"ความรู้ ไม่ใช่ปัญญา" (Knowledge is not wisdom.) --ไอน์สไตน์--

ความรู้เป็นเรื่องของความความคิดตาม ประสบการณ์ การทดลอง หรือองค์แห่งสาระ มากมายตำรา มาให้อ่านและเพิ่มพูน แต่ปัญญาเป็นเรื่องทางจิตใจ ความเข้าใจ ประกอบโดยสติและรู้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรู้เท่าทันตนเอง ตรงนี้เอง "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ไม่ได้เกิดจากความรู้เยอะ แต่น่าจะเกิดจากมีปัญญาไม่พอ ที่จะประคองชีวิตให้พ้นผ่านอุปสรรค (ขยายความจาก "ความรู้ ไม่ไช่ปัญญา - Khowledge is not wisdom" คำจาก ไอน์สไตน์)



แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(สัตว์โลก) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(สัตว์โลก) แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

สุนัขจากมหายุค "ซีโนโซอิค" ก่อน แมลงสาบอึดมาจากยุค "เมโสโซอิค" และการแก้ตัวครั้งที่สองของของมนุษย์ในยุคนี้ (ท) http://bit.ly/bt9Rx0 #FM99

ต้นตระกูลบรรพบุรุษสุนัข แห่งมหายุค "ซีโนโซอิค"
วิวัฒนาการด้านโมเลกุลของสุนัขชี้ให้เห็นว่าสุนัขเลี้ยงนั้น (Canis lupus familiaris) สืบทอดมาจากจำนวนประชากรหมาป่า (Canis lupus) เพียงตัวเดียวหรือหลายตัว สะท้อนให้เห็นถึงการตั้งชื่อพวกมัน สุนัขสืบทอดจากหมาป่าและสามารถผสมข้ามพันธุ์กับหมาป่าได้ด้วย



Canis lupus บรรพบุรุษของสุนัขสายพันธุ์ปัจจุบัน
( http://es.wikipedia.org/wiki/Canis_lupus )

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสุนัขนั้นถูกฝังลึกในด้านโบราณคดีและหลักฐานที่ตรงกันชี้ให้เห็นช่วงเวลาของการทำให้สุนัขเชื่องในยุคหินใหม่ ใกล้ ๆ กับขอบเขตของช่วงเพลสโตซีนและโฮโลซีน ในระหว่าง 17,000 - 14,000 ปีมาแล้ว ซากกระดูกฟอสซิลและการวิเคราะห์ยีนของสุนัขในยุคอดีตกับปัจจุบัน และประชากรหมาป่ายังไม่ถูกค้นพบ สุนัขทั้งหมดสืบอายุอาจเกิดจากเหตุการณ์ที่ทำให้เชื่องด้วยตัวเองหรือไม่ก็ได้ถูกทำให้เชื่องด้วยตัวมันเองในพื้นที่มากกว่าหนึ่งพื้นที่ สุนัขที่ถูกเลี้ยงให้เชื่องแล้วอาจจะผสมข้ามพันธุ์กับประชากรหมาป่าที่อยู่ในถิ่นนั้น ๆ ในหลาย ๆโอกาส กระบวนการนี้รู้จักในทางทางพันธุศาสตร์ว่า อินโทรเกรสชัน (Introgression) 

ในยุคแรก ๆ ฟอสซิลสุนัข กะโหลก 2 จากรัสเซียและขากรรไกรล่างจากเยอรมนี พบเมื่อ 13,000 ถึง 17,000 ปีมาแล้ว บรรพบุรุษของมันเป็นหมาป่าโฮลาร์กติก (Canis lupus lupus) ซากศพของสุนัขตัวเล็กจากถ้ำของสมัยวัฒนธรรมนาทูเฟียนของยุคหินได้ถูกเก็บไว้ในแถบตะวันออกกลาง มีอายุราว 12,000 ปีมาแล้ว เข้าใจว่าเป็นทายาทมาจากหมาป่าในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาพศิลปะบนหินและซากกระดูกชี้ให้เห็นว่า เป็นเวลากว่า 14,000 ปีมาแล้วที่สุนัขในที่นี้กำเนิดจากแอฟริกาเหนือข้ามยูเรเชียไปถึงอเมริกาเหนือ หลุมฝังศพสุนัขที่สุสานยุคหินของเมืองสแวร์ดบอร์กในประเทศเดนมาร์กทำให้นึกไปถึงในยุคยุโรปโบราณว่าสุนัขมีค่าเป็นถึงเพื่อนร่วมทางของมนุษย์ 

การวิเคราะห์ทางยีนได้ให้ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่เหมือนกันมาจนถึงทุกวันนี้ วิล่า ซาโวไลเนน และเพื่อนร่วมงาน พ.ศ. 2540 สรุปว่าบรรพบุรุษของสุนัขได้แยกออกจากหมาป่าชนิดอื่น ๆ มาเป็นเวลาระหว่าง 75,000 ถึง 135,000 ปีมาแล้ว เมื่อผลการวิเคราะห์ที่ตามมาโดยซาโวไลเนน พ.ศ. 2545 ชี้ให้เห็น เผ่าพันธุ์ดั้งเดิมจากกลุ่มยีนสำหรับประชากรสุนัขทั้งหมด ระหว่าง 40,000 ถึง 15,000 ปีมาแล้ว ในเอเชียตะวันออก เวอร์จีเนลลี่ พ.ศ. 2548 แนะนำว่าอย่างไรก็ดี ช่วงเวลาของทั้งคู่จะต้องถูกประเมินผลอีกครั้งในการค้นพบเมื่อเร็ว ๆ นี้แสดงให้เห็นว่า นาฬิกาโมเลกุลแบบเก่าที่ใช้วัดเวลานั้นได้กะเวลายุคสมัยของเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาเกินความจริง โดยในความจริง และในการเห็นพ้องกันว่าด้วยเรื่องหลักฐานทางโบราณคดี เป็นเวลาเพียง 15,000 ปีเท่านั้นที่ควรจะเป็นช่วงชีวิตสำหรับความหลากหลายของของสุนัขหมาป่า

สหภาพโซเวียตเคยพยายามนำสุนัขจิ้งจอกมาเลี้ยงให้เชื่อง เช่นในสุนัขจิ้งจอกเงิน และสามารถนำมันมาเลี้ยงได้เพียงแค่ 9 ชั่วอายุของมันหรือน้อยกว่าอายุขัยของมนุษย์ นี่ยังเป็นผลในการเปลี่ยนแปลงด้านอื่น เช่น สี ที่จะกลายเป็นสีดำ สีขาว หรือสีดำปนขาว พวกมันได้พัฒนาความสามารถในการขยายพันธุ์ตลอดปี หางที่โค้งงอมากขึ้น และหูที่ดูเหี่ยวย่น เรื่องเต็มๆ เกี่ยวกับบรรพบุรุษและการสืบสายพันธุ์สุนัข อ่านต่อได้ที่ วิกิฯ http://bit.ly/bDp4m2

อย่างไรก็ตาม มีการหักล้างในเวลาต่อมาว่า "สุนัข" มาจากสุนัขสายพันธุ์แอฟริกา
นักวิทยาศาสตร์ศึกษาวิวัฒนาการของสุนัข และพบว่าบรรพบุรุษของมันคือหมาป่าสีเทา ในขณะที่สุนัขบ้านน่าจะเกิดในเอเซียตะวันออกเป็นที่แรก
หลักฐานก็คือความหลากหลายทางพันธุกรรมของสุนัขบ้านของเอเซียตะวันออกซึ่งมีสูงกว่าที่อื่น แสดงให้เห็นว่าสุนัขบ้านเกิดขึ้นมาในพื้นที่นั้นก่อนที่อื่นๆในโลก

แต่นักวิทยาศาสตร์รายงานในวรสาร PNAS ว่าจริงๆแล้วอาจไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อทำการศึกษาตัวอย่างดีเอ็นเอจากสุนัขกว่า 300 ตัวจากที่ต่างๆ นักวิทยาศาสตร์กลับพบว่าความหลากหลายทางพันธุกรรมของสุนัขที่พบในหมู่บ้านของชาวแอฟริกามีความหลากหลายไม่แพ้ในเอเซียตะวันออก

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าหมาป่าสีเทาหรือบรรพบุรุษของหมาบ้านอพยพเข้ามาในแอฟริกาเช่นกัน นอกจากนี้ธรรมชาติการเลี้ยงสุนัขในเกาะเช่นญี่ปุ่น อาจทำให้ความหลากหลายมีมากขึ้นจากการนำสุนัขจากที่อื่นเข้าไปผสมพันธุ์ หรือการมีสุนัขบ้านอยู่ตามถนนและที่ต่างๆ ทำให้มีความหลากหลายมากกว่าประเทศที่มีการควบคุมการผสมพันธุ์ของสุนัข
นั่นหมายถึงการที่หมาบ้านอาจกำเนิดขึ้นในแอฟริกาได้เช่นกัน

อ้างอิงเนื้อข่าวสำนักข่าวบีบีซี
Domestic dog origins challenged http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/8182371.stm

แมลงสาบอยู่รอดปลอดภัยมาจากมหายุค "เมโสโซอิค" 
วิวัฒนาการแมลงสาบ จากการศึกษาซากฟอสซิลของแมลงสาบ บ่งชี้ได้ว่า แมลงสาบได้ถือกำเนิดมาบนโลกนี้ยาวนานกว่ามนุษย์หลายเท่า เพราะมันได้เกิดมาตั้งแต่ยุคโบราณ(Carboniferous) 354 – 295 ล้านปีมาแล้ว ความแตกต่างของแมลงสาบโบราณกับแมลงสาบในปัจจุบัน คือช่องออกไข่ที่ปลายช่องท้องของมัน และมีการค้นพบฟอสซิลแมลงสาบที่เป็นยุคปัจจุบันคือมีรังไข่เหมือนกับปัจจุบันในยุคที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์จากโลกไปแล้ว หรือที่เรียกว่ายุค Mesozoic แมลงสาบสามารถปรับตัวได้กับทุกสภาพแวดล้อม เนื่องจากการที่แมลงสาบกินทุกอย่างเป็นอาหาร บางสายพันธุ์สามารถกินไม้ได้ด้วย แมลงสาบจะปรากฏตัวให้เห็นอยู่ในประเทศที่เป็นเขตเมืองร้อน แมลงสาบในประเทศไทยจะอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน แหล่งของเสีย ขยะแมลงสาบที่อาศัยอยู่ตามฟาร์ม เช่น โรงผสมอาหารสัตว์

ในขณะที่่แมลงเกิดขึ้นมากในยุค Devonian และ แมลงสาบได้มีพัฒนาเต็มสายพันธุ์ในยุคนี้ ซึ่งเป็นแมลงที่แข็งแกร่งที่สุดในสายพันธุ์แมลงด้วยกัน
แมลง พบกำเนิดขึ้นเมื่อ 400 ล้านปีก่อน ในยุค Devonian แมลงชนิดแรกที่พบได้แก่ Rhyniella praecursor Hirst Maulik เป็นแมลงหางดีด อยู่ ในอันดับ Collembola พบที่ Scotland ต่อมายุค Carboniferous (350 ล้านปี) เป็นยุคที่เริ่มพบแมลงหลากหลายชนิดมาก ตัวอย่างเช่น แมลง Erasipteron larischi ซึ่งเป็นแมลงขนาดใหญ่รูปร่างคล้าย แมลงปอ ช่วงยุคนี้มีแมลงถือกำเนิดขึ้น 10 อันดับ โดยแมลงอันดับ Blattodea ซึ่งเป็นแมลงจำพวก แมลงสาบโดยพบมากกว่าอันดับอื่นๆ
อ่านต่อ วิวัฒนาการของแมลง http://www.sa.ac.th/biodiversity/contents/5insect/page.html

ข้อแตกต่างระหว่าง "แมลง" และ "แมง" 

แมลง
แมง
ตัวแบ่งออกเป็น 3 ส่วน (ส่วนหัว, อก และ ท้อง)
 
ตัวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ( ส่วนหัวกับส่วนอก
เชื่อมกัน และ ส่วนท้อง )
ปีกส่วนใหญ่มี 2 คู่ไม่มีปีก
ขา 3 คู่ ขา 4 คู่
ตัวอย่างเช่น  แมลงดา  แมลงสาบ  แมลงกระชอน ฯลฯตัวอย่างเช่น  แมงมุม  แมงป่อง 
แมงดาทะเล ฯลฯ

ตารางการปรากฎของสิ่งที่มีชีวิตตามอายุของโลก

มหายุค(Era)
ช่วงเวลา(ล้านปี)
ยุค(Epoch)
เหตุการณ์และซากที่พบ
ซีโนโซอิค
(Cenozoic)
1.7 - 2.5
พลีสโตซีน
(Pleistocene)
เป็นยุคน้ำแข็ง มนุษย์วิวัฒนาการขึ้นในโลก
ก่อให้เกิดความหลากหลายของนกยุคใหม่

70
เทอร์เทียรี
(Tertiary)
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แมลง และพืชดอก
เมโสโซอิค
(Mesozoic)
135
เครตาเซียส
(Cretaceous)
ก่อเกิดความหลากหลายในพืชดอกเกิดต้นตอของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในปัจจุบันแมลงสมัยปัจจุบันหลายชนิดปรากฏมีการสูญพันธุ์ของไดโนซอและแมลงในหลายกลุ่ม

190
จูราสซิค
(Jurassic)
เป็นยุคที่มีไดโนซอสูงสุดปรากฏพืชในกลุ่มสน เกิดต้นตอของนก พืชดอก และแมลงในยุคใหม่ในหลายลำดับและมีการหายไปของแมลงหลายกลุ่ม

255
ไตรแอสซิค
(Triassic)
มีสัตว์เลื้อยคลานที่ลักษณะคล้ายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีแมลงกระจายกว้างขวาง
ฟาลีโอโซอิค(Paleozoic)
270
เพอร์เมียน(Permian
ปรากฎแมลงในยุคใหม่ขึ้นในหลายระดับมีการหายไปของแมลงยุคโบราณ และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกยุคแรก

350
คาร์โบนิเฟอรัส(Carboniferous)
พืชที่เป็นถ่านหินที่เป็นเฟิร์นแพร่กระจายกว้างขวาง เฟิร์นที่มีเมล็ดและป่าฮอสเทล เกิดแมลงในลำดับใหม่หลายชนิดรวมถึงแมลงที่บินได้ มีความหลากหลายเพิ่มมากในซากโบราณของแมลง รวมถึงชนิดที่มีตัวขนาดใหญ่มาก ๆ มีความเด่นของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกและเป็นยุคที่เริ่มเกิดสัตว์เลื้อยคลาน

400
ดิโวเนียน(Devonian)
เป็นการพบพืชมีเมล็ดเป็นครั้งแรก พบต้นตอของแมลงที่ยังไม่มีปีก พบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ปลามีความเด่นในโลกมากที่สุด

440
ไซลูเรียน(Silurian)
เกิดพืชบกขึ้นเป็นครั้งแรก พบสัตว์บกครั้งแรกเป็นพวกกิ้งกือ ปลามีความหลากหลายมากขึ้น

500
โอโดวิเชียน(Odovician)
เป็นจุดเริ่มต้นของสัตว์มีกระดูกสันหลังเป็นช่วงสร้างความหลากหลายของสัตว์ไม่กระดูกสันหลังในท้องทะเล

600
แคมเบรียน(Cambrian)
เริ่มต้นและก่อความหลากหลายในสัตว์ไม่มี กระดูกสันหลังปรากฏสัตว์ในกลุ่มอาร์โทรพอดโดยเฉพาะ trilobites
พรีแคมเบรียน(Precambrian)
3500

เริ่มเกิดสิ่งมีชีวิต พบเซลล์ซากโบราณของจุลลินทรีย์ เริ่มต้นสัตว์ในกลุ่มไม่มีกระดูกสันหลัง


มนุษย์เชื่อว่า โลกมีการพ้นยุคสุดท้ายของวัฏจักรมาแล้วรอบหนึ่ง และที่กำลังยืนอยู่บนยุคที่สอง ที่อาจจะแก้ตัวได้ 





ท้องฟ้า ผืนดิน น่านน้ำ ไม่มีอะไรที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะครอบครองไม่ได้ด้วยความสามรถที่ได้จากวิวัฒนาการ

....และในที่สุด มนุษย์ก็ก้าวออกจากความมืดของประวัติศาสตร์เพื่อครองพิภพในฐานะสุดยอดนักล่า เช่นเดียวกับ Dimetrodon เมื่อเกือบสามร้อยล้านปีมาแล้วด้วยมรดกที่ถูกส่งผ่านมาในเกลียวอมตะของ D.N.A.
ความรุ่งเรืองและสูญพันธุ์สอนเราว่า ความยิ่งใหญ่เหนือพื้นพิภพเป็นแค่ไม้ขีดที่สว่างวูบในเสี้ยวกาลแล้วดับไปอย่างไม่บอกกล่าว มนุษย์จึงควรภูมิใจกับมรดกของชีวิตและรับภาระปกครองโลกนี้ให้คุ้มค่าแม้จะเพียงชั่วครั้งคราว...เพราะไม่บ่อยนักที่เราจะได้รับโอกาสครั้งที่สอง
ที่มา : SRC: Wikipedia,Google, Kitzmiller v. Dover: Padian demonstrative slides,Evolution: What The Fossils Say And Why It Matters


*อ้างอิงเพิ่มเติม*
Carpenter, F.M. 1953. The geological history and evolution of insects. American Scientist 41 : 256-270
Engel, M.S. amd Grimaldi, D.A. 2004. New light shed on the oldest insect. Nature 427 : 627 – 630.
Levin, H.L. 1999. Ancient Invertebrates and their living relatives. Prentice-Hall, Upper Saddle River, New Jersey
Ward, J.V. 1992. Aquatic Insect Ecology 1 : Biology and Habitat. John Wiley & Sons, Inc. New York.
Williams, D.D. and Feltmate, B.W. 1992. Aquatic Insects. CAB International. Wallingford.

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

จมูกมด?? มดไม่มีจมูก ไม่มีปอด แต่ต้องใช้O2หายใจ มดจึงมีถุงลมติดอยู่อวัยวะต่างๆทั่วร่าง ไว้ดูดซึมO2เข้าเซลล์ ในน้ำO2น้อยมดว่ายได้ไม่นาน #FM99

มดหายใจอย่างไร??



มดเป็นสัตว์จำพวกแมลง ไม่มีปอด แต่ก็ต้องใช้ออกซิเจนในการหายใจ ระบบหายใจของมดและแมลงที่เป็นสัตว์บกทั่วไป ประกอบด้วยถุงลมที่มีอยู่มากมายตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่ดูดซึมออกซิเจนจากอากาศเข้าไปใช้กับเซลล์ในร่างกาย


ปกติ มดจะอาศัยอยู่บนบก แต่มันก็สามารถอยู่ในน้ำได้เช่นกัน ซึ่งมันจะใช้ออกซิเจนที่สะสมอยู่ในตัวของมันในการหายใจ และในน้ำก็มีออกซิเจนอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก มันจึงอยู่ในน้ำได้เพียงชั่วคราว


ที่มา : วิชาการดอทคอม
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ทำไมฟลามิงโก้ยืนขาเดียว?? เดิมนักวิจัยบอกคลายเมื่อยและเตรียมวิ่ง ซึ่งผิด จึงสรุปว่าเพื่อถ่ายเทความร้อนตัวสู่น้ำ สลับข้างเมื่อเย็น&กันเชื้อรา

ทำไม “นกฟลามิงโก้” (Flamingo) จึงมักยืนขาเดียว?!?!




เราอาจเคยพบเห็นนกฟลามิงโก้ที่กำลังยืนอยู่ด้วยขาเพียงข้างเดียวกันมาบ้าง ไม่ว่าจะเห็นแต่เพียงในรูปภาพหรือเห็นตัวเป็นๆของมันที่อยู่ในสวนสัตว์ที่ไหนสักแห่ง แต่มีใครเคยนึกฉงนสนเท่ห์บ้างไหมว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น


อย่างน้อยก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์ 2 คนในสหรัฐอเมริกาที่อยากจะรู้ว่า เหตุใดนกฟลามิงโก้จึงมักยืนอยู่ด้วยขาเพียงข้างเดียว แม็ทธิว แอนเดอร์สั้นและซาร่าห์ วิลเลี่ยมส์ ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาเปรียบเทียบ(comparative psychologists)ประจำมหาวิทยาลัยเซนต์โจเซฟส์ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพ็นซิลเวเนีย ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าและสังเกตบรรดานกฟลามิงโก้ที่อยู่ในสวนสัตว์ …….. จนกระทั่งรู้ว่านกชนิดนี้ยืนด้วยขาข้างเดียวเพื่อช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายของพวกมัน

แม็ทธิวเล่าว่าเขาสนใจเรื่องราวของนกฟลามิงโก้ด้วยเหตุผลหลายประการ และในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วนกชนิดนี้มีธรรมชาติของการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก็ยิ่งทำให้มันเป็นสัตว์ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นในแง่ที่ว่าอิทธิพลของการอยู่ร่วมกันในสังคมของพวกมันจะส่งผลต่อพฤติกรรมอย่างไรได้บ้าง นอกจากนี้ มันยังเป็นนกที่มีขนาดใหญ่ มีความสวยงาม และเป็นที่รู้จักกันดีอีกด้วย เขากล่าวว่า “ที่สำคัญก็คือ ผมเองก็ยังแปลกใจว่าทำไมจึงมีการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับนกฟลามิงโก้น้อยมาก”



แม็ทธิวและซาร่าได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับนกฟลามิงโก้ในหลายๆด้าน โดยใช้เวลาเฝ้าสังเกตุพฤติกรรมของนกฟลามิงโก้แคริบเบี้ยนในสวนสัตว์ฟิลาเดลเฟีย และหัวข้อหนึ่งที่พวกเขาให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือการที่นกฟลามิงโก้มักจะยืนขาเดียว(unipedal resting) ซึ่งได้ตั้งสมมติฐานว่าการที่นกชนิดนี้ยืนขาเดียวนั้นเป็นการช่วยคลายความเมื่อยล้าให้ขาอีกข้างหนึ่งก่อนที่จะสลับมายืนด้วยขาที่ได้พักแล้วในภายหลัง หรือว่าการยืนขาเดียวนั้นจะช่วยให้พวกมันสามารถที่จะออกตัวได้ทันทีเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องหลบหนีศัตรู




ปรากฏว่าสมมติฐานข้างต้นไม่ถูกต้องเลย แต่ทั้งสองคนกลับพบว่านกฟลามิงโก้มักจะยืนด้วยขาเพียงข้างเดียวในขณะที่มันแช่อยู่ในน้ำมากกว่าเมื่อยามที่มันอยู่บนบก พวกเขาจึงสรุปความเห็นได้โดยใช้สมมติฐานทางด้านการปรับอุณหภูมิของร่างกายและเชื่อว่า นกฟลามิงโก้ยืนด้วยขาข้างเดียวเพื่อช่วยให้ร่างกายของพวกมันไม่ถ่ายเทความร้อนลงสู่น้ำหรือไม่ทำให้ร่างกายมันรู้สึกเย็นจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่พวกมันต้องเดินท่องน้ำนานๆ

ยิ่งไปกว่านั้น แม็ทธิวและซาร่ายังพบว่า หลังจากที่นกฟลามิงโก้ยืนด้วยขาข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว มันก็จะสลับไปยืนด้วยขาอีกข้างหนึ่งแทน ทั้งนี้เพื่อช่วยไม่ให้ขาที่ใช้ยืนในครั้งแรกนั้นได้รับความเย็นจากน้ำจนนานเกินไป ซึ่งการยืนด้วยขาที่ละข้างอาจจะช่วยลดโอกาสที่จะติดเชื้อราจากน้ำหรือได้รับปรสิตบางชนิดจากน้ำที่มันยืนอยู่ได้ด้วย

 
 
 
 
ที่มา : Why flamingoes stand on one leg
ต้นฉบับ http://news.bbc.co.uk/earth/hi/earth_news/newsid_8197000/8197932.stm
เว็บไซต์เผยแพร่ : วิชาการดอทคอม, ไทยทัวร์ดอทคอม
อ่านเพิ่มเติม : ฟลามิงโก..สมาชิกสัตว์โลก เสี่ยงสูญพันธุ์...ด้วยผู้รักผู้  http://www.rd1677.com/branch.php?id=43565
ฟลามิงโก (Flamingos) ...SEAWORLD SAN DIEGO CA USA  http://www.oknation.net/blog/sonyaUSA/2009/08/24/entry-1
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ไก่บินไกลแค่ไหน?? มีการแข่งขันที่โอไฮโอ้ USA เมื่อ 21 พ.ค. 1977 ไก่ชื่อ Kung Flewk บินได้ไกลถึง 90.57 เมตร ไก่ไทยบินสั้นเพราะไม่ได้แข่งบิน

ไก่บินได้ ไกลแค่ไหน??

หากใครมาถามเราว่า ไก่บินได้ไกลแค่ไหน ก็คงจะตอบได้อย่างไม่ลังเลเลยว่า อย่างมากก็ไปได้ไม่ไกลเกิน 5 เมตร เพราะทุกครั้งที่มันขยับปีกบิน อย่างไกลที่สุดก็เหมือนกันมันกระโดดจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง แม้ปีกของมันจะออกแรงตีพึบพั๊บขนาดไหนก็ตาม

แต่ความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ จากสถิติของสมาคมแข่งขันไก่บินนานาชาตินั้นไม่ได้บอกว่า ไก่บินได้แค่ระยะทางอย่างที่เราคิดเสียแล้ว แต่แชมเปี้ยนที่ทำสถิติสูงสุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ระบุว่า ไก่ชื่อ Kung Flewk สามารถบินได้ไกลถึง 297 ฟุต หรือ 90.57 เมตรทีเดียว ไม่ใช่บินใกล้ ๆ อย่างที่นึกเสียแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่ตั้งสมาคมแข่งขันไก่บินระดับนานาชาติให้เสียชื่อ "ไก่" ใช่ไหม

อ้อ..เกือบลืมบอกไป สถานที่แข่งขันกันครั้งนั้น อยู่ที่ Rio Grande รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1977


ที่มา : นิตยสารเรียนดี. ปี 2 ฉบับที่ 8.
เพิ่มเติม : ไก่ : ความเชื่อล้านนา http://www.thainews70.com/news/news-culture-sanon/view.php?topic=329
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แมวเขี่ยตักเราก่อนล้มตัวลงนอน?? ดร.ไมเคิล กอสลิน บอกติดพฤติกรรมเขี่ยกระตุ้นน้ำนมแม่มา ส่วนเช่างฯคลีนิคแมวบอกมันเคลียร์พื้นที่ โซฟาแมวก็เขี่ย

ทำไมแมวต้องใช้เท้าเขี่ยที่ตักของเราก่อนล้มตัวลงนอน??



เรื่องนี้ไม่มีใครรู้แน่ชัดแม้จะมีคนพยายามอธิบายมากมาย ดร. ไมเคิล กอสลินแห่งโรงพยาบาลสัตว์ประจำมอนทรีอัล กล่าวว่า เป็นพฤติกรรมที่ติดตัวมาตั้งแต่อายุยังน้อยเพราะต้องกระตุ้นหัวนมของแม่ให้หลั่งน้ำนมออกมาเยอะๆ

แต่บางทีอาจเป็นการแสดงความรักของแมวต่อเจ้าของก็ได้ คือคำอธิบายของเอพริล ฟิตซ์เจอรัลด์ ช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญประจำคลินิกรักษาแมวแห่งมอนทรีอัล เธอยังกล่าวอีกว่า แมวเขี่ยตักของคุณเพื่อเคลียร์พื้นที่ให้นุ่มน่านอน ถ้าคุณไม่อยู่แถวนั้น แมวก็คงจะเขี่ยเบาะโซฟาให้เรียบร้อยก่อนนอนก็ได้

 
 
 
 
 
 
 
ที่มา : เรื่องราวน่ารัก สาระน่ารู้ ของมวลหมู่เหมียว
ทีมงาน http://www.catandkittenstory.com/
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

เนื้อปลาทะเลทำไมไม่เค็ม? ทะเลมีเกลือ3.5% ปลากระดูกแข็งที่ครีบมีต่อมขับเกลือออกมา ส่วนปลากระดูกอ่อนเลือดมียูเรียข้นกว่าทะเลเกลือซึมเข้าไม่ได้

เนื้อปลาทะเล ทำไมไม่เค็ม??

ปลาทะเลที่เรานิยมรับประทานนั้น เป็นส่วนหนึ่งของปลาอีกหลายชนิดที่อาศัยอยู่ในท้องทะเลอย่างนับไม่ถ้วน แล้วคุณรู้ไหมน้ำทะเลที่มีความเค็มและขมนั้น ประกอบด้วยเกลือถึง 3.5% อาจมีคนตั้งข้อสงสัยว่า ในเมื่อทะเลประกอบด้วยเกลือจำนวนมากเช่นนี้ ปลาที่อาศัยกินอาหารต่างๆในทะเลนั้น ทำไมเนื้อกลับไม่เค็มเลยสักนิด

ในความเป็นจริง ปลาที่อาศัยอยู่ในทะเลนั้นสามารถแบ่งได้ 2 ชนิดใหญ่ๆคือ ปลากระดูกอ่อนและปลากระดูกแข็ง ในครีบของปลากระดูกแข็งจะมีเซลล์พิเศษชนิดหนึ่ง เรียกว่าเซลล์ขับเกลือ เซลล์ชนิดนี้สามารถดูดเกลือในกระแสเลือด ผ่านน้ำเมือกข้นเหนียวพร้อมกับขับออกจากตัวปลา การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของเซลล์กลุ่มนี้ ทำให้สามารถรักษาความสมดุลย์ของเกลือในร่างกายให้พอดี



ส่วนในปลากระดูกอ่อนนั้น ก็จะมีวิธีการรักษาความสมดุลย์ของเกลือในร่างกายอีกแบบหนึ่ง ในกระแสเลือดของมันจะประกอบด้วยสารประกอบยูเรียที่มีความหนาแน่นมาก ทำให้กระแสเลือดมีระดับความหนาแน่นสูงกว่าน้ำทะเล จนเกลือไม่สามารถซึมผ่านเข้าร่างกายได้ เพราะเหตุนี้เนื้อของมันจึงไม่มีความเค็ม

 
 
การที่ทะเลมีรสเค็ม เนื่องจากการรวมตัวของน้ำละลายเกลือแร่ ที่ถูกพัดพามาจากพื้นทวีป และใต้ทะเล โดยความเค็มของทะเลจะมีความคงที่ สาเหตุที่ความเค็มของน้ำทะเลไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลานั้น ก็เพราะในมหาสมุทรมีกระบวนการของธรรมชาติที่รักษาระดับความสมดุลของเกลือแร่ คือถ้าหากว่าธาตุชนิดใดมีในน้ำมากเกินกว่าปกติ ก็จะถูกกำจัดออกจากน้ำทะเล โดยการแยกตัวออกเป็นของแข็ง ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีธาตุใดละลายน้ำน้อยเกินปกติ เกลือแร่ของธาตุนั้นในรูปของแข็ง ก็จะถูกละลายกลับสู่น้ำทะเล ดังนั้น ความเค็มของน้ำทะเลจึงคงที่มาหลายล้านปีแล้ว


น้ำทะเลเค็มเพราะมีเกลือหลายชนิดละลายอยู่ ที่สำคัญที่สุดได้แก่ เกลือแกง ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่าโซเดียมคลอไรด์ หรือ มีสูตรเคมีว่า NaCl น้ำทะเล โดยเฉลี่ยแล้วมีเกลือร้อยละ 3.5 หรือน้ำทะเล 1 ลิตรจะมีเกลือละลายอยู่ประมาณ 30 กรัม ยิ่งไปกว่านั้น ทะเลในแผ่นดินใหญ่หรือทะเลปิด ซึ่งไม่เชื่อมต่อกับทะเลหรือมหาสมุทรทั่วไป เช่น ทะเลเมดิเตอเรเนียนหรือทะเลแดง เกลือละลายอยู่มากกว่าทะเลหรือมหาสมุทรทั่วไป

ส่วนทะเลที่มีความเค็มมากที่สุดได้แก่ ทะเลเดดซี(Dead Sea) ในประเทศอิสราเอล ซึ่งมีเนื้อที่เพียง 340 ตารางไมล์ เท่านั้น โดยมีปริมาณเกลือมากถึง 10,523,000,000 ตัน ถ้าเราสามารถระเหยเอาน้ำทั้งหมดออกไปจากทุกทะเลและมหาสมุทรในโลกได้จนแหล่งน้ำเหล่านี้แห้งลงจะพบว่า เกลือที่เหลืออยู่จะมีปริมาณมากมายมหาศาลจนเหลือเชื่อ ถ้านำเกลือเหล่านี้ทั้งหมดมารวมเป็นกอง จะได้กำแพงที่สูง 180 ไมล์ และหนา 1 ไมล์ หรือมวลของเกลือทั้งหมดมีขนาดประมาณ 15 เท่าของมวลทั้งหมดของพื้นที่ทวีปยุโรป (อ่านเต็มๆ http://school.rvs.ac.th/  )


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ที่มา :  รอบรู้เรื่องสัตว์ ชุด ปลาทะเล, หนังสือ ISBN : 974-99190-8-4
ข้อมูลเพิ่มเติม : เผยน้ำจืดมากเกินทำ ปลาบางแสนตาย http://www.dektube.com/action/viewarticle/3407/_______________________________/?vpkey=6eb53843ae&album_id=
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ฟ้าผ่าลงน้ำปลาโดนไฟดูด?? ถ้าอยู่ใกล้ผิวน้ำก็โดน กระแสไฟฯกระจายตัวตามผิวน้ำ ปลามีปฏิกิริยาทางกล้ามเนื้อที่รู้จึงรีบหลบ และนำไฟฟ้าน้อยกว่าคน

ทำไมปลาจึงไม่ถูกไฟดูดตายเวลามีฟ้าผ่าลงที่ผิวน้ำ??


ปรากฏการณ์ฟ้าผ่าทำให้ปลาถูกไฟดูดเหมือนกันถ้ามันอยู่ใกล้จุดที่ฟ้าผ่ามากๆ อย่างไรก็ตาม กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่ามักกระจายตัวไปตามผิวน้ำอย่างรวดเร็ว ซึ่งนับเป็นการปกป้องสัตว์น้ำทั้งหลายตามกลไกธรรมชาติ เหตุผลอีกอย่างที่ทำให้เราไม่เห็นปลาตายเป็นแพหลังฟ้าผ่าเนื่องจากฟ้าไม่ค่อยผ่าลงบริเวณผิวน้ำ

ปลามีปฏิกิริยาทางกล้ามเนื้ออัตโนมัติเวลามีกระแสไฟฟ้าอยู่ในน้ำ ทำให้ปลารีบว่ายหนีไปยังทิศทางที่ปลอดภัย นอกจากนี้ ตัวปลายังเป็นสื่อนำไฟฟ้าน้อยกว่ามนุษย์และน้ำ โดยเฉพาะเมื่อเป็นน้ำเค็มหรือโคลน อย่างไรก็ตาม สำหรับมนุษย์ หากเห็นพายุเริ่มตั้งเค้าก็ควรอยู่ให้ไกลจากแหล่งน้ำทั้งหลาย กิจกรรมที่จัดว่าอันตรายที่สุดเวลาเกิดพายุฝนฟ้าคะนองคือการพายเรือ ตกปลา และว่ายน้ำ



จริงหรือไม่ที่ฟ้าไม่เคยผ่าซ้ำที่เดิม??




"ไม่จริงแน่นอน" เดวิด ฟิลลิปส์ นักอุตุนิยมวิทยาอาวุโสแห่งศูนย์อุตุนิยมวิทยาแคนาดา กล่าว และเสริมว่า "เป็นความเชื่อที่มีมายาวนานว่าถ้าสิ่งใดถูกฟ้าผ่าแล้วครั้งหนึ่งจะไม่ถูกผ่าอีกครั้ง"

ตึกสูง หอส่งสัญญาณวิทยุและโทรทัศน์ รวมถึงยอดภูเขาสูงมีแนวโน้มจะถูกฟ้าผ่าหลายครั้งทุกปี ตัวอย่างเช่น ซีเอ็นทาวเวอร์ในเมืองโทรอนโตของแคนาดา คาดว่าถูกฟ้าผ่า 75 ถึง 150 ครั้งต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายพื้นที่ซึ่งเกิดฟ้าผ่าบ่อยที่เรียกว่าจุดยอดนิยม โดยเกิดจากอากาศอุ่นชื้นและอากาศเย็นมาปะทะกันเสมอจึงก่อให้เกิดความแปรปรวน


 
 
 
 


ที่มา : หนังสือ วิทยาศาสตร์น่ารู้ ชุด รู้ไว้ไช่ว่า พ.ศ. 2550
นิตยสารรีดเดอร์ไดเจสต์ พ.ค. 2549
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

หมาทำหน้าเจี๋ยม?? หน้าสำนึกผิดของหมา ผลวิจัยบอกเกิดจากพฤติกรรมคน เช่น เสียงดุ และดูอาการหมาว่าอาจจะทำผิดมา แต่ชัดว่าหมามีfeelingได้เหมือนคน

จริงๆ แล้วอะไรเป็นสิ่งกระตุ้น ? หน้าตาสำนึกผิดของหมา



อะไร ทำให้หมาทำหน้าตาสำนึกผิดเมื่อเจ้าของกลับมาบ้านแล้วมีแจกันแตกหรือว่าสิ่ง ของมีค่าเสียหาย? โดยการสร้างสถานการณ์อย่างแนบเนียนให้เจ้าของได้รับข้อมูลผิดๆ ว่าหมาของพวกเขาได้ทำความผิด Alexandra Horowitz ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Barnard College ในนิวยอร์ค ได้เปิดเผยถึงที่มาของ ?หน้าตาสำนึกผิด? ของหมาในหนังสือที่พึ่งตีพิมพ์ ?นิสัยและการรับรู้ของสุนัข? ฉบับพิเศษของกระบวนการทางนิสัยของ Elsevier

Horowitz สามารถ แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มที่มนุษย์สามารถทำให้หมาทำหน้าตาสำนึกผิดไม่ได้เกิด จากความจริงว่าหมาตัวนั้นทำผิดจริงๆ หรือไม่ แต่มนุษย์จะคิดว่าหมาได้ทำความผิดจากภาษากายของมันและเชื่อว่ามันได้ทำสิ่ง ที่ไม่ควรทำ แม้ว่าความจริงแล้วหมาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

ระหว่างการศึกษา เจ้าของหมาได้ถูกขอให้ออกไปจากห้องหลังจากสั่งหมาของตนไม่ให้กินอาหารที่ดูน่ากิน และเมื่อเจ้าของออกไปจากห้อง Horowitz ได้ ให้อาหารเหล่านี้แก่หมาก่อนที่จะบอกให้เจ้าของกลับเข้ามาในห้อง ในบางครั้งเจ้าของได้รับการบอกว่าหมาของตนได้กินของที่โดนห้าม และในบางครั้งพวกเขาได้รับการบอกว่าหมาของตนทำตัวดีและไม่ได้กินอาหารที่โดน ห้ามเลย อย่างไรก็ตามสิ่งที่เจ้าของได้ฟังมักจะไม่ตรงกับความเป็นจริง

พฤติกรรม ของหมาที่ทำหน้าตาสำนึกผิดมีความเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยกับความจริงว่าหมา ได้กินของที่โดนห้ามจริงๆ หรือไม่ หมาจะทำหน้าตาสำนึกผิดมากที่สุดเมื่อถูกเจ้าของว่า ความจริงแล้วหมาที่เชื่อฟังและไม่ได้กินของที่โดนห้ามแต่โดนเจ้าของว่า (เนื่องจากได้รับข้อมูลที่ไม่จริง) จะ ทำหน้าตาสำนึกผิดมากกว่าตัวที่กินจริงๆ เสียอีก ดังนั้นหน้าตาสำนึกผิดของหมาเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของเจ้าของ และไม่จำเป็นว่าจะบ่งบอกถึงความรู้สึกผิดเมื่อมันทำผิด

การ ศึกษานี้นำไปสู่ความเข้าใจถึงแนวโน้มที่มนุษย์จะตีความหมายพฤติกรรมของหมาในแนวความคิดของมนุษย์ การเปรียบเทียบพฤติกรรมสัตว์กับมนุษย์ ถ้ามีความเหมือนกันอย่างผิวเผินดังนั้นพฤติกรรมสัตว์จะถูกตีความหมายคล้ายกับพฤติกรรมมนุษย์ ซึ่งรวมถึงอารมณ์ขั้นสูงขึ้น เช่น ความรู้สึกผิดหรือว่าเห็นอกเห็นใจตัวอื่นๆ



Clive D.L. Wynne แห่งคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัย University of Florida ซึ่งเป็นบรรณาธิการของหนังสือฉบับพิเศษนี้อธิบายว่า ?นี่ เป็นการสาธิตที่น่าทึ่งถึงความจำเป็นสำหรับการออกแบบการทดลองที่รอบคอบหาก เราต้องการจะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และหมา และไม่ใช่เพียงแค่ทำความเชื่อที่เรามีต่อพฤติกรรมสัตว์ให้เป็นรูปธรรมเท่านั้น? เขาได้ชี้ให้เห็นว่าหมาเป็นสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดที่คนนำมาเลี้ยงและมีบทบาทที่ใกล้ชิดกับชีวิตคนหลายล้านคน การวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับหมาได้ชี้ให้เห็นถึงการทดลองที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับ อารมณ์สัตว์ที่คล้ายมนุษย์ เช่น การทดลองกับลิงชิมแปนซี








ที่มา http://www.sciencedaily.com/releases/2009/06/090611065839.htm
เว็บไซต์เผยแพร่ : http://www.vcharkarn.com/vnews/152393
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

นกน้ำไม่จมน้ำ?? กลางโคนหางมันจะมีต่อมผลิตน้ำมัน ไซ้เอาไปทาขนปีกให้ชุ่ม ทำให้ลอยน้ำได้ แต่ถ้าขนโดนน้ำมันดิบปีกอุ้มอากาศไม่ได้ จมน้ำตายเยอะมาก

ทำไมนกที่อาศัยอยู่ในน้ำจึงไม่จมน้ำ




นกที่อาศัยอยู่ในน้ำหรือนกน้ำนั้น บริเวณส่วนกลางของโคนหางของมัน จะมีต่อมสำหรับผลิตน้ำมันอยู่ปกตินกจะใช้ส่วนหัวและส่วนปาก ไซ้เอาน้ำมันจากส่วนนี้ไปทาให้ทั่วบริเวณขนอยู่เสมอ ทำให้ขนนกอาบด้วยไขมัน ขนนกจึงไม่เปียกน้ำ และระหว่างขนนกก็ยังมีอากาศแทรกอยู่มาก ดังนั้นนกจึงลอยตัวอยู่ได้แต่ถ้ามีเหตุให้ขนนกต้องโดนน้ำมันดิบ ก็จะทำให้ขนนกไม่สามารถอุ้มอากาศได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้นกจมน้ำตาย ซึ่งมักปรากฎอยู่เสมอเมื่อมีการรั่วไหลของน้ำมันลงสู่ทะเล และการเสียชีวิตของนกน้ำจำนวนมากพบว่า สาเหตุมาจากพิษของน้ำมันที่ไหลลงสู่ทะเล

 
 
ที่มา : หนังสือ สัตว์โลกน่ารู้ เล่ม 2
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

นกยืนหลับบนต้นไม้ไม่หล่น?? มันจะงอขาทันทีที่เกาะต้นไม้ ขณะที่งอขา เส้นเอ็นที่ต่อกับกล้ามเนื้อจะดึงยึดนิ้วให้งอเกาะกิ่งไม้ ถ้ายืนตรงมันก็ร่วง

ทำไมนกยืนหลับบนต้นไม้โดยไม่ตกลงมา


นกเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่บนต้นไม้หรือที่สูงๆเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมันจะมีความสามารถพิเศษในการยืนบนต้นไม้ในขณะที่มันหลับได้โดยที่ไม่ตกลงมา ทั้งนี้เป็นเพราะนกที่เกาะบนต้นไม้โดยสัญชาตญาณของมันมันจะงอขาทันทีที่เกาะต้นไม้ ซึ่งขณะที่งอขานั้น เส้นเอ็นที่ต่ออยู่กับกล้ามเนื้อก็จะดึงยึดนิ้วขาให้งอเข้ามาทำให้นิ้วขาของนกจับแน่นอยู่กับกิ่งไม้ ทำให้ไม่ตกลงมาแม้ในเวลาหลับ ซึ่งหากขานกไม่ตั้งตรงขึ้น นิ้วเท้าของมันก็จะไม่คลายออกเด็ดขาด




ที่มา : หนังสือ สัตว์โลกน่ารู้ เล่ม 2
เว็บไซต์เผยแพร่ : ที่มา : http://sarakade.itgo.com/bird.html
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

มดหายใจยังไง?? มดอยู่ในกลุ่มแมลง ไม่มีปอด แต่มีถุงลมอยู่ตามตัวดูดซึมอ็อกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย เมื่อลงน้ำมันใช้ออกซิเจนที่สะสมไว้หายใจได้ไม่นาน

มดหายใจอย่างไร??



มดเป็นสัตว์จำพวกแมลง ไม่มีปอด แต่ก็ต้องใช้ออกซิเจนในการหายใจ ระบบหายใจของมดและแมลงที่เป็นสัตว์บกทั่วไป ประกอบด้วยถุงลมที่มีอยู่มากมายตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่ดูดซึมออกซิเจนจากอากาศเข้าไปใช้กับเซลในร่างกาย

ปกติ มดจะอาศัยอยู่บนบก แต่มันก็สามารถอยู่ในน้ำได้เช่นกัน ซึ่งมันจะใช้ออกซิเจนที่สะสมอยู่ในตัวของมันในการหายใจ และในน้ำก็มีออกซิเจนอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก มันจึงอยู่ในน้ำได้เพียงชั่วคราว


ที่มา : หนังสือ สัตว์โลกน่ารู้ เล่ม 2
เว็บไซต์เผยแพร่ : http://gotoknow.org/blog/siriwan-ohjo/274071
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แมวตาเพชร..พิเศษหรือพิการ?? คือแมวที่มีความผิดปกติ เป็นโรคตาที่เรียกว่าต้อ อาการตาบวมโตขึ้น ตัวเลนส์มีสีขุ่นมัวและมีประกายออกมา แมวป่วยทางตา

แมวตาเพชร...พิเศษหรือพิการ


มนุษย์มีธรรมชาติอย่างหนึ่งคือชอบสะสมของแปลกๆหรือสิ่งแปลกๆ ไว้ใกล้ตัว เพราะเชื่อว่าจะนำสิริมงคลมาให้ สะสมไปถึงขั้นเลี้ยงสัตว์ที่แปลก อย่างแมวตาเพชรหรือเพชรตาแมว

ได้ยินข่าวเป็นระยะๆ ว่ามีคนได้เพชรตาแมวมาจากแมวตัวนั้นตัวนี้ และยังบอกสำทับมาด้วยว่าจะทำให้เกิดโชคลาภต่างๆ นานา ยอมเสียสตางค์ซื้อแมวหลายแสนบาท หรือ เป็นล้านบาทก็ยังมี

ผลสุดท้ายต้องมานั่งซอกซ้ำใจ เพราะเมื่อแมวตัวนั้นตายไปแล้วปรากฏว่าสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเพชรในตาแมวเหล่านั้นก็สูญสลายหายไปหมด กลายเป็นส่วนหนึ่งของซากแมว เพราะความแวววาวเหมือนอัญมณีนั้นก็คือเลนส์ตาซึ่งเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของแมวเท่านั้นเอง

สิ่งที่เราเรียกว่าเพชรตาแมวนั้น แท้ที่จริงคือแมวที่มีความผิดปกติ คือเป็นโรคตาที่เรียกว่าต้อ เหมือนกรณีของคน อาการที่แสดงคือตาบวมโตขึ้น ตัวเลนส์จะมีสีขุ่นมัวและมีประกายออกมาเสียด้วย มองผาดๆ แล้วก็นึกว่าเป็นตาเพชร ความจริงคือแมวป่วยทางตาเท่านั้นเอง ไม่ใช่อาถรรพ์ของเพชรตาแมวที่ไหนเลยครับ

 
 
 
แมวดำ...แมวธรรมดาหรือน่ากลัว
 
 
แมวเป็นสัตว์ที่มนุษย์เลี้ยงมานานแล้วและเป็นที่รักของหลายคน เพราะมีนิสัยขี้ประจบ แต่ก็เป็นตัวของตัวเอง


ลักษณะและสีของแมวมีความหมายในทางชีวภาพ แต่มนุษย์ก็มากำหนดสัญลักษณ์กันใหม่อีก แมวที่มีสีดำกลายเป็นเครื่องหมายแห่งความอัปมงคล คนส่วนใหญ่จึงเชื่อกันว่าแมวดำเป็นสัญลักษณ์แห่งความกลัวและภูติผีปีศาจ

แท้ที่จริงแล้วแมวดำก็คือแมวปกติชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง จะเป็นแมวไทยหรือแมวเทศก็เหมือนกัน ไม่มีคำอธิบายใดๆเลยที่จะบ่งบอกว่าแมวดำมีความร้ายกาจกว่าแมวสีอื่น อาจจะเป็นเพราะสีดำดูน่ากลัวน่าเกรงขาม คนเลยจับใส่ในเรื่องผีสางเสียเลย

มนุษย์มีธรรมชาติประหลาด ชอบแบ่งดำแบ่งขาว แบ่งเขาแบ่งเรา ในที่สุดก็เลยเถิดมาแบ่งสัตว์ให้เป็นสัตว์มงคลหรืออวมงคล ไม่ยุติธรรมและไม่เป็นวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย อัปมงคลเกิดจากคน อย่าไปโทษแมวเลยครับ

 
 
ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
สนุกกูรู http://guru.sanook.com/answer/read_question.php?q_id=50475
ศูนย์แบ่งปันความรู้ ม.น.ข
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คางคกมีพิษ? ต่อมพิษParotidอยู่ใต้ผิวหนังใกล้หู เก็บและขับสารพิษเรียก"ยางคางคก" ความร้อนทำลายพิษไม่ได้ อาการงงๆถึงขั้นหทัยวาย Thk @natchanon

พิษคางคก รุนแรงแค่ไหน??

คางคก (Toad) จัดอยู่ในประเภทสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก เช่นเดียวกับกบคางคกมีต่อมพิษอยู่ที่เส้นสันหลัง ใต้ตา และเครื่องในบางส่วน ถ้านำมารับประทานอาจถึงแก่ชีวิตได้ ส่วนใหญ่คนที่กินคางคกมักคิดว่ากินแล้วมีกำลังวังชาและรักษาโรคได้ แต่ความจริงแล้วคางคกไม่มีตัวยาแก้หรือรักษาโรคอะไรเลย



เป็น amplibian หรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ Class Amphibia , Family Bufonidae มีต่อมพิษ Parotid อยู่บริเวณใต้ผิวหนังใกล้หู เป็นต่อมที่เก็บและขับสารพิษที่ชาวบ้านเรียกว่า " ยางคางคก " คางคกที่พบในประเทศไทย แบ่งเป็นชนิดใหญ่ ๆ ได้ 4 ชนิด คือ Bufo macrotis , Bufo asper, Bufo parvus และ Bufo melanostictus คางคกทุกชนิด ใน genus Bufo มีพิษทั้งสิ้น คางคกชนิดที่พบในทุกภาคช่วงฤดูฝนคือ Bufo melanostictus หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า คางคกบ้าน ลักษณะเด่นของคางคก ก็คือ หนังที่ขรุขระเป็นตะปุ่ม ตะป่ำใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ทั่วทั้งตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณด้านหลัง คางคกมักอาศัยอยู่ตามพื้นดิน ชอบหลบซ่อนตัว อยู่ ใต้ก้อนหิน ขอนไม้ และซอกโพรงดิน ฯลฯ มีนิสัยชอบออกหากินในเวลากลางคืน กินตัวแมลงและหนอนเป็นอาหาร คางคกที่อาศัยอยู่ตามบ้านที่เรามักคุ้นเคยและพบเห็นอยู่บ่อย ๆ คือ Bufo melanostictus มีขนาด ความยาวจากจมูกถึงก้น ประมาณ 10 เซนติเมตร ส่วนชนิดที่พบทางภาคใต้ จะมีขนาดใหญ่กว่ามากคือ Bufo asper ซึ่งมีขนาดความยาวถึง 22 เซนติเมตร




พิษของคางคกเป็นส่วนประกอบของสารกลุ่มที่ทำเกิดอาการประสาท มีส่วนประกอบของ สารกลุ่มแคติโคลามีน อินดอล อัลคิลเอมีน ซึ่งเจ้าตัวนี้มีฤทธิ์หลอนประสาท (อันนี้เป็นอาการสำหรับพวกสัตว์เลี้ยงที่ได้รับพิษคางคกเน้อ)


โดยธรรมชาติ คางคกจะมีพิษที่สร้างจากร่างกายของมันโดยต่อมพาโรติค แล้วหลั่งมาสู่ผิวหนังเมื่อสุนัข แมว หรือสัตว์ชนิดอื่นสัมผัสหรือเลีย พิษของคางคกจะทำให้ประสาทหลอน เพราะมีส่วนประกอบของสารกลุ่มแคติโคลามีนอินดอล อังคิลเอมีน ซึ่งมีฤทธิ์หลอนประสาท เมื่อได้รับพิษมันจะซึมผ่านเร็วมาก ทางเยื่อเมือก เช่น ผ่านลิ้น ปาก หรือ ตา หากสุนัข แมว เผลอไปสัมผัสหรือเลีย พิษในตัวคางคก ไม่สามารถทำลายด้วยความร้อนได้ แม้ว่าจะนำมาย่าง ปิ้ง ผัด ทอด เมื่อได้รับพิษผู้ป่วยจะแสดงอาการมึนงง สับสน วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดิน ชีพจรเต้นช้าลง และอาจเสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวาย ดังนั้นก่อนคิดจะรับประทาน ควรศึกษาวิธีการเอาเส้นพิษบริเวณผิวหนังคางคกออกก่อนนำไปประกอบอาหาร พิษในตัวคางคก ไม่สามารถทำลายด้วยความร้อนได้ แม้ว่าจะนำมาย่าง ปิ้ง ผัด ทอดเมื่อได้รับพิษ ผู้ป่วยจะแสดงอาการมึนงง สับสน วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดิน ชีพจรช้าลง และอาจเสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวาย


คางคก เป็นสัตว์มีพิษ โดยมีต่อมพิษอยู่ที่เหนือตา เรียกว่า ต่อมพาโรติค เป็นที่เก็บและขับพิษออกมา เรียกว่ายางคางคกมีลักษณะเป็นเมือกสีขาวคล้ายน้ำนม โดยส่วนประกอบของสารพิษ คือ สารบูโทท็อกซิน มีผลต่อการกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ทำให้หัวใจบีบตัว และในส่วนอื่นๆของคางคกยังมีพิษอีกทั้งผิวหนัง เลือด เครื่องใน และไข่ หากกรรมวิธีการปรุงไม่ดี จะทำให้ ผู้กินได้รับพิษได้ ทั้งนี้ผู้รับประทานเนื้อคางคกที่มีพิษจะมีอาการแขนขาอ่อนแรง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หายใจหอบ เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ และหากยางคางคกถูกตาจะทำให้เยื่อบุตาและแก้วตาอักเสบได้ ตาพร่ามัว จนถึงขั้นตาบอดได้




ที่มา : คลังปัญญาไทย http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%81
MCOT News ชี้ภัยเมนูคางคก มีพิษอันตราย ความร้อนทำลายพิษไม่ได้ http://news.mcot.net/politic/inside.php?value=bmlkPTE3MjExJm50eXBlPXRleHQ=
วิชาการดอทคอม, ห้องสมุดวิทยพัฒน์
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต




เพิ่มเติม (พิษของกบ)

กบมีพิษ มีถึง 40 ชนิดทั่วโลก ส่วนใหญ่พบในแถบประเทศร้อน ที่มีฝนตกชุก ที่พบในเมืองไทยเป็นประเภทที่มีพิษ อยู่ที่เล็บ (Dentrobate frog) ลักษณะลำตัว มีสีสันสดใส สังเกตได้ง่าย ในขณะที่มันจะลงมือทำร้ายศัตรู ในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ เรียกว่า หมาน้ำ เพราะเสียงร้องของมันคล้ายลูกสุนัขเห่า ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า สางห่า ผู้ที่ถูกพิษของมัน มีอาการเจ็บปวดมาก และถ้ารักษาไม่ถูกต้อง จะตายในเวลาอันรวดเร็ว




เคยมีผู้พบเห็นกบชนิดนี้ ที่อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จังหวัดชุมพร และบริเวณเทือกเขาภูพาน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นถูกพิษของหมาน้ำเสียชีวิตไปหลายคน แม้ในปัจจุบันก็ยังไม่ปรากฏว่ ามียารักษา หรือเซรุ่มที่ใช้รักษาพิษของกบเหล่านีได้โดยตรง ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ในประเทศไทย มีผู้ทดลองใช้ใบเสลดพังพอนสดรักษาตามแบบแผนโบราณ โดยอ้างว่าแก้พิษหมาน้ำได้


ที่มา: ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 1 และ 2 พ.ศ. 2535.กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หน้าที่ 65-67
( จาก เวป ศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา)

แค่มองก็ท้องเหรอ..ปลากัด?? ตัวผู้มองตัวเมียจะผลิตเซลล์ไข่ออกมาและสร้างหวอดไข่ แต่ไม่เป็นลูกจนกว่าจะใส่ตัวผู้ลงไปให้Featuringกัน แล้วแยกออก

ปลากัดแค่มองตากันก็มีลูกได้จริงหรือ...คำตอบคือ...ไม่จริง
แต่ปลากัดแค่มองตากันก็ท้องได้จริงหรือ...คำตอบคือ...จริง




เมื่อตัวผู้เพียงแค่เกี้ยว มองตาตัวเมีย (อาจจะอยู่คนละขวด)แม่ปลาจะท้องได้จริง โดยยังไม่ได้ผสมพันธุ์กัน แต่ถ้าไม่มีการผสมพันธุ์ ไข่นั้นจะไม่สามารถให้กำเนิดลูกได้



 
 
 
 
ปลากัดนั้นแปลกตรงที่ตัวผู้จะเป็นผู้เลี้ยงลูก เมื่อตัวเมียตั้งท้อง ตัวผู้จะก่อหวอด คือปลาตัวผู้จะโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำฮุบเอาลมอมเข้าไว้ในปาก แล้วว่ายไปใต้ใบผักหญ้าแล้วก็พ่นลมนั้นให้ลอยปุดๆขึ้นไปที่ใต้ใบไม้ ฟองอากาศนี้จะผสมกับน้ำลาย น้ำเมือกในปากของพ่อปลา เมือกนี้จะหุ้มฟองอากาศให้เป็นฟองอยู่ได้นานๆ


 
 
 

 
 
ตัวผู้จะก่อหวอดไปเวียนกลับมาคลอป้อตัวเมียเสียหน่อยหนึ่ง แล้วกลับไปก่อหวอด ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนหวอดนั้นโต เสร็จเรียบร้อยพอดีกับที่ตัวเมียท้องโต
 
 
 
 
 
 
คราวนี้จะว่ายไปข้างๆตัวเมีย แล้วมันก็งอตัวอขงมันรัดตัวเมีย รัดขวางๆตัว แล้วพลิกตัวจนตัวเมียหงายท้องขึ้นบน แต่ว่าการรัดกันของปลากัดนี้ อวัยวะเพศของปลาตัวผู้ไม่ได้สอดเข้าไปในอวัยวะเพศของปลาตัวเมียอย่างสัตว์ชนิดอื่นๆ มันเพียงแต่รัดปลาตัวเมีย แล้วปล่อยตัวอสุจิออกหมด มันก็คลายตัวออกจากตัวเมียแล้วว่ายลงไปวนเวียน อยู่ข้างใต้ตัวเมีย
 
 
 
 
 
ส่วนตัวเมียเมื่อได้กลิ่นไอของน้ำอสุจิของปลาตัวผู้ นางก็เริ่มปล่อยไข่ออกจากท้องทีละสองสามเม็ดเรื่อยๆไป ตัวอสุจิของตัวผู้เป็นแสนๆ ที่ว่ายอยู่ในน้ำนั้นตัวหนึ่งก็จะว่ายไชเข้าไปในเม็ดไข่ การผสมพันธุ์แบบนี้เป็นการผสมพันธุ์นอกท้องของมารดา ซึ่งปลาส่วนมากผสมพันธุ์กันแบบนี้


 
 
 
  คราวนี้พอแม่ปลาวางไข่ ไข่จะค่อยๆ จมดิ่งลงช้าๆ ไปยังก้นภาชนะ ปลาตัวผู้รู้หน้าที่และคอยทีอยู่แล้วก็จะฮุบอมไข่นั้นๆไว้ในปาก แล้วก็ว่ายไปที่ใต้หวอดที่ตนเตรียมไว้เรียบร้อย แล้วพ่นไข่ปุ๊ปขึ้นไปยังฟองอากาศ ฟองไข่นี้จะถูกหุ้มห้วยน้ำลายหรือเมือกเหนียวๆจากปากของพ่อปลา ทำให้ติดแน่นกับฟองหวอด ไม่หลุดออกมาง่ายๆ ถ้าไข่เม็ดไหนหลุดจมลงไป พ่อปลาก็จะอมขึ้นมาพ่นไว้ที่หวอดให้เรียบร้อยใหม่
 
 


พ่อปลาเวียนว่ายฮุบอมเอาไข่มาพ่นที่หวอดเรื่อยๆ จนกระทั่งแม่ปลาหยุดวางไข่ เพราะไข่หมดท้อง พ่อปลาจะดูแลลูก โดยไล่กัดแม่ปลาไปเสียให้พ้น เพราะแม่ปลานิสัยไม่ดีเผลอเข้า ก็ขโมยไข่ของตัวกินได้ลงคอ พ่อปลาจึงทำหน้าที่คอยระวังหวอดของมัน ภายหลังฟักเป็นลูกปลาแล้วพ่อปลาก็ยังคอยวนเวียนดูแลอยู่ ลูกปลาเกิดใหม่จะว่ายน้ำไม่เป็น ถ้าหลุดจากหวอดอาจจมน้ำตาย พ่อปลาจะคอยอมลูกปลาพ่นกลับไปที่หวอด จนลูกปลาดูแลตัวเองได้ มันก็บังคับให้ลูกกระจัดกระจายแยกย้ายกันออกไปหากินเอง


แต่ว่าการไล่ลูกไปให้พ้นดูจะรุนแรงสักหน่อย คือ พอวันดีคืนดีมันจะว่ายพรวดพราดเข้าไปกลางฝูง ไล่ลูกให้แตกกระจายออกไป ถ้าลูกตัวไหนอ่อนแอชักช้าให้อยู่ต่อไปจะกลายเป็นเหยื่อปลาอื่น มันก็เลยจับกินเสียเอง

 
 
 
 
หนังสืออ้างอิง
ธรรมชาตินานาสัตว์ ของนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ซึ่งเป็น 1 ในหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน ของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ หน้า 197-203

การเพาะปลากัด http://www.fisheries.go.th/Dof_thai/knownledge/aquarium/fighting_fish/fighting_fish_index.htm
เพิ่มเติม http://community.thaiware.com/thai/index.php?act=Print&client=printer&f=14&t=325777


The Story of the Windows 7 Beta Fish
ไมโครซอฟท์วินโดว์ 7 รุ่นเบต้า นำปลากัดไทยมาเป็น Wallpaper (ภาพพื้นหลัง)




As Microsoft has given green light to the public downloads of Windows 7 Beta 1 Build 7000, millions of testers will be greeted by the new default wallpapers of the operating system, featuring none other than the Siamese fighting fish. In fact, Windows 7 has been offering users a chance to have the creature, a member of the Betta splendens species, as their background since before Christmas 2008, when Build 7000 was initially leaked. Microsoft's reason for choosing the Siamese fighting fish for Windows 7 was rather simple. The wallpaper is included only in the Beta version of Windows 7, and not in the previous three milestone developments, because this very popular freshwater fish is actually known as betta.
http://news.softpedia.com/news/The-Story-of-the-Windows-7-Beta-Fish-101857.shtml

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กบ-จิ้งหรีดร้องทำไมหลังฝนตก?? ฝนตกน้ำไปท่วมรูที่มันอยู่ ทำให้ต้องออกมาตะเบงเสียง ซึ่งร้องกันตลอดเป็นปกติ แต่ฝนหยุดเสียงเงียบเราจึงได้ยินกัน

ทำไมกบ จิ้งหรีดร้องเสียงดังหลังฝนตก?





ท่านที่อยู่ในพื้นที่ธรรมชาติ จะสังเกตได้ว่าฝนตกเมื่อไหร่ก็ตามจะได้ยินเสียงกบ จิ้งหวีด และสัตว์เล็กสัตว์น้อยอื่นๆพากันร้องประสานเสียงกันระเบ็งเซ็งแซ่ไปทีเดียวเรื่องนี้คงมีคนสงสัยกันบ้างละว่าการร้องของกบและจิ้งหวีดไปเกี่ยวอะไรกับฝน







ความเชื่อที่ว่าจิ้งหรีดหรือกบร้องเฉพาะเวลาฝนตกหรือหลังฝนตกไม่ใช่ความจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่มีเหตุบางอย่างที่ทำให้ดูเหมือนว่าพ้องกันข้อเท็จจริงก็คือเมื่อเกิดฝนตกน้ำฝนจะไหลท่วมรูที่กบและจิ้งหรีดอาศัยอยู่ทำให้พวกมันต้องออกมาข้างนอกและทำกิจกรรมที่ตามปกติจะทำในรูหรือในที่กำบัง เช่น หาอาหาร ผสมพันธุ์เป็นต้น จนดูเหมือนว่าฝนเป็นปัจจัยที่ทำให้กบหรือจิ้งหรีดส่งเสียงร้องความจริงเป็นการส่งเสียงตามปกติอยู่แล้ว แต่เราสามารถได้ยินด้วยก็เท่านั้นเองนอกจากนั้นความเงียบของโลกหลังฝนตกเป็นเหตุผลเสริมอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เราได้ยินเสียงของสรรพชีวิตได้ดีเป็นพิเศษ


สรุปแล้วเป็นเรื่องของจิตใจและสัญชาตญาณของสัตว์โลกครับ สัตว์ทุกชนิดมีสัญชาตญาณและความรู้สึกนึกคิดคล้ายกับเราที่เป็นมนุษย์เหมือนกันสิ่งมีชีวิตทั้งหลายจึงควรเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันโดยมีความจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นตัวเสริม




ที่มา บทความเรื่อง ทำไมกบ จิ้งหรีดร้องเสียงดังหลังฝนตก? วิทยาศาสตร์รอบตัวจาก สสวท
คัดลอกจาก ศูนย์แบ่งปันความรู้ ม.น.ข
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทำไมสุนัขถึงเดินเป็นวงกลมก่อนจะนอนลง?? 1.บอกเขตของข้า(กลิ่น) 2.จัดLocation 3.แม่สุนัขเดินเวียนก่อนนอนให้นมให้ลูก(ตายังไม่เปิด)รู้ว่าอยู่นี่

ทำไมสุนัขถึงเดินเป็นวงกลมก่อนจะนอนลง??



การเดินวนเป็นวงกลมเป็นวิธีการจัดเตรียมที่นอน โดยเฉพาะเมื่อสถานที่ที่มันกำลังจะเอนนอนอาจเป็นหญ้าสูง ใบไม้หรือกองหินที่สมควรจะถูกจัดการให้เรียบร้อย ก่อนที่จะล้มตัวลงนอน ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเชื่อว่าการเดินวน เป็นการประกาศอาณาเขต ของตนเองและเป็นการกำหนด พื้นที่ที่ตนเองมีอำนาจครอบครอง ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับสุนัข อลิซาเบธ ครอสบี้ เมตซ์ อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า



"ฉันเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระจายกลิ่นไปทั่วๆ บริเวณของตนเอง" อย่างไรก็ตาม ในฐานะของคนที่เพาะพันธุ์สุนัข ฉันได้เรียนรู้ว่า แม่สุนัขจะเดินไปรอบๆหลายๆครั้ง ก่อนจะนอนลงให้นมกับลูกน้อยที่เกิดใหม่ ที่ไม่สามารถมองเห็นหรือได้ยินเสียง ซึ่งการกระทำของแม่สุนัขดังกล่าว น่าจะเป็นไปเพื่อบอกกับลูกน้อยให้รู้ว่าแม่ของมันอยู่ตรงไหนใกล้หรือไกลเพียงใด



ที่มา http://www.pirun.ku.ac.th/
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ปลาทูต้องคอหัก? 1)กบนอกกะลาบอกหักคอก่อนนึ่งไม่งั้นพุงแตก 2)แม่กลองใส่เข่งละ2-3ตัวต้อง "หน้างอ คอหัก" ปลาทูมาจากไหหลำมาโตพอดีกินที่อ่าวไทย;-)

ทำไมต้องเรียกปลาทู  ทำไมต้องคอหัก??


เริ่มจาก ตะกลูปลาทู



ปลาทู จัดอยู่ในครอบครัว Scombridae สกุล Rastrelliger ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกันกับปลาโอและปลาอินทรีย์ ทั้งปลาทูและปลาลังเป็นปลาที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงบริเวณกลางน้ำถึงผิวน้ำ ตั้งแต่บริเวณชายฝั่งจนถึงระดับความลึก 200 เมตร ในน่านน้ำไทย พบ 3 ชนิด คือ ปลาทูสั้น(Short mackerel,Indo-Pacific macerel;Rastrelliger brachysoma(Bleeker,1851)) เป็นชนิดที่นิยมบริโภคมากที่สุด ปลาทูลัง(Indian macerel; R.Kanagurta(Cuvier,1816)) และปลาทูปากจิ้งจก หรือปลาลังปากจิ้งจก(Island mackerel;R.faughni Matsui,1967)(กรมประมง,2548) ดูภาพแต่ละชนิดได้ที่ http://www.fisheries.go.th/marine/KnowladgeCenter/knowledge/Platoo/platoo.html





นอกจากเราจะเห็นปลาทูในเข่งแล้ว จะเห็นปลาทูจากอ่าวไทยซึ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากไหหลำครับ

ในอดีตเชื่อว่าปลาทูที่จับได้ในอ่าวไทยมาจากเกาะไหหลำ แต่ปัจจุบันพบว่าปลาทูเกิดในอ่าวไทยเป็นปลาผิวน้ำ รวมกันเป็นฝูงบริเวณใกล้ฝั่ง พบเฉพาะบริเวณอุณหภูมิผิวน้ำไม่ต่ำกว่า 17 องศาเซลเซียส ความเค็มของน้ำไม่เกิน 32.5 % แต่ทนความเค็มต่ำได้ถึง 20.4 % จึงพบในบริเวณน้ำกร่อยได้ [2] ปลาทูวางไข่แบบไข่ลอยน้ำ ไข่ที่ได้รับการผสมจะลอยน้ำอยู่ได้ ช่วงที่วางไข่คือกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม วิกิของปลาทู ดูที่ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B9

คนในประเทศไทยบริโภคปลาทูปีละ หกหมื่นตันครับ

จากการศึกษาปริมาณการจับปลาทูจากเครื่องมือประมง อวนลอยปลาทู อวนล้อมจับ อวนลากเดี่ยวและอวนลากคู่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลอ่าวไทยตอนกลางโดย วิธีการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ในปี 2551 เครื่องมือประมงกลุ่มอวนล้อมจับประมาณ 44,177 ตัน อวนลอยปลาทูประมาณ 23,617 ตัน อวนลากเดี่ยวประมาณ 1.44 ตัน อวนลากคู่ประมาณ 728 ตัน รวมทั้งปีมีปริมาณปลาทูถูกจับมาใช้ประโยชน์ประมาณ 68,524 ตัน และในปี 2552 เครื่องมือประมงกลุ่มอวนล้อมจับประมาณ 48,347 ตัน อวนลอยปลาทูประมาณ 14,630 ตัน อวนลากเดี่ยวประมาณ 2.75 ตัน อวนลากคู่ประมาณ 432 ตัน รวมทั้งปีมีปริมาณปลาทูถูกจับมาใช้ประโยชน์ประมาณ 63,412 ตัน อ่านเต็มๆ http://www.classifiedthai.com/content.php?news=10564



ทำไมปลาทูต้องคอหัก

1) เคยดูรายการกบนอกกะลา เค้าบอกว่า เหตุที่ต้องหักคอปลาทูก่อนนึ่งเพราะว่า ท้องปลาจะได้ไม่แตกเวลานึ่ง
2) ต้องหักคอเพื่อให้ลงเข่งได้ เหมื่อนตำนาน “ปลาทูแม่กลอง” ที่มีเอกลักษณ์ตรง “หน้างอ คอหัก” อ่านต่อ http://www.thaigoodview.com/node/8640


ปลาทู มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Scomber

ปลาทู มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Scomber ปลาทูเกิดและโตในอ่าวไทยมากยิ่งกว่าในทะเลแถบอื่น ปลาทูเป็นปลาขนาดกลางรูปเพรียว หัวแหลม ท้ายแหลม ตัวแบน ด้านหลังเป็นสีเขียวปนฟ้ายาวตลอดตัวส่วนด้านใต้ท้องเป็นสีขาวเงิน ปลาทูว่ายน้ำได้รวดเร็วมาก และไม่เคยหยุดนิ่งกับที่เพราะต้องคอยหนีปลาใหญ่ที่ไล่ตามจับกินอยู่เสมอ ศัตรูของปลาทูได้แก่ ปลาฉลามและปลาใหญ่อื่น ๆ ปลาทูอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ มีจำนวนหลายพันตัว หากินอยู่ใกล้ฝั่งน้ำ ใกล้ชายฝั่งในที่ซึ่งน้ำลึกไม่เกินกว่ายี่สิบฟุต กินแพลงตอนเป็นอาหาร

ในเวลากลางคืนที่ทะเลเรียบ ปราศจากคลื่นลม อากาศดี ฝูงปลาทูจะขึ้นว่ายใกล้ผิวน้ำ ถ้าเป็นคืนเดือนมืดแสงเรืองจากตัวปลาส่องแสงเป็นประกายสีขาวทำให้มองเห็นฝูง ปลาได้อย่างชัดเจน ชาวประมงอาศัยแสงเรืองจากตัวปลาทูเป็นที่หมายช่วยให้ติดตามจับปลาฝูงใหญ่ ๆ ได้ง่าย

ปลาทูวางไข่ปีละสองครั้งตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม และเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม แหล่งวางไข่แหล่งใหญ่ในอ่าวไทยสองแห่ง คือ ในน่านน้ำบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี กับที่แหลมแม่รำพึง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปลาทูวางไข่ในทะเลค่อนข้างลึก เมื่อลูกปลาทูโตขึ้นจะเริ่มว่ายเข้าหาฝั่งแถบก้นอ่าวไทยและจะโตเต็มที่ใน เวลาหกเดือน หรือ ปลาทู (Indo-Pacific mackerel ชื่อวิทยาศาสตร์: Rastrelliger neglectus) หรือ ปลาทูยาว) เป็นปลาทะเลที่มีถิ่นกำเนิดในบริเวณอ่าวไทย เป็นปลาผิวน้ำ รูปร่างป้อมแบน ตาค่อนข้างเล็ก มีเยื่อไขมันอยู่ รอบนัยน์ตา ปากกว้าง ขากรรไกรล่างยาว



ประวัติ

ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้จ้างดร. สมิท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลามาเป็นที่ปรึกษากรมรักษาสัตว์น้ำ เพื่อสำรวจพันธุ์ปลาต่างๆในประเทศไทย มีหลวงมัศยจิตรการ (ประสพ ตีระพันธุ์) เป็นผู้ช่วยและวาดภาพปลา ท่านผู้นี้เป็นผู้วาดภาพปลาทูภาพแรกในประเทศไทย [3] ใน พ.ศ. 2468 ไทยนำเรืออวนตังเกจากจีนมาใช้ทำให้จับปลาทูได้มาก ปลาทูที่เหลือทำเป็นปลาทูเค็มส่งไปขายต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง จนในภาษาอินโดนีเซียเรียกปลาทูเค็มว่า Ikan siam

พ.ศ. 2503 รัฐบาลไทยนำเครื่องมืออวนลากจากเยอรมันตะวันตกมาใช้และเมื่อมีการประกาศใช้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกทำให้การประมงขยายตัวมากขึ้น จนกระทั่งจำนวนปลาทูในอ่าวไทยลดจำนวนลงในที่สุด

การบริโภค
ปลาทู นำมาเป็นอาหารไทยมีจำหน่ายในรูปแบบ ปลาทูสด และปลาทูนึ่ง ซึ่งมีลักษณะการขายเป็นใส่ภาชนะที่เรียกว่า เข่งปลาทู นิยมนำมาทอด รับประทานคู่กับน้ำพริกกะปิ หรือ ทำเป็นน้ำพริกปลาทู ส่วนปลาทูสดนิยมนำมาทำเป็นต้มยำปลาทู

เนื้อปลาทูมีสารโอเมก้า 3 ค่อนข้างมาก ในเนื้อปลาทู 100 กรัมมีสารโอเมก้า 3 ราว 2-3 กรัม ช่วยลดอัตราการตายจากโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดตีบ และยังลดโคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ รวมทั้งลดความหนืดของเลือด ลดการอักเสบ ทำให้ความข้นในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ปลาที่ใกล้เคียง
ปลาทูตัวสั้น หรือปลาทูสั้น (ชื่อสามัญ: Short-bodied mackerel ชื่อวิทยาศาสตร์: Rastrelliger brachysoma)ปลาลัง

(ที่่มา กรมประมง)
ที่มาเสริม http://gotoknow.org/blog/natthakorn-ed/182330

ชื่อปลาทู ไหหลำเป็นผู้เรียกมาก่อนครับ

คำว่า “ปลาทู” ตามความเชื่อและคำบอกเล่าสืบทอดกันมาว่า เป็นปลามาจากเกาะไหหลำ ในอ่าวตังเกี๋ย ประเทศเวียตนาม แต่ไม่มีข้อพิสูจน์ว่า ความเชื่อดังกล่าวจริงหรือไม่ และทำไมเชื่อเช่นนั้น แต่อย่างน้อยความเชื่อดังกล่าว ได้บอกลักษณะอย่างหนึ่งของปลาทู ซึ่งบรรพบุรุษได้ตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือ ปลาทู เป็นสัตว์น้ำที่มีการเคลื่อนย้าย เดินทางตลอดเวลา และส่วนหนึ่งปลาทูมาอาศัยอยู่ในบริเวณปากอ่าวแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม ในช่วงระยะเติบโตจนเป็นสาว จึงเป็นที่มาของการจัดงานเมื่อปีก่อนๆ ที่ให้ชื่องานว่าปลาทูเต็มสาว ซึ่งปลาทูเต็มสาวนั้น จะมีรสชาดที่อร่อย เนื้อแน่น หวานหอม จึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคโดยทั่วไป

อ่านเต็มๆ http://www.rd1677.com/branch.php?id=47762
อีกตำนานหนึ่งบอกว่า ชาวประมงเขมรที่จับปลาอ่าวไทยด้วยกัน เรียกมาก่อนจึงเรียกตามๆ กันมา

 
ที่มา : กูเกิลกูรู
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต