"ความรู้ ไม่ใช่ปัญญา" (Knowledge is not wisdom.) --ไอน์สไตน์--

ความรู้เป็นเรื่องของความความคิดตาม ประสบการณ์ การทดลอง หรือองค์แห่งสาระ มากมายตำรา มาให้อ่านและเพิ่มพูน แต่ปัญญาเป็นเรื่องทางจิตใจ ความเข้าใจ ประกอบโดยสติและรู้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรู้เท่าทันตนเอง ตรงนี้เอง "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ไม่ได้เกิดจากความรู้เยอะ แต่น่าจะเกิดจากมีปัญญาไม่พอ ที่จะประคองชีวิตให้พ้นผ่านอุปสรรค (ขยายความจาก "ความรู้ ไม่ไช่ปัญญา - Khowledge is not wisdom" คำจาก ไอน์สไตน์)



แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(คาใจ) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(คาใจ) แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

"กระดาษ" มาจากคำ papyrus(กกอียิปต์) ได้คำ "Paper" นำเข้าไทยโดยโปรตุเกสเรียก cartas เพี้ยนเป็นกระดาษ

กว่าจะมาเป็นคำว่า "กระดาษ"

คำว่า paper นั้นมีวิวัฒนาการมาจากรากศัพท์เดิมซึ่งก็คือ papyrus (กกอียิปต์) หรือต้นปาปิรัสที่ชาวอียิปต์โบราณนำมาใช้ทำเป็นกระดาษนั่นเอง

ต้นปาปิรัส



ส่วนคำว่า..กระดาษ.. ก็ไม่ใช่คำไทยแท้สักทีเดียวนัก ความจริงบ้านเรามีกระดาษ ใช้แต่โบราณนานมาแล้วเป็นกระดาษแบบไทยๆ เรียกกันว่า “สมุดไทย หรือสมุดข่อย” ทว่ากระดาษยุคใหม่แบบฝรั่งมังค่า เขาว่า โปรตุเกส นำเข้ามาครั้งอยุธยา เรียกว่า cartas คนไทยเราเรียกตาม ไปๆ มาๆ ก็กลายมาเป็น “กระดาษ” ไปจนได้







ที่มา
บทความต้นฉบับ : http://www.itie.org/eqi/modules.php?name=Journal&file=display&jid=97
อ้างอิงเสริม http://www.school.net.th/library/snet2/history_math/papyrus.htm
และ http://en.wikipedia.org/wiki/Papyrus
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

จมูกมด?? มดไม่มีจมูก ไม่มีปอด แต่ต้องใช้O2หายใจ มดจึงมีถุงลมติดอยู่อวัยวะต่างๆทั่วร่าง ไว้ดูดซึมO2เข้าเซลล์ ในน้ำO2น้อยมดว่ายได้ไม่นาน #FM99

มดหายใจอย่างไร??



มดเป็นสัตว์จำพวกแมลง ไม่มีปอด แต่ก็ต้องใช้ออกซิเจนในการหายใจ ระบบหายใจของมดและแมลงที่เป็นสัตว์บกทั่วไป ประกอบด้วยถุงลมที่มีอยู่มากมายตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่ดูดซึมออกซิเจนจากอากาศเข้าไปใช้กับเซลล์ในร่างกาย


ปกติ มดจะอาศัยอยู่บนบก แต่มันก็สามารถอยู่ในน้ำได้เช่นกัน ซึ่งมันจะใช้ออกซิเจนที่สะสมอยู่ในตัวของมันในการหายใจ และในน้ำก็มีออกซิเจนอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก มันจึงอยู่ในน้ำได้เพียงชั่วคราว


ที่มา : วิชาการดอทคอม
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

The Butterfly Effect in the Lorenz attractor time "แม้ผีเสื้อกระพือปีก ก็อาจเกิดพายุกระหน่ำ ถึงครึ่งโลก" คำนิยาม ในทฤษฎีความโกลาหล (CHAOS THEORY) ...ต้นกำเนิดทฤษฏี "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว"

ที่มาของบทความ : RT @Banktm: RT @slk5999 "@KILENKU: @ ผมชอบทฤษฎีเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวของพี่อ่ะ อธิบาย.."เท่ห์ชื่อนี้//อยากรู้ด้วยคน//วันนี้จัดให้ครับ:)

ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง
The Butterfly Effect ,CHAOS และ DaVinci Code   (เต็มๆ ชัดๆ ได้จากยูทูป) 





บทนำเรื่อง

จากภาพยนต์เรื่อง The Butterfly Effect นำแสดงโดยแอชตัน คุชเชอร์ 



สำหรับบุคคลทั่วไป เป็นการสื่อความหมายว่า เรื่องเล็กๆ เช่นการที่ผีเสื้อกระพือปีกสามารถก่อให้เกิดเรื่องใหญ่ๆที่ไม่คาดคิดในระยะ ทางไกลๆได้ (เข้าทำนอง “เด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาว”)


แต่ในมุมมองของ CHAOS THEORY ได้อธิบายไว้ว่า ในด้านทฤษฎีอุตุนิยมวิทยา ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง สามารถที่จะทำให้ดินฟ้าอากาศที่แคลิฟอร์เนียเปลี่ยนแปลงได้เมื่อ 1 เดือนให้หลัง นี่คือกระบวนการที่เรียกว่า Butterfly Effect (หนังสือที่ศาสตราจารย์เลอลอง เขียน ได้พูดถึงศาสตราจารย์เลอลองเคยได้รับเชิญ ให้นำเสนอ Lecture ทางวิชาการ 3 ชุด ที่ University of Washington (Seattle) ภายใต้การสนับสนุนของคหบดีที่อุดหนุนด้านการศึกษามนุษยชาติ (Jessy Dance) ในการนำเสนอ ศาสตราจารย์ซึ่งเป็นนักอุตุนิยมวิทยามา กว่า 30 ปี ได้เฝ้าวิจัยแนวความคิดด้านอุตุนิยมวิทยา ท่านบอกว่าท่านค้นพบโดยบังเอิญ จากกระบวนการที่ท่านนั่งเฝ้าตัวเลขที่ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนไปเป็น .0000001 ของทศนิยม ท่านนั่งเฝ้าเข็มรายงานความเคลื่อนไหวของอากาศ

ทุกๆ ครั้งที่เกิดการสั่นสะเทือนของระบบการรับข่าวสาร เกี่ยวกับสภาวะอากาศ และเฝ้าสังเกตดูจุดทศนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ละจุด ๆ เมื่อเกิดความคลาดเคลื่อนไปแล้วจะทำให้เกิดรูปร่างที่เมือนกับโครงสร้างของ "ผีเสื้อ" ท่านพบว่า .0000001 ที่คลาดเคลื่อนไปก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล

การเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในภาวะแวดล้อมของอุตุนิยมวิทยาไม่ใช่เกิดขึ้นจาก สาเหตุใหญ่ ๆ หากแต่เกิดขึ้นจากสัญญาณเล็ก ๆ เป็นจุด ๆ ท่านจึงอธิบายว่าถ้ามันเป็นเช่นนี้จริงก็หมายความว่า "แม้กระทั่งผีเสื้อตัวเล็ก ๆ กระพือปีกเบา ๆ อยู่ที่ซึกโลกหนึ่งก็ส่งผลต่อระบบนิเวศวิทยาของอีกซีกโลกหนึ่งก็อาจจะเป็นได้"
 

        
ภาพ Butterfly Effect ทำให้เกิดกระแสความแตกตื่นขึ้นในกลุ่ม IT และกลุ่มนักวิทยาศาสตร์โลก ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้

แต่ความเป็นจริงมีสัญญาณเตือนภัยที่ส่อเค้ามาก่อนแล้ว เช่น หิมะละลาย แผ่นดินถล่ม แต่ก็ไม่มีคนสนใจ การเกิดโรคซาร์ในประเทศจีน ทำให้เกิดการล้มตายอย่างเฉียบพลัน การเกิดไข้หวัดนกที่อาจมีสัญญานบอกเหตุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และการก้าวข้ามสายพันธ์ของไวรัสที่อาจจะไม่ใช่เป็นไปตามลำดับขั้นตามทฤษฎี ที่เคยเป็น แต่อาจมีการข้าม กระโดด เปลี่ยนแปลงอย่างชนิดตามไม่ทันก็ได้ ซึ่งปรากฎการณ์แบบ Butterfly effect แค่หิมะจากแอนตาร์กติก ลอยออกมาเป็นก้อน ๆ ปลารูปร่างหน้าตาประหลาดมาเกยตื้นที่หากสมิหลา ก็สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อโลกมนุษย์แล้ว การก่อให้เกิดภาวะ Chaos หรือความซับซ้อนของตัวเองในสิ่งนั้น ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้



Source : 
Lorenz Butterfly : http://www.exploratorium.edu/complexity/java/lorenz.html 
Butterfly effect Wiki : http://en.wikipedia.org/wiki/Butterfly_effect  


อ่านเพิ่มได้ที่
ชัยวัฒน์ ถีระพันธ์. 2537. ทฤษฎีความไร้ระเบียบ ทางแพร่งของสังคมสยาม. กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์ภูมิปัญญา.
ยุค ศรีอาริยะ. 2537. โลกาภิวัตน์ 2000 ว่าด้วยประวัติศาสตร์ทางเวลาทางสังคมศาสตร์ ในโลกาภิวัตน์ 2000. กรุงเทพฯ : บริษัทไอโอนิค อินเตอร์เทรด รีซอสเซส.
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์. 2549.

ที่มา : http://www.info.tdri.or.th/reports/unpublished/chaos-theory.pdf








เข้าเรื่อง



นำบทความ "ทฤษฏีความโกลาหล"
อธิบายโดย อ.สมเกียรติ  ตั้งกิจวานิชย์  เป็นคำอธิบายที่ได้รับการยอมรับ และครอบคลุมในวงกว้างมากที่สุด
ดาวน์โหลด --> (PDF)
https://docs.google.com/fileview?id=0B1BzxljwDdffZGEzZmM5N2EtZWQ4YS00ZTRhLWIwNTItNjM3MDYzYmVmZTgx&hl=th





จุดเริ่มต้นของทฤษฎีเคออสนี้ สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงในช่วงปี พ.ศ. 2443 (ค.ศ. 1900) จากการศึกษาปัญหาวงโคจรของวัตถุสามชิ้นในสนามแรงดึงดูดระหว่างกัน ซึ่งมีชื่อเรียกเป็นทางการว่า ปัญหาสามวัตถุ (three-body problem) โดย อองรี ปวงกาเร ซึ่งได้ค้นพบว่า วงโคจรที่ศึกษานั้นอาจจะมีลักษณะที่ไม่ได้เป็นวงรอบ (periodic) คือไม่ได้มีทางวิ่งซ้ำเป็นวงรอบ ยิ่งไปกว่านั้น วงโคจรนั้นก็ไม่ได้ขยายวงออกไปเรื่อย ๆ หรือมีลักษณะที่ลู่เข้าหาจุดใด ๆ ต่อมาได้มีการศึกษาถึงปัญหาสมการเชิงอนุพันธ์ไม่เป็นเชิงเส้นที่เกี่ยวข้อง โดยที่ เบอร์คอฟ (G.D. Birkhoff) นั้นศึกษาปัญหาสามวัตถุ คอลโมโกรอฟ ศึกษาปัญหาความปั่นป่วน (หรือ เทอร์บิวเลนซ์) และปัญหาเกี่ยวกับดาราศาสตร์. ส่วน คาร์ทไรท์ (M.L. Cartwright) และ ลิตเติลวูด (J.E. Littlewood) นั้นศึกษาปัญหาทางวิศวกรรมการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุ. สเมล (en:Stephen Smale) นั้นอาจเป็นนักคณิตศาสตร์คนแรก ที่ทำการศึกษาถึงปัญหาทางด้านพลศาสตร์ของระบบไม่เป็นเชิงเส้น. ถึงแม้ว่าความอลวนของเส้นทางโคจรของดาว นั้นยังไม่ได้มีการทำการสังเกตบันทึกแต่อย่างใด แต่ก็ได้มีการสังเกตพบ พฤติกรรมความอลวนในความปั่นป่วนของการเคลื่อนที่ของของไหล และ ในการออสซิลเลท แบบไม่เป็นวงรอบของวงจรวิทยุ ซึ่งไม่มีทฤษฎีใดในขณะนั้นสามารถอธิบายพฤติกรรมเหล่านี้ได้
ความตื่นตัวในการพัฒนาทฤษฎีความอลวนนี้ เกิดขึ้นในช่วงกลางของศตวรรษที่ 20 เมื่อเป็นที่ประจักษ์ว่า ทฤษฎีของระบบเชิงเส้นนั้นไม่สามารถใช้อธิบายพฤติกรรมบางอย่าง แม้กระทั่งพฤติกรรมของระบบที่ไม่ซับซ้อนอย่าง แมพลอจิสติก (Logistic map) อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้พัฒนาการของทฤษฎีความอลวนเป็นไปอย่างรวดเร็วก็คือ คอมพิวเตอร์ การคำนวณในทฤษฎีความอลวนนั้น โดยส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่เป็นการคำนวณค่าแบบซ้ำ ๆ จากสูตรคณิตศาตร์ และสามารถใช้คอมพิวเตอร์ช่วนในการคำนวณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอ็ดเวิร์ด ลอเรนซ์ (Edward Lorenz) เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกทฤษฎีความอลวน เขาได้สังเกตพฤติกรรมความอลวน ในขณะทำการทดลองทางด้านการพยากรณ์อากาศ ในปี ค.ศ. 1961 ลอเรนซ์ใช้คอมพิวเตอร์ซิมูเลชันแบบจำลองสภาพอากาศ ซึ่งในการคำนวณครั้งถัดมาเขาไม่ต้องการเริ่มซิมูเลชันจากจุดเริ่มต้นใหม่ เพื่อประหยัดเวลาในการคำนวณ เขาจึงใช้ข้อมูลในการคำนวณก่อนหน้านี้เพื่อเป็นค่าเริ่มต้น ปรากฏว่าค่าที่คำนวณได้มีความแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เขาพบว่าสาเหตุเกิดจากการปัดเศษ ของค่าที่พิมพ์ออกมา จากค่าที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีค่าน้อยมาก แต่สามารถนำไปสู่ความแตกต่างอย่างมากมาย เรียกว่า ไวต่อสภาวะเริ่มต้น

คำ "butterfly effect" ซึ่งเป็นคำที่นิยมใช้เมื่อกล่าวถึงทฤษฎีความอลวน นั้นมีที่มาไม่ชัดเจน เริ่มปรากฏแพร่หลายหลังจากการบรรยายของ ลอเรนซ์ ในปี ค.ศ. 1972 ภายใต้ชื่อหัวข้อ "Does the Flap of a Butterfly's Wings in Brazil Set Off a Tornado in Texas?" นอกจากนี้แล้วยังอาจมีส่วนมาจาก รูปแนวโคจรของตัวดึงดูดลอเรนซ์[1] (ดังรูปด้านขวามือ) ที่มีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ ซึ่งเขาได้ตีพิมพ์ในบทความวิชาการก่อนหน้านี้

ส่วนคำ "chaos" บัญญัติขึ้นโดย นักคณิตศาตร์ประยุกต์ เจมส์ เอ ยอร์ค (James A. Yorke)



เคออสมีพฤติกรรมดังนี้

    
ตามตำนานเทพปกรณัมกรีก เคออส หรือ คาออส (Chaos หรือ Khaos) เป็นสภาพแรกเริ่มของการมีอยู่อันเป็นต้นกำเนิดของเหล่าทวยเทพรุ่นแรก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ความว่างเปล่าอันมืดดำของอวกาศ

ในบทกลอนเมตามอร์โฟเซส(Metamorphoses) นักกวีโอวิด
(Ovid) ได้อธิบายเคออสว่าเป็น "มวลหยาบและยังไม่สมบูรณ์ กลุ่มก้อนที่ไม่มีชีวิต ไม่มีรูปแบบ ไม่มีขอบเขต ของเมล็ดพันธุ์อัยยุ่งเหยิง และเคออสก็ได้รับสมญาอันเหมาะสม" ด้วยเหตุนี้ คำว่า "chaos" จึงถูกนำมาใช้ในปัจจุบันโดยมีความหมายว่า "ความสับสนอย่างสิ้งเชิง"

ลักษณะสำคัญของเคออสมี 3 ประการหลักคือ


-เคออสเป็นหลุมลึกไร้ก้นที่ซึ่งหากมีอะไรตกลงไปก็จะตกลงไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด ซึ่งตรงข้ามกับโลก (Earth) อย่างมาก ด้วยโลกกำเนิดออกมาจากความว่างเปล่านี้ แต่โลกประกอบด้วยพื้นดิน

-เคออสเป็นสถานที่ที่ปราศจากทิศทางที่แน่นอน โดยสิ่งต่างๆจะตกลงไปตามทิศต่างๆได้รอบ

-เคออสเป็นพื้นที่ว่างที่แยกโลก (Earth)  และท้องฟ้า (Sky) ออกจากกันและเคออสก็ยังคงสภาพคั่นกลางสองสิ่งนั้






Source :
Chaos Theory http://andromeda.qc.ca
http://www.marxist.com/science-old/chaostheory.html
http://www.chaostheory.com/



สรุปเชิงวิทย์ โดย อ.ชัยวัฒน์


"Butterfly Effect" หรือ "ปรากฏการณ์ผีเสื้อ" มีความที่มักกล่าวกันคือ "เด็ดดอกไม้ กระเทือนถึงดวงดาว" ครับ
คำกล่าวหรือปรากฏการณ์นี้ เป็นเรื่องของทฤษฎีเรียกว่า Chaos Theory ภาษาไทยยังไม่มีศัพท์บัญญัติที่ยอมรับกัน แต่ก็มีบางคำที่ใช้กันอยู่ เช่น ทฤษฎีไร้ระเบียบ หรือ ทฤษฎีแห่งความยุ่งเหยิง ทว่า ที่ใช้กันมากที่สุด คือ การเรียกทับศัพท์เป็น ทฤษฎีเคออส


ทฤษฎีเคออส เป็นทฤษฎีที่เกี่ยวกับระบบต่าง ๆ หรือ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ ที่เผิน ๆ ดูเหมือนจะไม่มีความเป็นระเบียบเลย มีแต่ความยุ่งเหยิง ทว่า ในความยุ่งเหยิงนั้น ตามทฤษฎีเคออส จริง ๆ แล้ว ก็มีความเป็นระเบียบที่ปรากฏซ้อนกันอยู่ มีกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ควบคุมอยู่ เช่น ปรากฏการณ์เกี่ยวกับสภาพลมฟ้าอากาศ
ตามทฤษฎีเคออส ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะเป็นตัวกำหนดสภาพความเป็นไปของปรากฏการณ์ หรือระบบคือ Initial Condition (เงื่อนไขเริ่มต้น หรือจุดเริ่มต้น) การเริ่มต้นที่แตกต่างกัน จะทำให้เกิดผลที่แตกต่างกันมาก
สำหรับคำกล่าว "เด็ดดอกไม้ กระเทือนถึงดวงดาว" แสดงถึงความกี่ยวพันของระบบที่ประกอบด้วย ทั้งดอกไม้บนโลก และดวงดาวในอวกาศ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้น ณ จุดหนึ่ง จะมีผลต่อระบบทั้งระบบเสมอ
อีกคำกล่าวหนึ่งที่ชัดเจนกว่า และมีการกล่าวถึงผีเสื้อโดยตรง ซึ่งแสดงถึงหัวใจสำคัญของทฤษฏีเคออส และ "Butterfly Effect" คือ "ผีเสื้อกระพือปีกที่ปักกิ่งวันนี้ มีผลทำให้เกิด ทอร์นาโด ที่ฟลอริดา สหรัฐอเมริกาปีหน้า" ซึ่งเน้นความสำคัญของ Initial Condition คือ การกระพือปีกของผีเสื้อที่ปักกิ่งวันนี้ครับ
สำหรับผู้ค้นคิดทฤษฎีเคออส มีนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องหลายคน แต่ผู้ที่กล่าวถึงเรื่องของ เคออสอย่างค่อนข้างชัดเจนคนแรก คือ นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ จูลส์ เฮนรี พอนคาเร (Jules Henry Poincare) เมื่อประมาณต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ทว่า ทฤษฎีเคออส เพิ่งจะได้รับความสนใจอย่างจริงจังเมื่อศตวรรษที่ 70 เพราะความก้าวหน้าที่ชัดเจนขึ้นของทฤษฎีเคออส และที่สำคัญ นักวิทยาศาสตร์มีคอมพิวเตอร์มาช่วยทำให้ทฤษฎีเคออส ก้าวออกจากการเป็นเพียงทฤษฎีอย่างเป็นนามธรรม มาสู่การแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม และการใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ อย่างจริงจัง

(http://www.pantip.com/cafe/wahkor/article/chaiwat/cwt_bkkbz118.html  )




ทฤษฏีเกี่ยวแขนกับเคออส


ท่ามกลางความขัดแย้ง  กลุ่มคน  ผลประโยชน์  ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารอาจเป็นอาวุธที่ร้ายแรง...
ถ้าไม่อยากตกเป็นเหยื่อ ต้องมาทำความรู้จักกับ ทฤษฏีนี้หน่อย Conspiracy theory  "ทฤษฎีสมคบคิด" เคยได้ยินกันบ้างไหม  ใครเคยดูหนังดาร์วินชี อาจจะเคยได้ยินมาบ้างก็ได้นะ ...



Conspiracy theory  "ทฤษฎีสมคบคิด"


ทฤษฎีสมคบคิดปัจจุบัน คุณจะพบทฤษฎีนี้มากขึ้นเพราะ อาจจะตามสื่อทั้งหลายตามข้อมูลเอกสารทางเวปไซด์ จึงทำให้ในบางครั้งการรับข่าวสารจากภายนอกมีความผิดไปจากข้อเท็จจริงเพราะใครบางคนหรือกลุ่มคนหนึ่งอยากให้เป็นแบบนั่น ท่ามกลางยุคแห่งความแตกแยกของประเทศ ประเทศที่ประชาชนรับฟังข่าวสารที่ตนเชื่อ รับฟังสื่อ รับฟังทัศนะคติที่ตนเชื่อถือจนทำให้ความแตกแยกบานปลาย และถ่วงความเจริญของชาติ ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) คือ เรื่องเล่า บทความที่สร้างขึ้นมาจากความคิดของคน หรือกลุ่มคน โดยนำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นอื่นๆเพื่อให้ประโยชน์/ให้โทษต่อบุคคลหรือ กลุ่มบุคคลหนึ่งใด หรืออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลักษณะของทฤษฎีสมคบคิดโดยทั่วไปมีข้อเท็จจริงประกอบอยู่เพียงเล็กน้อย หรือส่วนหนึ่ง เพียงเพื่อเสริมให้เกิดความน่าเชื่อถือว่ามีหลักฐานสนับสนุนที่ดูเหมือน เกี่ยวข้องกันเท่านั้น อาจมีเหตุผลสนับสนุนจากความเชื่อส่วนบุคคล ความเชื่อเกี่ยวกับทางศาสนา การเมือง หรือวัฒนธรรมที่ แตกต่างไป เรื่องเหล่านี้นักวิชาการจะไม่ใช้อ้างอิง ผู้อ่านควรใช้วิจารณญานก่อนที่จะเชื่อเรื่องนั้นๆ ประเทศสหรัฐอเมริกามีหน่วยงานที่จะดูแล และกลั่นกรองเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะ เดิมพบได้ในคอลัมน์เล็กๆหนังสือพิมพ์ประเภทเทบลอยด์ในต่างประเทศ ปัจจุบันพบได้มากในฟอร์เวริดเมล เว็บไซต์ส่วนบุคคล และบล๊อกต่างๆ


ทฤษฎีสมคบคิด .. เป็นทฤษฎีที่ประกอบไปด้วย - เรื่องนั้นๆมีทิศทางส่งเสริมพฤติกรรมเดิมๆ หรือความเชื่อที่มีอยู่ก่อนแล้ว ของเจ้าของเรื่อง - เรื่องนั้นๆ ไม่สามารถหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้โดยง่าย - มักจะประกอบไปด้วยคำว่า ถ้าบังเอิญ, สมมติว่า ...

ตัวอย่างของทฤษฎีสมคบคิด
* ข้อกล่าวหาเรื่องมนุษย์คนแรกเหยียบดวงจันทร์เป็นเรื่องลวง
* ฮิตเลอร์ และ เอลวิส เพลสลีย์ ยังไม่ตายแต่ถูกมนุษย์ต่างดาวลักตัวไป
* โลกจะแตกในปี... เพราะจะมีกลุ่มอุกาบาตขนาดใหญ่เข้ามาในวงโคจร
ภาพยนต์เกี่ยวกับทฤษฎีนี้ได้แก่ DaVinci Code ผู้แต่งใช้ทฤษฎีนี้ทั้งเรื่องเลย เป็นการใส่ความคิดของตัวเองลงไป แล้วสร้างเป็นเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมาให้เชื่อมโยงกัน หรือที่คนไทยเรียกว่าเป็นตุเป็นตะนั่นล่ะครับ
อ้างอิง http://ekkzbeats.blogspot.com/2010/01/conspiracy-theory.html

อ่านเพิ่มเติม
http://74.125.153.132/search?q=cache:wTsDyZSq640J:www.watwatwitwit.com/index.php%3Flay%3Dshow%26ac%3Darticle%26Id%3D565828%26Ntype%3D3+conspiracy+theories+%2B%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%B5&cd=4&hl=th&ct=clnk&gl=th
http://en.wikipedia.org/wiki/Conspiracy_theory

ที่มา กูเกิลกูรู และ เนื้อหาจากคำค้นหน้ากูเกิล


Twitter Time Line : (19/08/2010 21.09)


เมื่อดอกไม้ถูกเด็ดไป ผีเสื้อไม่มีเกสร กระทบถึงสัตวเกี่ยงข้องไม่สมดุลนิเวศ เรื่องยุ่งเหยิงจึงเกิดขึ้น ทรัพยากรจากฝั่งโน้น.. cc @KILENKU #FM99


ทรัพย์ฯฝั่งโน้นย้ายมาฝั่งนี้ แม่เหล็กแปรปรวน ธรรมชาติผิดปกติ อุณหภูมิสูงเข้าหาต่ำอย่างเร็ว เกิดพายุและภัยด่วนๆขึ้น ผู้บริโภคสุดท้าย.. #FM99


คือคนจะยุ่งเหยิง เดือดร้อนจากผีเสื้อไม่มีเกสรดอกไม้ พาลทะเลาะแย่งทรัพยฯกัน สะเทือนไปทั้งดาวโลกนี้และอื่นๆ ในขณะที่ยุ่งเหยิงอยู่นั้น #FM99


แม้อลวนอยู่ จะมีคนกลุ่มหนึ่งคิดทางเดียวกัน จะร่วมกันเอาดอกไม้ไปคืนผีเสื้อ หรือ อาจกักทรัพยฯร่วมกัน เรียก "สมคบคิดกัน" บนเรื่องยุ่งๆ #FM99


มีอีกกลุ่ม คิดชนะธรรมชาติโดยคิดค้นสิ่งทดแทน และต้านธรรมชาติทุกรูปแบบ จนวัตถุนิยมอยู่บนคานไม้กระดกได้ ธรรมชาติรีเซ็ตก็จะยุ่งเข้ารอบเดิม #FM99


พอยุ่งๆเข้ารอบเดิม ก็จะพาลไปเอาชนะบิ๊กแบง หรือมิติอื่นที่จะเรียกดอกไม้คืนมา ซึ่งใช้คณิตนำจนสรุปเป็นกระดาษได้--> http://bit.ly/djYryM  #FM99





ภาคค้นคว้าต่อยอด เพื่อนำเคออสไปใช้งาน


(กำลังพิมพ์.....แต็กๆๆ แต็กๆๆ)



วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คลองปานามาสร้างเพื่อ?? เชื่อมแปซิฟิกและแอตแลนติกเข้าหากัน ลัดได้ 15,700กม. ขุดปี 1880 โดยฝรั่งเศสแต่ล้มเหลว จนUSAเข้ามาขุดต่อเสร็จ ปี1914

คลองปานามาสร้างทำไม??



เป็นคลองที่มนุษย์สร้างบริเวณคอคอดปานามาในประเทศปานามา เพื่อเชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรแอตแลนติกเข้าด้วยกัน ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาที่ต้องไปอ้อมช่องแคบเดรก และแหลมฮอร์น ทางใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ คิดเป็นระยะทางกว่า 15,700 กิโลเมตร คลองปานามามีความยาว 82 กิโลเมตร หรือ 51 ไมล์ มีเรือใช้เส้นทางนี้ประมาณ 12,000 ลำต่อปี ใช้เวลาแล่นเรือข้ามคลองประมาณ 9 ชั่วโมง


ถึงแม้ว่าแนวความคิดในการสร้างคลองปานามาจะมีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 แล้ว แต่ก็ได้มีการขุดคลองครั้งแรกในปี ค.ศ. 1880 โดยบริษัทฝรั่งเศสที่บริหารโดยนายแฟร์ดีนอง เดอ เลสเซป แต่ก็ล้มเหลวไป มีคนงานกว่า 22,000 คนเสียชีวิตระหว่างการทำงานนี้ จนกระทั่งสหรัฐอเมริกาเข้ามาดำเนินงานต่อ จนกระทั่งสามารถเปิดใช้งานได้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1914 รวมการสูญเสียชีวิตทั้งหมดในระหว่างการทำงานสร้างคลองปานามานี้ ตกอยู่ที่ราว 27,500 คน นับเป็นหนึ่งในโครงการทางวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่และยากลำบากที่สุดที่เคยมีมา

 
อ่านเพิ่มเติม : http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no02-07/namerica10.html
วิกิฯ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2
คลองปานามา สิ่งมหัศจรรย์ที่ 8 ของโลก http://www.vcharkarn.com/vcafe/157892
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

รากไม้.หลบสิ่งกีดขวางได้อย่างไร? มันหาเส้นทางใต้ดินเเหมือนคนคลำทางในความมืด รากมีวงจรเคมีสร้างโปรตีน ดูดแคลเซียม เจอขวางแคลเซียมไม่มีก็หลบไป

รากไม้..งอกหลบสิ่งกีดขวางได้อย่างไร?


ราก คือ อวัยวะของพืชที่ไม่มีข้อ ปล้อง ตา และใบ จะเจริญลงสู่ดินตามแรงดึงดูดของโลก ขณะที่รากพืชเติบโตและแผ่ขยายใต้ดินนั้น มันจะค้นหาเส้นทางใต้ดินเช่นเดียวกับคนคลำทางในความมืด เมื่อเจอสิ่งกีดขวางก็จะหลบได้ เพราะในรากพืช มีวงจรเคมีสั่งการอยู่ วงจรเคมีที่ว่านี้ คือการสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งอยู่ที่ปลายราก ซึ่งมันสามารถสร้างรากอิสระที่กระตุ้นการดูดซึมแคลเซี่ยมจากดินได้ และยิ่งดูดซึมแคลเซี่ยมมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสร้างโปรตีนมาก และหมุนเวียนเป็นวงจรมากขึ้นเท่านั้น

และเมื่อรากพืชไปเจอกับสิ่งกีดขวาง การดูดซึมแคลเซี่ยมก็จะหยุดลง รากก็จะเลื้อยและเติบโตไปในทิศทางอื่นแทน!!


ต้นฉบับ จากข่าวโมเดิร์นไนน์ http://variety.mcot.net/vdo756
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ฟาโรห์รู้จักน้ำมันดิบ? ใช้หล่อเพลารถศึกฟาโรห์ แม่ทัพกรีกใช้ราดลงน้ำจุดไฟเผาข้าศึก ขุดจริงจัง พ.ศ.2402 ที่USA ไทยเริ่มที่บ่อไชยปราการ ปี 2497

น้ำมันดิบใช้ประโยชน์มานานแค่ไหน??


น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นพลังงานอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันไม่น้อย ตั้งแต่ลืมตาจนกระทั่งเข้านอน




น้ำมันดิบ (Crude Oil) ได้มาจากการสำรวจขุดค้น แล้วสูบขึ้นมาจากใต้ดิน ทั้งบนบกและใต้ทะเล ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ สันนิฐานว่าน้ำมันดิบเกิดจากซากพืชซากสัตว์ ที่ตายทับถมนับล้านๆปี ไม่มีหลักฐานแน่นอนว่ามนุษย์เริ่มรู้จักใช้นำมันดิบตั้งแต่เมื่อใด แต่มนุษย์เริ่มรู้จักน้ำมันดิบได้จากน้ำมันดิน หรือยางมะตอย

จากประวัติศาสตร์โบราณกล่าวว่า ได้มีการใช้น้ำมันดิบเป็นน้ำมันหล่อลื่นเพลารถศึกของฟาโรห์แห่งอียิปต์ พวกกรีกทำลายกองเรือพวกศันเธีย ลงได้โดยการนำน้ำมันราดลงไปในทะเลแล้วจุดไฟเผา พวกคนจีนในสมัยแรกๆก็มีการระบุไว้ในบันทึกว่า เคยรู้จักน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติมานานแล้ว แต่จากการขุดค้นเพื่อเจาะหาน้ำมันดิบที่แท้จริง และถือเป็นการเริ่มประวัติศาสตร์ ของอุตสาหกรรมน้ำมันดิบนั้น เริ่มขึ้นที่เมือง ติตัสวิลล์ รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 27 สิงหาคม 2402

สำหรับประเทศไทย เริ่มสำรวจน้ำมันตั้งแต่ พ.ศ. 2464 และในปี พ.ศ. 2497 ได้เจาะพบน้ำมันดิบแห่งแรกที่บ่อต้นขาม อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาเรียกว่า แหล่งน้ำมันไชยปราการ.



ที่มา : หนังสือทรัพยากรไทย ทรัพยากรโลก พ.ศ. 2550
บทความต้นฉบับ : History of the oil industrial  http://www.rigjobs.co.uk/oil/history.shtml
เพิ่มเติม http://www.energyfantasia.com/ef4/webboard/viewboard.php?Id=3746
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Ctrl+Alt+Deleteใครคิด?? “เดวิด บรัดเลย์" (IBM) เขียนcodeแค่5นาทีแต่ดังที่สุด บิลเกตต์ทำให้เป็นที่รู้จัก แต่ก็เสียหน้าเพราะโชว์ว่าWinมันError

Ctrl+Alt+Delete ??

คอนโทรล (Ctrl) ออลติเนต (Alt) และดีลีท (Delete) คือคำสั่งยอดฮิตสำหรับจัดการกับคอมพิวเตอร์ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปรู้จักกันดี


โดยทั้งสามปุ่มนี้จะต้องกดพร้อม ๆ กัน จากนั้นระบบจะทำการบูตเครื่องใหม่ ซึ่งทั้งสามปุ่มนี้ เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างแพร่หลายมาตลอด 10 ปีที่คอมพิวเตอร์มีบทบาทกับชีวิตของมนุษย์เรา “เดวิด บรัดเลย์ (David Bradley)” หนึ่งในพนักงานจากยักษ์ใหญ่สีฟ้า “ไอบีเอ็ม” เขาคือผู้คิดค้นโค้ดคำสั่งดังกล่าว โดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาที ในการเขียนโค้ดคำสั่ง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาได้สร้างคำสั่งที่ตรงใจผู้ใช้และจำเป็นมากที่สุดคำสั่งหนึ่งเลยทีเดียว

บรัดเลย์เข้าร่วมงานกับไอบีเอ็มเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1975 ในตำแหน่งวิศวกร ประจำอยู่ที่โบคา ราตัน รัฐฟลอริด้า จากนั้นในปี 1980 เขาคือทีมงาน 1 ใน 12 คนของไอบีเอ็มที่ปลุกปั้นคอมพิวเตอร์พีซีขึ้นมา ซึ่งนั่นทำให้เขาย้ายมาทำในส่วนของการวิจัยและพัฒนาให้กับไอบีเอ็ม

โดยในยุคเริ่มแรกของพีซีนั้น พวกเขาจำเป็นต้องออกแบบให้มันใช้งานได้ง่ายที่สุด รวมถึงวิธีการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่มันทำงานผิดพลาด หรือเกิดแฮงค์ขึ้นมานั่นเอง และโค้ดคำสั่ง Ctrl + Alt + Delete ก็คือหนึ่งในหลาย ๆ คำสั่งที่บรัดเลย์คิดขึ้นมาได้

“ในตอนนั้นผมไม่ทราบหรอกว่ามันจะกลายเป็น คำสั่งสำคัญของคอมพิวเตอร์พีซีในอนาคต เพราะว่าผมก็ต้องคิดคำสั่งต่าง ๆ อีกมากมาย นอกเหนือจาก Ctrl+Alt+Delete แต่ปรากฏว่าคำสั่งดังกล่าวนี้ เป็นที่รู้จักมากที่สุด”

แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า ชื่อเสียงที่โด่งดังของเขานั้น ขึ้นอยู่กับความผิดพลาดของคนสร้างโปรแกรม ว่าจะสร้างพลาดมากน้อยเพียงไร โดยเขากล่าวว่า “ผมอาจจะเป็นคนสร้างมันขึ้นมา แต่บิล เกตต์ คือคนที่ทำให้มันเป็นที่รู้จัก” ซึ่งการสรรเสริญของบรัดเลย์ต่อบิล เกตต์ครั้งนี้ ทำให้เจ้าของค่ายยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ ผู้สร้างซอฟต์แวร์Microsoft’s Windows ชื่อดังถึงกับหัวเราะไม่ออกมาแล้ว เพราะอีกนัยหนึ่งก็คือการตอกย้ำให้เห็นถึงความผิดพลาด ในการทำงานของซอฟต์แวร์ของบิล เกตต์นั่นเอง



ปัจจุบัน บรัดเลย์มีอายุ 60 ปี และได้ลาออกจากไอบีเอ็ม บริษัทที่เขาใช้เวลาร่วมด้วยนานเกือบทั้งชีวิต เป็นระยะทางทั้งสิ้น 28.5 ปีแล้ว จากนั้นรายงานระบุว่า เขาจะใช้เวลาหลังการเกษียณตัวเองในการสอน นักศึกษาให้กับมหาวิทยาลัยนอร์ท แคโรไลน่า

 
บทความต้นฉบับ http://en.wikipedia.org/wiki/Control-Alt-Delete
เพิ่มเติม : ภาพยนตร์ Ctrl+Alt+Delete http://www.imdb.com/title/tt1031224/
How to enable or disable the CTRL+ALT+DELETE sequence for logging on to Windows XP, to Windows Vista, and to Windows 7 http://support.microsoft.com/kb/308226
รูปภาพประกอบจากบทความต้นฉบับ

Nuclear fission--> Fritz Strassmann ไม่ได้ทำอะไร Nobel จึงเป็นของ Hahn คนเดียว ซึ่ง Meitner เป็นผู้คิด Hahn=ธาตุ105 Meitner=ธาตุ109

Lise Meitner มารดาของระเบิดปรมาณู
R.L. Sine รวบรวมหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า เหตุใด Meitner จึงสมควรได้รับรางวัลโนเบลร่วมกับ Hahn แต่ไม่ได้

บทความภาษาไทย จากวิชาการดอทคอม โดย ศาสตราจารย์ ดร.สุทัศน์ ยกส้าน
อ่านได้ที่ http://www.vcharkarn.com/varticle/76
บทความใกล้เคียงต้นฉบับ http://www.sdsc.edu/ScienceWomen/meitner.html
Lise Meitner ดาวน์โหลดเล่มเต็มๆ ไปอ่าน จาก กูเกิลอีบุ้ค
http://books.google.co.th/books?id=uPzZQzx-mkcC&printsec=frontcover&dq=Lise+Meitner&source=bl&ots=whQIEX5HCC&sig=1DemicFUjpm1s2ygYxONbdqDXp4&hl=th&ei=pPhWTNWsKYy8rAebk5nzAw&sa=X&oi=book_result&ct=result&resnum=13&ved=0CE8Q6AEwDA#v=onepage&q&f=false

ซึ่งผู้เขียนบล็อกจะเรียบเรียงเป็นภาษาไทยต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เลขซาตานทำไมต้อง666?? พระคัมภีร์ฯเล่าถึงวันสิ้นโลก (Armageddon) ระบุ 666 แสดงถึงความชั่วร้าย แต่ที่มีผลคือ Pentium III เปลี่ยนใช้ 667MHz แทน

666" เลขประจำตัวซาตานมาจากไหน??


ที่มาของเลขซาตาน หรือ 666 นั้นมาจากคำทำนายที่ถกเถียงกันอย่างไม่สิ้นสุดในพระคัมภีร์วิวรณ์ ซึ่งเป็นบทสุดท้ายในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ พระคัมภีร์วิวรณ์เล่าถึงวันสิ้นโลก (Armageddon) ซึ่งเกิดมหาสงครามขึ้นระหว่างความดีและสิ่งชั่วร้าย โดยในที่สุดความดีหรือพระเจ้าจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะ ทั้งนี้ในคัมภีร์นี้เรียกซาตานว่าเป็นผู้ต่อต้านพระคริสต์

บทที่ 13 ของคำภีร์วิวรณ์กล่าวถึงเลข 666 อย่างชัดเจน โดยได้บรรยายถึงสัตว์ร้ายหรือซาตานที่มีอำนาจชั่วช้าและคุณลักษณะของเหล่าสาวกของมัน โดยมีตอนหนึ่งระบุว่า บนมือขวาและหน้าผากของพวกมันจะมีเครื่องหมายของซาตานบ่งบอกไว้ ซึ่งก็คือหมายเลข 666 นั่นเอง




นานนับหลายร้อยปีแล้วที่บรรดานักเทววิทยาครุ่นคิดและพยายามตีความภาษาเชิงสัญลักษณ์ที่เต็มไปด้วยคำทำนายเหล่านี้ และยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันถึงความหมายที่แท้จริงของหมายเลขนี้ นักเทววิทยาที่ศึกษาเรื่องวันสิ้นโลกบางกลุ่มตีความว่า "สัตว์ร้าย" คือสิ่งมีชีวิตที่ถูกควบคุมโดยผู้ที่ต่อต้านพระคริสต์ หรือเป็นผู้ต่อต้านพระคริสต์เอง ขณะที่นักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าหมายเลข 666 ในคัมภีร์วิวรณ์อ้างถึงบุคคลในประวัติศาสตร์ เช่น ดร.เดลเบิร์ต ฮิลเลอร์ ซึ่งเชื่อว่าหมายเลขนี้เป็นรหัสของจักรพรรดิเนโร รวมถึงจักรพรรดิของชาวโรมันองค์อื่นๆ อีก ซึ่งมีเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สนับสนุนด้วย เนื่องจากจักรพรรดิเหล่านี้ปราบปรามและเข่นฆ่าทั้งชาวยิวและชาวคริสต์ในยุคแรกอย่างหนัก ขณะที่ทราบกันว่า ชน 2 กลุ่มนี้มีชีวิตอยู่รอดด้วยการใช้ตัวเลขและรหัสเพื่อหลบหลีกการถูกประหัตประหารภายใต้การปกครองของจักรพรรดิโรมัน


นอกจากนี้ ยังมีคำถามว่าทำไมถึงต้องเป็นเลข 666 แต่ก็ไม่มีคำตอบที่แน่ชัด บางกลุ่มเชื่อว่า เลข 6 เป็นเลขของมนุษย์ เนื่องจากคัมภีร์ไบเบิลเล่าว่าพระผู้เป็นเจ้าสร้างมนุษย์ในวันที่ 6 ขณะที่ซานตานนั้นถูกระบุว่าเป็นสิ่งมีชวิตที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (ตรงข้ามกับแนวคิดที่พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง) ดังนั้น หมายเลขของซาตานน่าจะเกี่ยวพันกับหมายเลขของมนุษย์และเป็นที่มาของหมายเลข 666 อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในทฤษฎีที่ถกเถียงกันอย่างไม่มีวันจบเกี่ยวกับเลขนี้เท่านั้น

แต่ที่แน่ๆ มีชาวคริสต์ไม่น้อยที่หวาดหวั่นกับตัวเลขนี้ ไม่แพ้กับเลข 13 จึงไม่น่าแปลกที่ต่างพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เลขอาถรรพณ์เหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อบริษัทอินเทลผลิตซีพียูรุ่นเพนเทียม 3 ความเร็ว 666 เมกะเฮิร์สออกมาในปี 1999 ก็ตัดสินใจวางจำหน่ายในชื่อ "Pentium III 667" แทน



ที่มา : ข้อมูลจาก ๑๐๘ ซองคำถาม
เว็บไซต์เผยแพร่ : http://blog.eduzones.com/racchidlom/52499
"666" เลขประจำตัวซาตานมาจากไหน guru.sanook. http://bit.ly/99gl5M
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

คุณหญิงสุรีพันธ์ มณีวัต เป็นคนตั้งชื่อ "ข้าวผัดอเมริกัน" ส่วนโกเจ๊ก ทำให้คนไทยรู้จัก ไม่ไช่ Thailand Only แต่ไทยเจ๋งสุด http://bit.ly/cPF3og

ข่าวผัดหลายตำนาน -- Thailand Only??
ที่มาของข้าวผัดอเมริกัน


พูดถึงข้าวผัดอเมริกัน คนไทยส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจและรู้กันโดยทั่วไปว่า เป็นข้าวผัดที่ผัดกับซอสมะเขือเทศและลูกเกด นิยมใช้เนยแทนน้ำมันในการผัด นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มรสขาดด้วย เมล็ดถั่วเตา หัวหอมหั่นชิ้นเล็กๆ แฮมหั่นชิ้นเล็กๆ หรือ แครอดหั่นชิ้นเล็กๆ ผัดรวมกันตามความชอบ และรับประทานร่วมกับ ไก่ทอด ไส้กรอก แฮม หรือ ไข่ดาว แต่ถ้าถามชาวอเมริกันว่ารู้จัก “ข้าวผัดอเมริกัน” หรือ “American fried rice” รึเปล่า ส่วนใหญ่จะได้คำตอบว่า…“I don’t know”…


นั่นสิ…ทำไมอเมริกันชนถึงไม่รู้จัก ข้าวผัดอเมริกัน แล้ว ข้าวผัดอเมริกัน เป็นของชาติใด ใครเป็นต้นตำรับ ผมเองก็สงสัยเช่นกัน และจากการสืบค้นมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับข้าวผัด ข้าวผัดอเมริกัน อยู่สามกระแส

แต่ที่แน่ๆ คือ ข้าวผัดอเมริกัน ไม่ไช่ Thailand Only..!!

 
 

คุณหญิงสุรีพันธ์ มณีวัต (เจ้าของนามปากกา "นิตยา นาฏยะสุนทร" ภรรยา นายวิลาศ มณีวัต บรรณาธิการ นสพ.ชาวกรุง คนแรก) เคยให้สัมภาษณ์หนังสือสกุลไทย เกี่ยวกับต้นกำเนิดของ "ข้าวผัดอเมริกัน" ว่าเป็นอาหารที่คุณหญิงสุรีพันธ์ได้ประยุกต์ขึ้นเอง ขณะทำงานเป็น ผู้จัดการราชธานีภัตตาคาร ซึ่งเป็น แอร์พอร์ตเรสตัวรองต์ ของกรมรถไฟ ใน สนามบินดอนเมือง โดยที่มีสายการบินแห่งหนึ่งสั่งจองอาหารเช้า และอาหารกลางวันไว้แต่ยกเลิกเที่ยวบิน ทำให้อาหารเช้าแบบอเมริกันที่เตรียมไว้ เช่น ไข่ดาว ไส้กรอก เหลืออยู่จำนวนมาก คุณหญิงสุรีพันธ์ ได้นำข้าวผัดที่มีอยู่มาประกอบกับอาหารเช้าแบบอเมริกันดังกล่าวเพื่อรับ ประทาน นายทหารอากาศไทยที่เห็นเข้าได้สั่งรับประทานด้วย เมื่อทหารอเมริกันมาเห็นและถามถึงชื่อข้าวผัดดังกล่าว คุณหญิงสุรีพันธ์ ได้ตั้งชื่อว่า "อเมริกัน ฟรายด์ ไรซ์" หรือ "ข้าวผัดอเมริกัน" ซึ่ง พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ เสนาธิการทหารอากาศในขณะนั้นได้ทราบแล้วชอบชื่อนี้มาก
 
 

ข้าวผัดอเมริกันขณะนั้นมีส่วนประกอบไม่แน่นอน บางวันส่วนประกอบก็เปลี่ยนจากไส้กรอกหรือไก่อบเป็นเนื้อทอด แล้วแต่ว่าในครัวจะเหลืออะไร เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขณะคุณหญิงสุริพันธ์แต่งงานและมีลูกแล้ว จึงเป็นเหตุการณ์หลังวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 ซึ่งเป็นวันที่คุณหญิงแต่งงาน แม้ยังไม่พบข้อมูลแน่นอนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด แต่น่าจะเกิดก่อนปี พ.ศ. 2497 ที่คุณหญิงสุรีพันธ์ลาออกจาก ราชธานีภัตตาคาร ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ





อย่างไรก็ตาม อีกกระแสข่าวหนึ่งระบุว่า ข้าวผัดอเมริกัน เกิดจาก พ่อครัวชื่อ "โกเจ๊ก" คิดค้นขึ้นเพื่อให้บริการทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ในช่วงที่ไทยยังเป็นที่ตั้งฐานทัพอเมริกาใน สงครามเวียดนาม และต่อมาได้รับความนิยมจนเผยแพร่ไปทั่วประเทศ หากเหตุการณ์นี้เป็นจริงในช่วงสงครามเวียดนาม จะเกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2500 ถึง พ.ศ. 2518





รายการทีวี รายการหนึ่ง จึงสรุปไว้ว่า คุณหญิงเป็นคนคิดชื่อ ส่วน โกเจ๊กทำให้คนไทยรู้จัก
ข้าวผัดอเมริกัน คือข้าวผัด ที่ผัดด้วยซอส และมีเครื่องฯ โรยหน้า ซึ่งมีในแถบเอเซีย
อาทิ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลย์เซีย เป็นต้น
อ่านข้อมูลเสริมด้านล่างครับ.
(บทความยังไม่สมบูรณ์ - แปลไทย -1/08/2553)

แต่จากวิกิฯ ของฝรั่ง ได้บันทึกข้าวผัดอเมริกันไว้ดังนี้
American fried rice



American fried rice (ข้าวผัดอเมริกัน, Khao pad Amerigan, also Nasi Goreng USA) is a Thai/Malay fried rice dish with "American" side ingredients like fried chicken, ham, hot dogs, raisins, ketchup, and croutons. Other ingredients like pineapple are optional. Because it was invented during the Vietnam War era to serve to United States Marine Corps and United States Air Force personnel stationed in Thailand, it is generally not found in Thai restaurants outside Thailand. With the recent proliferation of Thai restaurants, American fried rice is now appearing on Thai restaurant menus in the U.S.  The name comes from the fact that most of the ingredients are American or at least Western in origin.

The Malaysian equivalent of American fried rice, called Nasi Goreng USA, is made with many of the same ingredients; however, no pork products are used (as Malaysia is a Muslim country and pork is not Halal), and customers are given the choice of ketchup or chili sauce.[citation needed]
(ดูวิกิฯ http://en.wikipedia.org/wiki/American_fried_rice   )


All recipes Asia กล่าวถึงข้าวผัดอเมริกันไว้ว่า


I’m not sure if this dish exists in America, but the Thais thought of this kind of fried rice as “American”, because it uses some ingredients we associate with the United States. It’s very tasty, if not politically or historically correct.

Ingredients


Ingredients



ในขณะที่ © WAMU 88.5 American University Radio เสนอบทความ
A Classic Thai Dish: "American" Fried Rice?
Chicken Satay. Credit: Sifu Renka via Flickr. Some rights reserved.


Whenever we do Local Restaurant World Tour segments, we're always curious which ethnic dishes are the most authentic and which ones are either new creations or adaptations of dishes to suit American palates.

In Thai cuisine, our guests tell us, there's an intriguing dish - American Fried Rice - that Thai cooks developed during the Vietnam War era and that is a favorite in Thailand's urban areas but that's virtually non-existent on America's Thai restaurant menus. It's made with a fried egg, a hot dog or sausage, chicken, ham, raisins, catsup, tomato and cucumber - a list of ingredients that perhaps explains why it never took root here. Apparently, the dish's creators mistakenly thought it was something Americans ate at the time.

There's also a tradition in Thailand of leaders as prominent cooks - the late Prime Minister Samak Sunthoravej, who passed away last year, was a television celebrity chef.

Join us Wednesday for a chat about the history and traditions of Thai food, and, as always, we'd like to hear from you about your favorite local restaurants



เว็บไซต์สอนอาหารแห่งหนึ่งในต่างประเทศพูดถึงข้าวผัดอเมริกันอย่าชื่นชมไว้ว่า

Thai Fried Rice is a easy to make and quite flexible. Because the Thai version depends on very different flavor components than the Chinese version that most westerners are used to, it's like a completely new dish for many. Fried rice is a popular lunch meal in Thailand and is often served with a fried egg.


If you visit Thailand, don't miss crab fried rice; it is the king of fried rice. You may be surprised to see American fried rice on a Thai menu. What makes the fried rice American, is that ham is substituted for crab, pork or chicken. You will also see Chinese fried rice common throughout Asia, made with chinese sausage.

Because Thai fried rice does not depend primarily on soy sauce for flavor, a few pieces of meat or even your leftover hot dogs or ham can taste surprisingly amazing.

Flavors : Thai Fried Rice is not dark like Fried Rice that you might see at American Chinese restaurants. Light soy sauce or fish sauce is used instead of dark soy sauce. It should not be greasy.
( http://www.thaitable.com/Thai/recipes/Fried_Rice_Recipes.htm )


About Fried Rice ข้าวผัดในความเข้าใจของชาวตะวันตก ของทุกชาติ
มีการกล่าวถึงข้าวผัดไทยเป็นกรณีพิเศษว่า

Types
•American fried rice is not actually an American invention at all--this dish of hot dogs, fried chicken, eggs, rice and ketchup was a Thai creation served to American soldiers during the Vietnam war. It is quite similar to Nasi Goreng, with ketchup instead of kecap manis. Hawaiian fried rice, incorporating rice, peas and carrots and cubed Spam, might be considered a more "American" invention but the presence of Spam makes it uniquely Hawaiian
อ่านเต็มๆ http://www.ehow.com/about_4579089_fried-rice.html

 
ข้าวผัดอเมริกันคือข้าวผัดแบบไทยๆหรือทั่วไปแต่ผัดด้วยซอสนะ
Everyone makes fried rice a bit differently, so feel free to experiment with different ingredients that you have in your fridge. This recipe uses chicken, but you can substitute pork, shrimp, or tofu. You can also add vegetables such as carrots and broccoli. Experiment with what you like. There’s even a variety in Thailand called American Fried Rice that's make with ketchup!
อ่านเต็มๆ http://thaifoodcast.com/recipes/main-course/thai-fried-rice.html

ถ้าถาม Ask Jeeves เขาให้นิยามข้าวผัดนานาชาติและข้าวผัดอเมริกันไว้ว่า
Thai fried rice (ข้าวผัด, Khao Pad or Khao Phad): The flavor of this version is radically different from that of common fried rice, mostly due to the use of Jasmine rice and has various additions not found in Chinese fried rice. It is usually served with sliced cucumber and "Prik nam pla", a spicy sauce made of Thai chili, fish sauce and chopped garlic.


American Fried Rice (ข้าวผัดอเมริกัน, Khao pad Amerigan): This style of fried rice is actually a Thai invention using hot dogs, fried chicken, eggs as side dishes or mixed into rice fried with ketchup. Apparently, this was served to G.I.s during the Vietnam war, but now has become very popular and commonplace all throughout Thailand. The Malaysian counterpart, substituting pork with chicken, is called Nasi Goreng USA
อ่านเต็มๆ http://uk.ask.com/wiki/Fried_rice



ที่มา : ตำรับอาหารไทย ตำนานสยาม, หนังสือ.
American Feied Rice http://www.realthairecipes.com/recipes/american-fried-rice/
Khao Pad American (American Fried Rice) http://allrecipes.asia/recipe/2118/khao-pad-american--american-fried-rice-.aspx
A Classic Thai Dish: "American" Fried Rice?  http://thekojonnamdishow.org/off-mic/2010-06-08/classic-thai-dish-american-fried-rice
http://th.wikipedia.org/wiki/ข้าวผัดอเมริกัน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

น้ำหมึกปากกา?? ประกอบด้วย ตัวทำละลาย สี และสารเติมแต่ง เมื่อเขียนไปหมึกยังไม่แห้งทันทีต้องรอปฏิกิริยากับอากาศ หมึกจีนเขียนบนผ้าติดทน400ปี

หมึกปากกา ทำมาจากอะไร??

หมึกแห้งโดยทั่วไปมีองค์ประกอบ ๓ ส่วน คือ ตัวทำละลาย สี และสารเติมแต่ง




ส่วนแรก คือ ตัวทำละลาย หรือสารหล่อลื่น โดยทั่วไปจะใช้ไกลคอล (glycol) ไกลคอล อีเทอร์ (glycol ether) หรือ อะโรมาติกแอลกอฮอล์ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือผสมกัน สารเคมีเหล่านี้มีจุดเดือดสูงกว่า ๑๘๐ องศาเซลเซียส จึงค่อนข้างเสถียรที่อุณหภูมิห้อง การระเหยของตัวทำละลายบริเวณปลายปากกาจะทำให้เกิดการปิดกั้นตัวเองโดยปริยาย (self sealing skin) ทำให้ตัวทำละลายไม่ระเหยออกมาอีก และยังป้องกันการเปรอะเปื้อนที่ปลายปากกาได้ด้วย กระบวนการนี้ไม่มีผลต่อการไหลของหมึกเมื่อเขียนลงบนกระดาษ ถึงกระนั้นในบางครั้งโครงสร้างแบบนี้ก็มีผลให้การเขียนในครั้งแรกมีปัญหาได้


ส่วนที่สอง คือ สี จะใช้ในรูปของผงสีที่เลือกให้เหมาะสมกับตัวทำละลาย การผสมสี โดยปกติจะต้องใช้เวลา ซึ่งขึ้นอยู่กับความไวต่อแสง น้ำ ความคงทนของสี และความสามารถในการผสมเข้ากับตัวทำละลาย ส่วนหลังนี้สำคัญมากเพราะความเข้มข้นของสีที่ใช้นั้นจะสูงถึงร้อยละ ๕๐ โดยน้ำหนัก ที่ต้องใช้ความเข้มข้นที่สูงเช่นนี้เพราะเฉพาะส่วนฟิล์มบาง ๆ ของหมึกเท่านั้นที่จะติดอยู่บนกระดาษ และจากไส้หมึกปกติที่มีหมึกอยู่ประมาณ ๒๐ เท่าของน้ำหมึกในปากกาหมึกซึม ทำให้ต้องใช้ปริมาณของสีสูงมากไปด้วย

ส่วนสุดท้าย คือ สารเติมแต่ง ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นโดยผู้คิดสูตรเพื่อให้ได้หมึกที่ดีมีคุณสมบัติเฉพาะ ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่เป็นความลับ เพราะจะมีผลต่อการผลิตปากการุ่นใหม่ออกมา

เมื่อเราใช้ปากกาเขียนบนกระดาษ ครั้งแรกน้ำหมึกจะยังไม่แห้งทันที แต่จะเกิดปฏิกิริยาระหว่างตัวทำละลายกับความชื้นในอากาศ รวมทั้งองค์ประกอบอื่น ๆ ในน้ำหมึก ทำให้น้ำหมึกที่เขียนลงบนกระดาษมีลักษณะอย่างที่เห็น น้ำหมึกจะแห้งสนิทเมื่อตัวทำละลายระเหยหรือซึมลงไปในกระดาษ


ที่มา :  วิยะดา ธนพัฒนาชัย เล่าไว้ใน UPDATE ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๑๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๘ ส่วนคำถามเรื่องปากกาเคยตอบไว้แล้วในหนังสือ “๑๐๘ ซองคำถาม" เล่ม ๒
“ที่มาจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี”
http://guru.sanook.com/answer/question/หมึกปากกาทำจากอะไร/
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ทำไมฟลามิงโก้ยืนขาเดียว?? เดิมนักวิจัยบอกคลายเมื่อยและเตรียมวิ่ง ซึ่งผิด จึงสรุปว่าเพื่อถ่ายเทความร้อนตัวสู่น้ำ สลับข้างเมื่อเย็น&กันเชื้อรา

ทำไม “นกฟลามิงโก้” (Flamingo) จึงมักยืนขาเดียว?!?!




เราอาจเคยพบเห็นนกฟลามิงโก้ที่กำลังยืนอยู่ด้วยขาเพียงข้างเดียวกันมาบ้าง ไม่ว่าจะเห็นแต่เพียงในรูปภาพหรือเห็นตัวเป็นๆของมันที่อยู่ในสวนสัตว์ที่ไหนสักแห่ง แต่มีใครเคยนึกฉงนสนเท่ห์บ้างไหมว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น


อย่างน้อยก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์ 2 คนในสหรัฐอเมริกาที่อยากจะรู้ว่า เหตุใดนกฟลามิงโก้จึงมักยืนอยู่ด้วยขาเพียงข้างเดียว แม็ทธิว แอนเดอร์สั้นและซาร่าห์ วิลเลี่ยมส์ ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาเปรียบเทียบ(comparative psychologists)ประจำมหาวิทยาลัยเซนต์โจเซฟส์ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพ็นซิลเวเนีย ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าและสังเกตบรรดานกฟลามิงโก้ที่อยู่ในสวนสัตว์ …….. จนกระทั่งรู้ว่านกชนิดนี้ยืนด้วยขาข้างเดียวเพื่อช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายของพวกมัน

แม็ทธิวเล่าว่าเขาสนใจเรื่องราวของนกฟลามิงโก้ด้วยเหตุผลหลายประการ และในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วนกชนิดนี้มีธรรมชาติของการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก็ยิ่งทำให้มันเป็นสัตว์ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นในแง่ที่ว่าอิทธิพลของการอยู่ร่วมกันในสังคมของพวกมันจะส่งผลต่อพฤติกรรมอย่างไรได้บ้าง นอกจากนี้ มันยังเป็นนกที่มีขนาดใหญ่ มีความสวยงาม และเป็นที่รู้จักกันดีอีกด้วย เขากล่าวว่า “ที่สำคัญก็คือ ผมเองก็ยังแปลกใจว่าทำไมจึงมีการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับนกฟลามิงโก้น้อยมาก”



แม็ทธิวและซาร่าได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับนกฟลามิงโก้ในหลายๆด้าน โดยใช้เวลาเฝ้าสังเกตุพฤติกรรมของนกฟลามิงโก้แคริบเบี้ยนในสวนสัตว์ฟิลาเดลเฟีย และหัวข้อหนึ่งที่พวกเขาให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือการที่นกฟลามิงโก้มักจะยืนขาเดียว(unipedal resting) ซึ่งได้ตั้งสมมติฐานว่าการที่นกชนิดนี้ยืนขาเดียวนั้นเป็นการช่วยคลายความเมื่อยล้าให้ขาอีกข้างหนึ่งก่อนที่จะสลับมายืนด้วยขาที่ได้พักแล้วในภายหลัง หรือว่าการยืนขาเดียวนั้นจะช่วยให้พวกมันสามารถที่จะออกตัวได้ทันทีเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องหลบหนีศัตรู




ปรากฏว่าสมมติฐานข้างต้นไม่ถูกต้องเลย แต่ทั้งสองคนกลับพบว่านกฟลามิงโก้มักจะยืนด้วยขาเพียงข้างเดียวในขณะที่มันแช่อยู่ในน้ำมากกว่าเมื่อยามที่มันอยู่บนบก พวกเขาจึงสรุปความเห็นได้โดยใช้สมมติฐานทางด้านการปรับอุณหภูมิของร่างกายและเชื่อว่า นกฟลามิงโก้ยืนด้วยขาข้างเดียวเพื่อช่วยให้ร่างกายของพวกมันไม่ถ่ายเทความร้อนลงสู่น้ำหรือไม่ทำให้ร่างกายมันรู้สึกเย็นจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่พวกมันต้องเดินท่องน้ำนานๆ

ยิ่งไปกว่านั้น แม็ทธิวและซาร่ายังพบว่า หลังจากที่นกฟลามิงโก้ยืนด้วยขาข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว มันก็จะสลับไปยืนด้วยขาอีกข้างหนึ่งแทน ทั้งนี้เพื่อช่วยไม่ให้ขาที่ใช้ยืนในครั้งแรกนั้นได้รับความเย็นจากน้ำจนนานเกินไป ซึ่งการยืนด้วยขาที่ละข้างอาจจะช่วยลดโอกาสที่จะติดเชื้อราจากน้ำหรือได้รับปรสิตบางชนิดจากน้ำที่มันยืนอยู่ได้ด้วย

 
 
 
 
ที่มา : Why flamingoes stand on one leg
ต้นฉบับ http://news.bbc.co.uk/earth/hi/earth_news/newsid_8197000/8197932.stm
เว็บไซต์เผยแพร่ : วิชาการดอทคอม, ไทยทัวร์ดอทคอม
อ่านเพิ่มเติม : ฟลามิงโก..สมาชิกสัตว์โลก เสี่ยงสูญพันธุ์...ด้วยผู้รักผู้  http://www.rd1677.com/branch.php?id=43565
ฟลามิงโก (Flamingos) ...SEAWORLD SAN DIEGO CA USA  http://www.oknation.net/blog/sonyaUSA/2009/08/24/entry-1
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ไก่บินไกลแค่ไหน?? มีการแข่งขันที่โอไฮโอ้ USA เมื่อ 21 พ.ค. 1977 ไก่ชื่อ Kung Flewk บินได้ไกลถึง 90.57 เมตร ไก่ไทยบินสั้นเพราะไม่ได้แข่งบิน

ไก่บินได้ ไกลแค่ไหน??

หากใครมาถามเราว่า ไก่บินได้ไกลแค่ไหน ก็คงจะตอบได้อย่างไม่ลังเลเลยว่า อย่างมากก็ไปได้ไม่ไกลเกิน 5 เมตร เพราะทุกครั้งที่มันขยับปีกบิน อย่างไกลที่สุดก็เหมือนกันมันกระโดดจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง แม้ปีกของมันจะออกแรงตีพึบพั๊บขนาดไหนก็ตาม

แต่ความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ จากสถิติของสมาคมแข่งขันไก่บินนานาชาตินั้นไม่ได้บอกว่า ไก่บินได้แค่ระยะทางอย่างที่เราคิดเสียแล้ว แต่แชมเปี้ยนที่ทำสถิติสูงสุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ระบุว่า ไก่ชื่อ Kung Flewk สามารถบินได้ไกลถึง 297 ฟุต หรือ 90.57 เมตรทีเดียว ไม่ใช่บินใกล้ ๆ อย่างที่นึกเสียแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่ตั้งสมาคมแข่งขันไก่บินระดับนานาชาติให้เสียชื่อ "ไก่" ใช่ไหม

อ้อ..เกือบลืมบอกไป สถานที่แข่งขันกันครั้งนั้น อยู่ที่ Rio Grande รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1977


ที่มา : นิตยสารเรียนดี. ปี 2 ฉบับที่ 8.
เพิ่มเติม : ไก่ : ความเชื่อล้านนา http://www.thainews70.com/news/news-culture-sanon/view.php?topic=329
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ใยแมงมุม..เหนียวกว่าเหล็ก?? BioSteel กองทัพUSผู้ผลิต&จข.สิทธิ์ โดยการเพาะเซลล์ปั่นกับน้ำและเมทานอล แพทย์ใช้เย็บหลอดเลือดฯลฯ ทำเอ็น และอาวุธ

ใยแมงมุม…สังเคราะห์


ท่านที่ได้เคยชมภาพยนต์เรื่อง มนุษย์แมงมุม (spider man) ที่กำลังลงโรงฉายอยู่ในปัจจุบันอาจจะสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไรที่ใยแมงมุมเส้นเล็กๆ เพียงเท่านั้นจะสามารถรองรับน้ำหนักของมนุษย์คนหนึ่งให้ห้อยโทนโจนทะยานไปมาระหว่างซอกตึกต่างๆ โดยไม่ขาด เป็นไปได้แน่นอน ในความเป็นจริงแล้ว ใยแมงมุมถือได้ว่าเป็นวัสดุธรรมชาติที่มีความแข็งแรงอย่างน่าอัศจรรย์ เนื่องจากโครงสร้างโปรตีนไฟโบรอีน (fibroine) ที่จัดเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบสูง ถ้าจะเทียบไปแล้วใยแมงมุมแข็งแรงกว่าเหล็กถึง 5 เท่า และแข็งแรงกว่าเส้นใยเคฟลาร์ที่ใช้ผลิตคอมโพสิทในงานทางวิศวกรรมและทางทหารถึง 3 เท่าในน้ำหนักที่เท่ากัน นอกจากมีความแข็งแรงแล้วในแมงมุมยังมีความเหนียวที่ดีมากสามารถยึดตัวออกได้สูง จะเห็นได้จากความมีประสิทธิภาพของมันในการดักจับแมลงต่างๆ ที่บินชนโดยไม่เกิดการขาดแต่อย่างใด ใยแมงมุมหนึ่งเส้นมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์กว่า 10 เท่า แต่สามารถที่จะหยุดผึ้งที่บินด้วยความเร็ว 20 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ ถ้าจะมองภาพให้ชัดเจนมากขึ้น ใยแมงมุมเส้นเดียวที่มีความหนาขนาดเท่ากับดินสออาจจะมีความสามารถในการที่จะหยุดเครื่องบิน โบอิ้น 747 ให้หยุดบินได้เหมือนแมลงอย่างไม่ยากเย็นนัก


ความมหัศจรรย์ของใยแมงมุมอาจจะเป็นความจริงสำหรับมนุษย์ในไม่ช้า แต่คงไม่ใช้เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับการเดินทางแบบใหม่เหมือนในภาพยนตร์ หน่วยงานของกองทัพสหรัฐอเมริกาคือ US Army Soldier Biological Chemical Command (SBCCOM ) ร่วมกับบริษัท Nexia Biotechnologies Inc. ได้พัฒนาเทคนิกในการผลิตและปั่นเส้นใยแมงมุมสังเคราะห์ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก โดยสามารถผลิตให้มีสมบัติเทียบเคียงกับใยแมงมุมในธรรมชาติ เส้นใยดังกล่าวมีชื่อทางการค้าว่า BioSteel ? (ใยแมงมุมสังเคราะห์นี้ ผลิตขึ้นโดยการผลิตโปรตีนซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของใยแมงมุมด้วยเทคนิกการเพาะเลี้ยงเซลล์ (cell culture) ของยีนที่ได้จากแมงมุมจากโปรตีนโมโนเมอร์ที่ผลิตขึ้นได้จะถูกนำไปปั่นผ่านของผสมระหว่างน้ำและเมทานอลเพื่อให้เกิดการแข็งตัวเป็นเส้นใยขึ้น

ความคิดในการผลิตใยแมงมุมขึ้นใช้งานไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ แต่ปัญหาคือจะทำได้อย่างไรถ้าจะผลิตใยธรรมชาติเหมือนกับการผลิตใยไหม แมงมุมก็ไม่สามารถถูกเพาะเลี้ยงเป็นจำนวนมากได้เหมือนหนอนไหม เพราะนิสัยตามธรรมชาติของแมงมุมที่จะรักษาอาณาเขตในการอาศัย ถ้ามองถึงแม้จะมีการสังเคราะห์ ถึงแม้จะมีการศึกษาและสร้างโปรตีนของใยแมงมุมได้นานแล้วก็ตาม แต่ยังไม่สามารถผลิตในปริมาณมากได้ ด้วยเทคนิคที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในปัจจุบันนี้เอง จึงเป็นการเปิดโอกาสในการที่จะผลิตใยแมงมุมสังเคราะห์ในปริมาณมากเพื่อนำไปผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้

โดยปรกติแมงมุมจะผลิตใยขึ้นแตกต่างกันถึง 7 ประเภท ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การใช้งาน แต่ใยแมงมุมประเภท dragline เป็นเส้นใยประเภทที่ได้รับความสนใจในการสังเคราะห์ขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากเส้นใยประเภทนี้มีความแข็งแรงมากเป็นเส้นใยที่แมงมุมใช้ปล่อยตัวจากที่สูงและใช้เป็นใยวงนอกสุดและเส้นใยโครงที่แผ่จากจุดศูนย์กลางของใยแมงมุมในการดักแมลง อย่างไรก็ตามเส้นใยแมงมุมที่สังเคราะห์และผลิตขึ้นได้นี้มีความแข็งแรงที่ต่ำกว่าใยแมงมุมธรรมชาติ แต่มีความแกร่งและความเหนียวเทียบเท่ากันในอนาคตจะมีการพัฒนาให้ใยสังเคราะห์มีสมบัติที่ดีขึ้นและมีหลายประเภทเช่นเดียวกับใยในธรรมชาติเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกัน



ประโยชน์ของใยแมงมุมสังเคราะห์ในทางการแพทย์นั้น ใยเหล่านี้คาดว่าสามารถถูกนำมาใช้ผลิตวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เย็บหลอดเลือด แผ่นปิดแผล กาว ไหมละลาย หรือแม้แต่เส้นเอ็นเทียม ทั้งนี้ด้วยความเหนียวที่เป็นเยี่ยมของใยแมงมุม ทำให้การขาดเสียหายของอุปกรณ์เหล่านี้จากการใช้งานลดต่ำลง นอกจากนี้ยังสามารถที่จะลดขนาดของอุปกรณ์บางประเภทแต่ยังคงความแข็งแรงตามเดิม เช่น ไหมละลาย เป็นต้น นอกจากนี้อุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้งานระยะยาวไม่ว่าจะเป็นแบบถาวรหรือแบบสลายตัวได้ก็จะสามารถถูกผลิตจากใยแมงมุมสังเคราะห์ได้เช่นกัน นอกจากประโยชน์ทางการแพทย์แล้ว ใยแมงมุมสังเคราะห์ยังสามารถใช้งานทางอุตสาหกรรมที่ต้องการเส้นใยประสิทธิภาพสูง เช่น การทำเสื้อเกราะอ่อนกันกระสุน เชือกหรือเส้นเอ็น หรือเอ็นของเบ็ดตกปลา เป็นต้น

BioSteel จะเป็นวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับใยแมงมุมตามธรรมชาติ (แต่อาจจะไม่เป็นมิตรต่อแมลง) มันสามารถที่จะสลายตัวได้เองในภาวะที่มีน้ำ นอกจากนี้กระบวนการผลิตก็ยังไม่ต้องใช้ตัวทำละลายที่เป็นพิษอีกด้วย คงอีกไม่นานเกินรอ ที่เราจะได้ใช้ใยแมงมุมเหมือนมนุษย์แมงมุม แต่จะเอาไว้ปราบปรามเหล่าร้ายหรือไม่นั้นคุณเป็นคนเลือก



ที่มา/เอกสารอ้างอิง
1.Lazaris et al. (2002), Science, 295. Pp. 572-576.
2.Bijal P. Trivedi (2002), National Geographic Today, January 17.
3. http://www.denniskunkel.com/
4. http://www.nexiabiotech.com/
ดร.จินตมัย สุวรรณประทีป
เว็บไซต์เผยแพร่ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) http://www.mtec.or.th/
ข้อมูลจาก…วงการแพทย์ ฉบับวันที่ 1-10 มิถุนายน 2545

ข้อมูลเพิ่มเติม ใยแมงมุม เกราะใยแมงมุม  http://www.vcharkarn.com/vcafe/9886

โรคต้านสังคม..มีจริง?? ละเมิดสิทธิ์ ไม่รับผิดชอบ ก้าวร้าว ทำลายของ ไม่ยึดกฎ แพทย์ถือว่าเป็นโรคนี้ เกิดจากการเลี้ยงดูแต่เด็ก รักษาทางจิตเวช

โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม

(Antisocial Personality Disorder)
นพ. พนม เกตุมาน


โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคมนี้พบได้บ่อย เกิดขึ้นทั่วไปแม้แต่ในครอบครัวของเรา เกิดขึ้นกับเพื่อนบางคนของเรา ทำให้เราเดือดร้อน มักจะก่อเรื่องให้เกิดความสูญเสียแก่คนอื่น และเกิดความสูญเสียแก่ส่วนรวมอย่างมาก ความจริงแล้วโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาในวัยเด็ก และการเลี้ยงดูไม่เหมาะสมมาตั้งแต่เล็ก ซึ่งสามารถป้องกันได้ แต่ก็เป็นโรคที่ถูกมองข้าม ละเลย ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน เนื่องจากเมื่อเกิดขึ้นแล้วรักษายากมาก และไม่ค่อยได้ผล

อาการ
1. ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
2. ไม่มีความรู้สึกผิด
3. ไม่มีความรับผิดชอบ
4. ก้าวร้าว ทำร้ายคนอื่น รังแกสัตว์
5. ทำลายข้าวของสาธารณะ
6. ทำผิดกฎเกณฑ์ กติกาของหมู่คณะ หรือกฎหมาย


โรคนี้มักเป็นตั้งแต่เด็ก อาการจะมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจาก ซน อยู่ไม่นิ่ง พูดเก่ง คุยเก่ง ไม่ค่อยตั้งใจเรียน ชอบพูดคำหยาบ ใจร้อน ขี้โมโห เวลาโกรธจะยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ ทำให้มีเรื่องกันบ่อยๆ บางทีถึงชกต่อยกันที่โรงเรียน พฤติกรรมมักจะเลียนแบบพ่อ หรือคนในครอบครัวที่เกเร และพ่อแม่ไม่มีเวลาแก้ไขพฤติกรรมลูก ครอบครัวมักไม่อบอุ่น พ่อแม่มีปัญหาครอบครัว มีโรคทางจิตเวช หรือการใช้สารเสพติดในครอบครัว ความก้าวร้าวเกเรของจะมากขึ้นเรื่อยๆ ผลการเรียนแย่ลง เพราะไม่ค่อยเข้าเรียน ชอบโดดเรียนไปเล่นเที่ยว เพื่อนมักจะเป็นเด็กโตกว่า และนิสัยเกเรเช่นกัน ความก้าวร้าวในกลุ่มทำให้ไปมีเรื่องกับโรงเรียนอื่น

บุคลิกภาพแบบนี้ ไม่ใช่แบบต่อต้านสังคมแบบชอบทำอะไรต่อต้าน ประท้วง โวยวายไปหมดนะครับ แต่บุคลิกภาพแบบนี้จะละเมิดกฎเกณฑ์ กฎหมาย เพื่อความพึงพอใจของตนเอง เวลาต้องการอะไรจะต้องให้ได้ทันที ยั้งใจตัวเองไม่ได้ เวลาโกรธจะรุนแรง ตอนพวกเราเด็กๆเราคงเคยเจอปัญหาเพื่อนที่มีลักษณะแบบนี้ คนที่เกเรที่สุดในห้อง คนที่เราไม่ค่อยอยากเล่นด้วยเพราะเขาชอบแกล้งเพื่อนรังแกเพื่อน ทำผิดเสมอๆ ถูกดุถูกว่าบ่อยๆ โตขึ้นก็จะยังเป็นแบบนี้ ดูเผินๆอาจจะเหมือนคนปกติ เพราะเจ้าตัวจะปิดบังอาการและความไม่ดีได้บางช่วง ในสังคมเรามีคนที่บุคลิกภาพผิดปกติแบบนี้ไม่น้อย ที่เห็นชัดๆปรากฏเป็นข่าวอาชญากรรมขึ้นหน้าหนึ่งแทบทุกวัน ได้แก่พวกที่ จี้ ปล้น ฆ่า ข่มขืน แต่ที่เห็นไม่ค่อยชัดได้แก่พวกโกหก หลอกลวง โกง คอร์รับชั่น หาประโยชน์ใส่ตนหรือพรรค-พวก กลุ่มนี้จะฉลาด จับไม่ได้ไล่ไม่ทันก็มักจะหลุดรอดออกมาเป็นที่นับถือของคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะมีเงินมาก มีอำนาจสูง สามารถสร้างภาพให้คนหลงเชื่อได้ว่าเป็นคนดี กลุ่มหลังนี้อันตรายกว่ากลุ่มแรกมากเพราะพวกเราชาวบ้านไม่ค่อยรู้ชัดๆว่าเป็นใคร

การมีคนประเภทนี้ในสังคมทำให้เราเสียประโยชน์มากมาย นอกจากประเทศชาติจะถูกโกง คนบริสุทธิ์ถูกเบียดบังประโยชน์แล้ว ที่เห็นชัดๆก็คือ เวลาพวกนี้ทำผิด รัฐต้องใช้เงินจำนวนมากทีเดียวในการจัดการ ตั้งแต่การติดตามจับกุม สืบสวน สอบสวน ฟ้องศาล และดูแลในคุก นอกจากเสียเงินแล้ว เรายังเสียทรัพยากรอื่นๆ เช่น บุคลากร เวลา สถานที่ ฯลฯ ทำให้คนที่ควรจะทำอะไรเป็นประโยชน์ต่อสังคม ต้องมาเสียเวลากับคนกลุ่มนี้ไม่น้อย สำหรับประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนเหล่านี้โดยตรง ก็ต้องมาหาทางป้องกันปัญหาที่จะถูกละเมิดได้เมื่อใดก็ไม่รู้ตัว บ้านเราก็เลยต้องมีรั้วสูงๆ มีเหล็กดัดกันขโมย ทำให้เราต้องหมดเปลืองไปกับคนพวกนี้


การรักษา
การรักษาคนที่มีความผิดปกติแบบนี้ ทำได้ยากมากๆ เพราะการกระทำของเขาจะกลายเป็นนิสัยส่วนตัว เป็นบุคลิกภาพ ที่สำคัญคือเจ้าตัวมักจะไม่รู้ตัว ไม่เห็นปัญหาในการแก้ไข ไม่ร่วมมือในการรักษา การป้องกันจึงสำคัญและลงทุนน้อยกว่า

การป้องกัน
การจะป้องกันโรคนี้ ต้องตอบให้ได้ก่อน ทำไมคนถึงป่วยเป็นโรคนี้ คำถามนี้น่าสนใจมาก ถ้าเรารู้คำตอบ น่าจะป้องกันได้

ปัจจุบันเราค่อนข้างมั่นใจว่า โรคนี้เกิดจากการเรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิดของเด็ก การขาดการดูแลในช่วงขวบปีแรกซึ่งสำคัญมากในการสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ ความรู้สึกที่ดีต่อคนอื่น การมองโลกในแง่ดี การรู้สึกเห็นอกเห็นใจใคร จะเป็นสาเหตุใหญ่ข้อหนึ่ง ต่อมา การขาดการฝึกการควบคุมตนเอง ระเบียบวินัยในขวบปีที่สองและสาม จะทำให้เด็กขาดการควบคุมจิตใจตนเอง ทำให้เด็กเอาแต่ใจตนเอง ในวัยต่อๆมาเด็กจะเรียนรู้และเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อแม่ พี่น้อง คนในครอบครัวและใกล้ชิด ครอบครัวเป็นแบบใดเด็กก็มักจะเป็นแบบนั้น เมื่อเด็กเข้าโรงเรียน ก็จะเรียนรู้จากเพื่อน และครู นอกจากนี้สังคมภายนอกก็เป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กเช่นกัน การเรียนรู้เหล่านี้ ถ้าเป็นไปด้วยดี เด็กจะมีความมั่นคงในอารมณ์ รู้จักแยกแยะดีเลว และควบคุมตัวเองให้อยู่ในกติกาสังคมได้ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะช่วยกันป้องกันปัญหานี้



ที่มา :
คลินิคจิต-ประสาท 563 ถ.สามเสน แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กทม 10300 โทร. 0-2243-2142 0-2668-9435  ส่งเมล์ถึง panom@psyclin.co.th พร้อมด้วยข้อสงสัยหรือข้อคิดเห็น
รูปภาพประกอบทางอินเตอร์เน็ต
เพิ่มเติม เรื่อง : แบบประเมินความผิดปกติทางอารมณ์ http://www.dmh.go.th/stydepression/knowledge/view.asp?id=29

แข็งกว่าเพชร..แข็งไปทำไม?? "กราฟิน" หนา1อะตอม ใช้แทนซิลิกอน หรือ biochemical sensors ซึ่ง MIT คาดนำมาทำ CPU ได้ 1T HZ กลาโหมUSซุ่มพัฒนาอยู่

อะไรแข็งกว่าเพชร ?? แล้วจะทำมาทำอะไร??


เพชรได้รับการยกย่องว่าเป็นอัญมณีที่มีค่าควรเมืองมานานหลายพันปีแล้ว กษัตริย์ในสมัยโบราณนิยมประดับเครื่องทรงด้วยเพชร เพราะถือว่าเพชรเป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจ และวาสนา คนยุโรปสมัยกลางเชื่อว่าเพชรเป็นวัตถุมงคลที่สามารถขจัดปัดเป่าภัยอันตรายจากภูติผีปีศาจทั้งหลายทั้งปวงได้ พระนาง Mary แห่งสกอตแลนด์ ทรงสวมแหวนเพชร เพราะพระนางทรงเชื่อว่า เพชรจะช่วยให้พระนางปลอดภัยจากการถูกลอบปลงพระชนม์ (แต่แหวนเพชรวงนั้นก็มิได้ช่วยให้นางรอดพ้นจากการตัดสินประหารชีวิตโดยพระนาง Elizabeth ที่ 1 แห่งอังกฤษ) ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 ผู้คนเชื่อว่า เพชรมีเพศ คือเพศผู้กับเพศเมีย หากเรานำเพชรมาอยู่รวมกันจะมีลูกเพชรเกิดขึ้น และการได้เห็นเพชรก่อนออกเดินทาง จะนำโชคลาภมาให้ เป็นต้น


มาถึงสมัยปัจจุบัน เพชรเป็นสัญลักษณ์สากลที่ใช้ในพิธีหมั้น เป็นเครื่องหมายแสดงความจริงใจและความเสมอต้นเสมอปลายของผู้ให้

นักฟิสิกส์ในสหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในการสร้างรอยต่อ p-n ( หรือ p-n junction) จากวัสดุนาโนที่เรียกกันว่า กราฟีน (Graphene) ซึ่งเป็นแผ่นคาร์บอนที่มีความหนาเพียงแค่หนึ่งอะตอม ความหนาแน่นประจุบนอุปกรณ์นี้สามารถควบคุมได้โดยการให้ความต่างศักย์ผ่านทางขั้วไฟฟ้าซึ่งติดกับผิวของอุปกรณ์แผ่นบางๆนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้อาจจะช่วยให้นักฟิสิกสืสามารถนำเอา กราฟีน มาสร้างทรานซิสเตอร์ ที่มีประสิทธิภาพดีและขนาดเล็กกว่าทรานซิสเตอร์จากซิลิกอน (Silicon) ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน



กราฟีนเป็นวัสดุสองมิติที่มีโครงสร้างเป็นรูปตาข่ายรวงผึ้งของอะตอมคาร์บอน กราฟีนเป็นโครงสร้างพื้นฐานของวัสดุคาร์บอนที่มีรูปแบบโครงสร้าง (allotropic forms) ชนิดอื่น เช่น buckyballs, ท่อนาโนคาร์บอน (Carbon nanotube) และ กราไฟต์ซึ่งเป็นส่วนประกอบของใส่ดินสอ เป็นต้น กราฟีนค้นพบในปี 2004 โดยกลุ่มนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในประเทศอังกฤษ คุณสมบัติทางการนำไฟฟ้าของมันมีความน่าสนใจ เพราะไม่ได้มีอิเล็กตรอนเป็นอนุภาคพาหะ แต่เป็นกลุ่มของอนุภาคที่มีสปินครึ่ง และคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วใกล้แสง (1 ใน 300 เท่าของอัตราเร็วแสง) ซึ่งอาจจะนำมาช่วยในการศึกษาอันตรกริยาขั้นพื้นฐานของอนุภาคต่างๆได้ นอกจากนี้แล้วกราฟีนยังเป็นความหวังในการสร้างอุปกรณ์นาโนอิเล็กโทรนิก เช่น ทรานซิสเตอร์ และ เครื่องตรวจจับสารเคมีต่างๆอีกด้วย



ในการที่จะสร้างทรานซิสเตอร์ได้นั้น นักฟิสิกส์จะต้องนำกราฟีนมาสร้างรอยต่อ p-n หรือ p-n junction ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกต่างๆให้ได้เสียก่อน โดยการต่อขั้วไฟฟ้าบวก และขั้วไฟฟ้าลบ บนแผ่นของกราฟีน ขั้วไฟฟ้าบวกจะจะดึงประจุลบจากแผ่นกราฟีนที่อยู่ข้างล่างมันทำให้เกิดเป็นบริเวณที่มีประจุลบมาก (เทียบได้กับ สารกึ่งตัวนำที่เป็น n-type) ในขณะที่ขั้วไฟฟ้าลบก็จะผลักประจุลบออกไปจากบริเวณนั้นทำให้เกิดบริเวณที่มีประจุบวก (เทียบได้กับสารกึ่งตัวนำที่เป็น p-type) หรือในอีกแง่หนึ่งบริเวณระหว่างขั้วไฟฟ้าทั้งสองก็จะมีคุณสมบัติเหมือนกับ รอยต่อ p-n ในตัวไดโอดนั่นเอง

อย่างไรก็ตามการจะติดขั้วไฟฟ้าลงบนแผ่นกราฟีนที่มีความบางเพียง 1 อะตอมทำได้อยากมาก เพราะแผ่นกราฟีนอาจจะเกิดการฉีกขาดและเสียหายได้ นักฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด นำโดย ดร. ชาลส์ มาคุส (Charles Marcus) ค้นพบเทคนิคที่จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ โดยเทคนิคดังกล่าวเรียกว่า Atomic layer deposition (หรือ ALD) ซึ่ง ดร. คุส กล่าวว่าเขาได้ขอยืมเทคนิคนี้มาจากนักเคมี ที่สังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอน ซึ่งเป็นการเอาแผ่นกราฟีนมาม้วนเป็นท่อนั่นเอง


อย่างไรก็ตามแม้ว่านักฟิสิกส์จะประสบความสำเร็จในการสร้างรอยต่อ p-n จากกราฟีนได้แล้ว แต่รอยต่อนี้มีคุณสมบัติที่ต่างกันกับรอยต่อ p-n ที่ได้จากสารกึ่งตัวนำ ที่สำคัญคือไม่มีช่องว่างของพลังงานที่เรียกกันว่า Energy gap ทำให้มันไม่สามารถนำมาใช้ในทรานซิสเตอร์ได้ นักฟิสิกส์จึงจะต้องสร้างช่องว่างพลังงานให้กับแผ่นกราฟีน ซึ่งทีมของ ดร. มาคุส กำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะใช้เทคนิค ALD มาสร้างทรานซิสเตอร์จากกราฟีนต่อไป




MIT เคยจัดอันดับให้กราฟีน (Graphene) เป็นหนึ่งในสิบเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ล่าสุดนี้ นักวิจัยจาก MIT ใช้กราฟีนพัฒนาไมโครชิปที่มีความเร็วสัญญาณนาฬิการะดับ 1 เทราเฮิรตซ์ (THz) หรือ 1,000 กิกะเฮิรตซ์สำเร็จแล้ว ซึ่งชิปแบบกราฟีนตัวนี้จะสามารถเพิ่มความเร็วในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ รวมถึงเพิ่มความเร็วในการขนส่งข้อมูลของโทรศัพท์มือถือได้


ชิปแบบกราฟีนของ MIT เป็นตัวคูณความถี่ที่เร่งความเร็วขึ้นสองเท่าด้วยการใช้ทรานซิสเตอร์เพียงตัวเดียว ทำให้ชิปตัวนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าที่น้อยกว่าชิปแบบซิลิกอนทั่วๆไปแต่ให้ความเร็วที่สูงกว่ามากๆ และหากติดตั้งตัวคูณความถี่ของชิปตัวนี้หลายๆตัวแบบอนุกรมแล้ว ก็จะทำให้เราได้ความเร็วเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว โดยในทางปฏิบัติจริง ชิปแบบกราฟีนตัวนี้จะให้ความเร็วในช่วงตั้งแต่ 500 กิกะเฮิรตซ์ ถึง 1,000 กิกะเฮิรตซ์

หากย้อนไปที่ข่าวปี 2006 ทีมวิจัยจากไอบีเอ็มและจอร์เจียเทคเองก็เคยประสบความสำเร็จในการสร้างชิปแบบซิลิกอนที่เพิ่ม germanium ทำให้ได้ความเร็ว 500 กิกะเฮิรตซ์ที่อุณหภูมิ 8 องศาเหนือศูนย์สมบูรณ์ (อ้างอิงจากข่าวเก่า) อย่างไรก็ตาม ทางทีมวิจัยเองเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสามารถพัฒนาชิปตัวนี้ให้ได้ความเร็ว 1 เทราเฮิรตซ์ที่อุณหภูมิห้อง



สรุปได้ว่า
กราฟีน (graphene) ซึ่งเป็นคาร์บอนแผ่นบางๆที่มีความหนาเพียงหนึ่งอตอม อาจเข้ามาแทนที่ซิลิกอนที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ โดยเราอาจเห็นกราฟีนถูกนำไปใช้ในชิพคอมพิวเตอร์ความเร็วสูงหรือเซ็นเซอร์ แบบชีวะเคมี (biochemical sensors)



ที่มา/ต้นฉบับ - SoftSailer http://www.softsailor.com/news/1029-mit-researchers-develop-graphene-based-microchip-that-can-operate-at-1000ghz.html
และ MIT http://web.mit.edu/newsoffice/2009/graphene-palacios-0319.html

ที่มาเพิ่มเติม
- ฟิสิกส์เว็บ http://physicsweb.org/articles/news/11/6/19/1
- Preprint ของบทความวิชาการต้นฉบับหาได้จาก http://arxiv.org/abs/0704.3487
- วิชาการดอทคอม

แหล่งค้นคว้าเพิ่มเติม
- http://en.wikipedia.org/wiki/Graphene
- Physics World November 2006 http://physicsweb.org/articles/world/19/11/7/1

บทนำบทความ ที่มา : ดร.สุทัศน์ ยกส้าน

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต