"ความรู้ ไม่ใช่ปัญญา" (Knowledge is not wisdom.) --ไอน์สไตน์--

ความรู้เป็นเรื่องของความความคิดตาม ประสบการณ์ การทดลอง หรือองค์แห่งสาระ มากมายตำรา มาให้อ่านและเพิ่มพูน แต่ปัญญาเป็นเรื่องทางจิตใจ ความเข้าใจ ประกอบโดยสติและรู้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรู้เท่าทันตนเอง ตรงนี้เอง "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ไม่ได้เกิดจากความรู้เยอะ แต่น่าจะเกิดจากมีปัญญาไม่พอ ที่จะประคองชีวิตให้พ้นผ่านอุปสรรค (ขยายความจาก "ความรู้ ไม่ไช่ปัญญา - Khowledge is not wisdom" คำจาก ไอน์สไตน์)



แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไอน์สไตน์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไอน์สไตน์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทฤษฏีสรรพสิ่ง? ไอน์ฯบอกไว้ก่อนจากว่า "read the mind of God" Steven Hawking มาต่อยอด เกิดจาก 4 สมการ 6 มิติ Nowรอคนมาไข http://bit.ly/bTeprZ

ทฤษฏีทุกสรรพสิ่ง ของปู่ไอน์สไตน์ แป้กแต่โดน??



I really wonder when i heard the meaning of theory of relativity, it's very carziest theory ever proposed..

Enistein spend 30 years on theory of relativity, but he couldn't explain. and it was unsuccessful..

If he had explained this theory ....it was to have been the ultimate achievement of 2,000 years of investigation into the nature of space and matter,

This is his third try..

His first theory of Special Relativity (1905) gave us E = mc², which led to the atomic bomb and unlocked the secret of the stars.....

His second great theory was General Relativity (1915), which gave us space warps, the Big Bang, and black holes......

But many don't realize that his greatest theory was never finished: "a theory of everything". Einstein's crowning achievement was to have been the unified field theory, an attempt to "read the mind of God"

Wonder theory ...

(Naked Science Forum)
 
 
ทฏษฏีเกิดขึ้นมาจากความพยายามรวมเอาสมการแรงทั้งสี่ชนิดไว้ด้วยกัน ซึ่งมีปัญหาการรวมแรง G เข้ากับแรงอื่นๆอีกสามแรง

ทฤษฎีสตริงจริงเสนอไว้นานแล้วแต่นักวิทยาศาสตร์ช่วงนั้นยังเชื่อเรื่องอนุภาคมูลฐานยังต้องเป็นอนุภาคอยู่ จึงไม่ได้ตีพิมพ์ ดังนั้นคนที่เสนอจึงต้องพยายามพิสูจน์ทฤษฏีนี้

ในที่สุดทฤษฏีนี้ได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่มันก็ยังมีปัญหาอีกคือ ทฤษฏีนี้สามารถพัฒนาออกมาได้เป็น 5 เวอร์ชั่น ซึ่งมีความถูกต้องเหมือนกัน (จากสมการ) ดังนั้น อันไหนละที่ถูกต้องกับจักรวาลที่เราอยู่ (นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแต่ละแบบอาจอธิบายจักรวาลในแบบต่างๆในมิติอื่นๆ คือมีเอกภพขนาน จากสมการบอกว่ามันมีอยู่ 6 มิติ)

นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำบางคนกล่าวว่า ทฏษฏีนี้ไม่มีทางพิสูจน์ได้ เพราะเขาเชื่อว่าต้องใช้พลังงานมหาศาลเหลือเกินในการที่จะตรวจสอบได้สตริงได้ บางท่านกล่าวว่าจะเรียกว่าทฤษฏีดีหรือปรัชญาดี เพราะ เป็นทฤษฏีที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ ซึ่งขัดกับหลักการทางวิทยาศาสตร์

ก็ยังมีความพยายามพัฒนากันต่อไปละครับ จนกว่าจะหาทฤษฎีใหม่ที่อาจพิสูจน์ได้

 
 

 
Steven Hawking and The Theory of Everything

และ Kip S. Thorne คือเพื่อนของผู้ชายที่น่ามหัศจรรย์ผู้นี้
สตีเฟน ฮอว์คิง เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2485
ที่เมืองอ๊อกซฟอร์ดไชร์ ประเทศอังกฤษ
ศึกษาสาขาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด
และรับปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2505
ต่อมาได้เข้าศึกษาที่ทรินิตีคอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
ในสาขาจักรวาลวิทยา และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตเมื่อปี พ.ศ. 2509
หลังจากนั้นก็ได้รับการคัดเลือกเป็นนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด

แต่ก่อนที่เค้าจะเรียนจบ สตีเฟน ฮอว์คิง ก็มีอาการที่เรียกว่า
amyotrophic lateral sclelar (ALS)
อันเป็นอาการผิดปกติของระบบประสาทโดยไม่ทราบสาเหตุ
โดยมีผลกับประสาทสั่งการ (motor neurons)
ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอลงจนเกือบเป็นอัมพาต
หมอบอกว่าเค้าจะมีอายุต่อไปอีกไม่เกิน 1-2 ปี
แต่เขายังคงทำงานวิชาการต่อไป และมีชีวิตยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้

งานที่ทำให้เค้าโด่งดังคือ การศึกษาเรื่องหลุมดำ
หลุมดำเป็นสิ่งที่ลึกลับที่สุดในจักรวาลนี้
มันมาจากสมการของไอน์สไตน์ที่กล่าวว่า
แสงนั้นมีความเร็วคงที่ และเดินทางเป็นเส้นตรง
แต่มีผ่านโค้งของอวกาศที่ถูกสร้างโดยสนามแรงโน้มถ่วงของมวลขนาดใหญ่
แสงนั้นสามารถบิดงอได้ เมื่อมีมวลมากจนถึงจุดหนึ่ง
แรงโน้มถ่วงจะมาก จนแม้แต่แสงก็ยังไม่สามารถผ่านออกมาได้
และทุกอย่างจะสูญหายไปในหลุมดำนั้น

แต่ไอน์สไตน์ก็ไม่อยากจะเชื่อว่า เรื่องนี้จะเป็นไปได้
แต่มันก็ได้รับการพิสูจน์แล้ว ว่ามันมีอยู่จริง

นักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อมาอย่าง สตีเฟน ฮอว์คิง เชื่อว่า
ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะถูกดูดหายเข้าไปในนั้น
หลุมดำมีการปลดปล่อย sub-atomic particle ออกมา
ที่ทุกวันนี้เรียกว่า Hawking radiation
และเค้าได้พยายามที่จะศึกษามันต่อไป เพื่อไขความลับของหลุมดำออกมา

นานมาแล้วที่ชายหนุ่มคนหนึ่ง กับตำนานใต้ต้นแอปเปิ้ลของเค้า
ได้สร้างกฏฟิสิกส์ที่โด่งดังที่สุด และเราก็ยังใช้มันมาถึงทุกวันนี้
มันสามารถใช้สร้างยานอวกาศ อธิบายถึงวงโตจรของดาวเคราะห์
น้ำขึ้น น้ำลง ด้วย กฏของนิวตั้น

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป เราเริ่มศึกษาสิ่งที่อยู่ไกลออกไปนอกสุริยะจักรวาล
สิ่งที่มีความเร็วมากขนาดใกล้เคียงแสง กฏของนิวตั้นไม่อาจใช้อธิบายได้อีกต่อไป
จึงเกิดนักฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่คนที่สอง ที่เรารู้จักกันในนาม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
ผู้ที่คิดค้นที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
พูดถึงพลังงานและสสาร โดยเพิ่มความรับรู้ของเราไปยังอีกหนึ่งมิติ
มิติที่สี่ มิติแห่งกาลเวลา แต่ทั้งสองทฤษฏีที่เป็นระเบียบและสวยงามนี้
กลับใช้ไม่ได้กับสิ่งที่เล็กจิ๋วอย่างอะตอม
ซึ่งต้องใช้อีกทฤษฏีหนึ่งอธิบายของธรรมชาติของมัน
ซึ่งแทบจะก้าวข้ามความรับรู้ของมนุษย์ธรรมดาออกไป
กับความไม่แน่นอนของ กลศาสตร์ควอนตัม

แล้วทำไมเราต้องใช้หลายทฤษฏีมาอธิบายด้วยล่ะ ???
ในเมื่อทุกสิ่งในจักรวาลล้วนก่อกำเนิดมาจากจุดเดียวกัน
จะมีทฤษฏีใดใหมที่สามารถอธิบายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ตั้งแต่สิ่งที่เล็กจิ๋วอย่าง อิเลคตรอน ไปจนถึงสิ่งที่ใหญ่มากอย่าง กาแล๊กซี่
ที่เราเรียกมันว่า ทฤษฏีทุกสรรพสิ่ง

ที่มา : Science Geek Club
Book : Steven Hawking and The Theory of Everything
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ลูกสาวของไอน์สไตน์ และ เข็มทิศกับไวโอลินของไอน์สไตน์

ลูกสาวของไอน์สไตน์


เมื่อแต่งงานแล้ว มิเลวาก็เสียสละเป้าหมายทางอาชีพของเธอ เธอเลิกเรียน และหันมาเป็นเพียงผู้ช่วยของไอน์สไตน์เท่านั้น มีคนตั้งข้อสังเกตในภายหลังว่า มิเลวานั้น อยู่ในชีวิตของไอน์สไตน์ในช่วงชีวิตที่เขาประสบความสำเร็จสูงสุด จึงเป็นไปได้ว่า มิเลวาน่าจะมีส่วนในงานของไอน์สไตน์ด้วย ความรักผลักดันให้เกิดลูกสาวคนแรกก่อนการแต่งงานในปี 1902 ลูกสาวคนนี้ชื่อลีสเซอร์ล เป็นลูกสาวที่ไอน์สไตน์ไม่เคยปริปากถึง เพราะเป็นลูกที่เกิดก่อนสมรส ไม่นานนัก ลีสเซอร์ลก็หายไปจากชีวิตของไอน์สไตน์อย่างลึกลับ ไม่มีใครรู้ความจริงเรื่องนี้ ว่ากันว่า วันหนึ่งเมื่อครอบครัวออกไปปิกนิกกัน ลีสเซอร์ลก็เดินหายไปดื้อๆ บางกระแสบอกว่า มิเลวายกลีสเซอร์ลให้คนอื่นเลี้ยง และเธอเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก เรื่องนี้ก่อให้เกิดบาดแผลในชีวิตของทั้งไอน์สไตน์และมิเลวาขึ้น จนทำให้ชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ไม่ราบรื่น


(อ้างอิง http://www.oknation.net/blog/bill125/2008/10/24/entry-1 )




เข็มทิศกับไวโอลินของไอน์สไตน์



ในช่วงท้ายของชีวิต ไอน์สไตน์ชอบเดินท่อมๆ แถวมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ที่ซึ่งเขาเป็นอาจารย์ประจำ ทักทายเด็กและเล่นกับทารก ปล่อยตัวตามสบาย เส้นผมสีขาวโพลน สวมเสื้อนอกลุ่ยรุ่มร่าม และไม่สวมถุงเท้า 'เปลือก' ของเขาดูไม่เหมือนนักวิทยาศาสตร์ปราดเปรื่องผู้ที่ประชากรกว่าครึ่งโลกรู้จัก

บ่ายวันหนึ่งขณะที่เดินอยู่แถว สถาบันเพื่อการศึกษาชั้นสูง ในพรินซ์ตัน ไอน์สไตน์ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ เขาเดินไปตามต้นเสียงจนพบเด็กหญิงคนหนึ่ง จำได้ว่าเป็นลูกสาวของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในคณะ เมื่อถามเด็กหญิงว่าร้องไห้ทำไม เธอตอบว่าเธอตามวิชาเลขคณิตที่ครูสอนไม่ทัน เพราะเต็มไปด้วยกฎมากมาย

ไอน์สไตน์บอกว่า เขาเองก็มีปัญหากับตัวเลขเช่นกัน แต่บางทีหากพวกเขาทั้งสองนั่งลงแก้ปัญหาด้วย สถานการณ์อาจจะดีขึ้นก็ได้




บ่ายนั้นไอน์สไตน์นั่งขบคิดวิชาเลขคณิตกับเด็กหญิงคนนั้นด้วยความทรมานพอควร แม้จะเป็นนักฟิสิกส์ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลข้ามจักรวาล แต่เขาไม่จัดว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการคำนวณ และต้องพึ่่งนักคณิตศาสตร์ช่วยในสมการของเขา อย่างไรก็ตามบ่ายวันนั้นเขาก็สามารถทำให้เด็กหญิงเรียนรู้จนได้


ช่วงเวลานั้น ไอน์สไตน์เป็นคนที่มีชื่อเสียงก้องโลกแล้ว สถานภาพของเขาอยู่ในขั้น 'ดารา' แน่นอนจดหมายหลั่งไหลถึงเขา ส่วนใหญ่มาจากเด็กๆ ทั่วโลก ถามคำถามทุกประเภท บางคนส่งรูปภาพที่วาด ภาพถ่าย ของขวัญชิ้นเล็ก ที่น่าประหลาดใจสำหรับคนส่วนมากก็คือ ไอน์สไตน์มักตอบจดหมายเหล่านั้น

เด็กชาวแอฟริกาใต้คนหนึ่งเขียนไปขอลายเซ็นไอน์สไตน์ ข้อความในจดหมายบอกว่า ปกติไม่ใช่คนที่ชอบขอลายเซ็นของใคร แต่กรณีของไอน์สไตน์เป็นข้อยกเว้น ส่วนเหตุที่เพิ่งมาขอลายเซ็นเพราะเพิ่งรู้ว่าไอน์สไตน์ยังไม่ตาย ตนคิดว่าไอน์สไตน์เป็นคนรุ่นเดียวกับ เซอร์ ไอแซค นิวตัน ในศตวรรษที่ 17 ไอน์สไตน์ตอบจดหมายฉบับนั้นกลับไปว่า ขอโทษด้วยนะที่ยังไม่ตาย

เด็กชาวแคนาดาคนหนึ่งเขียนถึงไอน์สไตน์ว่า "คุณมีตัวตนจริงหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพียงตัวละครในการ์ตูน?"

ไอน์สไตน์ชมชอบจดหมายเหล่านี้มาก เก็บรักษาเอาไว้ไม่น้อย ดูเหมือนว่าวัยมิได้ลดทอนความเป็นเด็กของเขาลงเลย

ไอน์สไตน์เป็นตัวอย่างของน้ำนิ่งไหลลึก สูงสุดคืนสู่สามัญ เป็นคนคนหนึ่งที่บังเอิญปราดเปรื่องและมีชื่อเสียง

ความจริงความปราดเปรื่องของเขาอยู่ที่การเข้าใจเลือกวิถีชีวิตแห่งความสุขสงบ เลือกการเรียนรู้ไม่ใช่การเล่าเรียน เลือกสันติไม่ใช่สงคราม และคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดคือ ความถ่อมตัวที่มีอยู่อย่างล้นเหลือ ความไม่เสแสร้ง และอารมณ์ขัน

ยากมากๆ ที่ใครคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งชื่อเสียงและการยอมรับขนาดนี้จะไม่เหลิง ยิ่งยากนักในการปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่า อำนาจ เมื่อรัฐอิสราเอลถือกำเนิด ไอน์สไตน์ปฏิเสธที่จะเป็นใหญ่ทางการเมือง และใช้ชีวิตเรียบง่ายในชุมชนเล็กๆ ห่างไกลจากบ้านเกิด



โลกเราล้วนเต็มไปด้วยตัวอย่างนักการเมืองที่ถูกอำนาจกลืนกิน หลายคนเปลี่ยนจากคนอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนที่บ้าอำนาจ เชื่อมั่นในตนเองสูงจนไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น จำนวนอีกไม่น้อยสลักใบหน้าตัวเองลงบนหินผา และสร้างอนุสาวรีย์ให้ผู้อื่นบูชาตน ทว่าเพียงลงจากอำนาจไม่ถึงวัน อนุสาวรีย์แห่งความป้อยอก็ล้มครืน เลนิน สตาลิน เชาเชสคู มาร์กอส ซัดดัม ฮุสเซ็น ฯลฯ คือตัวอย่าง



เมื่อนิตยสารไทม์เลือกบุคคลแห่งศตวรรษ (Person of the Century คือบุคคลที่ส่งผลกระทบต่อโลกมากที่สุดในศตวรรษ) พวกเขามีรายชื่อของบุคคลในศตวรรษที่ 20 จำนวนมากมาย ทั้งคนที่สร้างสรรค์และทำลาย เช่น เลนิน ผู้เปลี่ยนแปลงโลกสู่สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ฮิตเลอร์ผู้นำโลกสู่ความหายนะ เชอร์ชิลล์ ผู้หาญสู้อำนาจฟาสซิสท์ของฮิตเลอร์ ประธานาธิบดี แฟรงกลิน รูสเวลท์ ผู้นำพาอเมริกาผ่านวิกฤติ 'ต้มยำกุ้ง' ฉบับอเมริกันและสงครามโลกครั้งที่สอง

รายชื่อนี้ยังรวมผู้ที่เลือกต่อสู้ตามวิถีที่ไม่รุนแรง มหาตมะ คานธี ผู้นำพาผู้คนทั้งชาติต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษด้วยหลักอหิงสา มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ผู้ต่อสู้เพื่อทำลายกำแพงสีผิว โรซา พาร์กส์ ผู้ปฏิเสธที่นั่งบนรถเมล์ให้คนขาว ไปจนถึงประชาชนผู้หาญต้านรถถังที่จตุรัสเทียนอานเหมิน

รายชื่อในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 เช่น อเล็กซานเดอร์ เฟลมิง ผู้พบเพนนิซิลลิน เจมส์ วัตสัน กับ ฟรานซิส คริก ผู้พบรหัสชีวิตดีเอนเอ ส่วนนักประดิษฐ์ที่เปลี่ยนแปลงโลก เช่น พี่น้องตระกูลไรท์ผู้นำโลกไปบนท้องฟ้า อลัน เทอริง ผู้กำเนิดคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์สมองปราดเปรื่องอย่าง ไอน์สไตน์, นีล บอหร์, เอนริโค เฟอร์มี, ริชาร์ด ฟีนแมน, สตีเฟน ฮอว์คิง ฯลฯ



แต่ทำไมไทม์เลือกไอน์สไตน์?

สไตน์นั้นรวมเอาคุณสมบัติของผู้สร้างสรรค์ นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ นักต่อสู้แบบอหิงสาทั้งหมดเข้าด้วยกัน!

ไอน์สไตน์เกลียดสงคราม เป็นผู้ที่ใช้จินตนาการรวมเข้ากับวิทยาศาสตร์อย่างสวยงาม นำไปสู่การค้นหาความจริงในมุมมองของจักรวาล ซึ่งย้อนกลับมาทำให้เราเข้าใจวิถีของสิ่งมีชีวิต



ไอน์สไตน์ตั้งคำถามเสมอว่า อะไรคือความหมายของชีวิตมนุษย์ หรือของอินทรีย์ชีวิตทั้งหลาย จะว่าไปแล้ว การเดินทางไปสู่ความจริงของเขาโดยใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ ก็ไม่ต่างจากการแสวงหาทางหลุดพ้นของนักบวชโดยใช้ศาสนา

ไอน์สไตน์ล้มป่วยเมื่ออายุสี่ขวบ พ่อให้เข็มทิศแม่เหล็กตัวหนึ่งแก่เขา เด็กน้อยหมกมุ่นกับเข็มทิศนั้นด้วยความพิศวง เพราะไม่ว่าหมุนไปทางไหน เข็มก็ชี้ไปในทางเดียวกันเสมอราวกับมีอำนาจลึกลับบางอย่างกำหนดทิศทางของมัน เขารู้สึกแปลกใจ เข็มทิศทำให้เขาคิดว่ามีบางสิ่งที่ซ่อนเร้นลึกอยู่ที่อยู่เบื้องหลัง เขาเริ่มสัมผัสธรรมชาติในมุมมองของวิทยาศาสตร์


เข็มทิศตัวนั้นมิเพียงชี้ทิศบนโลกใบนี้ หากยังชี้ทางใหม่ให้ชีวิตของเขา ทางสายวิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์โดยตัวมันเองเป็นเพียงกระบวนการ ไม่ใช่จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ จุดหักเหอาจจะเกิดจากการที่แม่ของไอน์สไตน์แนะนำให้เขารู้จักดนตรี

เข็มทิศชี้ทางไปสู่การค้นหาความจริง เสียงไวโอลินเชื้อเชิญให้เขาเปิดหัวใจ

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ตลอดชีวิตไอน์สไตน์พกพาไวโอลินไปตามที่ต่างๆ และเป็นนักเล่นไวโอลินที่ดี


จินตนาการ วิทยาศาสตร์ กับความเป็นมนุษย์เป็นส่วนประกอบที่ลงตัวในการสร้างบุคคลเช่นไอน์สไตน์

การศึกษาหาความลับของจักรวาลผ่านทฤษฎีทั้งหลายของเขา ทำให้เขาซาบซึ้งถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความกระจ้อยร่อยกระจิริดของมนุษย์ จักรวาลวิทยาทำให้พบเห็นว่ามนุษย์เรานั้นเป็นเพียงการประกอบรวมกันของธาตุ เราเป็นเพียงธุลีหนึ่งในจักรวาล ไอน์สไตน์บอกว่า ยิ่งเรียนรู้ความลับของธรรมชาติจากเรื่องอะตอม แรงลึกลับทั้งหลาย ยิ่งทำให้มนุษย์เราต้องถ่อมตนและสันโดษ




สรรพสิ่ง 'สัมพัทธ์' กันไปหมด

ไอน์สไตน์เขียนในปี ค.ศ. 1931 ว่า "ผมเตือนตัวเองนับร้อยครั้งต่อวันว่า ชีวิตของผมทั้งภายในและเปลือกนอกล้วนมีฐานบนแรงงานของผู้อื่น ทั้งที่ยังมีชีวิตและที่ตายไปแล้ว ผมต้องใช้ความสามารถทุกอย่างของตนเพื่อที่จะให้ในระดับเดียวกับที่ผมได้รับและกำลังรับอยู่"

ไอน์สไตน์พร่ำพูดให้เห็นคุณค่าของมนุษย์ คุณค่าของเสรีภาพ ความไม่รุนแรง อันตรายของลัทธิทหาร และความคลั่งชาติ   8 ปีต่อมาโลกก็เข้าสู่สงครามที่ทำลายชีวิตมนุษย์หลายสิบล้านคน



แม้ไอน์สไตน์จะเป็นผู้ชื่นชมวิถีอหิงสาแห่งคานธี และเช่นเดียวกับคานธี เขาเป็นนักมนุษย์นิยม นักต่อต้านสงคราม แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ เขาก็แนะนำให้ประธานาธิบดีรูสเวลท์ระเบิดปรมาณู เมื่อข่าวการทำลายล้างฮิโรชิมามาถึงเขา ไอน์สไตน์กุมศีรษะเศร้าใจในบทบาทของตน ความเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ถูกสั่นคลอน เรื่องนี้สร้างความเศร้าใจแก่เขาตลอดชีวิต ยิ่งแก่ตัวลงเขาก็ยิ่งปล่อยวางมากขึ้น ใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ต่างจากนักบวช คือไม่ได้สนใจในชื่อเสียงเงินตรา



ไอน์สไตน์เขียนในปี ค.ศ. 1934 ว่า "คุณค่าที่แท้จริงของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนถูกกำหนดเบื้องแรกจากมาตรการและสำนึกในการปลดปล่อยตัวเอง การปลดปล่อยนี้ไม่ใช่เฉพาะอิสรภาพจากความหลงตัวเอง แต่จากเปลือกความเชื่อทางของศาสนาที่ห้ามโต้แย้ง"

มนุษย์เราทุกคนต้องการทั้งความรู้และความรักต้องการทั้งเข็มทิศกับไวโอลิน

ความรู้คือประตูเปิดโลก    ความรักคือหน้าต่างเปิดหัวใจ



"พิพิทธภัณฑ์บ้านไอน์สไตน์"




 
ที่มา : กูเกิลกูรู (จากคำถาม ไอน์สไตน์มีลูกสาวคนนึง ที่หายสาปสูญไป เธอชื่ออะไร โดย คิตตี้)
ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.icphysics.com/forums/viewtopic.php?f=15&t=262
ชีวิตพิศวง ของไอน์สไตล์ wonder einstein  http://www.watnai.org/einstein/wonder%20einstein_st.html
6 สุดยอด "สมการที่น่านับถือ" ทางฟิสิกส์ http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9470000065786
ตามรอยไอน์สไตน์ที่เบอร์น  http://www.vcharkarn.com/varticle/283
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ไอน์สไตน์IQสูงแค่ไหน? 160 (140up=อัจฉริยะ) น้อยกว่านักการเมือง ศิลปิน นักวิทย์ไม่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ วิจัยพบกว่า IQ มีผลต่อSuccessชีวิต 20%

ไอน์สไตน์ไอคิวสูงเท่าไร ใยฉลาดเช่นนั้น??


ไอคิว IQ Intelligence Quotient คือ ความฉลาดทางด้านความคิด ความอ่าน และการกระทำ หรือรวมเรียกว่า ความฉลาดแบบโดยรวมอะไรก็ได้ เช่น เรื่องเรียน ดนตรี หรือกีฬา

เรายึดตัวเลข 100 เป็นระดับไอคิวเฉลี่ยของคนปกติ คนส่วนใหญ่มีไอคิวอยู่ที่ระดับ 85 – 115 ถ้าสูงกว่านั้นถือว่าเป็นผู้ “มีพรสวรรค์” ส่วนอัจฉริยะมีไอคิวตั้งแต่ 145 ขึ้นไป

เป็นที่ยอมรับว่าไอน์สไตน์เป็นอัจฉริยะ แต่มีการคำนวณออกมาว่าระดับไอคิวของเขาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 160 เท่านั้นเอง ซึ่งยังน้อยกว่านักการเมือง ศิลปิน หรือนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่โด่งดังคนอื่นๆ ด้วยซ้ำ

คนที่มีไอคิวสูงไม่ได้หมายความว่า จะประสบความสำเร็จในชีวิตเสมอไป



มีงานวิจัยพบว่า ไอคิวมีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จในชีวิตเพียง 20 %  จึงมีผู้คิดค้นปัจจัยแห่งความสำเร็จขึ้นอีกอย่างหนึ่ง คือ อีคิว (EQ) Emotion Quotient คือ ความสามารถทางอารมณ์ ซึ่งประกอบไปด้วยความสามารถในควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้อย่างหนักแน่น และคงเส้นคงวา รวมทั้งรับรู้อารมณ์คนอื่นและอารมณ์ตัวเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดความกระตือรือร้นและมีแรงจูงใจสู่ความสำเร็จ








ที่มาประกอบการค้นคว้า

What was Albert Einstein's I.Q? What is a high I.Q or Low I.Q?

It is used as a guide, however. IQs of under 80 are generally deemed to need assisted living conditions, those with IQs over 135 are MENSA level. These are people who sit around and do math problems for fun and find sudoko and crosswords much too easy. อ่านเต็มๆ http://answers.yahoo.com/question/index?qid=20070610092055AAPyZkc

What was Einstein's I.Q?
Since he never took an I.Q. test as we know them today, it's hard to determine. A little girl wrote to him in the 1940s and asked him what his intelligence was. He responded by saying 145. (Found on Google).

Read more: What was Einstein's I.Q?
Answerbag http://www.answerbag.com/q_view/542202#ixzz0r7kb1T18

Einstein's Stolen Brain, Einstein IQ & Dissection Studies Results
อ่านคำตอบเต็มๆ http://great-scientists.suite101.com/article.cfm/einsteins-stolen-brain-einstein-iq--dissection-studies-results

 
 
ที่มา : กูเกิลกูรู
ที่มาเพิ่มเติม ลิงค์ตามแนบ
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต