้หรือก้มเงยก็ไม่ได้บ้างไหมครับ บางคนบอกทันทีว่านั่นละอาการตกหมอนละ จนหลายคนถึงกับนำหมอนไปตากแดดเพื่อแก้เคล็ดด้วยซ้ำไป ตกลงอาการที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าการตกหมอน จริงๆคืออะไร?


อาการที่เรียกกันว่านอนตกหมอนนั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการนอนตกหมอนเลย อาการปวดต้นคอนั้นเกิดจากความผิดปกติที่เอ็น กล้ามเนื้อ กระดูกหรือไขข้อกระดูกต้นคอ โดยอาจมีสาเหตุมาจากการนั่งเครียดอยู่กับงานตลอดทั้งวัน การอ่านเขียนนานๆ การใช้คอมพิวเตอร์นานๆ รวมทั้งเกิดจากความเครียด สิ่งเหล่านี้เมื่อสะสมนานเข้าจะทำให้ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดเอว และปวดต้นคอด้วย สาเหตุอีกอย่างหนึ่งคือการเล่นกีฬาที่ต้องใช้กล้ามเนื้อคอมากๆ เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็จะปวดต้นคอได้เหมือนกัน

ข้อสำคัญก็คือ เมื่อเกิดอาการปวดต้นคอแล้ว ห้ามบีบนวดเป็นอันขาด เพราะกล้ามเนื้อจะชอกช้ำและอักเสบมากขึ้น


นี่คือเรื่องของอาการตกหมอนที่ไม่เกี่ยวอะไรกับหมอนเลยครับ

ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
ศูนย์แบ่งปันความรู้ ม.น.ข
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Q10? โคเอ็นไซม์ Q10(Coenzyme Q10)ทำหน้าที่2อย่างคือ เป็นตัวการสำคัญผลิตพลังงาน และเป็นภูมิคุ้มกันต่ออนุมูลอิสระ ได้มาจากตับเราเองและทานเนื้อสัตว์

เรื่องของคิวเท็น (Q10)



แอบได้ยินโฆษณาทางโทรทัศน์ของครีมบำรุงผิวบางยี่ห้อ ที่บอกว่าในสินค้าของตนมีนวัตกรรมทางสุขภาพชนิดใหม่ผสมอยู่ โดยเรียกชื่อว่า Q10 ว่าดีเหลือหลาย ทำให้ผิวขาวเกินกว่าบรรพบุรุษได้


โฆษณานี้เกินจริงหรือไม่ ต้องถามว่าเจ้าตัวนวัตกรรมชนิดนี้คืออะไร?
โคเอ็นไซม์ Q10 คือสารชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในอาหารที่เรารับประทานกัน โคเอ็นไซม์ Q10 (Coenzyme Q10) มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ยูบีควิโนน" (Ubiquinone-10) แต่มักจะเรียกขานสั้นๆ ว่า Q10 ทำหน้าที่สองอย่างในร่างกายของเรา คือ เป็นตัวการสำคัญในกระบวนการผลิตพลังงานที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อสิ่งที่เรียกว่าอนุมูลอิสระ ซึ่งร่างกายต้องต่อต้าน องค์ความรู้ในปัจจุบันชี้ว่าอนุมูลอิสระเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบตัน รวมทั้งมะเร็งบางชนิด

ร่างกายของเราจะได้รับโคเอ็นไซม์ Q10 จากสองแหล่งคือ ร่างกายผลิตขึ้นเองที่ตับ และได้รับจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ซึ่งจะมีโคเอ็นไซม์ Q10 อยู่มาก รวมทั้งถั่วเหลือง งา และ น้ำมันจากปลาซาร์ดีน

นั่นคือคำตอบว่า Q10 คืออะไร คำถามต่อมาก็คือ มีคุณสมบัติพิเศษในการบำรุงผิวจริงหรือไม่


หลังจากค้นคว้ามาระยะหนึ่ง พบว่ามีงานวิจัยออกมาเพียงหนึ่งหรือสองชิ้นเท่านั้นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเครื่องสำอาง ผลการวิจัยส่วนใหญ่เน้นในเรื่องของสุขภาพและโภชนาการ และในงานวิจัยน้อยชิ้นนั้นเองก็ไม่ได้สรุปผลที่ชี้ชัดในแง่ที่ว่าผิวจะขาวขึ้นได้อย่างที่โฆษณาเลย ถึงบ่งบอกถึงผลบวกของการใช้โคเอ็นไซน์ Q10 ต่อร่างกายก็ตาม เราจึงยังไม่อาจสรุปได้ถึงประโยชน์ของโคเอ็นไซน์ Q10 ต่อผิว

การรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ยังเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับการมีสุขภาพดี ผิวพรรณก็จะงามเปล่งปลั่งออกมาจากภายในเองโดยธรรมชาติครับ




ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)  ,ศูนย์แบ่งปันความรู้ ม.น.ข
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
 
เพิ่มเติม
 
CO-Q10 หาได้จากธรรมชาติ คือจากธัญพืชพวกข้าวกล้อง งา ถั่วต่างๆ และเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น โดยปกติแล้ว ธัญพืชจะให้คุณค่ามาเป็นชุด คือให้ทั้งวิตามินอี และ CO-Q10 และการได้รับวิตามินอีกับ CO-Q10 จากธรรมชาติจะให้ผลดีต่อร่างกายมากกว่าวิตามินชนิดเม็ดที่ทำจากห้องแล็บถึง 2 เท่า จึงควรหารับประทานจากอาหารในธรรมชาติ ไม่ใช่ไปซื้อชนิดเม็ดมาทาน


ส่วนวิตามินอีนั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกาย แต่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ ต้องได้จากอาหารจำพวกธัญพืช มนุษย์ควรหาวิตามินอีเข้าสู่ร่างกายให้มากพอ ทั้งนี้ วิตามินอีจะช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็ง ไม่เปราะร้าวง่าย เพราะฉะนั้น ก็เท่ากับป้องกันโรคได้หลายโรค เช่น ความดันโลหิตสูง หรือต้อกระจกก็ป้องกันได้ร่วมกับวิตามินเอ

วิตามินอีเด่นเรื่องการปกป้องร่างกายที่หลอดเลือด ถ้าหลอดเลือดเรายังดี ก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่ชลอความแก่ของร่างกาย หากหลอดเลือดโทรม จะขาดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ทำให้แก่เร็ว ผมหงอกขาว

โดย นพ.ปัญญา ไข่มุก รายการ Healthy Time, FM 99 Active Radio

ทำไมต้องกระพริบตา?? เป็นวิธีการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ตาตามธรรมชาติ ให้ผิวตาชุ่มชื้นได้ตลอดเวลา ไม่แห้งและแสบตา ฝืนพริบตา12วิ จะแสบตา // จามทำไมต้องกระพริบตา?? ความดันเวลาจามจะสูงมาก(160กม/ชม) ถ้าไม่กระพริบตาลูกตาเสียได้ จามที่ถูกคือยกแขนขึ้นมาจับไหลฝั่งตรงกันข้าม แล้วยกศอกปิด

ทำไมคนเราต้องกระพริบตา


ศ. นพ. เสนอ อินทรสุขศรี ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าการกะพริบตาเป็นวิธีการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ตา ซึ่งเป็นการป้องกันตามธรรมชาติของร่างกาย เวลากะพริบตาน้ำตาจะได้เคลือบและแผ่ไปได้ทั่วผิวลูกตา ทำให้ผิวตาชุ่มชื้นได้ตลอดเวลา ตาจะได้ไม่แห้งและไม่แสบตา เราจึงต้องกะพริบตาอยู่ตลอดเวลา



โดยเฉลี่ยคนเรากะพริบตาทุก ๆ ๒-๓ วินาที เวลาที่ตั้งใจมองเพ่งสิ่งใด เช่น เวลาอ่านหนังสือ กว่าจะกะพริบตาครั้งหนึ่งก็ใช้เวลานานกว่าปรกติ ตามสถิติมีผู้สังเกตว่า เวลาอ่านหนังสือ ผู้หญิงจะใช้เวลา ๕ วินาที จึงจะกะพริบตาครั้งหนึ่ง ส่วนผู้ชายใช้เวลา ๑๐-๑๒ วินาที จึงจะกะพริบตาครั้งหนึ่ง ความแตกต่างกันนี้ไม่อาจอธิบายได้ ผู้ทำสถิติตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ชายอาจทนเพ่งอ่านหนังสือได้นานกว่าผู้หญิง


อย่างไรก็ตาม คนเราจะต้องกะพริบตาตลอดเวลาเสมอถ้าจะฝืนไม่กะพริบตาเลย เพียงนาน ๑๐-๑๒ วินาทีก็จะแสบตาเนื่องจากน้ำตาระเหยแห้งไป และด้านหน้าลูกตาแห้งหรือชุ่มชื้นไม่ทั่วกัน


มีบางคนกะพริบตาถี่ ๆ เมื่อเกิดอารมณ์ผิดปรกติบางอย่างเช่น หวาดระแวง ละอาย ขวยเขิน มีความผิดอยู่ในใจ ตื่นเต้น โกรธ ฯลฯ บางคนกะพริบตาถี่ ๆ จนเป็นนิสัยก็มี



ทำไมเวลาจามต้องกระพริบตา??
ที่จามแล้วต้องกระพริบตาเนื่ยเพราะจะทำให้ความดันเวลาจามจะสูงมากถ้าไม่กระพริบตาลูกตาอาจจะเสียหายได้ หรืออาจจะหลุดออกมาเลยก็ได้

ในสหรัฐอเมริกา มีการค้นพบวิธีการจามที่ถูกต้อง หรือวิธีการที่ทำให้คนรอบตัวติดหวัดน้อยที่สุด แถมไม่ต้องเปลืองค่าใช้จ่ายซื้อยารักษาตัวอีกต่างหาก ปี พ.ศ. 2538 หลังจากที่มีการค้นพบ กระทรวงสาธรณสุขของเขา ก็เผยแพร่ และฝึกฝนคนของเขาตั้งแต่เป็นเด็กๆ จนอเมริกันชนยุคปัจจุบันส่วนใหญ่กลายเป็นคนที่ “จามเป็น”




วิธีการคือ
ก่อนจามให้ยกแขนข้างใดข้างหนึ่งขึ้นมาจับไหล่ของตัวเองฝั่งตรงกันข้าม (ถ้าแขนขวาก็จับไหล่ซ้าย ถ้าแขนซ้ายก็จับไหล่ขวา) เมื่อจับไหล่ตัวเองแล้ว ให้ยกมุมข้อศอกปิดปากและจมูกตัวเองแล้วค่อยจาม

ส่วนการกลั้นจาม
คุณรู้ไหมว่าอัตราความเร็วในการจามแต่ละครั้งนั้นสูงถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทีเดียว ดังนั้น การยื้อหรือกลั้นไม่ให้จามนั้นจะก่อให้เกิดแรงอัดอากาศภายใน อาจส่งผลทำให้เยื่อแก้วหูแตกหรือเป็นรูได้

รู้อย่างนี้แล้ว ไม่ควรกลั้นจาม หรือถ้าจะจามครั้งต่อไป ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้




ที่มา : หนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี
เรื่องน่ารู้ของการ “จาม” http://www.moph.go.th/ops/iprg/iprg_new/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=26020
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

"โยเกิร์ต"นมหมัก แหล่งกำเนิดคาบสมุทรบอลข่าน เปรี้ยวเจากจุลินทรีย์เปลี่ยนน้ำตาลแลกโตสเป็นกรดแลกติก กรด-เบสอยู่ 3.8-4.6 มีกลิ่นเนย ช่วยขับถ่าย

โยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์นมหมักซึ่งมีแหล่งกำเนิดในกลุ่มประเทศตะวันออกบริเวณคาบสมุทรบอลข่าน แล้วไปนิยมแพร่หลายในยุโรปตะวันออกและยุโรปกลาง โดยความเปรี้ยวของนมเกิดจากจุลินทรีย์ที่เปลี่ยนน้ำตาลแลกโตสเป็นกรดแลกติกโดยมีความเป็นกรด-เบสอยู่ระหว่าง 3.8-4.6 มีกลิ่นเนย (buttery, diacetyl) และกลิ่นนัท (nutty, acetaldehyde) โดยมีการใช้เชื้อผสมระหว่าง Lactobacillus delbrueckii subsp. bulgaricus และ Streptococcus salivarius subsp. thermophilus สามารถแบ่งโยเกิร์ตออกได้หลายชนิดดังนี้




1. แบ่งตามวิธีการผลิต คือ การผลิตโยเกิร์ตชนิดคงตัว (set yoghurt) โดยจะเพาะเชื้อในนมแล้วบรรจุลงในภาชนะบ่มจนกระทั่งนมมีลักษณะแข็งเป็นก้อนและการผลิตโยเกิร์ตชนิดคน (stirred yoghurt) จะเติมเชื้อในน้ำนมแล้วบ่มในถังหมัก เมื่อนมแข็งตัวเป็นก้อนแล้วจะปั่นเพื่อทำลายโครงสร้างตะกอนนม แล้วจึงบรรจุลงในภาชนะ


2. แบ่งตามลักษณะกลิ่นรส คือ โยเกิร์ตชนิดธรรมดา (plain yoghurt) โยเกิร์ตที่ปรุงแต่งด้วยผลไม้ (fruit yoghurt) และ โยเกิร์ตที่ปรุงแต่งด้วยสารสังเคราะห์ (flavoured yoghurt) ซึ่งโยเกิร์ตทั้ง 3 กลุ่มนี้อาจจะผลิตเป็นแบบชนิดคงตัวหรือแบบคนก็ได้


ที่มา หนังสือโดย โครงการเผยแพร่ความรู้และผลงานทางวิชาการผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เดลินิวส์ 1 ก.พ. 2542 หน้า 10
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

น้ำตาลเทียม2ค่ายต่างกัน? 1)แอสพาร์แตม ย่อย เผาผลาญ พลังงาน4Cal/g เหมือนโปรตีน 2)ซัคคารีน ไม่เผาผลาญ ไม่เปลี่ยนแปลง ต้องขับถ่ายออกทางปัสสาวะ

น้ำตาลเทียม แอสพาร์แตม


 
ปัจจุบันแอสพาร์แตมคู่แข่งของซัคคารีน( น้ำตาลเทียมอีกชนิด )กำลังได้รับ ความนิยมในการใช้เป็นน้ำตาลเทียม สำหรับผู้ที่ต้องการความหวาน แต่ไม่ต้องการน้ำตาล เช่น บุคคลที่ต้องการลดความอ้วน


แอสพาร์แตมประกอบด้วยกรดอะมิโนอันเป็นหน่วยย่อยของโปรตีน 2 ตัว คือเฟนนีลอลานิน(phenylalanine) และกรดแอสพาร์ติค(aspartic acid) ที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องแล็บ มีสีขาว ไม่มีกลิ่น มีแต่รสหวาน ไม่มีรสขม หรือรสอื่นเจือปน( แต่ซัคคารีนมีรสขมติดลิ้น ) มีความหวานประมาณ 180-200 เท่าของน้ำตาล ทำให้ใช้เพียงเล็กน้อยก็ให้ความหวานเพียงพอ


เมื่อกินแอสพาร์แตม ร่างกายย่อย เผาผลาญ และให้พลังงาน 4 คาลอรี่/กรัม เหมือนอาหารโปรตีน จึงไม่พบแอสพาร์แตมในเลือด( ส่วนซัคคารีนจะไม่เผาผลาญ และไม่เปลี่ยนแปลง ต้องขับถ่ายออกทางปัสสาวะ )



ข้อจำกัด

ปัจจุบัน ยังไม่พบอันตรายจากน้ำตาลเทียมแอสพาร์แตม มีแค่บางคนมึน ปวดศรีษะ หงุดหงิด เหนื่อยอ่อน และนอนไม่หลับ อาการเบาบาง ไม่รุนแรง และไม่บ่อย

จึงสัษนิษฐานว่าเป็นอาการแพ้เหมือนคนบางคนแพ้อาหารบางชนิด พอสรุปได้ว่า ไม่มีอันตรายต่อคนปกติ สำหรับคนเป็นโรค phenylketouria(ร่างกายเผาผลาญเฟนนีลอลานินไม่ได้ )  ไม่ควรกินน้ำตาลเทียมชนิดนี้



ข้อเสีย

- เก็บไม่ได้นานเกินหนึ่งปี
- สลายตัวที่อุณหภูมิสูง เมื่อสลายตัวจะหมดรสหวาน จึงใช้ปรุงอาหารที่ต้องผ่านความร้อนสูง เช่น เค้ก คุกกี้ ไม่ได้ แต่ใส่ได้ภายหลังหุง ต้มเสร็จแล้ว และอาหารเย็นลงได้



ที่มา: หนังสือ"เรื่องต้องรู้เพื่อชีวิต เคมีในบ้าน" โดย อรวินท์ โทรกี
เครดิต งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด  ม.ราม
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ดื่มน้ำกีวีทำไมฉี่บ่อยจัง?? มีวิตามินซีมากกว่าส้ม 2 เท่า กากใยมากกว่าแอปเปิ้ล มีโปรตสเซียม ให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น ThkQ to @yokekung

“กีวีฟรุต” ผลไม้รสดีมีคุณค่า


“กีวีฟรุต” (Kiwifruit) หลายๆ คนรู้จักกันว่าเป็นผลไม้จากประเทศนิวซีแลนด์ แต่ที่จริงแล้วกีวีฟรุตมีถิ่นกำเนิดอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน แต่ได้พัฒนาให้กลายเป็นผลไม้เศรษฐกิจโดยประเทศนิวซีแลนด์และเริ่มปลูกเป็นการค้ามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1952 ในประเทศไทยเองก็มีการทดลองปลูกอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ พบว่าบางพันธุ์ก็ออกดอกติดผลดี แต่คงต้องมีการพัฒนาต่อไปอีก



หน้าตาของกีวีฟรุตดูคล้ายลูกละมุดสีน้ำตาลแต่มีขนขึ้นตามเปลือก ผลภายในมีสีเขียวอ่อนหรือสีเหลืองทองขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ซึ่งเนื้อในผลกีวีนี้ก็ให้ประโยชน์มากมาย โดยกีวีมีวิตามินซีมากกว่าส้ม 2 เท่า กากใยก็มากกว่าแอปเปิ้ล นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยโปรตสเซียม จึงมีส่วนช่วยลดความดันเลือด ลดความเครียดและความอ่อนเพลีย ทั้งยังช่วยให้ระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นด้วย


กีวีนั้นมีสารประกอบที่สำคัญคือวิตามินซี ที่ช่วยในการเสริมสร้างคอลลาเจน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ช่วยลบเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง และสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย ส่วนโพแทสเซียมช่วยให้ระบบการย่อยอาหารเป็นปกติ ลดความดันโลหิต สวๆ บางคนนำกีวีมาปั่นผสมกับน้ำผึ้งพอกบนผิวหน้า ช่วยลบรอยจุดด่างดำบนใบหน้า เพิ่มความขาวใสให้แก่ผิวได้ด้วย







ที่มา อ่าน @yokekung ทวีตเมื่อ 15.05 น.  "ทำไมดื่มน้ำกีวีปั่น แล้วฉี่บ่อยจัง"
ที่มา : http://www.meesara.com/  มีสาระดอทคอม
กีวี http://www.siya.ac.th/websiya/final5800/final5830/keevee.html
เครื่องดื่มสุขภาพ น้ำกีวี http://www.yourhealthyguide.com/Menu/mj-givi.htm
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต