"ความรู้ ไม่ใช่ปัญญา" (Knowledge is not wisdom.) --ไอน์สไตน์--

ความรู้เป็นเรื่องของความความคิดตาม ประสบการณ์ การทดลอง หรือองค์แห่งสาระ มากมายตำรา มาให้อ่านและเพิ่มพูน แต่ปัญญาเป็นเรื่องทางจิตใจ ความเข้าใจ ประกอบโดยสติและรู้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรู้เท่าทันตนเอง ตรงนี้เอง "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ไม่ได้เกิดจากความรู้เยอะ แต่น่าจะเกิดจากมีปัญญาไม่พอ ที่จะประคองชีวิตให้พ้นผ่านอุปสรรค (ขยายความจาก "ความรู้ ไม่ไช่ปัญญา - Khowledge is not wisdom" คำจาก ไอน์สไตน์)



แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(คำคม) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(คำคม) แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

นักดนตรี อายุ31 หูหนวก2ข้าง บอก"ไม่ให้เคราะห์ร้ายมาฉุดให้ตกต่ำ"ทุ่มเททำเพลง คอนเสิร์ตปี1824เสียงปรบมือลั่นฮอลล์พร้อมน้ำตาเขา"บีโธเฟ่น" #FM99



ประวัติบีโธเฟ่น





บีโธเฟ่นเป็นอัจฉริยะทางด้านการประพันธ์ดนตรีแนวคลาสสิก ที่มีผลงานทางดนตรีมีเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่และมีสีสันไม่น้อยไปกว่างานของโมสาร์ทเลย เขาถือกำเนิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 1770 ในครอบครัวที่ยากจน ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ตำบลไรน์ กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมนี พ่อของเขาชื่อ โจฮันน์ ฟาน บีโธเฟน มีอาชีพเป็นนักร้องเสียงเทนเนอร์ประจำวงดนตรีของเจ้าเมือง แม่ชื่อ มาเรีย มักดาเลนา เป็นผู้หญิงที่เรียบร้อย อ่อนหวาน ใจดี มีความรักและเอาใจใส่ต่อลูกๆ ทุกคน บีโธเฟนเป็นลูกคนที่ 2 ในจำนวนทั้งหมด 7 คน ความยากจนของครอบครัวทำให้ชีวิตในวัยเด็กของเขาเป็นไปอย่างยากลำบาก ประกอบกับพ่อเป็นคนที่มีอารมณ์ร้าย เป็นคนขี้เหล้าเมาหยำเปใช้จ่ายเงินในการซื้อเหล้าหมด ไม่เอาใจใส่ดูแลต่อความทุกข์สุขของครอบครัวเท่าท่าควร บีโธเฟนเป็นเด็กที่มีสารรูปขี้ริ้วขี้เหร่ เงียบขรึม และขี้อาย พ่อเริ่มสอนให้เล่นไวโอลินและเปียโนก่อนที่เขาจะมีอายุ 4 ขวบ แต่เขาเล่นได้ไม่ดีดังที่พ่อหวัง จึงทำให้พ่อโมโหและทำโทษเขาด้วยวิธีเอาไม้เคาะที่ตาตุ่มบ่อยๆ ปีที่บีโธเฟนเกิด "วูล์ฟกัง อมาดิอุส โมสาร์ท" นักดนตรีเอกของโลกมีชื่อเสียงกระฉ่อนทั่วยุโรปในฐานะนักดนตรีอัจฉริยะ โจฮันน์ ฟาน บีโธเฟน มีความใฝ่ฝันทะเยอทะยานที่จะให้ลูกชายของเขามีความสามารถและมีชื่อเสียงทางดนตรีโด่งดังเหมือนกับโมสาร์ท พ่อของเขาพยายามเคี่ยวเข็ญลูกชายฝึกฝนเล่นดนตรีอย่างเข้มงวดกวดขันที่สุด จับเขาหัดไวโอลินตั้งแต่ 5 ขวบ เคี่ยวเข็ญให้ท่องจำ และให้ถือไวโอลินตลอดเวลา แต่กระนั้นก็ดี อัจฉริยภาพทางดนตรีของบีโธเฟนก็ยังไม่ปรากฏออกมา นอกจากจะฝึกซ้อมไวโอลินและเปียโนแล้ว พ่อยังบังคับให้เขาเรียนออร์แกนและคลาเวียร์กับเพื่อนคู่หูของพ่อ การเรียนก็เป็นไปอย่างทุลักทุเล เรียนไม่เป็นเวล่ำเวลา เพราะเมื่อพ่อและเพื่อนของกลับมาจากร้องเพลงก็จะมาปลุกให้เขาลุกขึ้นมาท่องโน้ตและเล่นคลาเวียร์ให้ฟัง แม้ว่าเขาจะง่วงแสนง่วงจนลืมตาแทบไม่ขึ้น พ่อก็จะฉุดกระชากลากมาให้เล่นให้ฟังจนได้
ความพยายามอยู่ทีไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น ในที่สุดการเขี่ยวเข็ญของพ่อก็เป็นผลสำเร็จ บีโธเฟนเริ่มมีความสนใจและชื่นชอบการเล่นดนตรี อัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของเขาเริ่มค่อย ๆ ฉายแววออกมา เขาเต็มใจในการเล่นดนตรีและเริ่มฝึกฝนไวโอลินและออร์แกนอย่างจริงจัง จนมีความชำนาญพอที่จะออกโรงได้




เมื่อเขามีอายุ 8 ขวบได้แสดงคอนเสิร์ตต่อหน้าประชาชนเป็นครั้งแรก ปรากฏว่าได้รับการปรบมือจากผู้ฟังอย่างเกรียวกราวและชื่นชม ทำให้พ่อของเขามีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเขามีอายุได้ 11 ขวบ บิดาก็ให้เขาไปเป็นพนักงานเปียโนชั้นรอง ต่อมาอีก 2 ? 3 เดือน ก็ได้เป็นผู้เคาะจังหวะดนตรีวงอุปรากร ประจำโรงละครอีเลกเตอร์ เขามีแววที่จะเป็นนักดนตรีที่ดีได้ ตลอดระยะเวลาที่เขาคลุกคลีอยู่ในงานชิ้นนี้ เขาก็มีความก้าวหน้าในทางที่ดีอยู่เสมอ จากความสามารถของเขานี่เอง พ่อจึงได้ส่งเขาเข้าโรงเรียนและให้ไปเรียนดนตรีอย่างจริงจังกับครูดนตรีที่มีชื่อเสียง เขาได้เอาใจใส่ฝึกฝนในการดนตรีอย่างจริงจัง เรียนอยู่ได้ 2 ? 3 ปี ก็สามารถเล่นเพลงยากๆ ของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงได้หลายเพลง เช่น Prelude และ Fugue ของบาคได้ทั้ง 48 เพลง ซึ่งนับว่าเก่งมากสำหรับเด็กอายุเพียง 11 ขวบ


จะว่าไปแล้วช่วงชีวิตในวัยเด็กของบีโธเฟนนั้นถูกเลี้ยงดูจากคุณปู่ที่เป็นนักดนตรี สิ่งนี้เองที่ทำให้บีโธเฟนมีความสนใจทางด้านดนตรีตั้งแต่เด็ก แต่ก็น่าเสียดายที่ปู่ของเขาเสียชีวิตลงในตอนที่บีโธเฟนมีอายุได้เพียง 10 ขวบเท่านั้นเอง หลังจากนั้นในปี ค.ศ.1786 บีโธเฟนเดินทางไปเวียนนาไปเรียนดนตรีกับโมสาร์ทนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น ภายหลังจากที่โมสาร์ทได้ยินเสียงดนตรีที่บีโธเฟนบรรเลงออกมานั้น เขาถึงกับกล่าวออกมาว่า ?จงคอยดูเด็กน้อยคนนี้ให้ดี สักวันหนึ่งเพลงของเขาจะดังก้องไปทั่วโลก? บีโธเฟนฝึกดนตรีอย่างหนักทุกวันและเริ่มแต่งเพลง และไม่นานนักหลังจากที่เขามาถึงเวียนนา แม่ของเขาก็เสียชีวิตลงด้วยโรควัณโรค ในขณะที่แม่ตายนั้นเขามีอายุเพียง 17 ปี เขาต้องรับภาระดูแลครอบครัวแทนแม่ เขาต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาช่วยเหลือเจือจุนครอบครัวด้วยการสมัครเข้าเล่นดนตรีในสำนักของเจ้าเมืองบ้าง รับสอนเด็กๆ ที่ชอบทางดนตรี เมื่อเขาอายุ 22 ปี เขาได้ย้ายไปอยู่ที่เวียนนา และเข้าเรียนดนตรีกับไฮเดิน ในตอนแรกเขามีความนิยมชมชอบในตัวครูมาก แต่ไม่นานนักก็เกิดมีความคิดเห็นขัดแย้งกับครูของเขา  ไฮเดินรู้สึกไม่พอใจกับลูกศิษย์คนนี้นัก เพราะเป็นคนแข็งกระด้าง ท่าทางเงอะงะ ตลอดจนมีความคิดเห็นนอกแบบนอกแผนเชื่อมั่นในตนเองเกินไป ไม่เอาใจใส่ในคำสอนของครูในเรื่องกฎความกลมกลืนของเสียง ทางฝ่ายบีโธเฟนก็เห็นว่าไฮเดินจู้จี้และแก่ทฤษฎีเกินไป ชอบดำเนินตามรอยแบบแผนเก่าๆ และที่สำคัญคือไฮเดินไม่ชอบเพลงทริโอของเขา จึงเกิดขัดใจกัน ในที่สุดเขาจึงออกไปเรียนกับคนอื่น 


ณ นครเวียนนาบีโธเฟนก็ได้ตระเวนเล่นดนตรีไปในที่ต่างๆ จนชื่อเสียงทางเปียโนของเขาเป็นที่รู้จักกันดีทั่วเวียนนา ได้รับความนิยมมากการเล่นของเขาเต็มไปด้วยลีลาและความรู้สึกที่ระบายออกมาอย่างรุนแรงและงดงาม เขามีลูกศิษย์ตลอดจนชนชั้นสูงมาเรียนกับเขามากขึ้น พวกชนชั้นสูงของเวียนนาไม่น้อยที่นิยมเพลงและซื้อบทเพลงของเขาไปเล่นตามวัง จากความสามารถทางดนตรีของเขา ทำให้เจ้าชายและเจ้าหญิงลิคนอฟสกี้ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งในหมู่ชนชั้นสูงนิยมในตัวเขา ได้เชื้อเชิญให้เขาไปพำนักอยู่ในวังและรับเป็นผู้อุปถัมภ์ในทางการเงินและอื่นๆ แก่เขา ขณะที่เขาพักอยู่ในวังเขามีความสะดวกสบายและมีความสุขพอควร ถึงแม้ว่าหน้าตาของเขาจะขี้ริ้วขี้เหร่ มีกิริยาท่าทางซุ่มซ่ามเป็นบ้านนอก แต่งกายปอนๆ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และผิดนัดบ่อยๆ มีอิสระเต็มที่ อยากเล่นอะไร ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นโดยไม่ต้องเกรงใจใคร บางครั้งก็แสดงกิริยาหยาบคาย หุนหันเอาแต่ใจตัว ขณะที่เขากำลังเล่นเปียโนให้ฟัง ถ้ามีใครพูดคุยและหัวเราะคิกคัก เขาจะโกรธมากและเลิกเล่น แล้วเดินหนีไปเฉยๆ แต่ก็ไม่มีใครดูหมิ่นดูแคลนหรือแสดงอากัปกิริยารังเกียจเขา ทุกคนพากันมองข้ามสิ่งเหล่านี้โดยไม่เอาใจใส่ เพราะนิยมในความเป็นอัจฉริยะทางดนตรีของเขา


ตั้งแต่ ค.ศ. 1800 เป็นต้นมา บีโธเฟนก็เปลี่ยนไปเอาดีและก้าวหน้าในทางแต่งเพลง เริ่มต้นด้วยเพลง Kreutzer Sonata สำหรับไวโอลิน The Moonlight และ Pathetic Sonata และเพลงคอนเชอร์โตอีก 3 เพลงสำหรับเปียโน นับเป็น 6 เพลงแรกที่ใช้เล่นกับเครื่องดนตรีสำหรับเล่น 4 คน และเริ่มแต่งเพลงซิมโฟนี จากการแต่งซิมโฟนีอันดับ 1 และ 2 ทำให้เขาได้พบแนวใหม่สำหรับที่จะแต่งเพลงอันดับต่อๆ ไป โดยเห็นช่องทางที่จะใส่อารมณ์และความรู้สึกลงไปได้อย่างเต็มที่ เพลงที่บีโธเฟนแต่งเป็นเพลงที่แสดงออกมาอย่างเสรี แหวกแนว ในระยะแรกที่เพลงของเขาออกสู่ประชาชน ทำให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา เช่นว่า ?นักดนตรีที่นอกแบบแผนเป็นอันตรายต่อศิลปะทางดนตรี? แต่เขาก็ไม่แยแสว่าใครจะว่าอย่างไร และในตอนที่เขามีอายุได้ 31 ปี หูของเขาก็เริ่มมีอาการผิดปกติ ริ่มมีอาการปวดและอื้อจนขึ้น เจ็บปวดรวดร้าวทำให้เกิดความทนทุกข์ทรมานใจเขาเป็นอย่างยิ่ง หมอได้แนะนำให้เขาไปพักผ่อนตามหมู่บ้านแถบชานเมือง และในที่สุดเขาก็ไม่สามารถได้ยินเสียงใดๆอีกเลย




ในตอนแรกเขาท้อใจและสิ้นหวังจนเกือบจะฆ่าตัวตายไปแล้ว แต่ท้ายที่สุดเขาก็คิดได้และหันมาสู้อีกครั้ง แม้ว่าการสูญเสียประสาททางการได้ยินนั้น จะเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดสำหรับชีวิตนักดนตรี เขาได้ตั้งปณิธานว่า ?ฉันจะไม่ยอมสยบให้แก่ความเคราะห์ร้ายเป็นอันขาด และความพิการจะดึงตัวฉันให้ตกต่ำไม่ได้? จากแรงบันดาลใจอันนี้เอง ทำให้เขาตัดสินใจกลับจากเมืองไฮลิเกนสตัดท์สู่เวียนนาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าหูของเขานั้นจะฟังเสียงดนตรีไม่ได้ แต่เขาก็สามารถฟังได้ด้วยญาณของนักดนตรีและทุกอย่างที่เขาต้องประสบอยู่ก็ถูกถ่ายทอดเป็นเสียงดนตรี ช่วงภาวะรันทดใจหลังจากเขากลับมาสู่เวียนนา แล้วก็หันมาจับงานแต่งซิมโฟนีอีก ซึ่งเป็นซิมโฟนี อันดับที่ 3 ที่มีชื่อว่า ?เอรอยกา? (The Eroica Symphony) เป็นเพลงที่แสดงถึงความรู้สึกบูชาในวีรบุรุษ เพลงนี้นับเป็นเพลงที่เปิดศักราชใหม่แห่งโลกดนตรีถือเป็นสัญลักษณ์ของเพลงแบบโรแมนติกที่ได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก โดยได้ละทิ้งเพลงแบบคลาสสิกและแนวของโมสาร์ทและไฮเดินเสียสิ้นเชิง เพลงของบีโธเฟนได้ใส่อารมณ์และความรู้สึกอย่างรุนแรงลงไปด้วย จึงนับว่าบีโธเฟนเป็นผู้สร้างแนวใหม่ขึ้นและเป็นรากฐานของเพลงซิมโฟนีในกาลต่อมา



บีโธเฟนได้แต่งอุปรากร (Opera) ขึ้นเรื่องหนึ่งใน ค.ศ. 1805 ชื่อ Fidelio ขณะที่พักอยู่ในเวียนนาซึ่งเป็นอุปรากรเรื่องเดียวในชีวิตของเขา ใน ค.ศ. 1806 เขาเริ่มจับปากกาแต่งซิมโฟนีอีก นับเป็นเพลงซิมโฟนีอันดับที่ 4 แต่งขณะที่เขาตกอยู่ในอารมณ์ของความรัก กับน้องสาวของเพื่อน เธอชื่อ เทเรเซ ฟอน บรุนสวิค (Therese Von Brunsvik) ทั้งสองมีความรักต่อกันมาก แต่ประเพณีขวางกั้น เพราะฝ่ายหญิงเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์คนหนึ่งของฮังการีจะแต่งงานกับคนธรรมดาไม่ได้ เพราะจะเป็นที่ดูหมิ่นดูแคลนของคนทั้งหลาย ในระยะนี้บีโธเฟนก็ใช้เวลาแต่งเพลง Rusumoffsky Quartets (Op. 59) ไปด้วย เพลงซิมโฟนีอันดับ 4 สำเร็จลงในปี ค.ศ. 1807 และได้นำออกแสดงครั้งแรกที่วัง Lobkowitz จากนั้นก็เริ่มแต่งเพลงซิมโฟนีอันดับ 5 พร้อมกันนั้นก็ได้แต่งเพลง Overture Coriolan ในค.ศ. 1808 ซิมโฟนีอันดับที่ 5 ก็เสร็จสมบูรณ์ และได้แต่งซิมโฟนีที่มีชื่อว่า Pastoral Symphony ซึ่งนับเป็นอันดับ 6 ซิมโฟนี้อันนี้แต่งขึ้นจากความรู้สึกที่มีความรักในธรรมชาติ จากความทรงจำที่ได้พบเห็นมาจากการท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ เมื่อเขาเสนองานชิ้นนี้ต่อประชาชน ก็ปรากฏว่าได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม ใน ค.ศ. 1812 บีโธเฟนได้แต่งซิมโฟนีอันดับ 7 และเสร็จสมบูรณ์ในปีเดียวกัน ซึ่งเป็นปีที่ยุโรปกำลังตกอยู่ในภาวะสงคราม นโปเลียนกรีฑาทัพเข้ายึดกรุงเวียนนา บีโธเฟนเดินทางไปที่ Baden, Teplitz, Karlsbad, และ Franzensbrunn ไปพบกับเกอเธ่ (Goethe) สหายต่างวัย หลังจากนั้นเขาเริ่มแต่งซิมโฟนีอันดับ 8 ขณะที่เขาเดินทางไปเมือง Teplitz และไปเสร็จสิ้นลงที่เมือง Linz ในปี ค.ศ. 1812 ต่อมาในปี ค.ศ. 1813 ได้แต่งเพลง Cantata Der Glorrerche Augenblick และในปีนี้เขาก็ได้นำเอาซิมโฟนีอันดับ 7 ออกแสดงเป็นครั้งแรกแสดง ณ มหาวิทยาลัยแห่งเวียนนา เพื่อเก็บเงินช่วยเหลือทหารออสเตรียนและบาวาเรียนที่ได้รับบาดเจ็บจากการสงคราม ในปี ค.ศ. 1814 ก็นำซิมโฟนีอันดับ 8 ออกแสดงเป็นครั้งแรก
เดือนมกราคม ค.ศ. 1815 แสดงคอนเสิร์ต ณ กรุงเวียนนา ต่อมาอีกไม่นานนัก น้องชายที่ชื่อคาร์ลก็ถึงแก่กรรม คาร์ลได้ฝากฝังลูกชายให้บีโธเฟนดูแลร่วมกับภรรยาหม้ายของเขา แต่บีโธ
เฟนต้องการจะคุ้มครองดูแลแต่ผู้เดียว ทางฝ่ายแม่ของเด็กก็ไม่ยินยอม จึงหาวิธีต่างๆ ถึงกับเกิดฟ้องร้องกันในโรงศาล ในที่สุดบีโธเฟนก็เป็นฝ่ายชนะความ ได้หลานชายมาอยู่ในความคุ้มครอง เมื่อได้หลานชายมาแล้วแทนที่เขาจะให้ความอบอุ่นและความสุขแก่เด็ก เขากลับทำทารุณกรรมต่างๆ ต่อหลานชาย เมื่ออยู่ด้วยกันได้นาน 4 ปี หลานชายก็ทนบีบคั้นไม่ไหวจึงหนีไปอยู่กับแม่ แต่บีโธเฟนก็ติดตามเอากลับมาอีกจนได้ สะท้อนให้เห็นความรุนแรงเก็บกดลึก ๆ ในนิสัยของเขา




บีโธเฟนเริ่มแต่งซิมโฟนีอันดับ 9 ในปี ค.ศ. 1817 ซึ่งนับว่าเป็นงานชิ้นเยี่ยมและยิ่งใหญ่ของเขา (Mammoth Ninth Symphony) เขาใช้เวลาเขียนถึง 6 ปี คือมาเสร็จเอาเมื่อ ค.ศ. 1823 และในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1824 บีโธเฟนก็ได้นำเพลงซิมโฟนีอันดับ 9 อันยิ่งใหญ่ของเขาออกแสดงเป็นครั้งแรก หนังสือพิมพ์ในกรุงเวียนนาลงข่าวการแสดงครั้งนี้อย่างครึกโครม บีโธเฟนกำกับเพลงด้วยตนเอง ในท่ามกลางวงดนตรีอันมหึมา ซึ่งประกอบด้วยนักดนตรีและเครื่องดนตรีนับร้อย ทั้งนักร้องเดี่ยวและนักร้องหมู่อีกหลายสิบคน มีผู้เข้าฟังการแสดงครั้งนี้อย่างล้นหลาม เมื่อการเล่นกระบวนที่หนึ่งได้เริ่มขึ้น เสียงเพลงจากชีวิตของเขาก็กระหึ่มไปทั่วบริเวณ พาผู้ฟังให้เคลิบเคลิ้มเหมือนถูกมนต์สะกด เมื่อกระบวนที่ 1 ได้จบลง เสียงปรบมือและโห่ร้องแสดงความชื่นชมจากผู้ฟังก็ดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว แต่บีโธเฟนผู้เดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้นเลย ยังคงนิ่งเฉยอยู่ กระบวนที่ 2 ก็ได้เริ่มขึ้น ผู้ฟังเงียบกริบเช่นเคย จากนั้นก็เป็นกระบวนที่ 3 ? 4 และต่อไปอีกจนกระทั่งจบเพลง ผู้ฟังยังเงียบอยู่ชั่วครู่ จากนั้นเสียงตะโกนโห่ร้องและเสียงปรบมือแสดงความชื่นชมยินดีต่อความสำเร็จอย่างงดงามครั้งนี้ ก็ดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหวอยู่เป็นเวลานาน แต่บีโธเฟนผู้กำกับเพลง ยังคงยืนหันหลังให้แก่ผู้ฟังเฉยอยู่ สายตาจับจ้องอยู่ที่แผ่นโน้ตเพลงหน้าสุดท้าย นักร้องหญิงคนหนึ่งสังเกตเห็นเช่นนั้นจึงสะกิดเขาเบาๆ ให้หันหน้ามาทางประชาชนคนฟัง จึงทำให้เขาเห็นมือและใบหน้าที่แสดงความชื่นชมยินดีต่องานชิ้นนี้ของเขา เขารู้สึกตื้นตันใจมากจนน้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง เขาโค้งศีรษะรับด้วยความปลื้มใจที่สุด นี่คือการปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งสุดท้าย


ในชีวิตอันแสนจะระทมขมขื่นของนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่นี้ เขาดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นโสดตลอดชีวิต ความจริงเขาเคยมีความรักหลายครั้ง แต่ละครั้งที่เขารักผู้หญิงคนใดเขาก็อุทิศผลงานที่เขาแต่งขึ้นในระยะนั้นๆ ให้ทุกคน เขาเคยมีความรักฝังใจอย่างมากอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งจากหลักฐานที่เป็นจดหมายรักที่ค้นพบในระหว่างกองกระดาษบนโต๊ะในห้องของเขาหลังจากที่เขาได้สิ้นชีวิตไปแล้ว ส่วนชีวิตในด้านครอบครัว เขามักกล่าวอยู่เสมอว่า ?เป็นครอบครัวที่เปรียบเสมือนแพแตก? ทุกคนพี่ๆ น้องๆ ต่างพยายามเอาตัวรอด บีโธเฟนมีชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ มาอย่างนี้ตลอดชีวิต เขาเกิดในยุคของเกอเธ่ และวิลเลอร์ ซึ่งเป็นนักปราชญ์และนักกวีผู้ยิ่งใหญ่ และบีโธเฟนกับเกอเธ่ ก็เป็นเพื่อนสนิทสนิมกันมาก ถึงแม้ว่าเกอเธ่จะแก่กว่าเขาถึง 21 ปีก็ตาม บีโธเฟนให้ความนับถือแก่เพื่อนคนนี้อย่างมาก เกอเธ่คนเดียวเท่านั้นที่สามารถจะหยุดยั้งอารมณ์ร้ายของเขาได้





หลังจากที่แสดงซิมโฟนีอันดับที่ 9 ผ่านไปราวๆ 2 ปี คือในปี ค.ศ. 1826 สุขภาพของเขายิ่งทรุดโทรมลงเรื่อยๆ หลานชายที่มาอยู่ด้วยก็จะทำอัตนิวิบาตรกรรม แต่มีคนเห็นเสียก่อน จึงถูกนำขึ้นศาลฐานพยายามฆ่าตัวตาย หลานชายได้สารภาพว่า เขาถูกลุงบีบบังคับมาก ไม่มีทางอื่นที่จะหนีความทรมานนี้ได้นอกจากฆ่าตัวตาย บีโธเฟนจึงส่งหลานชายไปอยู่กับโจฮันน์ น้องชายอีกคนหนึ่งของเขา ขณะที่นำหลานชายไปส่งให้น้องชาย วันนั้นอากาศหนาวจัด บีโธเฟนนั่งรถฝ่าความหนาวกลับสู่เวียนนา ทำให้เขาเป็นหวัดอย่างแรงและกลายเป็นโรคปอดบวม พอหายจากโรคปอดบวมก็เป็นโรคดีซ่านและโรคท้องมานติดตามมา เขาต้องนอนซมซานเพราะโรคนี้อยู่หลายเดือน หมอได้ทำการรักษาจนสุดความสามารถ เขานอนซมอยู่บนเตียงหลายเดือน พยายามแต่งซิมโฟนี่หมายเลข 10 แต่ไม่ลุล่วง ต่อมาในบ่ายวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1827 เขาได้สิ้นใจลงในช่วงอากาศปั่นป่วนรุนแรงขณะที่เขามีอายุได้เพียง 57 ปี

เรื่องและภาพ จากอินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ปิระมิดสร้างจากอะไร?? ไม่ไช่หิน ไม่ไช่มนุษย์ต่างดาว ไม่ได้สร้างจากแรงงานทาส เพราะสร้างจาก "ศรัทธา" ประเทศไทยสร้างจากศรัทธาเช่นกัน ถึงนาทีนี้

"ปิระมิดสร้างจากอะไร"ท่านอาจารย์สาโรจน์ถามนักศึกษา
ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อประมาณห้าปีที่แล้ว




นักศึกษาคนหนึ่งก็ตอบไปทันทีว่า "สร้างจากหินครับ"
เห็นท่าน อมยิ้มไปพร้อมเอียงคอนิดๆหัวเราะในลำคอ หึ หึ
ทุกคนเลยรู้ว่าคำตอบนี้คงจะไม่ถูกตรงใจ ตรงประเด็นที่อยากจะถาม
เลยพยายามช่วยกันตอบใหญ่ "แรงงานทาสครับ" "สร้างจากคนครับ"
"เทคโนโลยีครับ" "มนุษย์ต่างดาว"
จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครตอบถูก ..ก็เลยมาถึงตอนเฉลย


ท่านอาจารย์ตอบว่า "สร้างจากศรัทธา" ทุกคนถึงกับอึ้ง คิดตามกัน วูบหนึ่ง
ไม่มีใครสามารถเถียงได้ว่ามันไม่ใช่
คำตอบที่ถูกต้อง (อย่างน้อยก็ในตอนนั้น จนถึงตอนนี้)


ท่านอาจารย์ได้กรุณาสอนพวกเราว่า
"เทคโนโลยีไม่ใช่ปัจจัยสำคัญสำหรับความสำเร็จ ศรัทธาต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญ "
ดูอย่างสมัยก่อนที่เขาสร้างสิ่ง มหัศจรรย์ของโลกทั้งหลายก็ไม่ได้มีเทคโนโลยีล้ำสมัยอะไร
จะใช้เวลากี่วันกี่เดือนกี่ปีนานกี่ชั่วอายุคน
ถ้าหากมีศรัทธาที่แรงกล้าก็ย่อมสามารถสร้างให้สำเร็จได้ในที่สุด



คุณเคยมีอะไรที่เคยคิดว่าไม่มีทางที่จะทำได้
หรือไม่มีทางที่คุณจะทำสำเร็จได้จริงด้วยตัวคุณเองไหม
ถ้าทบทวนตัวเองอย่างไม่ลำเอียง ด้วยความละเอียดรอบคอบ
แล้วคุณจะเห็นภาพชัดเจนว่าสิ่งที่คุณขาดในเรื่องนั้นคือ ศรัทธา ที่จะทำมันให้สำเร็จ นั่นเอง

 
 
ที่มา : http://www.dhammathai.org/
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

โลกมีเส้นรอบวง40,000กม.หมุนรอบตัวเอง0.46กม./วิ ได้เท่ากันทุกคน ยืนเฉยๆโลกก็วิ่ง 30กม./วิ อยู่ดี>>แล้วจะรีบเร่งชีวิตไปทำไม เร่งทำดีซิ..ทันโลก

จ ะ รี บ ไ ป ใ ย


ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งหมดในโลกนี้ส่วนใหญ่มาจากฝีมือมนุษย์ และถ้าเจาะให้ถึงฐานกันจริงๆ แล้ว จะพบว่าตัวการใหญ่คือ ความโลภหรือความอยากได้อยากมีของมนุษย์นั่นเอง ที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการใช้และทำลายทรัพยากรธรรมชาติบนโลกได้รวดเร็วอย่างน่ากลัว



ความโลภหรือความอยากได้อยากมีนี้โยงใยไปถึงการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ทั้งในด้านการบริโภค การงาน หรือแม้กระทั่งการกีฬา ซึ่งแทนที่จะเป็นกิจกรรมให้คนมีสุขภาพดี มีน้ำใจเป็นนักกีฬา มีความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ มีความเมตตาต่อผู้ที่อ่อนด้อยกว่า มนุษย์กลับทำให้กีฬากลายเป็นธุรกิจ ที่ในผลสุดท้ายแล้ว นักกีฬาเด่นดังเหล่านั้น ก็มีชีวิตไม่ต่างกับทาสในสมัยก่อน ไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ในตัว ต้องถูกซื้อถูกขายถูกโอนไปอยู่กับต้นสังกัดใหม่ๆ ตามแต่สัญญาและเงินจะเป็นตัวลากจูงไป


การแก่งแย่งกันเพื่อก้าวหน้าเหนือคนอื่น การช่วงชิงเพื่อการบริโภค (ไม่ว่าจะเป็นน้ำ อาหาร หรือแม้กระทั่งการบันเทิง) หรือการเร่งรีบในกิจกรรมในแต่ละวันของแต่ละคน ล้วนแต่เป็นสิ่งบั่นทอนความสงบของชีวิต และความสงบไม่ใช่หรือที่เป็นความสุขสุดยอดที่มนุษย์จะพึงหาได้


มีคนเคยบอกว่า ผู้คนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร หรือกรุงนิวยอร์ก ใช้เวลาเดินทางจากบ้านไปถึงที่ทำงาน เท่ากับเวลาที่ชาวนาแถวอยุธยาใช้เดินไปที่นาของตน แม้ว่าคนในกรุงเทพมหานครหรือกรุงนิวยอร์กนั้นจะมีรถยนต์ส่วนตัว มีรถไฟฟ้า มีอะไรต่อมิอะไรที่อำนวยความสะดวกอีกหลายสิ่งหลายอย่าง และชาวนามีเพียงแค่ขาสองข้าง



"แล้วถ้าเช่นนั้น เราจะรีบเร่งกับชีวิตของเราให้เกิดความเครียดไปทำไมกัน"



หลายคนอาจรู้ว่ามนุษย์วิ่งเร็วที่สุดประมาณ 10 เมตร ต่อวินาที ซึ่งหมายถึงว่า ใน 1 วินาทีนั้นมนุษย์วิ่งได้ระยะทางถึง 10 เมตร นี่เทียบดูจากสถิติการวิ่งแข่ง 100 เมตรของนักกีฬาระดับชาติกับระดับโลก ที่ทำเวลาได้กันประมาณ 9.80 ถึง 10.80 วินาที


แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าโลกนี้หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วเกือบ 500 เมตรต่อวินาที ซึ่งนั่นหมายความว่า ต่อให้เรายืนอยู่เฉยๆ โดยไม่ก้าวไปไหนเลย เราก็เดินทางอยู่แล้ว (ไปพร้อมกับผิวโลก) ด้วยอัตราเร็ว 500 เมตรต่อวินาทีนั้นด้วย เรียกว่าแม้กระทั่งขณะหลับเราก็ยังเดินทางอยู่ด้วยอัตราเร็วนี้อยู่นั่นเอง ซึ่งอัตราเร็วนี้เร็วกว่านักวิ่ง 100 เมตรแชมป์โลกแชมป์โอลิมปิกถึง 50 เท่า



"แล้วจะเร่งรีบให้กับชีวิตของเราไปใย"



มิเพียงเท่านั้น หากมองไปให้ไกลกว่านั้นอีก และมองไปถึงความเร็วของโลกที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ นักวิทยาศาสตร์เขาคำนวณไว้แล้วว่า การโคจรของโลกนี้ไปเร็วถึง 30 กิโลเมตร / วินาที เร็วกว่านักวิ่งร้อยเมตรถึง 3,000 เท่า ซึ่งนั่นก็หมายความว่า แม้ขณะนั่งตากลมอยู่ใต้ต้นไม้ที่ไหนสักแห่ง เราทุกคนก็กำลังเคลื่อนที่ (ไปกับโลก) ด้วยความเร็ว 30 กม. / วินาที หรือ 108,000 กิโลเมตร / ชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าเครื่องบินไอพ่น หรือจรวดอวกาศไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร โดยไม่ต้องกระดิกเท้าก้าวย่างออกไปแม้แต่นิดเดียว



"แล้วเราจะรีบเร่งกับชีวิตไปทำไม"



ยิ่งถ้ามองไปถึงระดับระบบสุริยะของเรา ซึ่งโคจรอยู่รอบกาแลกซีของทางช้างเผือก จะพบว่าขณะที่เรากำลังนั่งอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่เฉยๆ เราก็กำลังเคลื่อนที่เดินทางด้วยความเร็วสูงถึง 250 กิโลเมตร / วินาที ซึ่งถ้ามองให้ทะลุถึงระดับนี้แล้ว และถ้าทำความเข้าใจให้ดีพอแล้ว เราจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าอันตัวเรานั้นเล็กยิ่งกว่าธุลีในระบบสุริยะ อันความสำคัญของตัวเราที่หลายคนติดยึดกันนักหนานั้น แท้จริงแล้วไม่มีความหมายอะไรเลยในระบบที่ยิ่งใหญ่และกว้างขวางมหาศาลขนาดนี้


ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วจะเร่งรีบแก่งแย่งกันไปทำไม จะโลภอยากได้อยากมีอะไรกันไปถึงขนาดไหน จะบริโภคทรัพยากรกันให้มากที่สุดเท่าที่จะบริโภคได้ไปทำไม


หันมาสำรวจตัวเอง ดูสิว่าเราเองนั้นเป็นผู้บริโภคทรัพยากรธรรมชาติของโลกเกินเลยไปหรือไม่ มีทางใดที่จะลดการบริโภคนั้นลงได้หรือไม่ จะมีกำลังใจที่แข็งแกร่งพอที่จะทำให้เปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดการทำลายสิ่งแวดล้อมลงได้หรือไม่


ถ้ายังไม่…แบบนี้ก็เรียกว่ามีแค่ความตระหนัก แต่ยังไม่พัฒนาไปจนถึงระดับมีจิตสำนึกให้ถึงระดับลงมือปฏิบัติ


ซึ่งถ้าเราหยุดเพียงแค่นี้ ก็อย่าหวังเลยว่าโลกนี้จะมีคุณภาพที่ดีขึ้นได้


ฉะนั้น อนาคตสำหรับโลกใบนี้ ซึ่งมีอยู่ใบเดียวนั้น อยู่ที่พวกเราทุกคน


-โลกเรามีเส้นผ่าศูนย์กลาง (D) 12,756 กิโลเมตร ดั้งนั้น เส้นรอบวงจะประมาณ pD หรือประมาณ 40,000 กิโลเมตร ซึ่งถ้าโลกหมุนรอบตัวเองได้ในเวลา 24 ชั่วโมงก็จะเท่ากับหมุนเร็วประมาณ 40,000 / (24 x 3,600) = 0.46 กม./วินาที


-วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์มีรัศมียาวเฉลี่ยประมาณ 149,600,000 กม. ซึ่งถ้าโลกใช้เวลา 365 วันในการโคจรนี้ จะคำนวณได้ว่าโลกกำลังวิ่งเร็วถึง (2 p x 149,600,000) / (365 x 24 x 3,600) = 30 กิโลเมตร / วินาที


ที่มา : ศูนย์แบ่งปันความรู้ ม.น.ข.