ที่มาของบทความ ตอบคำถาม กูเกิลกูรู
แปะรูปเพื่อตอบคำถาม
รูปถ่ายจากหนังสือต้นฉบับ
ชื่อหนังสือ "ดูฉันโตวันโตคืน - กบ"
ISBN : 978-974-9996-80-5
Lisa Magloff เขียน นิลุบล พรพิทักษ์พันธุ์ แปล
"ความรู้ ไม่ใช่ปัญญา" (Knowledge is not wisdom.) --ไอน์สไตน์--
ความรู้เป็นเรื่องของความความคิดตาม ประสบการณ์ การทดลอง หรือองค์แห่งสาระ มากมายตำรา มาให้อ่านและเพิ่มพูน แต่ปัญญาเป็นเรื่องทางจิตใจ ความเข้าใจ ประกอบโดยสติและรู้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรู้เท่าทันตนเอง ตรงนี้เอง "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ไม่ได้เกิดจากความรู้เยอะ แต่น่าจะเกิดจากมีปัญญาไม่พอ ที่จะประคองชีวิตให้พ้นผ่านอุปสรรค (ขยายความจาก "ความรู้ ไม่ไช่ปัญญา - Khowledge is not wisdom" คำจาก ไอน์สไตน์)
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กูเกิลกูรู แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กูเกิลกูรู แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553
The Butterfly Effect in the Lorenz attractor time "แม้ผีเสื้อกระพือปีก ก็อาจเกิดพายุกระหน่ำ ถึงครึ่งโลก" คำนิยาม ในทฤษฎีความโกลาหล (CHAOS THEORY) ...ต้นกำเนิดทฤษฏี "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว"
ที่มาของบทความ : RT @Banktm: RT @slk5999 "@KILENKU: @ ผมชอบทฤษฎีเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวของพี่อ่ะ อธิบาย.."เท่ห์ชื่อนี้//อยากรู้ด้วยคน//วันนี้จัดให้ครับ:)
ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง
The Butterfly Effect ,CHAOS และ DaVinci Code (เต็มๆ ชัดๆ ได้จากยูทูป)
บทนำเรื่อง
จากภาพยนต์เรื่อง The Butterfly Effect นำแสดงโดยแอชตัน คุชเชอร์
สำหรับบุคคลทั่วไป เป็นการสื่อความหมายว่า เรื่องเล็กๆ เช่นการที่ผีเสื้อกระพือปีกสามารถก่อให้เกิดเรื่องใหญ่ๆที่ไม่คาดคิดในระยะ ทางไกลๆได้ (เข้าทำนอง “เด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาว”)
แต่ในมุมมองของ CHAOS THEORY ได้อธิบายไว้ว่า ในด้านทฤษฎีอุตุนิยมวิทยา ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง สามารถที่จะทำให้ดินฟ้าอากาศที่แคลิฟอร์เนียเปลี่ยนแปลงได้เมื่อ 1 เดือนให้หลัง นี่คือกระบวนการที่เรียกว่า Butterfly Effect (หนังสือที่ศาสตราจารย์เลอลอง เขียน ได้พูดถึงศาสตราจารย์เลอลองเคยได้รับเชิญ ให้นำเสนอ Lecture ทางวิชาการ 3 ชุด ที่ University of Washington (Seattle) ภายใต้การสนับสนุนของคหบดีที่อุดหนุนด้านการศึกษามนุษยชาติ (Jessy Dance) ในการนำเสนอ ศาสตราจารย์ซึ่งเป็นนักอุตุนิยมวิทยามา กว่า 30 ปี ได้เฝ้าวิจัยแนวความคิดด้านอุตุนิยมวิทยา ท่านบอกว่าท่านค้นพบโดยบังเอิญ จากกระบวนการที่ท่านนั่งเฝ้าตัวเลขที่ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนไปเป็น .0000001 ของทศนิยม ท่านนั่งเฝ้าเข็มรายงานความเคลื่อนไหวของอากาศ
ทุกๆ ครั้งที่เกิดการสั่นสะเทือนของระบบการรับข่าวสาร เกี่ยวกับสภาวะอากาศ และเฝ้าสังเกตดูจุดทศนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ละจุด ๆ เมื่อเกิดความคลาดเคลื่อนไปแล้วจะทำให้เกิดรูปร่างที่เมือนกับโครงสร้างของ "ผีเสื้อ" ท่านพบว่า .0000001 ที่คลาดเคลื่อนไปก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล
การเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในภาวะแวดล้อมของอุตุนิยมวิทยาไม่ใช่เกิดขึ้นจาก สาเหตุใหญ่ ๆ หากแต่เกิดขึ้นจากสัญญาณเล็ก ๆ เป็นจุด ๆ ท่านจึงอธิบายว่าถ้ามันเป็นเช่นนี้จริงก็หมายความว่า "แม้กระทั่งผีเสื้อตัวเล็ก ๆ กระพือปีกเบา ๆ อยู่ที่ซึกโลกหนึ่งก็ส่งผลต่อระบบนิเวศวิทยาของอีกซีกโลกหนึ่งก็อาจจะเป็นได้"
ภาพ Butterfly Effect ทำให้เกิดกระแสความแตกตื่นขึ้นในกลุ่ม IT และกลุ่มนักวิทยาศาสตร์โลก ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้
แต่ความเป็นจริงมีสัญญาณเตือนภัยที่ส่อเค้ามาก่อนแล้ว เช่น หิมะละลาย แผ่นดินถล่ม แต่ก็ไม่มีคนสนใจ การเกิดโรคซาร์ในประเทศจีน ทำให้เกิดการล้มตายอย่างเฉียบพลัน การเกิดไข้หวัดนกที่อาจมีสัญญานบอกเหตุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และการก้าวข้ามสายพันธ์ของไวรัสที่อาจจะไม่ใช่เป็นไปตามลำดับขั้นตามทฤษฎี ที่เคยเป็น แต่อาจมีการข้าม กระโดด เปลี่ยนแปลงอย่างชนิดตามไม่ทันก็ได้ ซึ่งปรากฎการณ์แบบ Butterfly effect แค่หิมะจากแอนตาร์กติก ลอยออกมาเป็นก้อน ๆ ปลารูปร่างหน้าตาประหลาดมาเกยตื้นที่หากสมิหลา ก็สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อโลกมนุษย์แล้ว การก่อให้เกิดภาวะ Chaos หรือความซับซ้อนของตัวเองในสิ่งนั้น ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้
Source :
Lorenz Butterfly : http://www.exploratorium.edu/complexity/java/lorenz.html
Butterfly effect Wiki : http://en.wikipedia.org/wiki/Butterfly_effect
อ่านเพิ่มได้ที่
ชัยวัฒน์ ถีระพันธ์. 2537. ทฤษฎีความไร้ระเบียบ ทางแพร่งของสังคมสยาม. กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์ภูมิปัญญา.
ยุค ศรีอาริยะ. 2537. โลกาภิวัตน์ 2000 ว่าด้วยประวัติศาสตร์ทางเวลาทางสังคมศาสตร์ ในโลกาภิวัตน์ 2000. กรุงเทพฯ : บริษัทไอโอนิค อินเตอร์เทรด รีซอสเซส.
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์. 2549.
ที่มา : http://www.info.tdri.or.th/reports/unpublished/chaos-theory.pdf
เข้าเรื่อง
นำบทความ "ทฤษฏีความโกลาหล"
อธิบายโดย อ.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นคำอธิบายที่ได้รับการยอมรับ และครอบคลุมในวงกว้างมากที่สุด
ดาวน์โหลด --> (PDF)
https://docs.google.com/fileview?id=0B1BzxljwDdffZGEzZmM5N2EtZWQ4YS00ZTRhLWIwNTItNjM3MDYzYmVmZTgx&hl=th
คำ "butterfly effect" ซึ่งเป็นคำที่นิยมใช้เมื่อกล่าวถึงทฤษฎีความอลวน นั้นมีที่มาไม่ชัดเจน เริ่มปรากฏแพร่หลายหลังจากการบรรยายของ ลอเรนซ์ ในปี ค.ศ. 1972 ภายใต้ชื่อหัวข้อ "Does the Flap of a Butterfly's Wings in Brazil Set Off a Tornado in Texas?" นอกจากนี้แล้วยังอาจมีส่วนมาจาก รูปแนวโคจรของตัวดึงดูดลอเรนซ์[1] (ดังรูปด้านขวามือ) ที่มีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ ซึ่งเขาได้ตีพิมพ์ในบทความวิชาการก่อนหน้านี้
ส่วนคำ "chaos" บัญญัติขึ้นโดย นักคณิตศาตร์ประยุกต์ เจมส์ เอ ยอร์ค (James A. Yorke)
เคออสมีพฤติกรรมดังนี้
ตามตำนานเทพปกรณัมกรีก เคออส หรือ คาออส (Chaos หรือ Khaos) เป็นสภาพแรกเริ่มของการมีอยู่อันเป็นต้นกำเนิดของเหล่าทวยเทพรุ่นแรก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ความว่างเปล่าอันมืดดำของอวกาศ
ในบทกลอนเมตามอร์โฟเซส(Metamorphoses) นักกวีโอวิด (Ovid) ได้อธิบายเคออสว่าเป็น "มวลหยาบและยังไม่สมบูรณ์ กลุ่มก้อนที่ไม่มีชีวิต ไม่มีรูปแบบ ไม่มีขอบเขต ของเมล็ดพันธุ์อัยยุ่งเหยิง และเคออสก็ได้รับสมญาอันเหมาะสม" ด้วยเหตุนี้ คำว่า "chaos" จึงถูกนำมาใช้ในปัจจุบันโดยมีความหมายว่า "ความสับสนอย่างสิ้งเชิง"
ลักษณะสำคัญของเคออสมี 3 ประการหลักคือ
-เคออสเป็นหลุมลึกไร้ก้นที่ซึ่งหากมีอะไรตกลงไปก็จะตกลงไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด ซึ่งตรงข้ามกับโลก (Earth) อย่างมาก ด้วยโลกกำเนิดออกมาจากความว่างเปล่านี้ แต่โลกประกอบด้วยพื้นดิน
-เคออสเป็นสถานที่ที่ปราศจากทิศทางที่แน่นอน โดยสิ่งต่างๆจะตกลงไปตามทิศต่างๆได้รอบ
-เคออสเป็นพื้นที่ว่างที่แยกโลก (Earth) และท้องฟ้า (Sky) ออกจากกันและเคออสก็ยังคงสภาพคั่นกลางสองสิ่งนั้
Source :
Chaos Theory http://andromeda.qc.ca
http://www.marxist.com/science-old/chaostheory.html
http://www.chaostheory.com/
สรุปเชิงวิทย์ โดย อ.ชัยวัฒน์
"Butterfly Effect" หรือ "ปรากฏการณ์ผีเสื้อ" มีความที่มักกล่าวกันคือ "เด็ดดอกไม้ กระเทือนถึงดวงดาว" ครับ
คำกล่าวหรือปรากฏการณ์นี้ เป็นเรื่องของทฤษฎีเรียกว่า Chaos Theory ภาษาไทยยังไม่มีศัพท์บัญญัติที่ยอมรับกัน แต่ก็มีบางคำที่ใช้กันอยู่ เช่น ทฤษฎีไร้ระเบียบ หรือ ทฤษฎีแห่งความยุ่งเหยิง ทว่า ที่ใช้กันมากที่สุด คือ การเรียกทับศัพท์เป็น ทฤษฎีเคออส
ทฤษฎีเคออส เป็นทฤษฎีที่เกี่ยวกับระบบต่าง ๆ หรือ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ ที่เผิน ๆ ดูเหมือนจะไม่มีความเป็นระเบียบเลย มีแต่ความยุ่งเหยิง ทว่า ในความยุ่งเหยิงนั้น ตามทฤษฎีเคออส จริง ๆ แล้ว ก็มีความเป็นระเบียบที่ปรากฏซ้อนกันอยู่ มีกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ควบคุมอยู่ เช่น ปรากฏการณ์เกี่ยวกับสภาพลมฟ้าอากาศ
ตามทฤษฎีเคออส ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะเป็นตัวกำหนดสภาพความเป็นไปของปรากฏการณ์ หรือระบบคือ Initial Condition (เงื่อนไขเริ่มต้น หรือจุดเริ่มต้น) การเริ่มต้นที่แตกต่างกัน จะทำให้เกิดผลที่แตกต่างกันมาก
สำหรับคำกล่าว "เด็ดดอกไม้ กระเทือนถึงดวงดาว" แสดงถึงความกี่ยวพันของระบบที่ประกอบด้วย ทั้งดอกไม้บนโลก และดวงดาวในอวกาศ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้น ณ จุดหนึ่ง จะมีผลต่อระบบทั้งระบบเสมอ
อีกคำกล่าวหนึ่งที่ชัดเจนกว่า และมีการกล่าวถึงผีเสื้อโดยตรง ซึ่งแสดงถึงหัวใจสำคัญของทฤษฏีเคออส และ "Butterfly Effect" คือ "ผีเสื้อกระพือปีกที่ปักกิ่งวันนี้ มีผลทำให้เกิด ทอร์นาโด ที่ฟลอริดา สหรัฐอเมริกาปีหน้า" ซึ่งเน้นความสำคัญของ Initial Condition คือ การกระพือปีกของผีเสื้อที่ปักกิ่งวันนี้ครับ
สำหรับผู้ค้นคิดทฤษฎีเคออส มีนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องหลายคน แต่ผู้ที่กล่าวถึงเรื่องของ เคออสอย่างค่อนข้างชัดเจนคนแรก คือ นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ จูลส์ เฮนรี พอนคาเร (Jules Henry Poincare) เมื่อประมาณต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ทว่า ทฤษฎีเคออส เพิ่งจะได้รับความสนใจอย่างจริงจังเมื่อศตวรรษที่ 70 เพราะความก้าวหน้าที่ชัดเจนขึ้นของทฤษฎีเคออส และที่สำคัญ นักวิทยาศาสตร์มีคอมพิวเตอร์มาช่วยทำให้ทฤษฎีเคออส ก้าวออกจากการเป็นเพียงทฤษฎีอย่างเป็นนามธรรม มาสู่การแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม และการใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ อย่างจริงจัง
(http://www.pantip.com/cafe/wahkor/article/chaiwat/cwt_bkkbz118.html )
ทฤษฏีเกี่ยวแขนกับเคออส
ท่ามกลางความขัดแย้ง กลุ่มคน ผลประโยชน์ ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารอาจเป็นอาวุธที่ร้ายแรง...
ถ้าไม่อยากตกเป็นเหยื่อ ต้องมาทำความรู้จักกับ ทฤษฏีนี้หน่อย Conspiracy theory "ทฤษฎีสมคบคิด" เคยได้ยินกันบ้างไหม ใครเคยดูหนังดาร์วินชี อาจจะเคยได้ยินมาบ้างก็ได้นะ ...
Conspiracy theory "ทฤษฎีสมคบคิด"
ทฤษฎีสมคบคิดปัจจุบัน คุณจะพบทฤษฎีนี้มากขึ้นเพราะ อาจจะตามสื่อทั้งหลายตามข้อมูลเอกสารทางเวปไซด์ จึงทำให้ในบางครั้งการรับข่าวสารจากภายนอกมีความผิดไปจากข้อเท็จจริงเพราะใครบางคนหรือกลุ่มคนหนึ่งอยากให้เป็นแบบนั่น ท่ามกลางยุคแห่งความแตกแยกของประเทศ ประเทศที่ประชาชนรับฟังข่าวสารที่ตนเชื่อ รับฟังสื่อ รับฟังทัศนะคติที่ตนเชื่อถือจนทำให้ความแตกแยกบานปลาย และถ่วงความเจริญของชาติ ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) คือ เรื่องเล่า บทความที่สร้างขึ้นมาจากความคิดของคน หรือกลุ่มคน โดยนำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นอื่นๆเพื่อให้ประโยชน์/ให้โทษต่อบุคคลหรือ กลุ่มบุคคลหนึ่งใด หรืออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลักษณะของทฤษฎีสมคบคิดโดยทั่วไปมีข้อเท็จจริงประกอบอยู่เพียงเล็กน้อย หรือส่วนหนึ่ง เพียงเพื่อเสริมให้เกิดความน่าเชื่อถือว่ามีหลักฐานสนับสนุนที่ดูเหมือน เกี่ยวข้องกันเท่านั้น อาจมีเหตุผลสนับสนุนจากความเชื่อส่วนบุคคล ความเชื่อเกี่ยวกับทางศาสนา การเมือง หรือวัฒนธรรมที่ แตกต่างไป เรื่องเหล่านี้นักวิชาการจะไม่ใช้อ้างอิง ผู้อ่านควรใช้วิจารณญานก่อนที่จะเชื่อเรื่องนั้นๆ ประเทศสหรัฐอเมริกามีหน่วยงานที่จะดูแล และกลั่นกรองเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะ เดิมพบได้ในคอลัมน์เล็กๆหนังสือพิมพ์ประเภทเทบลอยด์ในต่างประเทศ ปัจจุบันพบได้มากในฟอร์เวริดเมล เว็บไซต์ส่วนบุคคล และบล๊อกต่างๆ
ทฤษฎีสมคบคิด .. เป็นทฤษฎีที่ประกอบไปด้วย - เรื่องนั้นๆมีทิศทางส่งเสริมพฤติกรรมเดิมๆ หรือความเชื่อที่มีอยู่ก่อนแล้ว ของเจ้าของเรื่อง - เรื่องนั้นๆ ไม่สามารถหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้โดยง่าย - มักจะประกอบไปด้วยคำว่า ถ้าบังเอิญ, สมมติว่า ...
ตัวอย่างของทฤษฎีสมคบคิด
* ข้อกล่าวหาเรื่องมนุษย์คนแรกเหยียบดวงจันทร์เป็นเรื่องลวง
* ฮิตเลอร์ และ เอลวิส เพลสลีย์ ยังไม่ตายแต่ถูกมนุษย์ต่างดาวลักตัวไป
* โลกจะแตกในปี... เพราะจะมีกลุ่มอุกาบาตขนาดใหญ่เข้ามาในวงโคจร
ภาพยนต์เกี่ยวกับทฤษฎีนี้ได้แก่ DaVinci Code ผู้แต่งใช้ทฤษฎีนี้ทั้งเรื่องเลย เป็นการใส่ความคิดของตัวเองลงไป แล้วสร้างเป็นเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมาให้เชื่อมโยงกัน หรือที่คนไทยเรียกว่าเป็นตุเป็นตะนั่นล่ะครับ
อ้างอิง http://ekkzbeats.blogspot.com/2010/01/conspiracy-theory.html
อ่านเพิ่มเติม
http://74.125.153.132/search?q=cache:wTsDyZSq640J:www.watwatwitwit.com/index.php%3Flay%3Dshow%26ac%3Darticle%26Id%3D565828%26Ntype%3D3+conspiracy+theories+%2B%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%B5&cd=4&hl=th&ct=clnk&gl=th
http://en.wikipedia.org/wiki/Conspiracy_theory
ที่มา กูเกิลกูรู และ เนื้อหาจากคำค้นหน้ากูเกิล
Twitter Time Line : (19/08/2010 21.09)
เมื่อดอกไม้ถูกเด็ดไป ผีเสื้อไม่มีเกสร กระทบถึงสัตวเกี่ยงข้องไม่สมดุลนิเวศ เรื่องยุ่งเหยิงจึงเกิดขึ้น ทรัพยากรจากฝั่งโน้น.. cc @KILENKU #FM99
ทรัพย์ฯฝั่งโน้นย้ายมาฝั่งนี้ แม่เหล็กแปรปรวน ธรรมชาติผิดปกติ อุณหภูมิสูงเข้าหาต่ำอย่างเร็ว เกิดพายุและภัยด่วนๆขึ้น ผู้บริโภคสุดท้าย.. #FM99
คือคนจะยุ่งเหยิง เดือดร้อนจากผีเสื้อไม่มีเกสรดอกไม้ พาลทะเลาะแย่งทรัพยฯกัน สะเทือนไปทั้งดาวโลกนี้และอื่นๆ ในขณะที่ยุ่งเหยิงอยู่นั้น #FM99
แม้อลวนอยู่ จะมีคนกลุ่มหนึ่งคิดทางเดียวกัน จะร่วมกันเอาดอกไม้ไปคืนผีเสื้อ หรือ อาจกักทรัพยฯร่วมกัน เรียก "สมคบคิดกัน" บนเรื่องยุ่งๆ #FM99
มีอีกกลุ่ม คิดชนะธรรมชาติโดยคิดค้นสิ่งทดแทน และต้านธรรมชาติทุกรูปแบบ จนวัตถุนิยมอยู่บนคานไม้กระดกได้ ธรรมชาติรีเซ็ตก็จะยุ่งเข้ารอบเดิม #FM99
พอยุ่งๆเข้ารอบเดิม ก็จะพาลไปเอาชนะบิ๊กแบง หรือมิติอื่นที่จะเรียกดอกไม้คืนมา ซึ่งใช้คณิตนำจนสรุปเป็นกระดาษได้--> http://bit.ly/djYryM #FM99
ภาคค้นคว้าต่อยอด เพื่อนำเคออสไปใช้งาน
(กำลังพิมพ์.....แต็กๆๆ แต็กๆๆ)
ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง
The Butterfly Effect ,CHAOS และ DaVinci Code (เต็มๆ ชัดๆ ได้จากยูทูป)
บทนำเรื่อง
จากภาพยนต์เรื่อง The Butterfly Effect นำแสดงโดยแอชตัน คุชเชอร์
สำหรับบุคคลทั่วไป เป็นการสื่อความหมายว่า เรื่องเล็กๆ เช่นการที่ผีเสื้อกระพือปีกสามารถก่อให้เกิดเรื่องใหญ่ๆที่ไม่คาดคิดในระยะ ทางไกลๆได้ (เข้าทำนอง “เด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาว”)
แต่ในมุมมองของ CHAOS THEORY ได้อธิบายไว้ว่า ในด้านทฤษฎีอุตุนิยมวิทยา ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง สามารถที่จะทำให้ดินฟ้าอากาศที่แคลิฟอร์เนียเปลี่ยนแปลงได้เมื่อ 1 เดือนให้หลัง นี่คือกระบวนการที่เรียกว่า Butterfly Effect (หนังสือที่ศาสตราจารย์เลอลอง เขียน ได้พูดถึงศาสตราจารย์เลอลองเคยได้รับเชิญ ให้นำเสนอ Lecture ทางวิชาการ 3 ชุด ที่ University of Washington (Seattle) ภายใต้การสนับสนุนของคหบดีที่อุดหนุนด้านการศึกษามนุษยชาติ (Jessy Dance) ในการนำเสนอ ศาสตราจารย์ซึ่งเป็นนักอุตุนิยมวิทยามา กว่า 30 ปี ได้เฝ้าวิจัยแนวความคิดด้านอุตุนิยมวิทยา ท่านบอกว่าท่านค้นพบโดยบังเอิญ จากกระบวนการที่ท่านนั่งเฝ้าตัวเลขที่ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนไปเป็น .0000001 ของทศนิยม ท่านนั่งเฝ้าเข็มรายงานความเคลื่อนไหวของอากาศ
ทุกๆ ครั้งที่เกิดการสั่นสะเทือนของระบบการรับข่าวสาร เกี่ยวกับสภาวะอากาศ และเฝ้าสังเกตดูจุดทศนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ละจุด ๆ เมื่อเกิดความคลาดเคลื่อนไปแล้วจะทำให้เกิดรูปร่างที่เมือนกับโครงสร้างของ "ผีเสื้อ" ท่านพบว่า .0000001 ที่คลาดเคลื่อนไปก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล
การเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในภาวะแวดล้อมของอุตุนิยมวิทยาไม่ใช่เกิดขึ้นจาก สาเหตุใหญ่ ๆ หากแต่เกิดขึ้นจากสัญญาณเล็ก ๆ เป็นจุด ๆ ท่านจึงอธิบายว่าถ้ามันเป็นเช่นนี้จริงก็หมายความว่า "แม้กระทั่งผีเสื้อตัวเล็ก ๆ กระพือปีกเบา ๆ อยู่ที่ซึกโลกหนึ่งก็ส่งผลต่อระบบนิเวศวิทยาของอีกซีกโลกหนึ่งก็อาจจะเป็นได้"
ภาพ Butterfly Effect ทำให้เกิดกระแสความแตกตื่นขึ้นในกลุ่ม IT และกลุ่มนักวิทยาศาสตร์โลก ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้
แต่ความเป็นจริงมีสัญญาณเตือนภัยที่ส่อเค้ามาก่อนแล้ว เช่น หิมะละลาย แผ่นดินถล่ม แต่ก็ไม่มีคนสนใจ การเกิดโรคซาร์ในประเทศจีน ทำให้เกิดการล้มตายอย่างเฉียบพลัน การเกิดไข้หวัดนกที่อาจมีสัญญานบอกเหตุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และการก้าวข้ามสายพันธ์ของไวรัสที่อาจจะไม่ใช่เป็นไปตามลำดับขั้นตามทฤษฎี ที่เคยเป็น แต่อาจมีการข้าม กระโดด เปลี่ยนแปลงอย่างชนิดตามไม่ทันก็ได้ ซึ่งปรากฎการณ์แบบ Butterfly effect แค่หิมะจากแอนตาร์กติก ลอยออกมาเป็นก้อน ๆ ปลารูปร่างหน้าตาประหลาดมาเกยตื้นที่หากสมิหลา ก็สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อโลกมนุษย์แล้ว การก่อให้เกิดภาวะ Chaos หรือความซับซ้อนของตัวเองในสิ่งนั้น ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้
Source :
Lorenz Butterfly : http://www.exploratorium.edu/complexity/java/lorenz.html
Butterfly effect Wiki : http://en.wikipedia.org/wiki/Butterfly_effect
อ่านเพิ่มได้ที่
ชัยวัฒน์ ถีระพันธ์. 2537. ทฤษฎีความไร้ระเบียบ ทางแพร่งของสังคมสยาม. กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์ภูมิปัญญา.
ยุค ศรีอาริยะ. 2537. โลกาภิวัตน์ 2000 ว่าด้วยประวัติศาสตร์ทางเวลาทางสังคมศาสตร์ ในโลกาภิวัตน์ 2000. กรุงเทพฯ : บริษัทไอโอนิค อินเตอร์เทรด รีซอสเซส.
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์. 2549.
ที่มา : http://www.info.tdri.or.th/reports/unpublished/chaos-theory.pdf
เข้าเรื่อง
นำบทความ "ทฤษฏีความโกลาหล"
อธิบายโดย อ.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นคำอธิบายที่ได้รับการยอมรับ และครอบคลุมในวงกว้างมากที่สุด
ดาวน์โหลด --> (PDF)
https://docs.google.com/fileview?id=0B1BzxljwDdffZGEzZmM5N2EtZWQ4YS00ZTRhLWIwNTItNjM3MDYzYmVmZTgx&hl=th
จุดเริ่มต้นของทฤษฎีเคออสนี้ สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงในช่วงปี พ.ศ. 2443 (ค.ศ. 1900) จากการศึกษาปัญหาวงโคจรของวัตถุสามชิ้นในสนามแรงดึงดูดระหว่างกัน ซึ่งมีชื่อเรียกเป็นทางการว่า ปัญหาสามวัตถุ (three-body problem) โดย อองรี ปวงกาเร ซึ่งได้ค้นพบว่า วงโคจรที่ศึกษานั้นอาจจะมีลักษณะที่ไม่ได้เป็นวงรอบ (periodic) คือไม่ได้มีทางวิ่งซ้ำเป็นวงรอบ ยิ่งไปกว่านั้น วงโคจรนั้นก็ไม่ได้ขยายวงออกไปเรื่อย ๆ หรือมีลักษณะที่ลู่เข้าหาจุดใด ๆ ต่อมาได้มีการศึกษาถึงปัญหาสมการเชิงอนุพันธ์ไม่เป็นเชิงเส้นที่เกี่ยวข้อง โดยที่ เบอร์คอฟ (G.D. Birkhoff) นั้นศึกษาปัญหาสามวัตถุ คอลโมโกรอฟ ศึกษาปัญหาความปั่นป่วน (หรือ เทอร์บิวเลนซ์) และปัญหาเกี่ยวกับดาราศาสตร์. ส่วน คาร์ทไรท์ (M.L. Cartwright) และ ลิตเติลวูด (J.E. Littlewood) นั้นศึกษาปัญหาทางวิศวกรรมการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุ. สเมล (en:Stephen Smale) นั้นอาจเป็นนักคณิตศาสตร์คนแรก ที่ทำการศึกษาถึงปัญหาทางด้านพลศาสตร์ของระบบไม่เป็นเชิงเส้น. ถึงแม้ว่าความอลวนของเส้นทางโคจรของดาว นั้นยังไม่ได้มีการทำการสังเกตบันทึกแต่อย่างใด แต่ก็ได้มีการสังเกตพบ พฤติกรรมความอลวนในความปั่นป่วนของการเคลื่อนที่ของของไหล และ ในการออสซิลเลท แบบไม่เป็นวงรอบของวงจรวิทยุ ซึ่งไม่มีทฤษฎีใดในขณะนั้นสามารถอธิบายพฤติกรรมเหล่านี้ได้
ความตื่นตัวในการพัฒนาทฤษฎีความอลวนนี้ เกิดขึ้นในช่วงกลางของศตวรรษที่ 20 เมื่อเป็นที่ประจักษ์ว่า ทฤษฎีของระบบเชิงเส้นนั้นไม่สามารถใช้อธิบายพฤติกรรมบางอย่าง แม้กระทั่งพฤติกรรมของระบบที่ไม่ซับซ้อนอย่าง แมพลอจิสติก (Logistic map) อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้พัฒนาการของทฤษฎีความอลวนเป็นไปอย่างรวดเร็วก็คือ คอมพิวเตอร์ การคำนวณในทฤษฎีความอลวนนั้น โดยส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่เป็นการคำนวณค่าแบบซ้ำ ๆ จากสูตรคณิตศาตร์ และสามารถใช้คอมพิวเตอร์ช่วนในการคำนวณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอ็ดเวิร์ด ลอเรนซ์ (Edward Lorenz) เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกทฤษฎีความอลวน เขาได้สังเกตพฤติกรรมความอลวน ในขณะทำการทดลองทางด้านการพยากรณ์อากาศ ในปี ค.ศ. 1961 ลอเรนซ์ใช้คอมพิวเตอร์ซิมูเลชันแบบจำลองสภาพอากาศ ซึ่งในการคำนวณครั้งถัดมาเขาไม่ต้องการเริ่มซิมูเลชันจากจุดเริ่มต้นใหม่ เพื่อประหยัดเวลาในการคำนวณ เขาจึงใช้ข้อมูลในการคำนวณก่อนหน้านี้เพื่อเป็นค่าเริ่มต้น ปรากฏว่าค่าที่คำนวณได้มีความแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เขาพบว่าสาเหตุเกิดจากการปัดเศษ ของค่าที่พิมพ์ออกมา จากค่าที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีค่าน้อยมาก แต่สามารถนำไปสู่ความแตกต่างอย่างมากมาย เรียกว่า ไวต่อสภาวะเริ่มต้น
คำ "butterfly effect" ซึ่งเป็นคำที่นิยมใช้เมื่อกล่าวถึงทฤษฎีความอลวน นั้นมีที่มาไม่ชัดเจน เริ่มปรากฏแพร่หลายหลังจากการบรรยายของ ลอเรนซ์ ในปี ค.ศ. 1972 ภายใต้ชื่อหัวข้อ "Does the Flap of a Butterfly's Wings in Brazil Set Off a Tornado in Texas?" นอกจากนี้แล้วยังอาจมีส่วนมาจาก รูปแนวโคจรของตัวดึงดูดลอเรนซ์[1] (ดังรูปด้านขวามือ) ที่มีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ ซึ่งเขาได้ตีพิมพ์ในบทความวิชาการก่อนหน้านี้
ส่วนคำ "chaos" บัญญัติขึ้นโดย นักคณิตศาตร์ประยุกต์ เจมส์ เอ ยอร์ค (James A. Yorke)
เคออสมีพฤติกรรมดังนี้
ตามตำนานเทพปกรณัมกรีก เคออส หรือ คาออส (Chaos หรือ Khaos) เป็นสภาพแรกเริ่มของการมีอยู่อันเป็นต้นกำเนิดของเหล่าทวยเทพรุ่นแรก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ความว่างเปล่าอันมืดดำของอวกาศ
ในบทกลอนเมตามอร์โฟเซส(Metamorphoses) นักกวีโอวิด (Ovid) ได้อธิบายเคออสว่าเป็น "มวลหยาบและยังไม่สมบูรณ์ กลุ่มก้อนที่ไม่มีชีวิต ไม่มีรูปแบบ ไม่มีขอบเขต ของเมล็ดพันธุ์อัยยุ่งเหยิง และเคออสก็ได้รับสมญาอันเหมาะสม" ด้วยเหตุนี้ คำว่า "chaos" จึงถูกนำมาใช้ในปัจจุบันโดยมีความหมายว่า "ความสับสนอย่างสิ้งเชิง"
ลักษณะสำคัญของเคออสมี 3 ประการหลักคือ
-เคออสเป็นหลุมลึกไร้ก้นที่ซึ่งหากมีอะไรตกลงไปก็จะตกลงไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด ซึ่งตรงข้ามกับโลก (Earth) อย่างมาก ด้วยโลกกำเนิดออกมาจากความว่างเปล่านี้ แต่โลกประกอบด้วยพื้นดิน
-เคออสเป็นสถานที่ที่ปราศจากทิศทางที่แน่นอน โดยสิ่งต่างๆจะตกลงไปตามทิศต่างๆได้รอบ
-เคออสเป็นพื้นที่ว่างที่แยกโลก (Earth) และท้องฟ้า (Sky) ออกจากกันและเคออสก็ยังคงสภาพคั่นกลางสองสิ่งนั้
Source :
Chaos Theory http://andromeda.qc.ca
http://www.marxist.com/science-old/chaostheory.html
http://www.chaostheory.com/
สรุปเชิงวิทย์ โดย อ.ชัยวัฒน์
"Butterfly Effect" หรือ "ปรากฏการณ์ผีเสื้อ" มีความที่มักกล่าวกันคือ "เด็ดดอกไม้ กระเทือนถึงดวงดาว" ครับ
คำกล่าวหรือปรากฏการณ์นี้ เป็นเรื่องของทฤษฎีเรียกว่า Chaos Theory ภาษาไทยยังไม่มีศัพท์บัญญัติที่ยอมรับกัน แต่ก็มีบางคำที่ใช้กันอยู่ เช่น ทฤษฎีไร้ระเบียบ หรือ ทฤษฎีแห่งความยุ่งเหยิง ทว่า ที่ใช้กันมากที่สุด คือ การเรียกทับศัพท์เป็น ทฤษฎีเคออส
ทฤษฎีเคออส เป็นทฤษฎีที่เกี่ยวกับระบบต่าง ๆ หรือ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ ที่เผิน ๆ ดูเหมือนจะไม่มีความเป็นระเบียบเลย มีแต่ความยุ่งเหยิง ทว่า ในความยุ่งเหยิงนั้น ตามทฤษฎีเคออส จริง ๆ แล้ว ก็มีความเป็นระเบียบที่ปรากฏซ้อนกันอยู่ มีกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ควบคุมอยู่ เช่น ปรากฏการณ์เกี่ยวกับสภาพลมฟ้าอากาศ
ตามทฤษฎีเคออส ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะเป็นตัวกำหนดสภาพความเป็นไปของปรากฏการณ์ หรือระบบคือ Initial Condition (เงื่อนไขเริ่มต้น หรือจุดเริ่มต้น) การเริ่มต้นที่แตกต่างกัน จะทำให้เกิดผลที่แตกต่างกันมาก
สำหรับคำกล่าว "เด็ดดอกไม้ กระเทือนถึงดวงดาว" แสดงถึงความกี่ยวพันของระบบที่ประกอบด้วย ทั้งดอกไม้บนโลก และดวงดาวในอวกาศ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้น ณ จุดหนึ่ง จะมีผลต่อระบบทั้งระบบเสมอ
อีกคำกล่าวหนึ่งที่ชัดเจนกว่า และมีการกล่าวถึงผีเสื้อโดยตรง ซึ่งแสดงถึงหัวใจสำคัญของทฤษฏีเคออส และ "Butterfly Effect" คือ "ผีเสื้อกระพือปีกที่ปักกิ่งวันนี้ มีผลทำให้เกิด ทอร์นาโด ที่ฟลอริดา สหรัฐอเมริกาปีหน้า" ซึ่งเน้นความสำคัญของ Initial Condition คือ การกระพือปีกของผีเสื้อที่ปักกิ่งวันนี้ครับ
สำหรับผู้ค้นคิดทฤษฎีเคออส มีนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องหลายคน แต่ผู้ที่กล่าวถึงเรื่องของ เคออสอย่างค่อนข้างชัดเจนคนแรก คือ นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ จูลส์ เฮนรี พอนคาเร (Jules Henry Poincare) เมื่อประมาณต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ทว่า ทฤษฎีเคออส เพิ่งจะได้รับความสนใจอย่างจริงจังเมื่อศตวรรษที่ 70 เพราะความก้าวหน้าที่ชัดเจนขึ้นของทฤษฎีเคออส และที่สำคัญ นักวิทยาศาสตร์มีคอมพิวเตอร์มาช่วยทำให้ทฤษฎีเคออส ก้าวออกจากการเป็นเพียงทฤษฎีอย่างเป็นนามธรรม มาสู่การแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม และการใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ อย่างจริงจัง
(http://www.pantip.com/cafe/wahkor/article/chaiwat/cwt_bkkbz118.html )
ทฤษฏีเกี่ยวแขนกับเคออส
ท่ามกลางความขัดแย้ง กลุ่มคน ผลประโยชน์ ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารอาจเป็นอาวุธที่ร้ายแรง...
ถ้าไม่อยากตกเป็นเหยื่อ ต้องมาทำความรู้จักกับ ทฤษฏีนี้หน่อย Conspiracy theory "ทฤษฎีสมคบคิด" เคยได้ยินกันบ้างไหม ใครเคยดูหนังดาร์วินชี อาจจะเคยได้ยินมาบ้างก็ได้นะ ...
Conspiracy theory "ทฤษฎีสมคบคิด"
ทฤษฎีสมคบคิดปัจจุบัน คุณจะพบทฤษฎีนี้มากขึ้นเพราะ อาจจะตามสื่อทั้งหลายตามข้อมูลเอกสารทางเวปไซด์ จึงทำให้ในบางครั้งการรับข่าวสารจากภายนอกมีความผิดไปจากข้อเท็จจริงเพราะใครบางคนหรือกลุ่มคนหนึ่งอยากให้เป็นแบบนั่น ท่ามกลางยุคแห่งความแตกแยกของประเทศ ประเทศที่ประชาชนรับฟังข่าวสารที่ตนเชื่อ รับฟังสื่อ รับฟังทัศนะคติที่ตนเชื่อถือจนทำให้ความแตกแยกบานปลาย และถ่วงความเจริญของชาติ ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) คือ เรื่องเล่า บทความที่สร้างขึ้นมาจากความคิดของคน หรือกลุ่มคน โดยนำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นอื่นๆเพื่อให้ประโยชน์/ให้โทษต่อบุคคลหรือ กลุ่มบุคคลหนึ่งใด หรืออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลักษณะของทฤษฎีสมคบคิดโดยทั่วไปมีข้อเท็จจริงประกอบอยู่เพียงเล็กน้อย หรือส่วนหนึ่ง เพียงเพื่อเสริมให้เกิดความน่าเชื่อถือว่ามีหลักฐานสนับสนุนที่ดูเหมือน เกี่ยวข้องกันเท่านั้น อาจมีเหตุผลสนับสนุนจากความเชื่อส่วนบุคคล ความเชื่อเกี่ยวกับทางศาสนา การเมือง หรือวัฒนธรรมที่ แตกต่างไป เรื่องเหล่านี้นักวิชาการจะไม่ใช้อ้างอิง ผู้อ่านควรใช้วิจารณญานก่อนที่จะเชื่อเรื่องนั้นๆ ประเทศสหรัฐอเมริกามีหน่วยงานที่จะดูแล และกลั่นกรองเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะ เดิมพบได้ในคอลัมน์เล็กๆหนังสือพิมพ์ประเภทเทบลอยด์ในต่างประเทศ ปัจจุบันพบได้มากในฟอร์เวริดเมล เว็บไซต์ส่วนบุคคล และบล๊อกต่างๆ
ทฤษฎีสมคบคิด .. เป็นทฤษฎีที่ประกอบไปด้วย - เรื่องนั้นๆมีทิศทางส่งเสริมพฤติกรรมเดิมๆ หรือความเชื่อที่มีอยู่ก่อนแล้ว ของเจ้าของเรื่อง - เรื่องนั้นๆ ไม่สามารถหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้โดยง่าย - มักจะประกอบไปด้วยคำว่า ถ้าบังเอิญ, สมมติว่า ...
ตัวอย่างของทฤษฎีสมคบคิด
* ข้อกล่าวหาเรื่องมนุษย์คนแรกเหยียบดวงจันทร์เป็นเรื่องลวง
* ฮิตเลอร์ และ เอลวิส เพลสลีย์ ยังไม่ตายแต่ถูกมนุษย์ต่างดาวลักตัวไป
* โลกจะแตกในปี... เพราะจะมีกลุ่มอุกาบาตขนาดใหญ่เข้ามาในวงโคจร
ภาพยนต์เกี่ยวกับทฤษฎีนี้ได้แก่ DaVinci Code ผู้แต่งใช้ทฤษฎีนี้ทั้งเรื่องเลย เป็นการใส่ความคิดของตัวเองลงไป แล้วสร้างเป็นเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมาให้เชื่อมโยงกัน หรือที่คนไทยเรียกว่าเป็นตุเป็นตะนั่นล่ะครับ
อ้างอิง http://ekkzbeats.blogspot.com/2010/01/conspiracy-theory.html
อ่านเพิ่มเติม
http://74.125.153.132/search?q=cache:wTsDyZSq640J:www.watwatwitwit.com/index.php%3Flay%3Dshow%26ac%3Darticle%26Id%3D565828%26Ntype%3D3+conspiracy+theories+%2B%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%B5&cd=4&hl=th&ct=clnk&gl=th
http://en.wikipedia.org/wiki/Conspiracy_theory
ที่มา กูเกิลกูรู และ เนื้อหาจากคำค้นหน้ากูเกิล
Twitter Time Line : (19/08/2010 21.09)
เมื่อดอกไม้ถูกเด็ดไป ผีเสื้อไม่มีเกสร กระทบถึงสัตวเกี่ยงข้องไม่สมดุลนิเวศ เรื่องยุ่งเหยิงจึงเกิดขึ้น ทรัพยากรจากฝั่งโน้น.. cc @KILENKU #FM99
ทรัพย์ฯฝั่งโน้นย้ายมาฝั่งนี้ แม่เหล็กแปรปรวน ธรรมชาติผิดปกติ อุณหภูมิสูงเข้าหาต่ำอย่างเร็ว เกิดพายุและภัยด่วนๆขึ้น ผู้บริโภคสุดท้าย.. #FM99
คือคนจะยุ่งเหยิง เดือดร้อนจากผีเสื้อไม่มีเกสรดอกไม้ พาลทะเลาะแย่งทรัพยฯกัน สะเทือนไปทั้งดาวโลกนี้และอื่นๆ ในขณะที่ยุ่งเหยิงอยู่นั้น #FM99
แม้อลวนอยู่ จะมีคนกลุ่มหนึ่งคิดทางเดียวกัน จะร่วมกันเอาดอกไม้ไปคืนผีเสื้อ หรือ อาจกักทรัพยฯร่วมกัน เรียก "สมคบคิดกัน" บนเรื่องยุ่งๆ #FM99
มีอีกกลุ่ม คิดชนะธรรมชาติโดยคิดค้นสิ่งทดแทน และต้านธรรมชาติทุกรูปแบบ จนวัตถุนิยมอยู่บนคานไม้กระดกได้ ธรรมชาติรีเซ็ตก็จะยุ่งเข้ารอบเดิม #FM99
พอยุ่งๆเข้ารอบเดิม ก็จะพาลไปเอาชนะบิ๊กแบง หรือมิติอื่นที่จะเรียกดอกไม้คืนมา ซึ่งใช้คณิตนำจนสรุปเป็นกระดาษได้--> http://bit.ly/djYryM #FM99
ภาคค้นคว้าต่อยอด เพื่อนำเคออสไปใช้งาน
(กำลังพิมพ์.....แต็กๆๆ แต็กๆๆ)
วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
แข็งกว่าเพชร..แข็งไปทำไม?? "กราฟิน" หนา1อะตอม ใช้แทนซิลิกอน หรือ biochemical sensors ซึ่ง MIT คาดนำมาทำ CPU ได้ 1T HZ กลาโหมUSซุ่มพัฒนาอยู่
อะไรแข็งกว่าเพชร ?? แล้วจะทำมาทำอะไร??
เพชรได้รับการยกย่องว่าเป็นอัญมณีที่มีค่าควรเมืองมานานหลายพันปีแล้ว กษัตริย์ในสมัยโบราณนิยมประดับเครื่องทรงด้วยเพชร เพราะถือว่าเพชรเป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจ และวาสนา คนยุโรปสมัยกลางเชื่อว่าเพชรเป็นวัตถุมงคลที่สามารถขจัดปัดเป่าภัยอันตรายจากภูติผีปีศาจทั้งหลายทั้งปวงได้ พระนาง Mary แห่งสกอตแลนด์ ทรงสวมแหวนเพชร เพราะพระนางทรงเชื่อว่า เพชรจะช่วยให้พระนางปลอดภัยจากการถูกลอบปลงพระชนม์ (แต่แหวนเพชรวงนั้นก็มิได้ช่วยให้นางรอดพ้นจากการตัดสินประหารชีวิตโดยพระนาง Elizabeth ที่ 1 แห่งอังกฤษ) ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 ผู้คนเชื่อว่า เพชรมีเพศ คือเพศผู้กับเพศเมีย หากเรานำเพชรมาอยู่รวมกันจะมีลูกเพชรเกิดขึ้น และการได้เห็นเพชรก่อนออกเดินทาง จะนำโชคลาภมาให้ เป็นต้น
มาถึงสมัยปัจจุบัน เพชรเป็นสัญลักษณ์สากลที่ใช้ในพิธีหมั้น เป็นเครื่องหมายแสดงความจริงใจและความเสมอต้นเสมอปลายของผู้ให้
นักฟิสิกส์ในสหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในการสร้างรอยต่อ p-n ( หรือ p-n junction) จากวัสดุนาโนที่เรียกกันว่า กราฟีน (Graphene) ซึ่งเป็นแผ่นคาร์บอนที่มีความหนาเพียงแค่หนึ่งอะตอม ความหนาแน่นประจุบนอุปกรณ์นี้สามารถควบคุมได้โดยการให้ความต่างศักย์ผ่านทางขั้วไฟฟ้าซึ่งติดกับผิวของอุปกรณ์แผ่นบางๆนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้อาจจะช่วยให้นักฟิสิกสืสามารถนำเอา กราฟีน มาสร้างทรานซิสเตอร์ ที่มีประสิทธิภาพดีและขนาดเล็กกว่าทรานซิสเตอร์จากซิลิกอน (Silicon) ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน
กราฟีนเป็นวัสดุสองมิติที่มีโครงสร้างเป็นรูปตาข่ายรวงผึ้งของอะตอมคาร์บอน กราฟีนเป็นโครงสร้างพื้นฐานของวัสดุคาร์บอนที่มีรูปแบบโครงสร้าง (allotropic forms) ชนิดอื่น เช่น buckyballs, ท่อนาโนคาร์บอน (Carbon nanotube) และ กราไฟต์ซึ่งเป็นส่วนประกอบของใส่ดินสอ เป็นต้น กราฟีนค้นพบในปี 2004 โดยกลุ่มนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในประเทศอังกฤษ คุณสมบัติทางการนำไฟฟ้าของมันมีความน่าสนใจ เพราะไม่ได้มีอิเล็กตรอนเป็นอนุภาคพาหะ แต่เป็นกลุ่มของอนุภาคที่มีสปินครึ่ง และคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วใกล้แสง (1 ใน 300 เท่าของอัตราเร็วแสง) ซึ่งอาจจะนำมาช่วยในการศึกษาอันตรกริยาขั้นพื้นฐานของอนุภาคต่างๆได้ นอกจากนี้แล้วกราฟีนยังเป็นความหวังในการสร้างอุปกรณ์นาโนอิเล็กโทรนิก เช่น ทรานซิสเตอร์ และ เครื่องตรวจจับสารเคมีต่างๆอีกด้วย
ในการที่จะสร้างทรานซิสเตอร์ได้นั้น นักฟิสิกส์จะต้องนำกราฟีนมาสร้างรอยต่อ p-n หรือ p-n junction ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกต่างๆให้ได้เสียก่อน โดยการต่อขั้วไฟฟ้าบวก และขั้วไฟฟ้าลบ บนแผ่นของกราฟีน ขั้วไฟฟ้าบวกจะจะดึงประจุลบจากแผ่นกราฟีนที่อยู่ข้างล่างมันทำให้เกิดเป็นบริเวณที่มีประจุลบมาก (เทียบได้กับ สารกึ่งตัวนำที่เป็น n-type) ในขณะที่ขั้วไฟฟ้าลบก็จะผลักประจุลบออกไปจากบริเวณนั้นทำให้เกิดบริเวณที่มีประจุบวก (เทียบได้กับสารกึ่งตัวนำที่เป็น p-type) หรือในอีกแง่หนึ่งบริเวณระหว่างขั้วไฟฟ้าทั้งสองก็จะมีคุณสมบัติเหมือนกับ รอยต่อ p-n ในตัวไดโอดนั่นเอง
อย่างไรก็ตามการจะติดขั้วไฟฟ้าลงบนแผ่นกราฟีนที่มีความบางเพียง 1 อะตอมทำได้อยากมาก เพราะแผ่นกราฟีนอาจจะเกิดการฉีกขาดและเสียหายได้ นักฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด นำโดย ดร. ชาลส์ มาคุส (Charles Marcus) ค้นพบเทคนิคที่จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ โดยเทคนิคดังกล่าวเรียกว่า Atomic layer deposition (หรือ ALD) ซึ่ง ดร. คุส กล่าวว่าเขาได้ขอยืมเทคนิคนี้มาจากนักเคมี ที่สังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอน ซึ่งเป็นการเอาแผ่นกราฟีนมาม้วนเป็นท่อนั่นเอง
อย่างไรก็ตามแม้ว่านักฟิสิกส์จะประสบความสำเร็จในการสร้างรอยต่อ p-n จากกราฟีนได้แล้ว แต่รอยต่อนี้มีคุณสมบัติที่ต่างกันกับรอยต่อ p-n ที่ได้จากสารกึ่งตัวนำ ที่สำคัญคือไม่มีช่องว่างของพลังงานที่เรียกกันว่า Energy gap ทำให้มันไม่สามารถนำมาใช้ในทรานซิสเตอร์ได้ นักฟิสิกส์จึงจะต้องสร้างช่องว่างพลังงานให้กับแผ่นกราฟีน ซึ่งทีมของ ดร. มาคุส กำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะใช้เทคนิค ALD มาสร้างทรานซิสเตอร์จากกราฟีนต่อไป
MIT เคยจัดอันดับให้กราฟีน (Graphene) เป็นหนึ่งในสิบเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ล่าสุดนี้ นักวิจัยจาก MIT ใช้กราฟีนพัฒนาไมโครชิปที่มีความเร็วสัญญาณนาฬิการะดับ 1 เทราเฮิรตซ์ (THz) หรือ 1,000 กิกะเฮิรตซ์สำเร็จแล้ว ซึ่งชิปแบบกราฟีนตัวนี้จะสามารถเพิ่มความเร็วในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ รวมถึงเพิ่มความเร็วในการขนส่งข้อมูลของโทรศัพท์มือถือได้
ชิปแบบกราฟีนของ MIT เป็นตัวคูณความถี่ที่เร่งความเร็วขึ้นสองเท่าด้วยการใช้ทรานซิสเตอร์เพียงตัวเดียว ทำให้ชิปตัวนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าที่น้อยกว่าชิปแบบซิลิกอนทั่วๆไปแต่ให้ความเร็วที่สูงกว่ามากๆ และหากติดตั้งตัวคูณความถี่ของชิปตัวนี้หลายๆตัวแบบอนุกรมแล้ว ก็จะทำให้เราได้ความเร็วเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว โดยในทางปฏิบัติจริง ชิปแบบกราฟีนตัวนี้จะให้ความเร็วในช่วงตั้งแต่ 500 กิกะเฮิรตซ์ ถึง 1,000 กิกะเฮิรตซ์
หากย้อนไปที่ข่าวปี 2006 ทีมวิจัยจากไอบีเอ็มและจอร์เจียเทคเองก็เคยประสบความสำเร็จในการสร้างชิปแบบซิลิกอนที่เพิ่ม germanium ทำให้ได้ความเร็ว 500 กิกะเฮิรตซ์ที่อุณหภูมิ 8 องศาเหนือศูนย์สมบูรณ์ (อ้างอิงจากข่าวเก่า) อย่างไรก็ตาม ทางทีมวิจัยเองเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสามารถพัฒนาชิปตัวนี้ให้ได้ความเร็ว 1 เทราเฮิรตซ์ที่อุณหภูมิห้อง
สรุปได้ว่า
กราฟีน (graphene) ซึ่งเป็นคาร์บอนแผ่นบางๆที่มีความหนาเพียงหนึ่งอตอม อาจเข้ามาแทนที่ซิลิกอนที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ โดยเราอาจเห็นกราฟีนถูกนำไปใช้ในชิพคอมพิวเตอร์ความเร็วสูงหรือเซ็นเซอร์ แบบชีวะเคมี (biochemical sensors)
ที่มา/ต้นฉบับ - SoftSailer http://www.softsailor.com/news/1029-mit-researchers-develop-graphene-based-microchip-that-can-operate-at-1000ghz.html
และ MIT http://web.mit.edu/newsoffice/2009/graphene-palacios-0319.html
ที่มาเพิ่มเติม
- ฟิสิกส์เว็บ http://physicsweb.org/articles/news/11/6/19/1
- Preprint ของบทความวิชาการต้นฉบับหาได้จาก http://arxiv.org/abs/0704.3487
- วิชาการดอทคอม
แหล่งค้นคว้าเพิ่มเติม
- http://en.wikipedia.org/wiki/Graphene
- Physics World November 2006 http://physicsweb.org/articles/world/19/11/7/1
บทนำบทความ ที่มา : ดร.สุทัศน์ ยกส้าน
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
เพชรได้รับการยกย่องว่าเป็นอัญมณีที่มีค่าควรเมืองมานานหลายพันปีแล้ว กษัตริย์ในสมัยโบราณนิยมประดับเครื่องทรงด้วยเพชร เพราะถือว่าเพชรเป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจ และวาสนา คนยุโรปสมัยกลางเชื่อว่าเพชรเป็นวัตถุมงคลที่สามารถขจัดปัดเป่าภัยอันตรายจากภูติผีปีศาจทั้งหลายทั้งปวงได้ พระนาง Mary แห่งสกอตแลนด์ ทรงสวมแหวนเพชร เพราะพระนางทรงเชื่อว่า เพชรจะช่วยให้พระนางปลอดภัยจากการถูกลอบปลงพระชนม์ (แต่แหวนเพชรวงนั้นก็มิได้ช่วยให้นางรอดพ้นจากการตัดสินประหารชีวิตโดยพระนาง Elizabeth ที่ 1 แห่งอังกฤษ) ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 ผู้คนเชื่อว่า เพชรมีเพศ คือเพศผู้กับเพศเมีย หากเรานำเพชรมาอยู่รวมกันจะมีลูกเพชรเกิดขึ้น และการได้เห็นเพชรก่อนออกเดินทาง จะนำโชคลาภมาให้ เป็นต้น
มาถึงสมัยปัจจุบัน เพชรเป็นสัญลักษณ์สากลที่ใช้ในพิธีหมั้น เป็นเครื่องหมายแสดงความจริงใจและความเสมอต้นเสมอปลายของผู้ให้
นักฟิสิกส์ในสหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในการสร้างรอยต่อ p-n ( หรือ p-n junction) จากวัสดุนาโนที่เรียกกันว่า กราฟีน (Graphene) ซึ่งเป็นแผ่นคาร์บอนที่มีความหนาเพียงแค่หนึ่งอะตอม ความหนาแน่นประจุบนอุปกรณ์นี้สามารถควบคุมได้โดยการให้ความต่างศักย์ผ่านทางขั้วไฟฟ้าซึ่งติดกับผิวของอุปกรณ์แผ่นบางๆนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้อาจจะช่วยให้นักฟิสิกสืสามารถนำเอา กราฟีน มาสร้างทรานซิสเตอร์ ที่มีประสิทธิภาพดีและขนาดเล็กกว่าทรานซิสเตอร์จากซิลิกอน (Silicon) ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามการจะติดขั้วไฟฟ้าลงบนแผ่นกราฟีนที่มีความบางเพียง 1 อะตอมทำได้อยากมาก เพราะแผ่นกราฟีนอาจจะเกิดการฉีกขาดและเสียหายได้ นักฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด นำโดย ดร. ชาลส์ มาคุส (Charles Marcus) ค้นพบเทคนิคที่จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ โดยเทคนิคดังกล่าวเรียกว่า Atomic layer deposition (หรือ ALD) ซึ่ง ดร. คุส กล่าวว่าเขาได้ขอยืมเทคนิคนี้มาจากนักเคมี ที่สังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอน ซึ่งเป็นการเอาแผ่นกราฟีนมาม้วนเป็นท่อนั่นเอง
อย่างไรก็ตามแม้ว่านักฟิสิกส์จะประสบความสำเร็จในการสร้างรอยต่อ p-n จากกราฟีนได้แล้ว แต่รอยต่อนี้มีคุณสมบัติที่ต่างกันกับรอยต่อ p-n ที่ได้จากสารกึ่งตัวนำ ที่สำคัญคือไม่มีช่องว่างของพลังงานที่เรียกกันว่า Energy gap ทำให้มันไม่สามารถนำมาใช้ในทรานซิสเตอร์ได้ นักฟิสิกส์จึงจะต้องสร้างช่องว่างพลังงานให้กับแผ่นกราฟีน ซึ่งทีมของ ดร. มาคุส กำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะใช้เทคนิค ALD มาสร้างทรานซิสเตอร์จากกราฟีนต่อไป
MIT เคยจัดอันดับให้กราฟีน (Graphene) เป็นหนึ่งในสิบเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ล่าสุดนี้ นักวิจัยจาก MIT ใช้กราฟีนพัฒนาไมโครชิปที่มีความเร็วสัญญาณนาฬิการะดับ 1 เทราเฮิรตซ์ (THz) หรือ 1,000 กิกะเฮิรตซ์สำเร็จแล้ว ซึ่งชิปแบบกราฟีนตัวนี้จะสามารถเพิ่มความเร็วในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ รวมถึงเพิ่มความเร็วในการขนส่งข้อมูลของโทรศัพท์มือถือได้
ชิปแบบกราฟีนของ MIT เป็นตัวคูณความถี่ที่เร่งความเร็วขึ้นสองเท่าด้วยการใช้ทรานซิสเตอร์เพียงตัวเดียว ทำให้ชิปตัวนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าที่น้อยกว่าชิปแบบซิลิกอนทั่วๆไปแต่ให้ความเร็วที่สูงกว่ามากๆ และหากติดตั้งตัวคูณความถี่ของชิปตัวนี้หลายๆตัวแบบอนุกรมแล้ว ก็จะทำให้เราได้ความเร็วเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว โดยในทางปฏิบัติจริง ชิปแบบกราฟีนตัวนี้จะให้ความเร็วในช่วงตั้งแต่ 500 กิกะเฮิรตซ์ ถึง 1,000 กิกะเฮิรตซ์
หากย้อนไปที่ข่าวปี 2006 ทีมวิจัยจากไอบีเอ็มและจอร์เจียเทคเองก็เคยประสบความสำเร็จในการสร้างชิปแบบซิลิกอนที่เพิ่ม germanium ทำให้ได้ความเร็ว 500 กิกะเฮิรตซ์ที่อุณหภูมิ 8 องศาเหนือศูนย์สมบูรณ์ (อ้างอิงจากข่าวเก่า) อย่างไรก็ตาม ทางทีมวิจัยเองเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสามารถพัฒนาชิปตัวนี้ให้ได้ความเร็ว 1 เทราเฮิรตซ์ที่อุณหภูมิห้อง
สรุปได้ว่า
กราฟีน (graphene) ซึ่งเป็นคาร์บอนแผ่นบางๆที่มีความหนาเพียงหนึ่งอตอม อาจเข้ามาแทนที่ซิลิกอนที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ โดยเราอาจเห็นกราฟีนถูกนำไปใช้ในชิพคอมพิวเตอร์ความเร็วสูงหรือเซ็นเซอร์ แบบชีวะเคมี (biochemical sensors)
ที่มา/ต้นฉบับ - SoftSailer http://www.softsailor.com/news/1029-mit-researchers-develop-graphene-based-microchip-that-can-operate-at-1000ghz.html
และ MIT http://web.mit.edu/newsoffice/2009/graphene-palacios-0319.html
ที่มาเพิ่มเติม
- ฟิสิกส์เว็บ http://physicsweb.org/articles/news/11/6/19/1
- Preprint ของบทความวิชาการต้นฉบับหาได้จาก http://arxiv.org/abs/0704.3487
- วิชาการดอทคอม
แหล่งค้นคว้าเพิ่มเติม
- http://en.wikipedia.org/wiki/Graphene
- Physics World November 2006 http://physicsweb.org/articles/world/19/11/7/1
บทนำบทความ ที่มา : ดร.สุทัศน์ ยกส้าน
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ทำไมไม่เฒ่าหัวปลาทู? จากDirty old man ซึ่งงูเป็นสัตว์อ้างถึงบาปของคริสต์ ฯฟรอยด์บอกงูแสดงถึงเพศ ไม่มียายหัวงู สรุปไม่ได้ว่าไทยนำคำนี้มาได้ไง
คำว่า "เฒ่าหัวงู" มันเป็นอย่างไร ?
มีคนเรียกเป็นภาษาอังกฤษแบบติดตลกว่า Snake headed old man ซึ่งถือได้ว่าเป็น Thinglish (Thai +English) อย่างมาก ๆ ความจริงฝรั่งเค้าเรียกว่า Dirty old man (middle-aged or elderly man with lewd or lecherous inclination) ซึ่งไม่เกี่ยวกับงูเลย ส่วนคำว่า old man ความจริงก็บอกอายุที่แน่นอนไม่ได้ ผู้ชายอายุสามสิบแต่ไปตามจีบเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้า ก็น่าจะเป็นเฒ่าหัวงูได้เหมือนกัน
ทำไมต้องเป็นเฒ่าหัวงู ทำไมไม่ใช่เฒ่าหัวแมว หรือเฒ่าหัวปลาทู ?
ตาม ความเชื่อของศาสนาคริสต์ งูคือสัญลักษณ์แห่งความบาป และกามารมณ์ ซาตานปลอมเป็นงูขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อหลอกให้อีฟกินแอ๊ปเปิ้ลจากต้นกลางสวนที่ พระเจ้าทรงห้าม และยังหลอกผัวรักคืออดัมให้มาแจมด้วย ผลคือทั้งคู่ถูกพระเจ้าขับออกจากสวรรค์ไป ชาวคริสต์ถือกันว่าการกินแอ๊ปเปิ้ลนั้นคือบาปดั้งเดิม (Original Sin) ของมนุษย์ ดังนั้นงูกับคำว่าบาปจึงใกล้ชิดกันมาก ส่วนชาวเอเชียมองงูในมุมกลับกัน ชาวอินเดียบางชนเผ่าบูชางู ส่วนศาสนาพุทธก็มีแนวคิดคล้ายกันคือบูชางู แต่เป็นงูยักษ์หรือพญานาคที่เป็นสัตว์ในจินตนาการ พญานาคเป็นสัตว์ที่อุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนา
กระนั้นก็ยังตอบคำถามไม่ได้ว่าทำไมคำไทยถึงเรียกว่า "หัวงู" ? ทั้งที่ฝรั่งไม่ได้บัญญัติคำนี้
ดังนั้นเราน่าหันไปหา Sigmund Frued ศาสดาของจิตวิทยาสำนัก จิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) ดีกว่า ฟรอยด์จะเน้นการวิเคราะห์สิ่งที่อยู่ภายใต้จิตใต้สำนึกของมนุษย์ (Unconsciousness) ผ่านสัญลักษณ์ต่าง ๆ โดยมีเรื่องเพศเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งฟรอยด์เห็นว่าเป็นแรงขับเคลื่อนพฤติกรรมของมนุษย์ พร้อมๆ กับเรื่องความก้าวร้าว ฟรอยด์วิเคราะห์ว่างูคือสัญลักษณ์หรือตัวแทนของ องคชาติ (Phallic) หรืออวัยวะเพศของผู้ชายนั่นเอง ดังนั้นจึงน่าจะมาอธิบายกับคำว่า "เฒ่าหัวงู" ได้นั่นคือ "เฒ่าที่มีความปราถนาในการใช้องคชาติของตนในการร่วมประเวณีกับหญิงสาว" ซึ่งน่าจะพออธิบายได้ว่าทำไมไม่มีคำว่า "ยายหัวงู" หรืออธิบายถึงความเชื่อที่ว่า "ถ้าฝันถึงงู จะได้พบเนื้อคู่" (ประโยคนี้น่าจะใช้กับหญิงสาวเท่านั้น)
นอกจากนี้เราน่าจะนำมา วิเคราะห์ว่าทำไมผู้ชายที่จีบสาวไปทั่วถึงถูกเรียกว่า ไอ้หน้าหม้อ เพราะหม้อหมายถึงอวัยวะเพศหญิงในระดับจิตใต้สำนึก
ทำไมผู้ชายจำนวน มากถึงเป็น "เฒ่าหัวงู" ? หากเราใช้ภาษาแบบ Jacques Lacan ศาสนุศิษย์ของฟรอยด์และพวกสตรีนิยม (Feminist) การเป็นเฒ่าหัวงูคือการใช้องคชาตของตัวเองในการเสริมสร้างความเป็นใหญ่ของ ชาย (Male Dominance) ซึ่งครอบงำสังคมทั่วโลก ถึงแม้คำว่า "เฒ่าหัวงู"จะดูน่ารังเกียจก็ตามแต่เราจะเคยชินกับคำว่า คุณผู้ชายที่บ้านแอบไปมีอีหนูหรือมีบ้านเล็กบ้านน้อย ซึ่งดูเป็นเรื่องธรรมดาไปกลายเป็นวัฒนธรรมมวลชน (Pop Culture) เช่นละคร ภาพยนตร์ตลก ให้คนดูเฮฮา ในทางกลับกันหากผู้หญิงแอบมีผู้ชายคนอื่น สังคมจะดูเป็นเรื่องจริงจัง และไม่เคยเรียกว่า ผู้หญิงแอบไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยแต่จะเรียกว่า "ชู้" แทน (ปัจจุบันคำว่ากิ๊กทำให้ดู Soft ลง) แสดงว่าสังคมเห็นว่าผู้ชายเท่านั้นที่มีสิทธิ์ในการสร้าง "บ้าน"
ในอดีตหลายสังคมในเอเชียจะเสริมสร้างหรือบูชา "เฒ่าหัวงู" เป็นยิ่งนัก ชนชั้นสูงจะนิยมมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน (และเมียน้อยจะอายุน้อยมาก บางคนก็อายุแค่สิบห้า) ในขณะชนชั้นล่างเช่นไพร่กับทาส มีได้แค่คนเดียว (แค่นี้ก็จะตายอยู่แล้ว) ปัจจุบันถึงแม้สังคมจะนิยมผัวเดียวเมียเดียว และผู้หญิงมีปากมีเสียงมากขึ้น ภรรยาหลายๆ คนก็ยังยอมรับการมีอีหนูของสามี (ถึงแม้ด้วยน้ำตา)
ปัจจุบัน คำว่า "เฒ่าหัวงู" ก็ยังทรงพลังอยู่โดยผ่านคำ "เจ้านาย" และ "ลูกน้อง" เจ้านายโดยมากเป็นผู้ชายและแต่งงานแล้ว ปฏิบัติการเป็นเฒ่าหัวงูย่อมเริ่มต้นจากการล่วงละเมิดทางเพศ (Sexul Harassment) ไม่ว่าทางวาจา (พูดจาเกี้ยวพาราสี หรือพูดสองแง่สองง่าม) หรือการกระทำ (เกาะไหล่ แตะอั๋ง) เมื่อฝ่ายหญิงยอมเล่นด้วย ก็จะกลายเป็นเมียน้อยหรือ One night stand (กิ๊กคืนเดียว) ไป หรือไม่ยอมก็ถูกข่มขืนหรือ ออกจากงานหรือไม่ขึ้นขั้นเงินเดือน ถ้าผู้หญิงใจเด็ดก็ฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันไป
ทำไมผู้หญิงบางคนถึง ยอมเป็นเมียน้อยของ "เฒ่าหัวงู" อย่างเต็มอกเต็มใจ ? ถ้าจะตอบว่าเพราะชอบความสะดวกสบาย เพราะเฒ่าหัวงูซึ่งเป็นเจ้านายหรือเศรษฐีสามารถบันดาลทุกอย่างได้ ก็ถูก แต่หากมองแบบจิตวิเคราะห์ ลึกๆ แล้วเธอเหล่านั้นต่างปรารถนา "ความเป็นพ่อ" (Father figure) จากผู้ชายสูงอายุ อย่างที่ผู้ชายรุ่นเดียวกันตอบสนองให้ไม่ได้ ผู้หญิงเหล่านั้นจึงเป็นหนึ่งในการสานต่ออุดมการณ์สังคม "ผู้ชายเป็นใหญ่"อย่างไม่รู้ตัว
ที่มา : กรมส่งเสริมสุขภาพจิต
กูเกิลกูรู ,
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
มีคนเรียกเป็นภาษาอังกฤษแบบติดตลกว่า Snake headed old man ซึ่งถือได้ว่าเป็น Thinglish (Thai +English) อย่างมาก ๆ ความจริงฝรั่งเค้าเรียกว่า Dirty old man (middle-aged or elderly man with lewd or lecherous inclination) ซึ่งไม่เกี่ยวกับงูเลย ส่วนคำว่า old man ความจริงก็บอกอายุที่แน่นอนไม่ได้ ผู้ชายอายุสามสิบแต่ไปตามจีบเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้า ก็น่าจะเป็นเฒ่าหัวงูได้เหมือนกัน
ทำไมต้องเป็นเฒ่าหัวงู ทำไมไม่ใช่เฒ่าหัวแมว หรือเฒ่าหัวปลาทู ?
ตาม ความเชื่อของศาสนาคริสต์ งูคือสัญลักษณ์แห่งความบาป และกามารมณ์ ซาตานปลอมเป็นงูขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อหลอกให้อีฟกินแอ๊ปเปิ้ลจากต้นกลางสวนที่ พระเจ้าทรงห้าม และยังหลอกผัวรักคืออดัมให้มาแจมด้วย ผลคือทั้งคู่ถูกพระเจ้าขับออกจากสวรรค์ไป ชาวคริสต์ถือกันว่าการกินแอ๊ปเปิ้ลนั้นคือบาปดั้งเดิม (Original Sin) ของมนุษย์ ดังนั้นงูกับคำว่าบาปจึงใกล้ชิดกันมาก ส่วนชาวเอเชียมองงูในมุมกลับกัน ชาวอินเดียบางชนเผ่าบูชางู ส่วนศาสนาพุทธก็มีแนวคิดคล้ายกันคือบูชางู แต่เป็นงูยักษ์หรือพญานาคที่เป็นสัตว์ในจินตนาการ พญานาคเป็นสัตว์ที่อุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนา
กระนั้นก็ยังตอบคำถามไม่ได้ว่าทำไมคำไทยถึงเรียกว่า "หัวงู" ? ทั้งที่ฝรั่งไม่ได้บัญญัติคำนี้
ดังนั้นเราน่าหันไปหา Sigmund Frued ศาสดาของจิตวิทยาสำนัก จิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) ดีกว่า ฟรอยด์จะเน้นการวิเคราะห์สิ่งที่อยู่ภายใต้จิตใต้สำนึกของมนุษย์ (Unconsciousness) ผ่านสัญลักษณ์ต่าง ๆ โดยมีเรื่องเพศเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งฟรอยด์เห็นว่าเป็นแรงขับเคลื่อนพฤติกรรมของมนุษย์ พร้อมๆ กับเรื่องความก้าวร้าว ฟรอยด์วิเคราะห์ว่างูคือสัญลักษณ์หรือตัวแทนของ องคชาติ (Phallic) หรืออวัยวะเพศของผู้ชายนั่นเอง ดังนั้นจึงน่าจะมาอธิบายกับคำว่า "เฒ่าหัวงู" ได้นั่นคือ "เฒ่าที่มีความปราถนาในการใช้องคชาติของตนในการร่วมประเวณีกับหญิงสาว" ซึ่งน่าจะพออธิบายได้ว่าทำไมไม่มีคำว่า "ยายหัวงู" หรืออธิบายถึงความเชื่อที่ว่า "ถ้าฝันถึงงู จะได้พบเนื้อคู่" (ประโยคนี้น่าจะใช้กับหญิงสาวเท่านั้น)
นอกจากนี้เราน่าจะนำมา วิเคราะห์ว่าทำไมผู้ชายที่จีบสาวไปทั่วถึงถูกเรียกว่า ไอ้หน้าหม้อ เพราะหม้อหมายถึงอวัยวะเพศหญิงในระดับจิตใต้สำนึก
ทำไมผู้ชายจำนวน มากถึงเป็น "เฒ่าหัวงู" ? หากเราใช้ภาษาแบบ Jacques Lacan ศาสนุศิษย์ของฟรอยด์และพวกสตรีนิยม (Feminist) การเป็นเฒ่าหัวงูคือการใช้องคชาตของตัวเองในการเสริมสร้างความเป็นใหญ่ของ ชาย (Male Dominance) ซึ่งครอบงำสังคมทั่วโลก ถึงแม้คำว่า "เฒ่าหัวงู"จะดูน่ารังเกียจก็ตามแต่เราจะเคยชินกับคำว่า คุณผู้ชายที่บ้านแอบไปมีอีหนูหรือมีบ้านเล็กบ้านน้อย ซึ่งดูเป็นเรื่องธรรมดาไปกลายเป็นวัฒนธรรมมวลชน (Pop Culture) เช่นละคร ภาพยนตร์ตลก ให้คนดูเฮฮา ในทางกลับกันหากผู้หญิงแอบมีผู้ชายคนอื่น สังคมจะดูเป็นเรื่องจริงจัง และไม่เคยเรียกว่า ผู้หญิงแอบไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยแต่จะเรียกว่า "ชู้" แทน (ปัจจุบันคำว่ากิ๊กทำให้ดู Soft ลง) แสดงว่าสังคมเห็นว่าผู้ชายเท่านั้นที่มีสิทธิ์ในการสร้าง "บ้าน"
ในอดีตหลายสังคมในเอเชียจะเสริมสร้างหรือบูชา "เฒ่าหัวงู" เป็นยิ่งนัก ชนชั้นสูงจะนิยมมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน (และเมียน้อยจะอายุน้อยมาก บางคนก็อายุแค่สิบห้า) ในขณะชนชั้นล่างเช่นไพร่กับทาส มีได้แค่คนเดียว (แค่นี้ก็จะตายอยู่แล้ว) ปัจจุบันถึงแม้สังคมจะนิยมผัวเดียวเมียเดียว และผู้หญิงมีปากมีเสียงมากขึ้น ภรรยาหลายๆ คนก็ยังยอมรับการมีอีหนูของสามี (ถึงแม้ด้วยน้ำตา)
ทำไมผู้หญิงบางคนถึง ยอมเป็นเมียน้อยของ "เฒ่าหัวงู" อย่างเต็มอกเต็มใจ ? ถ้าจะตอบว่าเพราะชอบความสะดวกสบาย เพราะเฒ่าหัวงูซึ่งเป็นเจ้านายหรือเศรษฐีสามารถบันดาลทุกอย่างได้ ก็ถูก แต่หากมองแบบจิตวิเคราะห์ ลึกๆ แล้วเธอเหล่านั้นต่างปรารถนา "ความเป็นพ่อ" (Father figure) จากผู้ชายสูงอายุ อย่างที่ผู้ชายรุ่นเดียวกันตอบสนองให้ไม่ได้ ผู้หญิงเหล่านั้นจึงเป็นหนึ่งในการสานต่ออุดมการณ์สังคม "ผู้ชายเป็นใหญ่"อย่างไม่รู้ตัว
ที่มา : กรมส่งเสริมสุขภาพจิต
กูเกิลกูรู ,
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
หลักกม.ที่0ตรงไหนแน่?? หลักกม.0 อยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย(ฯกิจจานุเบกษา) ส่วนอนุสาวรียชัย เป็นกม.1 ของถนนพหลฯ(กรมทางหลวง) // หลัก กม.ของกรมทางหลวงจะเป็นตราครุฑ(เลขใต้ครุฑคือหลักที่?) กรมโยธาฯเป็นตราเทวดา3องค์ หลักกม.ตั้งไม่ได้จะใช้ป้ายแทน แท่งหลักกม.ท่อนละ1,500บาท
หลักกิโลเมตร
เวลาขับรถเข้ากรุงเทพฯ เขาจะเขียนว่ากรุงเทพฯ 80 ก.ม. ก็เลยอยากรู้ว่าเขาวัดถึงที่ไหนในกรุงเทพฯ สีลมหรือสุขุมวิท และอยากทราบความเป็นมาของหลักกิโลเมตร
ข้อมูลกรมทางหลวงอธิบายเริ่มจากหลักกิโลเมตรที่ 0 ของประเทศไทย ว่า หลักกิโลเมตรที่ 0 มีอยู่แห่งเดียวเท่านั้น คือจุดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพมหานคร ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยา ดังนั้น จึงไม่มีหลักกิโลเมตรที่ 0 ในแต่ละจังหวัด และการวัดระยะทางไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย ก็เริ่มวัดจากหลักกิโลเมตรที่ 0 ณ กรุงเทพฯ เป็นจุดเริ่มต้น
หลักกิโลเมตร หรือหลักไมล์ คือเครื่องหมายอย่างหนึ่งที่กำกับด้วยตัวอักษรและตัวเลข ส่วนมากจะเป็นเสาหินหรือเสาปูนเตี้ยๆ แล้วจารึกหรือเขียนตัวอักษรด้วยสี ติดตั้งไว้เป็นระยะๆ เท่ากัน (ทุก 1 กิโลเมตร หรือ 1 ไมล์) ตลอดเส้นทางที่ริมถนนหรือระยะโดยเฉลี่ยตรงกลางถนน จุดประสงค์ของการสร้างหลักกิโลเมตรเพื่อเป็นการบอกผู้เดินทางว่าได้เดินทางมาเป็นระยะทางเท่าใดแล้ว หรืออีกไกลเท่าไรกว่าจะถึงจุดหมาย ส่วนจะเลือกใช้หลักกิโลเมตรหรือหลักไมล์ ขึ้นอยู่กับว่าในประเทศนั้นวัดความยาวในระบบอังกฤษหรือระบบเมตริก
เกี่ยวกับหลักกิโลเมตรในประเทศไทย มีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับการสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (พหลโยธิน) เมื่อ พ.ศ.2481 ในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เพื่อให้อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ยวดยานพาหนะบนท้องถนนดังกล่าว คาดว่ามีการสร้างหลักกิโลเมตรไปพร้อมๆ กับการสร้างถนนพหลโยธิน จากที่เมื่อเริ่มแรกนั้นใช้ในจุดประสงค์เพื่อกำหนดค่าบำรุงรักษาเส้นทางของกรมทางหลวง โดยใช้รหัสแขวงที่ปรากฏบนหลักเป็นส่วนแบ่งความรับผิดชอบ
นอกจากนั้น ยังสามารถใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการออกโฉนดที่ดินหรือการเวนคืนที่ดิน แต่ในปัจจุบันเมื่อมีการปรับปรุงถนนหรือการสร้างทางใหม่ หลักกิโลเมตรที่แท้จริงอาจคลาดเคลื่อนไปจากที่ตั้งเดิมจนต้องมีการวัดระยะเพื่อวางหลักใหม่ ทำให้ใช้อ้างอิงตำแหน่งเกี่ยวกับที่ดินไม่ได้ จุดประสงค์สุดท้ายจึงตกไป
หลักกิโลเมตรในประเทศไทยเป็นเสาปูนสี่เหลี่ยม มียอดเป็นสามเหลี่ยมหรือพีระมิด ทาสีขาว หลักกิโลเมตรหนึ่งหลักมีตัวเลขบอกระยะทาง 3 ด้าน คือ ด้านหน้า ด้านขวา และด้านซ้าย โดยด้านหน้าจะเป็นสัญลักษณ์ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ กล่าวคือ ถ้าเป็นความรับผิดชอบของกรมทางหลวงจะใช้สัญลักษณ์เป็นตราครุฑ พบได้ตามเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค จังหวัด และอำเภอสำคัญๆ ของประเทศ ในตัวครุฑจะมีหมายเลขทางหลวงปรากฏอยู่ ใต้ตัวครุฑเป็นเลขที่บอกว่าหลักกิโลเมตรนั้นเป็นหลักที่เท่าไหร่
แต่ถ้าเป็นเส้นทางที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมโยธาธิการจะใช้สัญลักษณ์เป็นรูปเทวดาสามองค์ พบได้ตามเส้นทางที่แยกจากทางหลวงแผ่นดินไปตามหมู่บ้านต่างๆ โดยมีระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร
ส่วนด้านขวาและด้านซ้าย มีชื่อสถานที่ เช่น จังหวัด หรืออำเภอ และตัวเลขบอกระยะทางที่เหลือของสถานที่ที่เรากำลังจะผ่านไปบนเส้นทางหลวงนั้นๆ คือบอกระยะทางจากสถานที่ดังกล่าวที่ต้องเดินทางบนถนน
บริเวณถนนบางแห่งที่ไม่สามารถติดตั้งหลักกิโลเมตรได้ เช่น บนสะพาน หรือด้วยเหตุผลอื่นใด จะใช้ป้ายกิโลเมตรติดตั้งไว้แทน มีลักษณะเป็นห้า เหลี่ยมคล้ายหลักกิโลเมตรเมื่อมองจากด้านหน้า แต่มีรายละเอียดคือสัญลักษณ์ของหน่วยงานกับเลขกิโลเมตรเท่านั้น ขณะที่บนถนนบางสายติดตั้งหลักร้อยเมตร หรือป้ายร้อยเมตร เป็นระยะ เพื่อการวัดระยะทางที่แม่นยำมากขึ้น
อธิบดีกรมทางหลวงให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ หลัก กม.ที่ 0
"หลักกิโลเมตรที่ 0 ของประเทศไทย อยู่ที่หัวมุมถนนดินสอ ใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" อธิบดีกรมทางหลวง เฉลยคำตอบก่อนย้อนรอยที่มาที่ไปให้ฟังว่า...
"อันที่จริงไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ระบุถึงที่มาและที่ไป หรือเหตุผลการปักหมุดหลักกิโลเมตรที่ 0 ไว้ตรงนี้ แต่สันนิษฐานจากการ บันทึกคำกล่าวของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนกล่าวในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2483 ตอนหนึ่งว่า
"เพื่อเชิดชูคุณค่าของประชาธิปไตย และเพื่อมีเครื่องเตือนใจให้พยายามผดุงรักษาระบอบนี้ให้สถิตสถาพรอยู่ตลอดกาล คณะรัฐบาลจึงลงมติให้สร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์นี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญก้าวหน้าทั้งมวล เป็นต้นว่า ถนนสายต่างๆที่จะออกจากกรุงเทพฯไปยังหัวเมือง ก็จะนับต้นทางจากอนุสาวรีย์นี้..."
นอกจากนั้นแล้ว ก็มีหลักฐานที่เป็นอักษรที่อ้างอิงจากคำกล่าวของ จอมพล ป. ซึ่งได้เขียนไว้ใน อักขรานุกรม ภูมิศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1ปี 2506 หน้า 224 ซึ่งเรียบเรียงโดยนายชำนาญ อินทุโศภณ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่อ้างประกาศราชกิจจานุเบกษา ตอนที่ 67 เล่มที่ 67 วันที่ 12 ธันวาคม 2493 ว่า...
"ถนน 3 สาย ที่ระบุชื่อข้างบน (ถนนพหลโยธิน, ถนนสุขุมวิท และถนนเพชรเกษม) ถือจุดเริ่มต้นความยาวจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.พระนคร"
อธิบดีกรมทางหลวง...เฉลยต่อไปว่า เหล่าข้าราชการสมัยนั้น พอได้ฟังคำกล่าวของผู้นำประเทศ ก็ต้องปฏิบัติตาม สร้างหลักทางหลวงขนาดยักษ์ ไว้ ณ หัวมุมถนนดินสอ ใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วการปักหลักกิโลเมตรที่ 0 หรือเรียกสั้นๆว่า "กม. 0" เป็นเพียงสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น
"เนื่องจากทางหลวงแผ่นดินสายหลักที่ใช้เป็นโครงข่ายเชื่อมการจราจรระหว่างภาคต่อภาค ล้วนมีจุดเริ่มแรกที่ต่างกัน จะเห็นได้จากข้อมูลของกรมทางหลวงที่ระบุไว้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีทางหลวงแผ่นดินอยู่ 4 สาย ได้แก่ 1. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) เริ่มจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เขตราชเทวี กทม.ถึง ชายแดนสหภาพพม่า (ด่านพรมแดนแม่สาย) อ.แม่สาย จ.เชียงราย
2. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) จากทางแยกต่างระดับมิตรภาพ อ.เมืองสระบุรี-ชายแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สะพานมิตรภาพไทย-ลาว) อ.เมืองหนองคาย
3. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) จากจุดตัดทางรถไฟสายแม่น้ำ เขตคลองเตย กทม.-ชายแดนราชอาณาจักรกัมพูชา (บ้านหาดเล็ก) อ.คลองใหญ่ จ.ตราด
และ 4. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) จากสะพานเนาวจำเนียร เขตบางกอกใหญ่ กทม.-ชายแดนประเทศมาเลเซีย (ด่านพรมแดนสะเดา บ้านไทย-จังโหลน) อ.สะเดา จ.สงขลา
"แต่การนับเป็นกิโลเมตรที่ 0 หรือจุดเริ่มต้นจริงๆจะวัดจากหลักทางหลวง ตั้งอยู่หัวมุมถนนดินสอ ฝั่งเดียวกับสภาทนายความ และอยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เขตพระนคร" อธิบดีกรมทางหลวง สรุปคำตอบอย่างชัดเจนในตอนท้าย
อย่างไรก็ดี...หลักฐานที่บันทึกว่า หลักกิโลเมตรที่ 0 บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สร้างขึ้นวัน-เดือน-ปีใด โดยช่างฝีมือคนไหน...ก็ไม่ได้ถูกจารึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ คนรุ่นหลังๆก็ได้แต่เดาว่า หลักทางหลวงได้สร้างไว้หลังการเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2483...อ่านเต็มๆ http://news.mediathai.net/detail_news.php?newsid=58700
ที่มา : กูเกิลกูรู
กรมทางหลวง http://www.doh.go.th/ วิกิฯ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
เวลาขับรถเข้ากรุงเทพฯ เขาจะเขียนว่ากรุงเทพฯ 80 ก.ม. ก็เลยอยากรู้ว่าเขาวัดถึงที่ไหนในกรุงเทพฯ สีลมหรือสุขุมวิท และอยากทราบความเป็นมาของหลักกิโลเมตร
ข้อมูลกรมทางหลวงอธิบายเริ่มจากหลักกิโลเมตรที่ 0 ของประเทศไทย ว่า หลักกิโลเมตรที่ 0 มีอยู่แห่งเดียวเท่านั้น คือจุดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพมหานคร ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยา ดังนั้น จึงไม่มีหลักกิโลเมตรที่ 0 ในแต่ละจังหวัด และการวัดระยะทางไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย ก็เริ่มวัดจากหลักกิโลเมตรที่ 0 ณ กรุงเทพฯ เป็นจุดเริ่มต้น
หลักกิโลเมตร หรือหลักไมล์ คือเครื่องหมายอย่างหนึ่งที่กำกับด้วยตัวอักษรและตัวเลข ส่วนมากจะเป็นเสาหินหรือเสาปูนเตี้ยๆ แล้วจารึกหรือเขียนตัวอักษรด้วยสี ติดตั้งไว้เป็นระยะๆ เท่ากัน (ทุก 1 กิโลเมตร หรือ 1 ไมล์) ตลอดเส้นทางที่ริมถนนหรือระยะโดยเฉลี่ยตรงกลางถนน จุดประสงค์ของการสร้างหลักกิโลเมตรเพื่อเป็นการบอกผู้เดินทางว่าได้เดินทางมาเป็นระยะทางเท่าใดแล้ว หรืออีกไกลเท่าไรกว่าจะถึงจุดหมาย ส่วนจะเลือกใช้หลักกิโลเมตรหรือหลักไมล์ ขึ้นอยู่กับว่าในประเทศนั้นวัดความยาวในระบบอังกฤษหรือระบบเมตริก
เกี่ยวกับหลักกิโลเมตรในประเทศไทย มีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับการสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (พหลโยธิน) เมื่อ พ.ศ.2481 ในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เพื่อให้อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ยวดยานพาหนะบนท้องถนนดังกล่าว คาดว่ามีการสร้างหลักกิโลเมตรไปพร้อมๆ กับการสร้างถนนพหลโยธิน จากที่เมื่อเริ่มแรกนั้นใช้ในจุดประสงค์เพื่อกำหนดค่าบำรุงรักษาเส้นทางของกรมทางหลวง โดยใช้รหัสแขวงที่ปรากฏบนหลักเป็นส่วนแบ่งความรับผิดชอบ
นอกจากนั้น ยังสามารถใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการออกโฉนดที่ดินหรือการเวนคืนที่ดิน แต่ในปัจจุบันเมื่อมีการปรับปรุงถนนหรือการสร้างทางใหม่ หลักกิโลเมตรที่แท้จริงอาจคลาดเคลื่อนไปจากที่ตั้งเดิมจนต้องมีการวัดระยะเพื่อวางหลักใหม่ ทำให้ใช้อ้างอิงตำแหน่งเกี่ยวกับที่ดินไม่ได้ จุดประสงค์สุดท้ายจึงตกไป
หลักกิโลเมตรในประเทศไทยเป็นเสาปูนสี่เหลี่ยม มียอดเป็นสามเหลี่ยมหรือพีระมิด ทาสีขาว หลักกิโลเมตรหนึ่งหลักมีตัวเลขบอกระยะทาง 3 ด้าน คือ ด้านหน้า ด้านขวา และด้านซ้าย โดยด้านหน้าจะเป็นสัญลักษณ์ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ กล่าวคือ ถ้าเป็นความรับผิดชอบของกรมทางหลวงจะใช้สัญลักษณ์เป็นตราครุฑ พบได้ตามเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค จังหวัด และอำเภอสำคัญๆ ของประเทศ ในตัวครุฑจะมีหมายเลขทางหลวงปรากฏอยู่ ใต้ตัวครุฑเป็นเลขที่บอกว่าหลักกิโลเมตรนั้นเป็นหลักที่เท่าไหร่
แต่ถ้าเป็นเส้นทางที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมโยธาธิการจะใช้สัญลักษณ์เป็นรูปเทวดาสามองค์ พบได้ตามเส้นทางที่แยกจากทางหลวงแผ่นดินไปตามหมู่บ้านต่างๆ โดยมีระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร
ส่วนด้านขวาและด้านซ้าย มีชื่อสถานที่ เช่น จังหวัด หรืออำเภอ และตัวเลขบอกระยะทางที่เหลือของสถานที่ที่เรากำลังจะผ่านไปบนเส้นทางหลวงนั้นๆ คือบอกระยะทางจากสถานที่ดังกล่าวที่ต้องเดินทางบนถนน
บริเวณถนนบางแห่งที่ไม่สามารถติดตั้งหลักกิโลเมตรได้ เช่น บนสะพาน หรือด้วยเหตุผลอื่นใด จะใช้ป้ายกิโลเมตรติดตั้งไว้แทน มีลักษณะเป็นห้า เหลี่ยมคล้ายหลักกิโลเมตรเมื่อมองจากด้านหน้า แต่มีรายละเอียดคือสัญลักษณ์ของหน่วยงานกับเลขกิโลเมตรเท่านั้น ขณะที่บนถนนบางสายติดตั้งหลักร้อยเมตร หรือป้ายร้อยเมตร เป็นระยะ เพื่อการวัดระยะทางที่แม่นยำมากขึ้น
อธิบดีกรมทางหลวงให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ หลัก กม.ที่ 0
"หลักกิโลเมตรที่ 0 ของประเทศไทย อยู่ที่หัวมุมถนนดินสอ ใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" อธิบดีกรมทางหลวง เฉลยคำตอบก่อนย้อนรอยที่มาที่ไปให้ฟังว่า...
"อันที่จริงไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ระบุถึงที่มาและที่ไป หรือเหตุผลการปักหมุดหลักกิโลเมตรที่ 0 ไว้ตรงนี้ แต่สันนิษฐานจากการ บันทึกคำกล่าวของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนกล่าวในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2483 ตอนหนึ่งว่า
"เพื่อเชิดชูคุณค่าของประชาธิปไตย และเพื่อมีเครื่องเตือนใจให้พยายามผดุงรักษาระบอบนี้ให้สถิตสถาพรอยู่ตลอดกาล คณะรัฐบาลจึงลงมติให้สร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์นี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญก้าวหน้าทั้งมวล เป็นต้นว่า ถนนสายต่างๆที่จะออกจากกรุงเทพฯไปยังหัวเมือง ก็จะนับต้นทางจากอนุสาวรีย์นี้..."
นอกจากนั้นแล้ว ก็มีหลักฐานที่เป็นอักษรที่อ้างอิงจากคำกล่าวของ จอมพล ป. ซึ่งได้เขียนไว้ใน อักขรานุกรม ภูมิศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1ปี 2506 หน้า 224 ซึ่งเรียบเรียงโดยนายชำนาญ อินทุโศภณ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่อ้างประกาศราชกิจจานุเบกษา ตอนที่ 67 เล่มที่ 67 วันที่ 12 ธันวาคม 2493 ว่า...
"ถนน 3 สาย ที่ระบุชื่อข้างบน (ถนนพหลโยธิน, ถนนสุขุมวิท และถนนเพชรเกษม) ถือจุดเริ่มต้นความยาวจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.พระนคร"
อธิบดีกรมทางหลวง...เฉลยต่อไปว่า เหล่าข้าราชการสมัยนั้น พอได้ฟังคำกล่าวของผู้นำประเทศ ก็ต้องปฏิบัติตาม สร้างหลักทางหลวงขนาดยักษ์ ไว้ ณ หัวมุมถนนดินสอ ใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วการปักหลักกิโลเมตรที่ 0 หรือเรียกสั้นๆว่า "กม. 0" เป็นเพียงสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น
"เนื่องจากทางหลวงแผ่นดินสายหลักที่ใช้เป็นโครงข่ายเชื่อมการจราจรระหว่างภาคต่อภาค ล้วนมีจุดเริ่มแรกที่ต่างกัน จะเห็นได้จากข้อมูลของกรมทางหลวงที่ระบุไว้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีทางหลวงแผ่นดินอยู่ 4 สาย ได้แก่ 1. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) เริ่มจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เขตราชเทวี กทม.ถึง ชายแดนสหภาพพม่า (ด่านพรมแดนแม่สาย) อ.แม่สาย จ.เชียงราย
2. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) จากทางแยกต่างระดับมิตรภาพ อ.เมืองสระบุรี-ชายแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สะพานมิตรภาพไทย-ลาว) อ.เมืองหนองคาย
3. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) จากจุดตัดทางรถไฟสายแม่น้ำ เขตคลองเตย กทม.-ชายแดนราชอาณาจักรกัมพูชา (บ้านหาดเล็ก) อ.คลองใหญ่ จ.ตราด
และ 4. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) จากสะพานเนาวจำเนียร เขตบางกอกใหญ่ กทม.-ชายแดนประเทศมาเลเซีย (ด่านพรมแดนสะเดา บ้านไทย-จังโหลน) อ.สะเดา จ.สงขลา
"แต่การนับเป็นกิโลเมตรที่ 0 หรือจุดเริ่มต้นจริงๆจะวัดจากหลักทางหลวง ตั้งอยู่หัวมุมถนนดินสอ ฝั่งเดียวกับสภาทนายความ และอยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เขตพระนคร" อธิบดีกรมทางหลวง สรุปคำตอบอย่างชัดเจนในตอนท้าย
อย่างไรก็ดี...หลักฐานที่บันทึกว่า หลักกิโลเมตรที่ 0 บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สร้างขึ้นวัน-เดือน-ปีใด โดยช่างฝีมือคนไหน...ก็ไม่ได้ถูกจารึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ คนรุ่นหลังๆก็ได้แต่เดาว่า หลักทางหลวงได้สร้างไว้หลังการเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2483...อ่านเต็มๆ http://news.mediathai.net/detail_news.php?newsid=58700
ที่มา : กูเกิลกูรู
กรมทางหลวง http://www.doh.go.th/ วิกิฯ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ลูกสาวของไอน์สไตน์ และ เข็มทิศกับไวโอลินของไอน์สไตน์
ลูกสาวของไอน์สไตน์
เมื่อแต่งงานแล้ว มิเลวาก็เสียสละเป้าหมายทางอาชีพของเธอ เธอเลิกเรียน และหันมาเป็นเพียงผู้ช่วยของไอน์สไตน์เท่านั้น มีคนตั้งข้อสังเกตในภายหลังว่า มิเลวานั้น อยู่ในชีวิตของไอน์สไตน์ในช่วงชีวิตที่เขาประสบความสำเร็จสูงสุด จึงเป็นไปได้ว่า มิเลวาน่าจะมีส่วนในงานของไอน์สไตน์ด้วย ความรักผลักดันให้เกิดลูกสาวคนแรกก่อนการแต่งงานในปี 1902 ลูกสาวคนนี้ชื่อลีสเซอร์ล เป็นลูกสาวที่ไอน์สไตน์ไม่เคยปริปากถึง เพราะเป็นลูกที่เกิดก่อนสมรส ไม่นานนัก ลีสเซอร์ลก็หายไปจากชีวิตของไอน์สไตน์อย่างลึกลับ ไม่มีใครรู้ความจริงเรื่องนี้ ว่ากันว่า วันหนึ่งเมื่อครอบครัวออกไปปิกนิกกัน ลีสเซอร์ลก็เดินหายไปดื้อๆ บางกระแสบอกว่า มิเลวายกลีสเซอร์ลให้คนอื่นเลี้ยง และเธอเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก เรื่องนี้ก่อให้เกิดบาดแผลในชีวิตของทั้งไอน์สไตน์และมิเลวาขึ้น จนทำให้ชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ไม่ราบรื่น
(อ้างอิง http://www.oknation.net/blog/bill125/2008/10/24/entry-1 )
เข็มทิศกับไวโอลินของไอน์สไตน์
ในช่วงท้ายของชีวิต ไอน์สไตน์ชอบเดินท่อมๆ แถวมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ที่ซึ่งเขาเป็นอาจารย์ประจำ ทักทายเด็กและเล่นกับทารก ปล่อยตัวตามสบาย เส้นผมสีขาวโพลน สวมเสื้อนอกลุ่ยรุ่มร่าม และไม่สวมถุงเท้า 'เปลือก' ของเขาดูไม่เหมือนนักวิทยาศาสตร์ปราดเปรื่องผู้ที่ประชากรกว่าครึ่งโลกรู้จัก
บ่ายวันหนึ่งขณะที่เดินอยู่แถว สถาบันเพื่อการศึกษาชั้นสูง ในพรินซ์ตัน ไอน์สไตน์ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ เขาเดินไปตามต้นเสียงจนพบเด็กหญิงคนหนึ่ง จำได้ว่าเป็นลูกสาวของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในคณะ เมื่อถามเด็กหญิงว่าร้องไห้ทำไม เธอตอบว่าเธอตามวิชาเลขคณิตที่ครูสอนไม่ทัน เพราะเต็มไปด้วยกฎมากมาย
ไอน์สไตน์บอกว่า เขาเองก็มีปัญหากับตัวเลขเช่นกัน แต่บางทีหากพวกเขาทั้งสองนั่งลงแก้ปัญหาด้วย สถานการณ์อาจจะดีขึ้นก็ได้
บ่ายนั้นไอน์สไตน์นั่งขบคิดวิชาเลขคณิตกับเด็กหญิงคนนั้นด้วยความทรมานพอควร แม้จะเป็นนักฟิสิกส์ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลข้ามจักรวาล แต่เขาไม่จัดว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการคำนวณ และต้องพึ่่งนักคณิตศาสตร์ช่วยในสมการของเขา อย่างไรก็ตามบ่ายวันนั้นเขาก็สามารถทำให้เด็กหญิงเรียนรู้จนได้
ช่วงเวลานั้น ไอน์สไตน์เป็นคนที่มีชื่อเสียงก้องโลกแล้ว สถานภาพของเขาอยู่ในขั้น 'ดารา' แน่นอนจดหมายหลั่งไหลถึงเขา ส่วนใหญ่มาจากเด็กๆ ทั่วโลก ถามคำถามทุกประเภท บางคนส่งรูปภาพที่วาด ภาพถ่าย ของขวัญชิ้นเล็ก ที่น่าประหลาดใจสำหรับคนส่วนมากก็คือ ไอน์สไตน์มักตอบจดหมายเหล่านั้น
เด็กชาวแอฟริกาใต้คนหนึ่งเขียนไปขอลายเซ็นไอน์สไตน์ ข้อความในจดหมายบอกว่า ปกติไม่ใช่คนที่ชอบขอลายเซ็นของใคร แต่กรณีของไอน์สไตน์เป็นข้อยกเว้น ส่วนเหตุที่เพิ่งมาขอลายเซ็นเพราะเพิ่งรู้ว่าไอน์สไตน์ยังไม่ตาย ตนคิดว่าไอน์สไตน์เป็นคนรุ่นเดียวกับ เซอร์ ไอแซค นิวตัน ในศตวรรษที่ 17 ไอน์สไตน์ตอบจดหมายฉบับนั้นกลับไปว่า ขอโทษด้วยนะที่ยังไม่ตาย
เด็กชาวแคนาดาคนหนึ่งเขียนถึงไอน์สไตน์ว่า "คุณมีตัวตนจริงหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพียงตัวละครในการ์ตูน?"
ไอน์สไตน์ชมชอบจดหมายเหล่านี้มาก เก็บรักษาเอาไว้ไม่น้อย ดูเหมือนว่าวัยมิได้ลดทอนความเป็นเด็กของเขาลงเลย
ไอน์สไตน์เป็นตัวอย่างของน้ำนิ่งไหลลึก สูงสุดคืนสู่สามัญ เป็นคนคนหนึ่งที่บังเอิญปราดเปรื่องและมีชื่อเสียง
ความจริงความปราดเปรื่องของเขาอยู่ที่การเข้าใจเลือกวิถีชีวิตแห่งความสุขสงบ เลือกการเรียนรู้ไม่ใช่การเล่าเรียน เลือกสันติไม่ใช่สงคราม และคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดคือ ความถ่อมตัวที่มีอยู่อย่างล้นเหลือ ความไม่เสแสร้ง และอารมณ์ขัน
ยากมากๆ ที่ใครคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งชื่อเสียงและการยอมรับขนาดนี้จะไม่เหลิง ยิ่งยากนักในการปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่า อำนาจ เมื่อรัฐอิสราเอลถือกำเนิด ไอน์สไตน์ปฏิเสธที่จะเป็นใหญ่ทางการเมือง และใช้ชีวิตเรียบง่ายในชุมชนเล็กๆ ห่างไกลจากบ้านเกิด
โลกเราล้วนเต็มไปด้วยตัวอย่างนักการเมืองที่ถูกอำนาจกลืนกิน หลายคนเปลี่ยนจากคนอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนที่บ้าอำนาจ เชื่อมั่นในตนเองสูงจนไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น จำนวนอีกไม่น้อยสลักใบหน้าตัวเองลงบนหินผา และสร้างอนุสาวรีย์ให้ผู้อื่นบูชาตน ทว่าเพียงลงจากอำนาจไม่ถึงวัน อนุสาวรีย์แห่งความป้อยอก็ล้มครืน เลนิน สตาลิน เชาเชสคู มาร์กอส ซัดดัม ฮุสเซ็น ฯลฯ คือตัวอย่าง
เมื่อนิตยสารไทม์เลือกบุคคลแห่งศตวรรษ (Person of the Century คือบุคคลที่ส่งผลกระทบต่อโลกมากที่สุดในศตวรรษ) พวกเขามีรายชื่อของบุคคลในศตวรรษที่ 20 จำนวนมากมาย ทั้งคนที่สร้างสรรค์และทำลาย เช่น เลนิน ผู้เปลี่ยนแปลงโลกสู่สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ฮิตเลอร์ผู้นำโลกสู่ความหายนะ เชอร์ชิลล์ ผู้หาญสู้อำนาจฟาสซิสท์ของฮิตเลอร์ ประธานาธิบดี แฟรงกลิน รูสเวลท์ ผู้นำพาอเมริกาผ่านวิกฤติ 'ต้มยำกุ้ง' ฉบับอเมริกันและสงครามโลกครั้งที่สอง
รายชื่อนี้ยังรวมผู้ที่เลือกต่อสู้ตามวิถีที่ไม่รุนแรง มหาตมะ คานธี ผู้นำพาผู้คนทั้งชาติต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษด้วยหลักอหิงสา มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ผู้ต่อสู้เพื่อทำลายกำแพงสีผิว โรซา พาร์กส์ ผู้ปฏิเสธที่นั่งบนรถเมล์ให้คนขาว ไปจนถึงประชาชนผู้หาญต้านรถถังที่จตุรัสเทียนอานเหมิน
รายชื่อในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 เช่น อเล็กซานเดอร์ เฟลมิง ผู้พบเพนนิซิลลิน เจมส์ วัตสัน กับ ฟรานซิส คริก ผู้พบรหัสชีวิตดีเอนเอ ส่วนนักประดิษฐ์ที่เปลี่ยนแปลงโลก เช่น พี่น้องตระกูลไรท์ผู้นำโลกไปบนท้องฟ้า อลัน เทอริง ผู้กำเนิดคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์สมองปราดเปรื่องอย่าง ไอน์สไตน์, นีล บอหร์, เอนริโค เฟอร์มี, ริชาร์ด ฟีนแมน, สตีเฟน ฮอว์คิง ฯลฯ
แต่ทำไมไทม์เลือกไอน์สไตน์?
สไตน์นั้นรวมเอาคุณสมบัติของผู้สร้างสรรค์ นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ นักต่อสู้แบบอหิงสาทั้งหมดเข้าด้วยกัน!
ไอน์สไตน์เกลียดสงคราม เป็นผู้ที่ใช้จินตนาการรวมเข้ากับวิทยาศาสตร์อย่างสวยงาม นำไปสู่การค้นหาความจริงในมุมมองของจักรวาล ซึ่งย้อนกลับมาทำให้เราเข้าใจวิถีของสิ่งมีชีวิต
ไอน์สไตน์ตั้งคำถามเสมอว่า อะไรคือความหมายของชีวิตมนุษย์ หรือของอินทรีย์ชีวิตทั้งหลาย จะว่าไปแล้ว การเดินทางไปสู่ความจริงของเขาโดยใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ ก็ไม่ต่างจากการแสวงหาทางหลุดพ้นของนักบวชโดยใช้ศาสนา
ไอน์สไตน์ล้มป่วยเมื่ออายุสี่ขวบ พ่อให้เข็มทิศแม่เหล็กตัวหนึ่งแก่เขา เด็กน้อยหมกมุ่นกับเข็มทิศนั้นด้วยความพิศวง เพราะไม่ว่าหมุนไปทางไหน เข็มก็ชี้ไปในทางเดียวกันเสมอราวกับมีอำนาจลึกลับบางอย่างกำหนดทิศทางของมัน เขารู้สึกแปลกใจ เข็มทิศทำให้เขาคิดว่ามีบางสิ่งที่ซ่อนเร้นลึกอยู่ที่อยู่เบื้องหลัง เขาเริ่มสัมผัสธรรมชาติในมุมมองของวิทยาศาสตร์
เข็มทิศตัวนั้นมิเพียงชี้ทิศบนโลกใบนี้ หากยังชี้ทางใหม่ให้ชีวิตของเขา ทางสายวิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์โดยตัวมันเองเป็นเพียงกระบวนการ ไม่ใช่จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ จุดหักเหอาจจะเกิดจากการที่แม่ของไอน์สไตน์แนะนำให้เขารู้จักดนตรี
เข็มทิศชี้ทางไปสู่การค้นหาความจริง เสียงไวโอลินเชื้อเชิญให้เขาเปิดหัวใจ
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ตลอดชีวิตไอน์สไตน์พกพาไวโอลินไปตามที่ต่างๆ และเป็นนักเล่นไวโอลินที่ดี
จินตนาการ วิทยาศาสตร์ กับความเป็นมนุษย์เป็นส่วนประกอบที่ลงตัวในการสร้างบุคคลเช่นไอน์สไตน์
การศึกษาหาความลับของจักรวาลผ่านทฤษฎีทั้งหลายของเขา ทำให้เขาซาบซึ้งถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความกระจ้อยร่อยกระจิริดของมนุษย์ จักรวาลวิทยาทำให้พบเห็นว่ามนุษย์เรานั้นเป็นเพียงการประกอบรวมกันของธาตุ เราเป็นเพียงธุลีหนึ่งในจักรวาล ไอน์สไตน์บอกว่า ยิ่งเรียนรู้ความลับของธรรมชาติจากเรื่องอะตอม แรงลึกลับทั้งหลาย ยิ่งทำให้มนุษย์เราต้องถ่อมตนและสันโดษ
สรรพสิ่ง 'สัมพัทธ์' กันไปหมด
ไอน์สไตน์เขียนในปี ค.ศ. 1931 ว่า "ผมเตือนตัวเองนับร้อยครั้งต่อวันว่า ชีวิตของผมทั้งภายในและเปลือกนอกล้วนมีฐานบนแรงงานของผู้อื่น ทั้งที่ยังมีชีวิตและที่ตายไปแล้ว ผมต้องใช้ความสามารถทุกอย่างของตนเพื่อที่จะให้ในระดับเดียวกับที่ผมได้รับและกำลังรับอยู่"
ไอน์สไตน์พร่ำพูดให้เห็นคุณค่าของมนุษย์ คุณค่าของเสรีภาพ ความไม่รุนแรง อันตรายของลัทธิทหาร และความคลั่งชาติ 8 ปีต่อมาโลกก็เข้าสู่สงครามที่ทำลายชีวิตมนุษย์หลายสิบล้านคน
แม้ไอน์สไตน์จะเป็นผู้ชื่นชมวิถีอหิงสาแห่งคานธี และเช่นเดียวกับคานธี เขาเป็นนักมนุษย์นิยม นักต่อต้านสงคราม แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ เขาก็แนะนำให้ประธานาธิบดีรูสเวลท์ระเบิดปรมาณู เมื่อข่าวการทำลายล้างฮิโรชิมามาถึงเขา ไอน์สไตน์กุมศีรษะเศร้าใจในบทบาทของตน ความเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ถูกสั่นคลอน เรื่องนี้สร้างความเศร้าใจแก่เขาตลอดชีวิต ยิ่งแก่ตัวลงเขาก็ยิ่งปล่อยวางมากขึ้น ใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ต่างจากนักบวช คือไม่ได้สนใจในชื่อเสียงเงินตรา
ไอน์สไตน์เขียนในปี ค.ศ. 1934 ว่า "คุณค่าที่แท้จริงของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนถูกกำหนดเบื้องแรกจากมาตรการและสำนึกในการปลดปล่อยตัวเอง การปลดปล่อยนี้ไม่ใช่เฉพาะอิสรภาพจากความหลงตัวเอง แต่จากเปลือกความเชื่อทางของศาสนาที่ห้ามโต้แย้ง"
มนุษย์เราทุกคนต้องการทั้งความรู้และความรักต้องการทั้งเข็มทิศกับไวโอลิน
ความรู้คือประตูเปิดโลก ความรักคือหน้าต่างเปิดหัวใจ
ที่มา : กูเกิลกูรู (จากคำถาม ไอน์สไตน์มีลูกสาวคนนึง ที่หายสาปสูญไป เธอชื่ออะไร โดย คิตตี้)
ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.icphysics.com/forums/viewtopic.php?f=15&t=262
ชีวิตพิศวง ของไอน์สไตล์ wonder einstein http://www.watnai.org/einstein/wonder%20einstein_st.html
6 สุดยอด "สมการที่น่านับถือ" ทางฟิสิกส์ http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9470000065786
ตามรอยไอน์สไตน์ที่เบอร์น http://www.vcharkarn.com/varticle/283
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
เมื่อแต่งงานแล้ว มิเลวาก็เสียสละเป้าหมายทางอาชีพของเธอ เธอเลิกเรียน และหันมาเป็นเพียงผู้ช่วยของไอน์สไตน์เท่านั้น มีคนตั้งข้อสังเกตในภายหลังว่า มิเลวานั้น อยู่ในชีวิตของไอน์สไตน์ในช่วงชีวิตที่เขาประสบความสำเร็จสูงสุด จึงเป็นไปได้ว่า มิเลวาน่าจะมีส่วนในงานของไอน์สไตน์ด้วย ความรักผลักดันให้เกิดลูกสาวคนแรกก่อนการแต่งงานในปี 1902 ลูกสาวคนนี้ชื่อลีสเซอร์ล เป็นลูกสาวที่ไอน์สไตน์ไม่เคยปริปากถึง เพราะเป็นลูกที่เกิดก่อนสมรส ไม่นานนัก ลีสเซอร์ลก็หายไปจากชีวิตของไอน์สไตน์อย่างลึกลับ ไม่มีใครรู้ความจริงเรื่องนี้ ว่ากันว่า วันหนึ่งเมื่อครอบครัวออกไปปิกนิกกัน ลีสเซอร์ลก็เดินหายไปดื้อๆ บางกระแสบอกว่า มิเลวายกลีสเซอร์ลให้คนอื่นเลี้ยง และเธอเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก เรื่องนี้ก่อให้เกิดบาดแผลในชีวิตของทั้งไอน์สไตน์และมิเลวาขึ้น จนทำให้ชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ไม่ราบรื่น
(อ้างอิง http://www.oknation.net/blog/bill125/2008/10/24/entry-1 )
เข็มทิศกับไวโอลินของไอน์สไตน์
ในช่วงท้ายของชีวิต ไอน์สไตน์ชอบเดินท่อมๆ แถวมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ที่ซึ่งเขาเป็นอาจารย์ประจำ ทักทายเด็กและเล่นกับทารก ปล่อยตัวตามสบาย เส้นผมสีขาวโพลน สวมเสื้อนอกลุ่ยรุ่มร่าม และไม่สวมถุงเท้า 'เปลือก' ของเขาดูไม่เหมือนนักวิทยาศาสตร์ปราดเปรื่องผู้ที่ประชากรกว่าครึ่งโลกรู้จัก
บ่ายวันหนึ่งขณะที่เดินอยู่แถว สถาบันเพื่อการศึกษาชั้นสูง ในพรินซ์ตัน ไอน์สไตน์ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ เขาเดินไปตามต้นเสียงจนพบเด็กหญิงคนหนึ่ง จำได้ว่าเป็นลูกสาวของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในคณะ เมื่อถามเด็กหญิงว่าร้องไห้ทำไม เธอตอบว่าเธอตามวิชาเลขคณิตที่ครูสอนไม่ทัน เพราะเต็มไปด้วยกฎมากมาย
ไอน์สไตน์บอกว่า เขาเองก็มีปัญหากับตัวเลขเช่นกัน แต่บางทีหากพวกเขาทั้งสองนั่งลงแก้ปัญหาด้วย สถานการณ์อาจจะดีขึ้นก็ได้
บ่ายนั้นไอน์สไตน์นั่งขบคิดวิชาเลขคณิตกับเด็กหญิงคนนั้นด้วยความทรมานพอควร แม้จะเป็นนักฟิสิกส์ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลข้ามจักรวาล แต่เขาไม่จัดว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการคำนวณ และต้องพึ่่งนักคณิตศาสตร์ช่วยในสมการของเขา อย่างไรก็ตามบ่ายวันนั้นเขาก็สามารถทำให้เด็กหญิงเรียนรู้จนได้
ช่วงเวลานั้น ไอน์สไตน์เป็นคนที่มีชื่อเสียงก้องโลกแล้ว สถานภาพของเขาอยู่ในขั้น 'ดารา' แน่นอนจดหมายหลั่งไหลถึงเขา ส่วนใหญ่มาจากเด็กๆ ทั่วโลก ถามคำถามทุกประเภท บางคนส่งรูปภาพที่วาด ภาพถ่าย ของขวัญชิ้นเล็ก ที่น่าประหลาดใจสำหรับคนส่วนมากก็คือ ไอน์สไตน์มักตอบจดหมายเหล่านั้น
เด็กชาวแอฟริกาใต้คนหนึ่งเขียนไปขอลายเซ็นไอน์สไตน์ ข้อความในจดหมายบอกว่า ปกติไม่ใช่คนที่ชอบขอลายเซ็นของใคร แต่กรณีของไอน์สไตน์เป็นข้อยกเว้น ส่วนเหตุที่เพิ่งมาขอลายเซ็นเพราะเพิ่งรู้ว่าไอน์สไตน์ยังไม่ตาย ตนคิดว่าไอน์สไตน์เป็นคนรุ่นเดียวกับ เซอร์ ไอแซค นิวตัน ในศตวรรษที่ 17 ไอน์สไตน์ตอบจดหมายฉบับนั้นกลับไปว่า ขอโทษด้วยนะที่ยังไม่ตาย
เด็กชาวแคนาดาคนหนึ่งเขียนถึงไอน์สไตน์ว่า "คุณมีตัวตนจริงหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพียงตัวละครในการ์ตูน?"
ไอน์สไตน์ชมชอบจดหมายเหล่านี้มาก เก็บรักษาเอาไว้ไม่น้อย ดูเหมือนว่าวัยมิได้ลดทอนความเป็นเด็กของเขาลงเลย
ไอน์สไตน์เป็นตัวอย่างของน้ำนิ่งไหลลึก สูงสุดคืนสู่สามัญ เป็นคนคนหนึ่งที่บังเอิญปราดเปรื่องและมีชื่อเสียง
ความจริงความปราดเปรื่องของเขาอยู่ที่การเข้าใจเลือกวิถีชีวิตแห่งความสุขสงบ เลือกการเรียนรู้ไม่ใช่การเล่าเรียน เลือกสันติไม่ใช่สงคราม และคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดคือ ความถ่อมตัวที่มีอยู่อย่างล้นเหลือ ความไม่เสแสร้ง และอารมณ์ขัน
ยากมากๆ ที่ใครคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งชื่อเสียงและการยอมรับขนาดนี้จะไม่เหลิง ยิ่งยากนักในการปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่า อำนาจ เมื่อรัฐอิสราเอลถือกำเนิด ไอน์สไตน์ปฏิเสธที่จะเป็นใหญ่ทางการเมือง และใช้ชีวิตเรียบง่ายในชุมชนเล็กๆ ห่างไกลจากบ้านเกิด
โลกเราล้วนเต็มไปด้วยตัวอย่างนักการเมืองที่ถูกอำนาจกลืนกิน หลายคนเปลี่ยนจากคนอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนที่บ้าอำนาจ เชื่อมั่นในตนเองสูงจนไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น จำนวนอีกไม่น้อยสลักใบหน้าตัวเองลงบนหินผา และสร้างอนุสาวรีย์ให้ผู้อื่นบูชาตน ทว่าเพียงลงจากอำนาจไม่ถึงวัน อนุสาวรีย์แห่งความป้อยอก็ล้มครืน เลนิน สตาลิน เชาเชสคู มาร์กอส ซัดดัม ฮุสเซ็น ฯลฯ คือตัวอย่าง
เมื่อนิตยสารไทม์เลือกบุคคลแห่งศตวรรษ (Person of the Century คือบุคคลที่ส่งผลกระทบต่อโลกมากที่สุดในศตวรรษ) พวกเขามีรายชื่อของบุคคลในศตวรรษที่ 20 จำนวนมากมาย ทั้งคนที่สร้างสรรค์และทำลาย เช่น เลนิน ผู้เปลี่ยนแปลงโลกสู่สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ฮิตเลอร์ผู้นำโลกสู่ความหายนะ เชอร์ชิลล์ ผู้หาญสู้อำนาจฟาสซิสท์ของฮิตเลอร์ ประธานาธิบดี แฟรงกลิน รูสเวลท์ ผู้นำพาอเมริกาผ่านวิกฤติ 'ต้มยำกุ้ง' ฉบับอเมริกันและสงครามโลกครั้งที่สอง
รายชื่อนี้ยังรวมผู้ที่เลือกต่อสู้ตามวิถีที่ไม่รุนแรง มหาตมะ คานธี ผู้นำพาผู้คนทั้งชาติต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษด้วยหลักอหิงสา มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ผู้ต่อสู้เพื่อทำลายกำแพงสีผิว โรซา พาร์กส์ ผู้ปฏิเสธที่นั่งบนรถเมล์ให้คนขาว ไปจนถึงประชาชนผู้หาญต้านรถถังที่จตุรัสเทียนอานเหมิน
รายชื่อในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 เช่น อเล็กซานเดอร์ เฟลมิง ผู้พบเพนนิซิลลิน เจมส์ วัตสัน กับ ฟรานซิส คริก ผู้พบรหัสชีวิตดีเอนเอ ส่วนนักประดิษฐ์ที่เปลี่ยนแปลงโลก เช่น พี่น้องตระกูลไรท์ผู้นำโลกไปบนท้องฟ้า อลัน เทอริง ผู้กำเนิดคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์สมองปราดเปรื่องอย่าง ไอน์สไตน์, นีล บอหร์, เอนริโค เฟอร์มี, ริชาร์ด ฟีนแมน, สตีเฟน ฮอว์คิง ฯลฯ
แต่ทำไมไทม์เลือกไอน์สไตน์?
สไตน์นั้นรวมเอาคุณสมบัติของผู้สร้างสรรค์ นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ นักต่อสู้แบบอหิงสาทั้งหมดเข้าด้วยกัน!
ไอน์สไตน์เกลียดสงคราม เป็นผู้ที่ใช้จินตนาการรวมเข้ากับวิทยาศาสตร์อย่างสวยงาม นำไปสู่การค้นหาความจริงในมุมมองของจักรวาล ซึ่งย้อนกลับมาทำให้เราเข้าใจวิถีของสิ่งมีชีวิต
ไอน์สไตน์ตั้งคำถามเสมอว่า อะไรคือความหมายของชีวิตมนุษย์ หรือของอินทรีย์ชีวิตทั้งหลาย จะว่าไปแล้ว การเดินทางไปสู่ความจริงของเขาโดยใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ ก็ไม่ต่างจากการแสวงหาทางหลุดพ้นของนักบวชโดยใช้ศาสนา
ไอน์สไตน์ล้มป่วยเมื่ออายุสี่ขวบ พ่อให้เข็มทิศแม่เหล็กตัวหนึ่งแก่เขา เด็กน้อยหมกมุ่นกับเข็มทิศนั้นด้วยความพิศวง เพราะไม่ว่าหมุนไปทางไหน เข็มก็ชี้ไปในทางเดียวกันเสมอราวกับมีอำนาจลึกลับบางอย่างกำหนดทิศทางของมัน เขารู้สึกแปลกใจ เข็มทิศทำให้เขาคิดว่ามีบางสิ่งที่ซ่อนเร้นลึกอยู่ที่อยู่เบื้องหลัง เขาเริ่มสัมผัสธรรมชาติในมุมมองของวิทยาศาสตร์
เข็มทิศตัวนั้นมิเพียงชี้ทิศบนโลกใบนี้ หากยังชี้ทางใหม่ให้ชีวิตของเขา ทางสายวิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์โดยตัวมันเองเป็นเพียงกระบวนการ ไม่ใช่จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ จุดหักเหอาจจะเกิดจากการที่แม่ของไอน์สไตน์แนะนำให้เขารู้จักดนตรี
เข็มทิศชี้ทางไปสู่การค้นหาความจริง เสียงไวโอลินเชื้อเชิญให้เขาเปิดหัวใจ
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ตลอดชีวิตไอน์สไตน์พกพาไวโอลินไปตามที่ต่างๆ และเป็นนักเล่นไวโอลินที่ดี
จินตนาการ วิทยาศาสตร์ กับความเป็นมนุษย์เป็นส่วนประกอบที่ลงตัวในการสร้างบุคคลเช่นไอน์สไตน์
การศึกษาหาความลับของจักรวาลผ่านทฤษฎีทั้งหลายของเขา ทำให้เขาซาบซึ้งถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความกระจ้อยร่อยกระจิริดของมนุษย์ จักรวาลวิทยาทำให้พบเห็นว่ามนุษย์เรานั้นเป็นเพียงการประกอบรวมกันของธาตุ เราเป็นเพียงธุลีหนึ่งในจักรวาล ไอน์สไตน์บอกว่า ยิ่งเรียนรู้ความลับของธรรมชาติจากเรื่องอะตอม แรงลึกลับทั้งหลาย ยิ่งทำให้มนุษย์เราต้องถ่อมตนและสันโดษ
สรรพสิ่ง 'สัมพัทธ์' กันไปหมด
ไอน์สไตน์เขียนในปี ค.ศ. 1931 ว่า "ผมเตือนตัวเองนับร้อยครั้งต่อวันว่า ชีวิตของผมทั้งภายในและเปลือกนอกล้วนมีฐานบนแรงงานของผู้อื่น ทั้งที่ยังมีชีวิตและที่ตายไปแล้ว ผมต้องใช้ความสามารถทุกอย่างของตนเพื่อที่จะให้ในระดับเดียวกับที่ผมได้รับและกำลังรับอยู่"
ไอน์สไตน์พร่ำพูดให้เห็นคุณค่าของมนุษย์ คุณค่าของเสรีภาพ ความไม่รุนแรง อันตรายของลัทธิทหาร และความคลั่งชาติ 8 ปีต่อมาโลกก็เข้าสู่สงครามที่ทำลายชีวิตมนุษย์หลายสิบล้านคน
แม้ไอน์สไตน์จะเป็นผู้ชื่นชมวิถีอหิงสาแห่งคานธี และเช่นเดียวกับคานธี เขาเป็นนักมนุษย์นิยม นักต่อต้านสงคราม แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ เขาก็แนะนำให้ประธานาธิบดีรูสเวลท์ระเบิดปรมาณู เมื่อข่าวการทำลายล้างฮิโรชิมามาถึงเขา ไอน์สไตน์กุมศีรษะเศร้าใจในบทบาทของตน ความเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ถูกสั่นคลอน เรื่องนี้สร้างความเศร้าใจแก่เขาตลอดชีวิต ยิ่งแก่ตัวลงเขาก็ยิ่งปล่อยวางมากขึ้น ใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ต่างจากนักบวช คือไม่ได้สนใจในชื่อเสียงเงินตรา
ไอน์สไตน์เขียนในปี ค.ศ. 1934 ว่า "คุณค่าที่แท้จริงของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนถูกกำหนดเบื้องแรกจากมาตรการและสำนึกในการปลดปล่อยตัวเอง การปลดปล่อยนี้ไม่ใช่เฉพาะอิสรภาพจากความหลงตัวเอง แต่จากเปลือกความเชื่อทางของศาสนาที่ห้ามโต้แย้ง"
มนุษย์เราทุกคนต้องการทั้งความรู้และความรักต้องการทั้งเข็มทิศกับไวโอลิน
ความรู้คือประตูเปิดโลก ความรักคือหน้าต่างเปิดหัวใจ
"พิพิทธภัณฑ์บ้านไอน์สไตน์"
ที่มา : กูเกิลกูรู (จากคำถาม ไอน์สไตน์มีลูกสาวคนนึง ที่หายสาปสูญไป เธอชื่ออะไร โดย คิตตี้)
ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.icphysics.com/forums/viewtopic.php?f=15&t=262
ชีวิตพิศวง ของไอน์สไตล์ wonder einstein http://www.watnai.org/einstein/wonder%20einstein_st.html
6 สุดยอด "สมการที่น่านับถือ" ทางฟิสิกส์ http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9470000065786
ตามรอยไอน์สไตน์ที่เบอร์น http://www.vcharkarn.com/varticle/283
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ทำไมลิโพต้องชู2นิ้ว?? จำหน่ายครั้งแรกในไทยปี 2508 ประธานบริษัทที่ญี่ปุ่น ต้องการสื่อถึงเรื่องสันติภาพ หลังโดนบอมส์ที่ฮิโรชิมา จึงใช้ V sign
เครื่องดื่มให้กำลังงานลิโพวิตัน-ดี เริ่มจัดจำหน่ายครั้งแรกในประเทศไทย ปี 2508 ด้วยโลโก้ชู 2 นิ้วที่เป็นที่รู้จัก ตลอดเวลาที่ผ่านมาเครื่องดื่มให้กำลังงานลิโพวิตัน-ดี ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ ได้รับกำลังใจการสนับสนุน จนขึ้นนำเป็นอันดับ 1 จากผู้บริโภคชาวไทย จนทำให้การเดินทางมาถึง 40 ปีของลิโพในวันนี้เป็นไปอย่างมั่นคง และจะเป็นตลอดไป
ลิโพชุสองนิ้วเพราะ ประธานบริษัทที่ญี่ปุ่น ต้องการสื่อถึงเรื่องสันติภาพ หลังจากที่ญี่ปุ่นโดนบอมบ์ด้วยระเบิดปรมณูไป (และที่สำคัญหลายคนมักจะคิดว่าการชูสองนิ้วถ่ายรูปนั้นจะทำให้ตัวเองน่ารักเหมือนสาวญี่ปุ่น)
ที่มา นิตยสารโพสิชั่นแมกกาซีน http://www.positioningmag.com/ , กูเกิลกูรู
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
freeTVทำไมเลขคี่? ระบบVHF แบ่ง ch2-47-54MHz ch3-54-61MHz ch5-174-181MHz เรียงchไว้แล้ว เลขคู่อาจใช้ตจว.กันเหลื่อมความถี่กัน Nowไม่จำเป็นแล้ว
ทำไม TV ในประเทศไทยถึงไม่มีช่องที่เป็นเลขคู่เลย เช่น ช่อง 2, 4, 6, 8
ทำไมถึงต้องมีแต่เลขคี่ ใช้หลักเกณท์อะไรหรือเปล่า??
ต้องทำความเข้าใจกับพื้นฐานเรื่องการรับสัญญาณโทรทัศน์ก่อน คือ การรับสัญญาณภาพซึ่งคล้ายกับการรับสัญญาณเสียง แต่การรับสัญญาณภาพมีรายละเอียดมากกว่า ยกตัวอย่าง เช่น การรับสัญญาณวิทยุจากปีกอากาศมีสัญญาณเครื่องส่งที่ส่งไปสะท้อนกับตึกหรือภูเขาแล้วกลับมาเข้าเครื่องสัญญาณมี 3 ทางด้วยกัน คือ เส้นทางที่ 1 จากเครื่องส่งตรงเข้าเครื่องรับ เส้นทางที่ 2 และ 3 จากเครื่องส่งไปสะท้อนกับตึกและภูเขา แล้วค่อยเข้าไปยังเครื่องรับ
ทั้งนี้ จะเห็นว่าระยะทางของคลื่นสะท้อนมีระยะทางมากกว่า จึงทำให้เดินทางไปถึงเครื่องรับช้ากว่า สมมุติว่าคลื่นตรงระยะทาง 20 กิโลเมตร และระยะทางคลื่นสะท้อนมีระยะทาง 25 กิโลเมตร การเดินทางของคลื่น 300,000 กิโลเมตร/วินาที ระยะทางที่เดินทางต่างกันน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วของคลื่นที่เดินทาง แต่มนุษย์เราแยกไม่ออก เพราะเสียงที่สะท้อนและเข้ามาทีหลังมีสัญญาณที่คล้ายกัน
ขณะที่การรับสัญญาณภาพ หากมีคลื่นสะท้อนจะปรากฏเป็นภาพซ้อนขึ้น ซึ่งตาของมนุษย์สามารถมองเห็นได้ ดังนั้นการส่งและรับสัญญาณภาพจึงต้องจัดระบบและอุปกรณ์ในการรับสัญญาณที่มีทิศทางในการรับที่แน่นอน โดยต่อมาได้มีการพัฒนาระบบการรับของปีกอากาศในการรับในแบบทิศทางเดียว
และเพื่อป้องกันความสับสนในการรับส่งช่องสัญญาณ ประเทศไทยจึงปรับเปลี่ยนช่องสัญญาณใหม่จากส่งสัญญาณโทรทัศน์ครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ผ่านความถี่ VHF แบ่งช่องสัญญาณออกมาเป็นช่องๆ คือ ช่อง 2 ความถี่ 47-54 MHz ช่อง 3 ความถี่ 54-61 MHz ถึงช่อง 5 ความถี่ 174-181 MHz
จะเห็นได้ว่าช่องสัญญาณแต่ละความถี่แบ่งออกเป็นแต่ละช่อง ช่องโทรทัศน์ก็เลยเอาชื่อของช่องผ่านความถี่ VHF ตั้งชื่อช่องโทรทัศน์ 3-5-7-9-11 ปัญหาก็คือเมื่อช่องต่างๆ จะส่งสัญญาณในต่างจังหวัดก็จะต้องมีการสลับช่องส่ง ช่อง 3 ในกรุงเทพฯ เมื่อออกต่างจังหวัดอาจต้องย้ายความถี่ไปส่งเป็นช่อง 6 ช่อง 7 กรุงเทพฯ อาจจะต้องย้ายไปส่งช่อง 12 จึงเกิดความสับสนว่าทำไมจูนความถี่ 224 MHz เป็นช่อง 12 แต่มีโลโก้ของช่อง 7 ออกมา
ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวไม่เกิดแล้ว เพราะโทรทัศน์ทุกวันนี้เป็นระบบ AUTO TONE ค้นหาช่องเอง และเรียงช่องให้อัตโนมัติ ถึงเวลาก็เปลี่ยนช่อง ไม่ต้องไปสนใจว่าความถี่อะไรเป็นช่องอะไร
ในปัจจุบันได้มีโทรทัศน์เพิ่มขึ้นมาอีกย่าน UHF ได้สัมปทานช่อง 29 (ITV หรือเดี๋ยวนี้คือ TITV) ความถี่ 534-542 MHz หากตั้งชื่อของช่องสถานีเป็นชื่อช่อง 29 คงจะปวดหัวน่าดู เฉพาะในกรุงเทพฯ ก็ส่งไป 3 ช่องความถี่ คงต้องมีการแจกเอกสารชี้แจงเรื่องความถี่ไม่ตรงกับชื่อช่องวุ่นวาย จึงมีการตั้งชื่อเองว่า ITV (ภายหลังเป็น TPBS)จะส่งช่องอะไรก็ได้ (ในช่วงแรกๆ ส่ง 3 ช่องสัญญาณ 26, 29, 34)
มีรายละเอียดให้อ่านที่ http://www.forwardsat.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=131028&Ntype=6
สถานีโทรทัศน์ช่องแรกของประเทศไทย คือ ช่อง 4 บางขุนพรหม ...ใช้เลขคู่ครับ
ที่มา นสพ.ข่าวสด (น้าชาติฯ)
เว็บไซต์เผยแพร่ http://bit.ly/djKwoI
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ทำไมถึงต้องมีแต่เลขคี่ ใช้หลักเกณท์อะไรหรือเปล่า??
ต้องทำความเข้าใจกับพื้นฐานเรื่องการรับสัญญาณโทรทัศน์ก่อน คือ การรับสัญญาณภาพซึ่งคล้ายกับการรับสัญญาณเสียง แต่การรับสัญญาณภาพมีรายละเอียดมากกว่า ยกตัวอย่าง เช่น การรับสัญญาณวิทยุจากปีกอากาศมีสัญญาณเครื่องส่งที่ส่งไปสะท้อนกับตึกหรือภูเขาแล้วกลับมาเข้าเครื่องสัญญาณมี 3 ทางด้วยกัน คือ เส้นทางที่ 1 จากเครื่องส่งตรงเข้าเครื่องรับ เส้นทางที่ 2 และ 3 จากเครื่องส่งไปสะท้อนกับตึกและภูเขา แล้วค่อยเข้าไปยังเครื่องรับ
ทั้งนี้ จะเห็นว่าระยะทางของคลื่นสะท้อนมีระยะทางมากกว่า จึงทำให้เดินทางไปถึงเครื่องรับช้ากว่า สมมุติว่าคลื่นตรงระยะทาง 20 กิโลเมตร และระยะทางคลื่นสะท้อนมีระยะทาง 25 กิโลเมตร การเดินทางของคลื่น 300,000 กิโลเมตร/วินาที ระยะทางที่เดินทางต่างกันน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วของคลื่นที่เดินทาง แต่มนุษย์เราแยกไม่ออก เพราะเสียงที่สะท้อนและเข้ามาทีหลังมีสัญญาณที่คล้ายกัน
ขณะที่การรับสัญญาณภาพ หากมีคลื่นสะท้อนจะปรากฏเป็นภาพซ้อนขึ้น ซึ่งตาของมนุษย์สามารถมองเห็นได้ ดังนั้นการส่งและรับสัญญาณภาพจึงต้องจัดระบบและอุปกรณ์ในการรับสัญญาณที่มีทิศทางในการรับที่แน่นอน โดยต่อมาได้มีการพัฒนาระบบการรับของปีกอากาศในการรับในแบบทิศทางเดียว
และเพื่อป้องกันความสับสนในการรับส่งช่องสัญญาณ ประเทศไทยจึงปรับเปลี่ยนช่องสัญญาณใหม่จากส่งสัญญาณโทรทัศน์ครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ผ่านความถี่ VHF แบ่งช่องสัญญาณออกมาเป็นช่องๆ คือ ช่อง 2 ความถี่ 47-54 MHz ช่อง 3 ความถี่ 54-61 MHz ถึงช่อง 5 ความถี่ 174-181 MHz
จะเห็นได้ว่าช่องสัญญาณแต่ละความถี่แบ่งออกเป็นแต่ละช่อง ช่องโทรทัศน์ก็เลยเอาชื่อของช่องผ่านความถี่ VHF ตั้งชื่อช่องโทรทัศน์ 3-5-7-9-11 ปัญหาก็คือเมื่อช่องต่างๆ จะส่งสัญญาณในต่างจังหวัดก็จะต้องมีการสลับช่องส่ง ช่อง 3 ในกรุงเทพฯ เมื่อออกต่างจังหวัดอาจต้องย้ายความถี่ไปส่งเป็นช่อง 6 ช่อง 7 กรุงเทพฯ อาจจะต้องย้ายไปส่งช่อง 12 จึงเกิดความสับสนว่าทำไมจูนความถี่ 224 MHz เป็นช่อง 12 แต่มีโลโก้ของช่อง 7 ออกมา
ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวไม่เกิดแล้ว เพราะโทรทัศน์ทุกวันนี้เป็นระบบ AUTO TONE ค้นหาช่องเอง และเรียงช่องให้อัตโนมัติ ถึงเวลาก็เปลี่ยนช่อง ไม่ต้องไปสนใจว่าความถี่อะไรเป็นช่องอะไร
ในปัจจุบันได้มีโทรทัศน์เพิ่มขึ้นมาอีกย่าน UHF ได้สัมปทานช่อง 29 (ITV หรือเดี๋ยวนี้คือ TITV) ความถี่ 534-542 MHz หากตั้งชื่อของช่องสถานีเป็นชื่อช่อง 29 คงจะปวดหัวน่าดู เฉพาะในกรุงเทพฯ ก็ส่งไป 3 ช่องความถี่ คงต้องมีการแจกเอกสารชี้แจงเรื่องความถี่ไม่ตรงกับชื่อช่องวุ่นวาย จึงมีการตั้งชื่อเองว่า ITV (ภายหลังเป็น TPBS)จะส่งช่องอะไรก็ได้ (ในช่วงแรกๆ ส่ง 3 ช่องสัญญาณ 26, 29, 34)
มีรายละเอียดให้อ่านที่ http://www.forwardsat.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=131028&Ntype=6
สถานีโทรทัศน์ช่องแรกของประเทศไทย คือ ช่อง 4 บางขุนพรหม ...ใช้เลขคู่ครับ
ที่มา นสพ.ข่าวสด (น้าชาติฯ)
เว็บไซต์เผยแพร่ http://bit.ly/djKwoI
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

