"ความรู้ ไม่ใช่ปัญญา" (Knowledge is not wisdom.) --ไอน์สไตน์--

ความรู้เป็นเรื่องของความความคิดตาม ประสบการณ์ การทดลอง หรือองค์แห่งสาระ มากมายตำรา มาให้อ่านและเพิ่มพูน แต่ปัญญาเป็นเรื่องทางจิตใจ ความเข้าใจ ประกอบโดยสติและรู้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรู้เท่าทันตนเอง ตรงนี้เอง "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ไม่ได้เกิดจากความรู้เยอะ แต่น่าจะเกิดจากมีปัญญาไม่พอ ที่จะประคองชีวิตให้พ้นผ่านอุปสรรค (ขยายความจาก "ความรู้ ไม่ไช่ปัญญา - Khowledge is not wisdom" คำจาก ไอน์สไตน์)



แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึกบุคคล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึกบุคคล แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

นักดนตรี อายุ31 หูหนวก2ข้าง บอก"ไม่ให้เคราะห์ร้ายมาฉุดให้ตกต่ำ"ทุ่มเททำเพลง คอนเสิร์ตปี1824เสียงปรบมือลั่นฮอลล์พร้อมน้ำตาเขา"บีโธเฟ่น" #FM99



ประวัติบีโธเฟ่น





บีโธเฟ่นเป็นอัจฉริยะทางด้านการประพันธ์ดนตรีแนวคลาสสิก ที่มีผลงานทางดนตรีมีเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่และมีสีสันไม่น้อยไปกว่างานของโมสาร์ทเลย เขาถือกำเนิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 1770 ในครอบครัวที่ยากจน ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ตำบลไรน์ กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมนี พ่อของเขาชื่อ โจฮันน์ ฟาน บีโธเฟน มีอาชีพเป็นนักร้องเสียงเทนเนอร์ประจำวงดนตรีของเจ้าเมือง แม่ชื่อ มาเรีย มักดาเลนา เป็นผู้หญิงที่เรียบร้อย อ่อนหวาน ใจดี มีความรักและเอาใจใส่ต่อลูกๆ ทุกคน บีโธเฟนเป็นลูกคนที่ 2 ในจำนวนทั้งหมด 7 คน ความยากจนของครอบครัวทำให้ชีวิตในวัยเด็กของเขาเป็นไปอย่างยากลำบาก ประกอบกับพ่อเป็นคนที่มีอารมณ์ร้าย เป็นคนขี้เหล้าเมาหยำเปใช้จ่ายเงินในการซื้อเหล้าหมด ไม่เอาใจใส่ดูแลต่อความทุกข์สุขของครอบครัวเท่าท่าควร บีโธเฟนเป็นเด็กที่มีสารรูปขี้ริ้วขี้เหร่ เงียบขรึม และขี้อาย พ่อเริ่มสอนให้เล่นไวโอลินและเปียโนก่อนที่เขาจะมีอายุ 4 ขวบ แต่เขาเล่นได้ไม่ดีดังที่พ่อหวัง จึงทำให้พ่อโมโหและทำโทษเขาด้วยวิธีเอาไม้เคาะที่ตาตุ่มบ่อยๆ ปีที่บีโธเฟนเกิด "วูล์ฟกัง อมาดิอุส โมสาร์ท" นักดนตรีเอกของโลกมีชื่อเสียงกระฉ่อนทั่วยุโรปในฐานะนักดนตรีอัจฉริยะ โจฮันน์ ฟาน บีโธเฟน มีความใฝ่ฝันทะเยอทะยานที่จะให้ลูกชายของเขามีความสามารถและมีชื่อเสียงทางดนตรีโด่งดังเหมือนกับโมสาร์ท พ่อของเขาพยายามเคี่ยวเข็ญลูกชายฝึกฝนเล่นดนตรีอย่างเข้มงวดกวดขันที่สุด จับเขาหัดไวโอลินตั้งแต่ 5 ขวบ เคี่ยวเข็ญให้ท่องจำ และให้ถือไวโอลินตลอดเวลา แต่กระนั้นก็ดี อัจฉริยภาพทางดนตรีของบีโธเฟนก็ยังไม่ปรากฏออกมา นอกจากจะฝึกซ้อมไวโอลินและเปียโนแล้ว พ่อยังบังคับให้เขาเรียนออร์แกนและคลาเวียร์กับเพื่อนคู่หูของพ่อ การเรียนก็เป็นไปอย่างทุลักทุเล เรียนไม่เป็นเวล่ำเวลา เพราะเมื่อพ่อและเพื่อนของกลับมาจากร้องเพลงก็จะมาปลุกให้เขาลุกขึ้นมาท่องโน้ตและเล่นคลาเวียร์ให้ฟัง แม้ว่าเขาจะง่วงแสนง่วงจนลืมตาแทบไม่ขึ้น พ่อก็จะฉุดกระชากลากมาให้เล่นให้ฟังจนได้
ความพยายามอยู่ทีไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น ในที่สุดการเขี่ยวเข็ญของพ่อก็เป็นผลสำเร็จ บีโธเฟนเริ่มมีความสนใจและชื่นชอบการเล่นดนตรี อัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของเขาเริ่มค่อย ๆ ฉายแววออกมา เขาเต็มใจในการเล่นดนตรีและเริ่มฝึกฝนไวโอลินและออร์แกนอย่างจริงจัง จนมีความชำนาญพอที่จะออกโรงได้




เมื่อเขามีอายุ 8 ขวบได้แสดงคอนเสิร์ตต่อหน้าประชาชนเป็นครั้งแรก ปรากฏว่าได้รับการปรบมือจากผู้ฟังอย่างเกรียวกราวและชื่นชม ทำให้พ่อของเขามีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเขามีอายุได้ 11 ขวบ บิดาก็ให้เขาไปเป็นพนักงานเปียโนชั้นรอง ต่อมาอีก 2 ? 3 เดือน ก็ได้เป็นผู้เคาะจังหวะดนตรีวงอุปรากร ประจำโรงละครอีเลกเตอร์ เขามีแววที่จะเป็นนักดนตรีที่ดีได้ ตลอดระยะเวลาที่เขาคลุกคลีอยู่ในงานชิ้นนี้ เขาก็มีความก้าวหน้าในทางที่ดีอยู่เสมอ จากความสามารถของเขานี่เอง พ่อจึงได้ส่งเขาเข้าโรงเรียนและให้ไปเรียนดนตรีอย่างจริงจังกับครูดนตรีที่มีชื่อเสียง เขาได้เอาใจใส่ฝึกฝนในการดนตรีอย่างจริงจัง เรียนอยู่ได้ 2 ? 3 ปี ก็สามารถเล่นเพลงยากๆ ของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงได้หลายเพลง เช่น Prelude และ Fugue ของบาคได้ทั้ง 48 เพลง ซึ่งนับว่าเก่งมากสำหรับเด็กอายุเพียง 11 ขวบ


จะว่าไปแล้วช่วงชีวิตในวัยเด็กของบีโธเฟนนั้นถูกเลี้ยงดูจากคุณปู่ที่เป็นนักดนตรี สิ่งนี้เองที่ทำให้บีโธเฟนมีความสนใจทางด้านดนตรีตั้งแต่เด็ก แต่ก็น่าเสียดายที่ปู่ของเขาเสียชีวิตลงในตอนที่บีโธเฟนมีอายุได้เพียง 10 ขวบเท่านั้นเอง หลังจากนั้นในปี ค.ศ.1786 บีโธเฟนเดินทางไปเวียนนาไปเรียนดนตรีกับโมสาร์ทนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น ภายหลังจากที่โมสาร์ทได้ยินเสียงดนตรีที่บีโธเฟนบรรเลงออกมานั้น เขาถึงกับกล่าวออกมาว่า ?จงคอยดูเด็กน้อยคนนี้ให้ดี สักวันหนึ่งเพลงของเขาจะดังก้องไปทั่วโลก? บีโธเฟนฝึกดนตรีอย่างหนักทุกวันและเริ่มแต่งเพลง และไม่นานนักหลังจากที่เขามาถึงเวียนนา แม่ของเขาก็เสียชีวิตลงด้วยโรควัณโรค ในขณะที่แม่ตายนั้นเขามีอายุเพียง 17 ปี เขาต้องรับภาระดูแลครอบครัวแทนแม่ เขาต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาช่วยเหลือเจือจุนครอบครัวด้วยการสมัครเข้าเล่นดนตรีในสำนักของเจ้าเมืองบ้าง รับสอนเด็กๆ ที่ชอบทางดนตรี เมื่อเขาอายุ 22 ปี เขาได้ย้ายไปอยู่ที่เวียนนา และเข้าเรียนดนตรีกับไฮเดิน ในตอนแรกเขามีความนิยมชมชอบในตัวครูมาก แต่ไม่นานนักก็เกิดมีความคิดเห็นขัดแย้งกับครูของเขา  ไฮเดินรู้สึกไม่พอใจกับลูกศิษย์คนนี้นัก เพราะเป็นคนแข็งกระด้าง ท่าทางเงอะงะ ตลอดจนมีความคิดเห็นนอกแบบนอกแผนเชื่อมั่นในตนเองเกินไป ไม่เอาใจใส่ในคำสอนของครูในเรื่องกฎความกลมกลืนของเสียง ทางฝ่ายบีโธเฟนก็เห็นว่าไฮเดินจู้จี้และแก่ทฤษฎีเกินไป ชอบดำเนินตามรอยแบบแผนเก่าๆ และที่สำคัญคือไฮเดินไม่ชอบเพลงทริโอของเขา จึงเกิดขัดใจกัน ในที่สุดเขาจึงออกไปเรียนกับคนอื่น 


ณ นครเวียนนาบีโธเฟนก็ได้ตระเวนเล่นดนตรีไปในที่ต่างๆ จนชื่อเสียงทางเปียโนของเขาเป็นที่รู้จักกันดีทั่วเวียนนา ได้รับความนิยมมากการเล่นของเขาเต็มไปด้วยลีลาและความรู้สึกที่ระบายออกมาอย่างรุนแรงและงดงาม เขามีลูกศิษย์ตลอดจนชนชั้นสูงมาเรียนกับเขามากขึ้น พวกชนชั้นสูงของเวียนนาไม่น้อยที่นิยมเพลงและซื้อบทเพลงของเขาไปเล่นตามวัง จากความสามารถทางดนตรีของเขา ทำให้เจ้าชายและเจ้าหญิงลิคนอฟสกี้ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งในหมู่ชนชั้นสูงนิยมในตัวเขา ได้เชื้อเชิญให้เขาไปพำนักอยู่ในวังและรับเป็นผู้อุปถัมภ์ในทางการเงินและอื่นๆ แก่เขา ขณะที่เขาพักอยู่ในวังเขามีความสะดวกสบายและมีความสุขพอควร ถึงแม้ว่าหน้าตาของเขาจะขี้ริ้วขี้เหร่ มีกิริยาท่าทางซุ่มซ่ามเป็นบ้านนอก แต่งกายปอนๆ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และผิดนัดบ่อยๆ มีอิสระเต็มที่ อยากเล่นอะไร ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นโดยไม่ต้องเกรงใจใคร บางครั้งก็แสดงกิริยาหยาบคาย หุนหันเอาแต่ใจตัว ขณะที่เขากำลังเล่นเปียโนให้ฟัง ถ้ามีใครพูดคุยและหัวเราะคิกคัก เขาจะโกรธมากและเลิกเล่น แล้วเดินหนีไปเฉยๆ แต่ก็ไม่มีใครดูหมิ่นดูแคลนหรือแสดงอากัปกิริยารังเกียจเขา ทุกคนพากันมองข้ามสิ่งเหล่านี้โดยไม่เอาใจใส่ เพราะนิยมในความเป็นอัจฉริยะทางดนตรีของเขา


ตั้งแต่ ค.ศ. 1800 เป็นต้นมา บีโธเฟนก็เปลี่ยนไปเอาดีและก้าวหน้าในทางแต่งเพลง เริ่มต้นด้วยเพลง Kreutzer Sonata สำหรับไวโอลิน The Moonlight และ Pathetic Sonata และเพลงคอนเชอร์โตอีก 3 เพลงสำหรับเปียโน นับเป็น 6 เพลงแรกที่ใช้เล่นกับเครื่องดนตรีสำหรับเล่น 4 คน และเริ่มแต่งเพลงซิมโฟนี จากการแต่งซิมโฟนีอันดับ 1 และ 2 ทำให้เขาได้พบแนวใหม่สำหรับที่จะแต่งเพลงอันดับต่อๆ ไป โดยเห็นช่องทางที่จะใส่อารมณ์และความรู้สึกลงไปได้อย่างเต็มที่ เพลงที่บีโธเฟนแต่งเป็นเพลงที่แสดงออกมาอย่างเสรี แหวกแนว ในระยะแรกที่เพลงของเขาออกสู่ประชาชน ทำให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา เช่นว่า ?นักดนตรีที่นอกแบบแผนเป็นอันตรายต่อศิลปะทางดนตรี? แต่เขาก็ไม่แยแสว่าใครจะว่าอย่างไร และในตอนที่เขามีอายุได้ 31 ปี หูของเขาก็เริ่มมีอาการผิดปกติ ริ่มมีอาการปวดและอื้อจนขึ้น เจ็บปวดรวดร้าวทำให้เกิดความทนทุกข์ทรมานใจเขาเป็นอย่างยิ่ง หมอได้แนะนำให้เขาไปพักผ่อนตามหมู่บ้านแถบชานเมือง และในที่สุดเขาก็ไม่สามารถได้ยินเสียงใดๆอีกเลย




ในตอนแรกเขาท้อใจและสิ้นหวังจนเกือบจะฆ่าตัวตายไปแล้ว แต่ท้ายที่สุดเขาก็คิดได้และหันมาสู้อีกครั้ง แม้ว่าการสูญเสียประสาททางการได้ยินนั้น จะเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดสำหรับชีวิตนักดนตรี เขาได้ตั้งปณิธานว่า ?ฉันจะไม่ยอมสยบให้แก่ความเคราะห์ร้ายเป็นอันขาด และความพิการจะดึงตัวฉันให้ตกต่ำไม่ได้? จากแรงบันดาลใจอันนี้เอง ทำให้เขาตัดสินใจกลับจากเมืองไฮลิเกนสตัดท์สู่เวียนนาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าหูของเขานั้นจะฟังเสียงดนตรีไม่ได้ แต่เขาก็สามารถฟังได้ด้วยญาณของนักดนตรีและทุกอย่างที่เขาต้องประสบอยู่ก็ถูกถ่ายทอดเป็นเสียงดนตรี ช่วงภาวะรันทดใจหลังจากเขากลับมาสู่เวียนนา แล้วก็หันมาจับงานแต่งซิมโฟนีอีก ซึ่งเป็นซิมโฟนี อันดับที่ 3 ที่มีชื่อว่า ?เอรอยกา? (The Eroica Symphony) เป็นเพลงที่แสดงถึงความรู้สึกบูชาในวีรบุรุษ เพลงนี้นับเป็นเพลงที่เปิดศักราชใหม่แห่งโลกดนตรีถือเป็นสัญลักษณ์ของเพลงแบบโรแมนติกที่ได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก โดยได้ละทิ้งเพลงแบบคลาสสิกและแนวของโมสาร์ทและไฮเดินเสียสิ้นเชิง เพลงของบีโธเฟนได้ใส่อารมณ์และความรู้สึกอย่างรุนแรงลงไปด้วย จึงนับว่าบีโธเฟนเป็นผู้สร้างแนวใหม่ขึ้นและเป็นรากฐานของเพลงซิมโฟนีในกาลต่อมา



บีโธเฟนได้แต่งอุปรากร (Opera) ขึ้นเรื่องหนึ่งใน ค.ศ. 1805 ชื่อ Fidelio ขณะที่พักอยู่ในเวียนนาซึ่งเป็นอุปรากรเรื่องเดียวในชีวิตของเขา ใน ค.ศ. 1806 เขาเริ่มจับปากกาแต่งซิมโฟนีอีก นับเป็นเพลงซิมโฟนีอันดับที่ 4 แต่งขณะที่เขาตกอยู่ในอารมณ์ของความรัก กับน้องสาวของเพื่อน เธอชื่อ เทเรเซ ฟอน บรุนสวิค (Therese Von Brunsvik) ทั้งสองมีความรักต่อกันมาก แต่ประเพณีขวางกั้น เพราะฝ่ายหญิงเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์คนหนึ่งของฮังการีจะแต่งงานกับคนธรรมดาไม่ได้ เพราะจะเป็นที่ดูหมิ่นดูแคลนของคนทั้งหลาย ในระยะนี้บีโธเฟนก็ใช้เวลาแต่งเพลง Rusumoffsky Quartets (Op. 59) ไปด้วย เพลงซิมโฟนีอันดับ 4 สำเร็จลงในปี ค.ศ. 1807 และได้นำออกแสดงครั้งแรกที่วัง Lobkowitz จากนั้นก็เริ่มแต่งเพลงซิมโฟนีอันดับ 5 พร้อมกันนั้นก็ได้แต่งเพลง Overture Coriolan ในค.ศ. 1808 ซิมโฟนีอันดับที่ 5 ก็เสร็จสมบูรณ์ และได้แต่งซิมโฟนีที่มีชื่อว่า Pastoral Symphony ซึ่งนับเป็นอันดับ 6 ซิมโฟนี้อันนี้แต่งขึ้นจากความรู้สึกที่มีความรักในธรรมชาติ จากความทรงจำที่ได้พบเห็นมาจากการท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ เมื่อเขาเสนองานชิ้นนี้ต่อประชาชน ก็ปรากฏว่าได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม ใน ค.ศ. 1812 บีโธเฟนได้แต่งซิมโฟนีอันดับ 7 และเสร็จสมบูรณ์ในปีเดียวกัน ซึ่งเป็นปีที่ยุโรปกำลังตกอยู่ในภาวะสงคราม นโปเลียนกรีฑาทัพเข้ายึดกรุงเวียนนา บีโธเฟนเดินทางไปที่ Baden, Teplitz, Karlsbad, และ Franzensbrunn ไปพบกับเกอเธ่ (Goethe) สหายต่างวัย หลังจากนั้นเขาเริ่มแต่งซิมโฟนีอันดับ 8 ขณะที่เขาเดินทางไปเมือง Teplitz และไปเสร็จสิ้นลงที่เมือง Linz ในปี ค.ศ. 1812 ต่อมาในปี ค.ศ. 1813 ได้แต่งเพลง Cantata Der Glorrerche Augenblick และในปีนี้เขาก็ได้นำเอาซิมโฟนีอันดับ 7 ออกแสดงเป็นครั้งแรกแสดง ณ มหาวิทยาลัยแห่งเวียนนา เพื่อเก็บเงินช่วยเหลือทหารออสเตรียนและบาวาเรียนที่ได้รับบาดเจ็บจากการสงคราม ในปี ค.ศ. 1814 ก็นำซิมโฟนีอันดับ 8 ออกแสดงเป็นครั้งแรก
เดือนมกราคม ค.ศ. 1815 แสดงคอนเสิร์ต ณ กรุงเวียนนา ต่อมาอีกไม่นานนัก น้องชายที่ชื่อคาร์ลก็ถึงแก่กรรม คาร์ลได้ฝากฝังลูกชายให้บีโธเฟนดูแลร่วมกับภรรยาหม้ายของเขา แต่บีโธ
เฟนต้องการจะคุ้มครองดูแลแต่ผู้เดียว ทางฝ่ายแม่ของเด็กก็ไม่ยินยอม จึงหาวิธีต่างๆ ถึงกับเกิดฟ้องร้องกันในโรงศาล ในที่สุดบีโธเฟนก็เป็นฝ่ายชนะความ ได้หลานชายมาอยู่ในความคุ้มครอง เมื่อได้หลานชายมาแล้วแทนที่เขาจะให้ความอบอุ่นและความสุขแก่เด็ก เขากลับทำทารุณกรรมต่างๆ ต่อหลานชาย เมื่ออยู่ด้วยกันได้นาน 4 ปี หลานชายก็ทนบีบคั้นไม่ไหวจึงหนีไปอยู่กับแม่ แต่บีโธเฟนก็ติดตามเอากลับมาอีกจนได้ สะท้อนให้เห็นความรุนแรงเก็บกดลึก ๆ ในนิสัยของเขา




บีโธเฟนเริ่มแต่งซิมโฟนีอันดับ 9 ในปี ค.ศ. 1817 ซึ่งนับว่าเป็นงานชิ้นเยี่ยมและยิ่งใหญ่ของเขา (Mammoth Ninth Symphony) เขาใช้เวลาเขียนถึง 6 ปี คือมาเสร็จเอาเมื่อ ค.ศ. 1823 และในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1824 บีโธเฟนก็ได้นำเพลงซิมโฟนีอันดับ 9 อันยิ่งใหญ่ของเขาออกแสดงเป็นครั้งแรก หนังสือพิมพ์ในกรุงเวียนนาลงข่าวการแสดงครั้งนี้อย่างครึกโครม บีโธเฟนกำกับเพลงด้วยตนเอง ในท่ามกลางวงดนตรีอันมหึมา ซึ่งประกอบด้วยนักดนตรีและเครื่องดนตรีนับร้อย ทั้งนักร้องเดี่ยวและนักร้องหมู่อีกหลายสิบคน มีผู้เข้าฟังการแสดงครั้งนี้อย่างล้นหลาม เมื่อการเล่นกระบวนที่หนึ่งได้เริ่มขึ้น เสียงเพลงจากชีวิตของเขาก็กระหึ่มไปทั่วบริเวณ พาผู้ฟังให้เคลิบเคลิ้มเหมือนถูกมนต์สะกด เมื่อกระบวนที่ 1 ได้จบลง เสียงปรบมือและโห่ร้องแสดงความชื่นชมจากผู้ฟังก็ดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว แต่บีโธเฟนผู้เดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้นเลย ยังคงนิ่งเฉยอยู่ กระบวนที่ 2 ก็ได้เริ่มขึ้น ผู้ฟังเงียบกริบเช่นเคย จากนั้นก็เป็นกระบวนที่ 3 ? 4 และต่อไปอีกจนกระทั่งจบเพลง ผู้ฟังยังเงียบอยู่ชั่วครู่ จากนั้นเสียงตะโกนโห่ร้องและเสียงปรบมือแสดงความชื่นชมยินดีต่อความสำเร็จอย่างงดงามครั้งนี้ ก็ดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหวอยู่เป็นเวลานาน แต่บีโธเฟนผู้กำกับเพลง ยังคงยืนหันหลังให้แก่ผู้ฟังเฉยอยู่ สายตาจับจ้องอยู่ที่แผ่นโน้ตเพลงหน้าสุดท้าย นักร้องหญิงคนหนึ่งสังเกตเห็นเช่นนั้นจึงสะกิดเขาเบาๆ ให้หันหน้ามาทางประชาชนคนฟัง จึงทำให้เขาเห็นมือและใบหน้าที่แสดงความชื่นชมยินดีต่องานชิ้นนี้ของเขา เขารู้สึกตื้นตันใจมากจนน้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง เขาโค้งศีรษะรับด้วยความปลื้มใจที่สุด นี่คือการปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งสุดท้าย


ในชีวิตอันแสนจะระทมขมขื่นของนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่นี้ เขาดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นโสดตลอดชีวิต ความจริงเขาเคยมีความรักหลายครั้ง แต่ละครั้งที่เขารักผู้หญิงคนใดเขาก็อุทิศผลงานที่เขาแต่งขึ้นในระยะนั้นๆ ให้ทุกคน เขาเคยมีความรักฝังใจอย่างมากอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งจากหลักฐานที่เป็นจดหมายรักที่ค้นพบในระหว่างกองกระดาษบนโต๊ะในห้องของเขาหลังจากที่เขาได้สิ้นชีวิตไปแล้ว ส่วนชีวิตในด้านครอบครัว เขามักกล่าวอยู่เสมอว่า ?เป็นครอบครัวที่เปรียบเสมือนแพแตก? ทุกคนพี่ๆ น้องๆ ต่างพยายามเอาตัวรอด บีโธเฟนมีชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ มาอย่างนี้ตลอดชีวิต เขาเกิดในยุคของเกอเธ่ และวิลเลอร์ ซึ่งเป็นนักปราชญ์และนักกวีผู้ยิ่งใหญ่ และบีโธเฟนกับเกอเธ่ ก็เป็นเพื่อนสนิทสนิมกันมาก ถึงแม้ว่าเกอเธ่จะแก่กว่าเขาถึง 21 ปีก็ตาม บีโธเฟนให้ความนับถือแก่เพื่อนคนนี้อย่างมาก เกอเธ่คนเดียวเท่านั้นที่สามารถจะหยุดยั้งอารมณ์ร้ายของเขาได้





หลังจากที่แสดงซิมโฟนีอันดับที่ 9 ผ่านไปราวๆ 2 ปี คือในปี ค.ศ. 1826 สุขภาพของเขายิ่งทรุดโทรมลงเรื่อยๆ หลานชายที่มาอยู่ด้วยก็จะทำอัตนิวิบาตรกรรม แต่มีคนเห็นเสียก่อน จึงถูกนำขึ้นศาลฐานพยายามฆ่าตัวตาย หลานชายได้สารภาพว่า เขาถูกลุงบีบบังคับมาก ไม่มีทางอื่นที่จะหนีความทรมานนี้ได้นอกจากฆ่าตัวตาย บีโธเฟนจึงส่งหลานชายไปอยู่กับโจฮันน์ น้องชายอีกคนหนึ่งของเขา ขณะที่นำหลานชายไปส่งให้น้องชาย วันนั้นอากาศหนาวจัด บีโธเฟนนั่งรถฝ่าความหนาวกลับสู่เวียนนา ทำให้เขาเป็นหวัดอย่างแรงและกลายเป็นโรคปอดบวม พอหายจากโรคปอดบวมก็เป็นโรคดีซ่านและโรคท้องมานติดตามมา เขาต้องนอนซมซานเพราะโรคนี้อยู่หลายเดือน หมอได้ทำการรักษาจนสุดความสามารถ เขานอนซมอยู่บนเตียงหลายเดือน พยายามแต่งซิมโฟนี่หมายเลข 10 แต่ไม่ลุล่วง ต่อมาในบ่ายวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1827 เขาได้สิ้นใจลงในช่วงอากาศปั่นป่วนรุนแรงขณะที่เขามีอายุได้เพียง 57 ปี

เรื่องและภาพ จากอินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Ctrl+Alt+Deleteใครคิด?? “เดวิด บรัดเลย์" (IBM) เขียนcodeแค่5นาทีแต่ดังที่สุด บิลเกตต์ทำให้เป็นที่รู้จัก แต่ก็เสียหน้าเพราะโชว์ว่าWinมันError

Ctrl+Alt+Delete ??

คอนโทรล (Ctrl) ออลติเนต (Alt) และดีลีท (Delete) คือคำสั่งยอดฮิตสำหรับจัดการกับคอมพิวเตอร์ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปรู้จักกันดี


โดยทั้งสามปุ่มนี้จะต้องกดพร้อม ๆ กัน จากนั้นระบบจะทำการบูตเครื่องใหม่ ซึ่งทั้งสามปุ่มนี้ เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างแพร่หลายมาตลอด 10 ปีที่คอมพิวเตอร์มีบทบาทกับชีวิตของมนุษย์เรา “เดวิด บรัดเลย์ (David Bradley)” หนึ่งในพนักงานจากยักษ์ใหญ่สีฟ้า “ไอบีเอ็ม” เขาคือผู้คิดค้นโค้ดคำสั่งดังกล่าว โดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาที ในการเขียนโค้ดคำสั่ง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาได้สร้างคำสั่งที่ตรงใจผู้ใช้และจำเป็นมากที่สุดคำสั่งหนึ่งเลยทีเดียว

บรัดเลย์เข้าร่วมงานกับไอบีเอ็มเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1975 ในตำแหน่งวิศวกร ประจำอยู่ที่โบคา ราตัน รัฐฟลอริด้า จากนั้นในปี 1980 เขาคือทีมงาน 1 ใน 12 คนของไอบีเอ็มที่ปลุกปั้นคอมพิวเตอร์พีซีขึ้นมา ซึ่งนั่นทำให้เขาย้ายมาทำในส่วนของการวิจัยและพัฒนาให้กับไอบีเอ็ม

โดยในยุคเริ่มแรกของพีซีนั้น พวกเขาจำเป็นต้องออกแบบให้มันใช้งานได้ง่ายที่สุด รวมถึงวิธีการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่มันทำงานผิดพลาด หรือเกิดแฮงค์ขึ้นมานั่นเอง และโค้ดคำสั่ง Ctrl + Alt + Delete ก็คือหนึ่งในหลาย ๆ คำสั่งที่บรัดเลย์คิดขึ้นมาได้

“ในตอนนั้นผมไม่ทราบหรอกว่ามันจะกลายเป็น คำสั่งสำคัญของคอมพิวเตอร์พีซีในอนาคต เพราะว่าผมก็ต้องคิดคำสั่งต่าง ๆ อีกมากมาย นอกเหนือจาก Ctrl+Alt+Delete แต่ปรากฏว่าคำสั่งดังกล่าวนี้ เป็นที่รู้จักมากที่สุด”

แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า ชื่อเสียงที่โด่งดังของเขานั้น ขึ้นอยู่กับความผิดพลาดของคนสร้างโปรแกรม ว่าจะสร้างพลาดมากน้อยเพียงไร โดยเขากล่าวว่า “ผมอาจจะเป็นคนสร้างมันขึ้นมา แต่บิล เกตต์ คือคนที่ทำให้มันเป็นที่รู้จัก” ซึ่งการสรรเสริญของบรัดเลย์ต่อบิล เกตต์ครั้งนี้ ทำให้เจ้าของค่ายยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ ผู้สร้างซอฟต์แวร์Microsoft’s Windows ชื่อดังถึงกับหัวเราะไม่ออกมาแล้ว เพราะอีกนัยหนึ่งก็คือการตอกย้ำให้เห็นถึงความผิดพลาด ในการทำงานของซอฟต์แวร์ของบิล เกตต์นั่นเอง



ปัจจุบัน บรัดเลย์มีอายุ 60 ปี และได้ลาออกจากไอบีเอ็ม บริษัทที่เขาใช้เวลาร่วมด้วยนานเกือบทั้งชีวิต เป็นระยะทางทั้งสิ้น 28.5 ปีแล้ว จากนั้นรายงานระบุว่า เขาจะใช้เวลาหลังการเกษียณตัวเองในการสอน นักศึกษาให้กับมหาวิทยาลัยนอร์ท แคโรไลน่า

 
บทความต้นฉบับ http://en.wikipedia.org/wiki/Control-Alt-Delete
เพิ่มเติม : ภาพยนตร์ Ctrl+Alt+Delete http://www.imdb.com/title/tt1031224/
How to enable or disable the CTRL+ALT+DELETE sequence for logging on to Windows XP, to Windows Vista, and to Windows 7 http://support.microsoft.com/kb/308226
รูปภาพประกอบจากบทความต้นฉบับ

Nuclear fission--> Fritz Strassmann ไม่ได้ทำอะไร Nobel จึงเป็นของ Hahn คนเดียว ซึ่ง Meitner เป็นผู้คิด Hahn=ธาตุ105 Meitner=ธาตุ109

Lise Meitner มารดาของระเบิดปรมาณู
R.L. Sine รวบรวมหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า เหตุใด Meitner จึงสมควรได้รับรางวัลโนเบลร่วมกับ Hahn แต่ไม่ได้

บทความภาษาไทย จากวิชาการดอทคอม โดย ศาสตราจารย์ ดร.สุทัศน์ ยกส้าน
อ่านได้ที่ http://www.vcharkarn.com/varticle/76
บทความใกล้เคียงต้นฉบับ http://www.sdsc.edu/ScienceWomen/meitner.html
Lise Meitner ดาวน์โหลดเล่มเต็มๆ ไปอ่าน จาก กูเกิลอีบุ้ค
http://books.google.co.th/books?id=uPzZQzx-mkcC&printsec=frontcover&dq=Lise+Meitner&source=bl&ots=whQIEX5HCC&sig=1DemicFUjpm1s2ygYxONbdqDXp4&hl=th&ei=pPhWTNWsKYy8rAebk5nzAw&sa=X&oi=book_result&ct=result&resnum=13&ved=0CE8Q6AEwDA#v=onepage&q&f=false

ซึ่งผู้เขียนบล็อกจะเรียบเรียงเป็นภาษาไทยต่อไป

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จอห์น ลาร์สัน อ้างความดันเลือดเปลี่ยนถ้าโกหก เกิด"เครื่องจับเท็จ"ขึ้นมา ปี 1931 ลิโอนาร์ด คีเลอร์ พัฒนาจนขายได้ ซึ่งศาลไม่ยอมรับเป็นหลักฐาน

เครื่องจับเท็จ (Polygraph Lie Detector)




ปิ๊ง! จากความเชื่อ นายจอห์น ลาร์สัน (John Larson) เป็นบุคคลที่มีความเชื่อเรื่องปฏิกิริยาผันแปร ของร่างกายมนุษย์ เมื่อเกิดสิ่งผิดปกติขึ้น หนึ่งในสิ่งผิดปกติของเขาก็คือ? การโกหก? บุคคลผู้โกหกย่อมมีความดันโลหิตที่เปลี่ยนไป จังหวะการเต้นและลมหายใจกระชั้นขึ้นในขณะตอบคำถาม ดังนั้น เขาจึงทำการคิดประดิษฐ์ ?เครื่องจับเท็จ? (polygraph lie detector) ขึ้นมา จนสำเร็จเป็นเครื่องแรกในปี ค.ศ. 1921


ต่อมานายลิโอนาร์ด คีเลอร์ (Leonard Keeler) นักอาชญวิทยานำ เครื่องประดิษฐ์อันแรกมาปัดฝุ่น พัฒนาประสิทธิภาพให้มีมากขึ้น แล้วจดทะเบียนสิทธิบัตรในปี ค.ศ. 1931 จากนั้นก็ผลิตเป็นสินค้าออกจำหน่าย และมีการนำไปใช้ในวงการตำรวจ เพื่อตรวจสอบคำให้การอย่างแพร่หลาย แต่อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ยอมรับให้เป็นหลักฐานประกอบการไต่สอน จึงนับเป็น สิ่งประดิษฐ์ที่เป็น? ศิลปะ? อย่างหนึ่งเท่านั้น

 
 
ศาลได้มีความเห็นต่อเครื่องจับเท็จไว้ว่า
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๖๕/๒๕๐๒ วินิจฉัยว่า เครื่องจับเท็จยังไม่แน่นอนเด็ดขาดที่ศาลยุติธรรมจะฟังเป็นที่ยุติได้ ดังนั้นความเห็นของผู้ที่มาเบิกความด้วยเครื่องจับเท็จ จึงยังมีข้อโต้แย้ง ไม่อาจถือว่าเป็นผู้ชำนาญการพิเศษที่จะรับฟังเป็นพยานได้
(พรีเซนเตชั่นฉบับเต็ม http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:7e3KnJW61B8J:www.dmsc.moph.go.th/webroot/trang/WEB%2520KM/km_2.ppt+%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%87%E0%B8%88+%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A&cd=5&hl=th&ct=clnk&gl=th )



ความเห็นจาก DSI
สำหรับเครื่องจับเท็จแบบไม่สัมผัสนั้นดีเอสไอได้ใช้งานมากว่า 2 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าได้ผลในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสืบสวน อาทิ คดีก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากความเชื่อของศาสนาอิสลามซึ่งถือเรื่องการพูดปด


ดังนั้น เครื่องจับเท็จจึงช่วยได้มาก ส่วนประเด็นเรื่องพยานหลักฐานจากเครื่องจับเท็จจะมีน้ำหนักให้ศาลรับฟังมากน้อยแค่ไหนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักฐานดังกล่าวเพียงอย่างเดียว เพราะการไต่สวนของศาลยังมีพยานหลักฐานอื่นที่ต้องพิจารณาประกอบกันด้วย แต่ยืนยันว่าเครื่องมือจับเท็จเป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกอยู่แล้ว อ่านเต็มๆ http://atnnonline.com/Science-Technology-NEWS/%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84-%E0%B8%A1.%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B9%8C.html


คมชัดลึก :จะมีเครื่องมืออะไรที่สามารถบอกถึง "ความในใจ" ที่ซ่อนอยู่ลึกในใจคนได้ดีไปกว่า "เครื่องจับเท็จ" ที่ช่วยภารกิจด้านสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริง ของตำรวจกับผู้ร้ายที่แฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ขณะเดียวกันก็ช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของผู้ต้องสงสัยได้อีกด้วย
เนคเทคนำเทคโนโลยีไอทีเข้ามาช่วยในรูปแบบซอฟต์แวร์ช่วยสืบสวนสอบสวน โดยวิเคราะห์และประมวลผลจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น อุณหภูมิใบหน้า หลังจากใช้เวลาศึกษาและปรับแต่งโปรแกรมอยู่ 3 ปี ทีมวิจัยได้ซอฟต์แวร์ต้นแบบชื่อ "เทด" (Thermal Analyzer for Deceptive Detection : TAD) ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษกำลังทดสอบประสิทธิภาพอยู่

“งานวิจัยดังกล่าวเกิดจากโจทย์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มองหาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ให้แก่ผู้ต้องหา ปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ ถ้าเราทำสำเร็จ ถือว่าเป็นครั้งแรกของโลก” ดร.ศรัณย์ กล่าว... อ่านเต็มๆ http://www.komchadluek.net/detail/20100117/44882/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87...%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2.html


 
 
 
ที่มาและข้อมูลเพิ่มเติม
คลื่นวิทย์-เทคโนฯ : ศาสตร์และศิลป์ของเครื่องจับเท็จ  http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=725
มาจับเท็จเครื่องจับเท็จกันดีไหม?  http://gotoknow.org/blog/thanyasak/182659
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คิดได้ไง?? ปี1911การแข่ง Indy500 ปกติต้องขับคันละ2คน แต่นายรอย ฮาร์โรน อยากขับคนเดียว ถูกประท้วง เลยทำกระจกส่องหลังแทนคนบอกทาง และเขาชนะเลิศ

กระจกส่องหลัง


เรื่องมีอยู่ว่า ในการแข่งรถ "อินดี้ 500" (indy 500) เมื่อปี ค.ศ.1911 มีรถเข้าลงทะเบียนแข่งขัน 40 คัน ปกติแล้ว การแข่งขันจะต้องมีผู้อยู่ในรถ 2 คน


คือ คนขับ และช่างเครื่อง ซึ่งทำหน้าที่คอยดูข้างหลังช่วยคนขับด้วย แต่นายรอย ฮาร์โรน (Roy Harroun) ลงทะเบียนเข้าแข่งเพียงผู้เดียว จึงถูกผู้ร่วมแข่งขันคนอื่น ๆ ประท้วงด้วยเหตุผลที่ว่า ขับคนเดียวนั้นไม่ปลอดภัยต่อตนเองและผู้อื่น เพราะไม่มีใครช่วยดูข้างหลังให้

ฮาร์โรนแก้ปัญหาการประท้วงครั้งนี้ ด้วยการทำกระจกเป็นปพิเศษติดที่รถของเขา ฮาร์โรนเรียกกระจกนี้ว่า "กระจกส่องหลัง" (rear-view mirror) ซึ่งทำหน้าที่สะท้อนภาพข้างหลังให้เห็น แทนผู้ช่วยบอกทาง ในที่สุดกรรมการก็อนุญาตให้เขาลงแข่งขันได้ ผลปรากฏว่า ฮาร์โรนใช้เวลาในการขับรถแข่งเพียง 6 ชั่วโมง 42 นาที เขาคือผู้ชนะเลิศเข้าสู่เส้นชัยเป็นคนแรก

การแก้ปัญหาครั้งนี้้้้้้้้้ของเขา นำมาสู่การปรับเปลี่ยนโฉมหน้ารถครั้งยิ่งใหญ่ ทำให้มีกระจกส่องหลังมาจนทุกวันนี้
 
 
 
ที่มา : รอบรู้เรื่องรถยนต์อินดี้ ,หนังสือ ,พ.ศ. 2548
เว็บไซต์เผยแพร่ : วิชาการดอทคอม http://www.vcharkarn.com/varticle/40223
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ลูกสาวของไอน์สไตน์ และ เข็มทิศกับไวโอลินของไอน์สไตน์

ลูกสาวของไอน์สไตน์


เมื่อแต่งงานแล้ว มิเลวาก็เสียสละเป้าหมายทางอาชีพของเธอ เธอเลิกเรียน และหันมาเป็นเพียงผู้ช่วยของไอน์สไตน์เท่านั้น มีคนตั้งข้อสังเกตในภายหลังว่า มิเลวานั้น อยู่ในชีวิตของไอน์สไตน์ในช่วงชีวิตที่เขาประสบความสำเร็จสูงสุด จึงเป็นไปได้ว่า มิเลวาน่าจะมีส่วนในงานของไอน์สไตน์ด้วย ความรักผลักดันให้เกิดลูกสาวคนแรกก่อนการแต่งงานในปี 1902 ลูกสาวคนนี้ชื่อลีสเซอร์ล เป็นลูกสาวที่ไอน์สไตน์ไม่เคยปริปากถึง เพราะเป็นลูกที่เกิดก่อนสมรส ไม่นานนัก ลีสเซอร์ลก็หายไปจากชีวิตของไอน์สไตน์อย่างลึกลับ ไม่มีใครรู้ความจริงเรื่องนี้ ว่ากันว่า วันหนึ่งเมื่อครอบครัวออกไปปิกนิกกัน ลีสเซอร์ลก็เดินหายไปดื้อๆ บางกระแสบอกว่า มิเลวายกลีสเซอร์ลให้คนอื่นเลี้ยง และเธอเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก เรื่องนี้ก่อให้เกิดบาดแผลในชีวิตของทั้งไอน์สไตน์และมิเลวาขึ้น จนทำให้ชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ไม่ราบรื่น


(อ้างอิง http://www.oknation.net/blog/bill125/2008/10/24/entry-1 )




เข็มทิศกับไวโอลินของไอน์สไตน์



ในช่วงท้ายของชีวิต ไอน์สไตน์ชอบเดินท่อมๆ แถวมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ที่ซึ่งเขาเป็นอาจารย์ประจำ ทักทายเด็กและเล่นกับทารก ปล่อยตัวตามสบาย เส้นผมสีขาวโพลน สวมเสื้อนอกลุ่ยรุ่มร่าม และไม่สวมถุงเท้า 'เปลือก' ของเขาดูไม่เหมือนนักวิทยาศาสตร์ปราดเปรื่องผู้ที่ประชากรกว่าครึ่งโลกรู้จัก

บ่ายวันหนึ่งขณะที่เดินอยู่แถว สถาบันเพื่อการศึกษาชั้นสูง ในพรินซ์ตัน ไอน์สไตน์ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ เขาเดินไปตามต้นเสียงจนพบเด็กหญิงคนหนึ่ง จำได้ว่าเป็นลูกสาวของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในคณะ เมื่อถามเด็กหญิงว่าร้องไห้ทำไม เธอตอบว่าเธอตามวิชาเลขคณิตที่ครูสอนไม่ทัน เพราะเต็มไปด้วยกฎมากมาย

ไอน์สไตน์บอกว่า เขาเองก็มีปัญหากับตัวเลขเช่นกัน แต่บางทีหากพวกเขาทั้งสองนั่งลงแก้ปัญหาด้วย สถานการณ์อาจจะดีขึ้นก็ได้




บ่ายนั้นไอน์สไตน์นั่งขบคิดวิชาเลขคณิตกับเด็กหญิงคนนั้นด้วยความทรมานพอควร แม้จะเป็นนักฟิสิกส์ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลข้ามจักรวาล แต่เขาไม่จัดว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการคำนวณ และต้องพึ่่งนักคณิตศาสตร์ช่วยในสมการของเขา อย่างไรก็ตามบ่ายวันนั้นเขาก็สามารถทำให้เด็กหญิงเรียนรู้จนได้


ช่วงเวลานั้น ไอน์สไตน์เป็นคนที่มีชื่อเสียงก้องโลกแล้ว สถานภาพของเขาอยู่ในขั้น 'ดารา' แน่นอนจดหมายหลั่งไหลถึงเขา ส่วนใหญ่มาจากเด็กๆ ทั่วโลก ถามคำถามทุกประเภท บางคนส่งรูปภาพที่วาด ภาพถ่าย ของขวัญชิ้นเล็ก ที่น่าประหลาดใจสำหรับคนส่วนมากก็คือ ไอน์สไตน์มักตอบจดหมายเหล่านั้น

เด็กชาวแอฟริกาใต้คนหนึ่งเขียนไปขอลายเซ็นไอน์สไตน์ ข้อความในจดหมายบอกว่า ปกติไม่ใช่คนที่ชอบขอลายเซ็นของใคร แต่กรณีของไอน์สไตน์เป็นข้อยกเว้น ส่วนเหตุที่เพิ่งมาขอลายเซ็นเพราะเพิ่งรู้ว่าไอน์สไตน์ยังไม่ตาย ตนคิดว่าไอน์สไตน์เป็นคนรุ่นเดียวกับ เซอร์ ไอแซค นิวตัน ในศตวรรษที่ 17 ไอน์สไตน์ตอบจดหมายฉบับนั้นกลับไปว่า ขอโทษด้วยนะที่ยังไม่ตาย

เด็กชาวแคนาดาคนหนึ่งเขียนถึงไอน์สไตน์ว่า "คุณมีตัวตนจริงหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพียงตัวละครในการ์ตูน?"

ไอน์สไตน์ชมชอบจดหมายเหล่านี้มาก เก็บรักษาเอาไว้ไม่น้อย ดูเหมือนว่าวัยมิได้ลดทอนความเป็นเด็กของเขาลงเลย

ไอน์สไตน์เป็นตัวอย่างของน้ำนิ่งไหลลึก สูงสุดคืนสู่สามัญ เป็นคนคนหนึ่งที่บังเอิญปราดเปรื่องและมีชื่อเสียง

ความจริงความปราดเปรื่องของเขาอยู่ที่การเข้าใจเลือกวิถีชีวิตแห่งความสุขสงบ เลือกการเรียนรู้ไม่ใช่การเล่าเรียน เลือกสันติไม่ใช่สงคราม และคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดคือ ความถ่อมตัวที่มีอยู่อย่างล้นเหลือ ความไม่เสแสร้ง และอารมณ์ขัน

ยากมากๆ ที่ใครคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งชื่อเสียงและการยอมรับขนาดนี้จะไม่เหลิง ยิ่งยากนักในการปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่า อำนาจ เมื่อรัฐอิสราเอลถือกำเนิด ไอน์สไตน์ปฏิเสธที่จะเป็นใหญ่ทางการเมือง และใช้ชีวิตเรียบง่ายในชุมชนเล็กๆ ห่างไกลจากบ้านเกิด



โลกเราล้วนเต็มไปด้วยตัวอย่างนักการเมืองที่ถูกอำนาจกลืนกิน หลายคนเปลี่ยนจากคนอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนที่บ้าอำนาจ เชื่อมั่นในตนเองสูงจนไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น จำนวนอีกไม่น้อยสลักใบหน้าตัวเองลงบนหินผา และสร้างอนุสาวรีย์ให้ผู้อื่นบูชาตน ทว่าเพียงลงจากอำนาจไม่ถึงวัน อนุสาวรีย์แห่งความป้อยอก็ล้มครืน เลนิน สตาลิน เชาเชสคู มาร์กอส ซัดดัม ฮุสเซ็น ฯลฯ คือตัวอย่าง



เมื่อนิตยสารไทม์เลือกบุคคลแห่งศตวรรษ (Person of the Century คือบุคคลที่ส่งผลกระทบต่อโลกมากที่สุดในศตวรรษ) พวกเขามีรายชื่อของบุคคลในศตวรรษที่ 20 จำนวนมากมาย ทั้งคนที่สร้างสรรค์และทำลาย เช่น เลนิน ผู้เปลี่ยนแปลงโลกสู่สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ฮิตเลอร์ผู้นำโลกสู่ความหายนะ เชอร์ชิลล์ ผู้หาญสู้อำนาจฟาสซิสท์ของฮิตเลอร์ ประธานาธิบดี แฟรงกลิน รูสเวลท์ ผู้นำพาอเมริกาผ่านวิกฤติ 'ต้มยำกุ้ง' ฉบับอเมริกันและสงครามโลกครั้งที่สอง

รายชื่อนี้ยังรวมผู้ที่เลือกต่อสู้ตามวิถีที่ไม่รุนแรง มหาตมะ คานธี ผู้นำพาผู้คนทั้งชาติต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษด้วยหลักอหิงสา มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ผู้ต่อสู้เพื่อทำลายกำแพงสีผิว โรซา พาร์กส์ ผู้ปฏิเสธที่นั่งบนรถเมล์ให้คนขาว ไปจนถึงประชาชนผู้หาญต้านรถถังที่จตุรัสเทียนอานเหมิน

รายชื่อในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 เช่น อเล็กซานเดอร์ เฟลมิง ผู้พบเพนนิซิลลิน เจมส์ วัตสัน กับ ฟรานซิส คริก ผู้พบรหัสชีวิตดีเอนเอ ส่วนนักประดิษฐ์ที่เปลี่ยนแปลงโลก เช่น พี่น้องตระกูลไรท์ผู้นำโลกไปบนท้องฟ้า อลัน เทอริง ผู้กำเนิดคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์สมองปราดเปรื่องอย่าง ไอน์สไตน์, นีล บอหร์, เอนริโค เฟอร์มี, ริชาร์ด ฟีนแมน, สตีเฟน ฮอว์คิง ฯลฯ



แต่ทำไมไทม์เลือกไอน์สไตน์?

สไตน์นั้นรวมเอาคุณสมบัติของผู้สร้างสรรค์ นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ นักต่อสู้แบบอหิงสาทั้งหมดเข้าด้วยกัน!

ไอน์สไตน์เกลียดสงคราม เป็นผู้ที่ใช้จินตนาการรวมเข้ากับวิทยาศาสตร์อย่างสวยงาม นำไปสู่การค้นหาความจริงในมุมมองของจักรวาล ซึ่งย้อนกลับมาทำให้เราเข้าใจวิถีของสิ่งมีชีวิต



ไอน์สไตน์ตั้งคำถามเสมอว่า อะไรคือความหมายของชีวิตมนุษย์ หรือของอินทรีย์ชีวิตทั้งหลาย จะว่าไปแล้ว การเดินทางไปสู่ความจริงของเขาโดยใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ ก็ไม่ต่างจากการแสวงหาทางหลุดพ้นของนักบวชโดยใช้ศาสนา

ไอน์สไตน์ล้มป่วยเมื่ออายุสี่ขวบ พ่อให้เข็มทิศแม่เหล็กตัวหนึ่งแก่เขา เด็กน้อยหมกมุ่นกับเข็มทิศนั้นด้วยความพิศวง เพราะไม่ว่าหมุนไปทางไหน เข็มก็ชี้ไปในทางเดียวกันเสมอราวกับมีอำนาจลึกลับบางอย่างกำหนดทิศทางของมัน เขารู้สึกแปลกใจ เข็มทิศทำให้เขาคิดว่ามีบางสิ่งที่ซ่อนเร้นลึกอยู่ที่อยู่เบื้องหลัง เขาเริ่มสัมผัสธรรมชาติในมุมมองของวิทยาศาสตร์


เข็มทิศตัวนั้นมิเพียงชี้ทิศบนโลกใบนี้ หากยังชี้ทางใหม่ให้ชีวิตของเขา ทางสายวิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์โดยตัวมันเองเป็นเพียงกระบวนการ ไม่ใช่จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ จุดหักเหอาจจะเกิดจากการที่แม่ของไอน์สไตน์แนะนำให้เขารู้จักดนตรี

เข็มทิศชี้ทางไปสู่การค้นหาความจริง เสียงไวโอลินเชื้อเชิญให้เขาเปิดหัวใจ

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ตลอดชีวิตไอน์สไตน์พกพาไวโอลินไปตามที่ต่างๆ และเป็นนักเล่นไวโอลินที่ดี


จินตนาการ วิทยาศาสตร์ กับความเป็นมนุษย์เป็นส่วนประกอบที่ลงตัวในการสร้างบุคคลเช่นไอน์สไตน์

การศึกษาหาความลับของจักรวาลผ่านทฤษฎีทั้งหลายของเขา ทำให้เขาซาบซึ้งถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความกระจ้อยร่อยกระจิริดของมนุษย์ จักรวาลวิทยาทำให้พบเห็นว่ามนุษย์เรานั้นเป็นเพียงการประกอบรวมกันของธาตุ เราเป็นเพียงธุลีหนึ่งในจักรวาล ไอน์สไตน์บอกว่า ยิ่งเรียนรู้ความลับของธรรมชาติจากเรื่องอะตอม แรงลึกลับทั้งหลาย ยิ่งทำให้มนุษย์เราต้องถ่อมตนและสันโดษ




สรรพสิ่ง 'สัมพัทธ์' กันไปหมด

ไอน์สไตน์เขียนในปี ค.ศ. 1931 ว่า "ผมเตือนตัวเองนับร้อยครั้งต่อวันว่า ชีวิตของผมทั้งภายในและเปลือกนอกล้วนมีฐานบนแรงงานของผู้อื่น ทั้งที่ยังมีชีวิตและที่ตายไปแล้ว ผมต้องใช้ความสามารถทุกอย่างของตนเพื่อที่จะให้ในระดับเดียวกับที่ผมได้รับและกำลังรับอยู่"

ไอน์สไตน์พร่ำพูดให้เห็นคุณค่าของมนุษย์ คุณค่าของเสรีภาพ ความไม่รุนแรง อันตรายของลัทธิทหาร และความคลั่งชาติ   8 ปีต่อมาโลกก็เข้าสู่สงครามที่ทำลายชีวิตมนุษย์หลายสิบล้านคน



แม้ไอน์สไตน์จะเป็นผู้ชื่นชมวิถีอหิงสาแห่งคานธี และเช่นเดียวกับคานธี เขาเป็นนักมนุษย์นิยม นักต่อต้านสงคราม แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ เขาก็แนะนำให้ประธานาธิบดีรูสเวลท์ระเบิดปรมาณู เมื่อข่าวการทำลายล้างฮิโรชิมามาถึงเขา ไอน์สไตน์กุมศีรษะเศร้าใจในบทบาทของตน ความเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ถูกสั่นคลอน เรื่องนี้สร้างความเศร้าใจแก่เขาตลอดชีวิต ยิ่งแก่ตัวลงเขาก็ยิ่งปล่อยวางมากขึ้น ใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ต่างจากนักบวช คือไม่ได้สนใจในชื่อเสียงเงินตรา



ไอน์สไตน์เขียนในปี ค.ศ. 1934 ว่า "คุณค่าที่แท้จริงของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนถูกกำหนดเบื้องแรกจากมาตรการและสำนึกในการปลดปล่อยตัวเอง การปลดปล่อยนี้ไม่ใช่เฉพาะอิสรภาพจากความหลงตัวเอง แต่จากเปลือกความเชื่อทางของศาสนาที่ห้ามโต้แย้ง"

มนุษย์เราทุกคนต้องการทั้งความรู้และความรักต้องการทั้งเข็มทิศกับไวโอลิน

ความรู้คือประตูเปิดโลก    ความรักคือหน้าต่างเปิดหัวใจ



"พิพิทธภัณฑ์บ้านไอน์สไตน์"




 
ที่มา : กูเกิลกูรู (จากคำถาม ไอน์สไตน์มีลูกสาวคนนึง ที่หายสาปสูญไป เธอชื่ออะไร โดย คิตตี้)
ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.icphysics.com/forums/viewtopic.php?f=15&t=262
ชีวิตพิศวง ของไอน์สไตล์ wonder einstein  http://www.watnai.org/einstein/wonder%20einstein_st.html
6 สุดยอด "สมการที่น่านับถือ" ทางฟิสิกส์ http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9470000065786
ตามรอยไอน์สไตน์ที่เบอร์น  http://www.vcharkarn.com/varticle/283
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทำไมลิโพต้องชู2นิ้ว?? จำหน่ายครั้งแรกในไทยปี 2508 ประธานบริษัทที่ญี่ปุ่น ต้องการสื่อถึงเรื่องสันติภาพ หลังโดนบอมส์ที่ฮิโรชิมา จึงใช้ V sign



เครื่องดื่มให้กำลังงานลิโพวิตัน-ดี เริ่มจัดจำหน่ายครั้งแรกในประเทศไทย ปี 2508 ด้วยโลโก้ชู 2 นิ้วที่เป็นที่รู้จัก ตลอดเวลาที่ผ่านมาเครื่องดื่มให้กำลังงานลิโพวิตัน-ดี ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ ได้รับกำลังใจการสนับสนุน จนขึ้นนำเป็นอันดับ 1 จากผู้บริโภคชาวไทย จนทำให้การเดินทางมาถึง 40 ปีของลิโพในวันนี้เป็นไปอย่างมั่นคง และจะเป็นตลอดไป




ลิโพชุสองนิ้วเพราะ ประธานบริษัทที่ญี่ปุ่น ต้องการสื่อถึงเรื่องสันติภาพ หลังจากที่ญี่ปุ่นโดนบอมบ์ด้วยระเบิดปรมณูไป (และที่สำคัญหลายคนมักจะคิดว่าการชูสองนิ้วถ่ายรูปนั้นจะทำให้ตัวเองน่ารักเหมือนสาวญี่ปุ่น)
 
 
 
 
ที่มา นิตยสารโพสิชั่นแมกกาซีน http://www.positioningmag.com/ , กูเกิลกูรู
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ManUทำไมต้องปีศาจแดง?? ตอนนั้นทีมรักบี้ Salford Red ดังมาก ฉายาปีศาจแดง แมนยูฯเห็นว่าชื่อดูว่าดุดันดี เลยเอามาเป็นฉายา แล้วมาตั้งเป็นโลโก้




ที่แมนยูใช้โลโก้ปีศาจ เพราะในตอนนั้นทีมรักบี้ Salford (Salford Red) ดังมาก(ตอนนี้ก็ยังดังมากอยู่ ถ้าเทียบเป็นบอลคงระดับ บาซ่า รีลมาดริท) และมีฉายาว่าปีศาจแดง แมนยูเห็นว่าชื่อดูว่าดุดันดี เลยเอามาเป็นฉายา แล้วมาตั้งเป็นโลโก้ แต่ดูที่โลโก้ ของแมนยู และ แมนซิดีๆ ทั้งคู่จะยังคงรูปเรือที่เป็นสัญลักษณ์ของ เมืองอยู่ในโลโก้ด้วย แต่ แมนซิตี้ ยังอนุรักษ์ เส้นสามเส้นบนโล่ เอาไว้(หมายถึง แมน้ำทั้งสามสายที่ไหลผ่านเมืองแมนเชสเตอร์)

(สรุปความจากอ้างอิงนี้ http://www.albionroad.com/club-profiles/70-manchester-united  )


นอกจากฉายาปีศาจแดงที่ได้อิทธิพลมาจากทีมรักบี้ Salford City Reds ซึ่งอยู่ในเมือง Salford ใกล้ๆกับเมืองแมนเชสเตอร์นั่นเอง

สัญลักษณ์ปีศาจแดงของแมนยู ก็ได้มีดัดแปลงมาจากสัญญลักษณ์ของทีม Salford City Reds เช่นกัน ดังนั้นบางทีคนจึงเรียกทีมรักบี้ทีมนี้ว่า 'The Original Red Devils'

http://www.reds.co.uk/





เรื่องโลโก้ แมนยู และ แมนซิ เว็บต่างประเทศ..แซวว่า


แมนซิติ้ ซึ่งเห็นว่าเป็นทีมที่รวยที่สุดในพรีเมียอังกฤษตอนนี้ และมีนักเตะระดับเทพมากมาย

รูปปีศาจสีแดงที่ถือหอกดูน่าเกรงขามน่ากลัวใหมละครับพี่น้องอันนี้ส่งผลต่อนักเตะในทีมให้ฮึกเหิมได้แน่นอนอีกภาพแมนซิตี้เป็นเรือใบที่อยูในทะเลอย่างสง่างามนิ่งแม้ยามมีคลื่นซัดสาด แล้วทั้งสองต่างกันยังไง ครับต่างครับตรงที่ แมนยูได้แชป์มากมาย ตรงกันข้ามแมนซิตี้ เทียบไม่ได้เลยกับความสำเร็จที่ฝ่ายแรกมีอยู่

แมนยูดูได้เปรียบทางจิตวิทยานิดหน่อยตรงที่ปีศาจไงละครับสังเกตุว่าปีศาจแดงไม่ใช่แค่ถือหอกธรรมดาจะเห็นว่าทำทีท่าว่ากำลังจะล่มเรือใบที่อยู่ข้างบนเห็นยังละครับจุดที่แมนยูได้เปรียบและเป็นแชมป์มาทุกวันนี้ก็มาจากโลโก้นี่แหละครับ





โอ้...พระเจ้าช่วยถ้วยกระป๋อง.. แมนยูฯ ที่เกือบล้มละลาย

คนที่ออกเงินช่วยพยุงสโมสรตอนนั้น เป็นคนที่สุดยอดจริงๆ (John Henry Davies) มีหมาเซนต์เบอนาร์ด มาเกี่ยวข้องด้วย ประมาณว่าหมาคาบอะไรสักอย่าง(กระป๋องมั้ง) จากร้านขายของหน้าสนามไป แล้วก็มีลูกสาวของเศรษฐีคนนั้นมาเจอหมาตัวนั้นเข้า ก็เลยอยากรู้ที่มาของกระป๋องใบนั้น ก็เลยทำให้รู้จักสนามแมนยู และช่วยออกเงินให้สโมสรที่เกือบล้มละลาย

พออ่านถึงตอนเจ้าของสโมสรเสียชีวิต ก็รู้สึกเสียใจไปด้วยครับ เขามีบุญคุณต่อแมนยูจริงๆ
Link ครับ เผื่อใครอยากอ่าน http://en.wikipedia.org/wiki/Manchester_United_pre-1945


ภาพประกอบจากที่มา

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แบตเตอรี่คิดมาจากกบ? กัลป์วานี่ ผึ่งขากบไว้บนตะขอทองแดงที่รั้วเหล็ก แกว่งไปมาพอแตะรั้วแล้วกบกระตุก ไฟฟ้านี่!! แล้วก็มึนไม่รู้ว่าไฟฯเกิดได้ไง จากนั้น อเลสซานโดร โวลต้า ก็ค้นพบว่า ไฟฟ้านั้นเกิดจากปฏิกิริยาเคมี เมื่อโลหะสองอย่างเชื่อมโยงกันด้วยกรดเกลือ ซึ่งอยู่ในเนื้อเยื่อกบและสัตว์ต่างๆ

แบตเตอรี่มาจากกบ??


ในปี พ.ศ. 2323 ที่เมืองแสนสวย “โบโลญญา” ของประเทศอิตาลี ขณะที่ท่านศาตราจารย์ ลุยจิ กัลวานี่ (Luigi Galvani) ผู้สอนวิชากายวิภาค ขณะทำการสอนเรื่องกบ บังเอิญท่านได้ใช้ปลายปากคีมแตะขากบคู่หนึ่ง ซึ่งวางบนจานโลหะเพื่อประกอบคำบรรยาย ขากบนั้นได้กระตุกขึ้นมา ยังความประหลาดใจแก่เขา และนักศึกษาทั้งหลาย ไฉนขากบที่ตายแล้วจึงกระตุกได้ เขาทดลองซ้ำก็ยังเป็นเช่นนั้นอีก กัลป์วานี่ ได้ค้นคว้าเรื่องนี้อย่างอดทนเป็นเวลาหลายปี แล้วบันทึกสิ่งที่สังเกตเห็นได้ทั้งหมด


อยู่มาวันหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2328 กัลป์วานี่ ผึ่งขากบไว้บนตะขอทองแดงที่รั้วเหล็ก ขณะที่มันแกว่งไกวไปมาตามสายลม เขาสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่มันแตะรั้วมันก็จะกระตุก กัลป์วานี่ เฝ้ามองดูปรากฏการณ์นี้อยู่ชั่วขณะ แล้วเกิดความคิดขึ้นมาว่า ต้องเกิดจาก “ไฟฟ้า” ไช่แล้วไฟฟ้านั่นเอง

จากเรื่องขากบ นักวิทยาศาสตร์ทั่วยุโรปพากันทดลองเรื่องนี้อย่างแพร่หลาย เพื่อจะหาคำตอบให้ได้ว่าไฟฟ้ามาจากไหน แต่ยังไม่มีใครหาคำตอบได้



แต่ที่มหาวิทยาลัยปาเวียน ประเทศอิตาลีอีกเช่นกัน อเลซซานโดร โวลต้า (Alessandro Volta) ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ได้ทดลองเรื่องขากบ เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ในสมัยนั้น จนในที่สุดก็ทราบว่า ไฟฟ้านั้นเกิดจากปฏิกิริยาเคมี กล่าวคือ เมื่อโลหะสองอย่างเชื่อมโยงกันด้วยกรดเกลือ ซึ่งมีอยู่ในเนื้อเยื่อกบและสัตว์ต่างๆ

"อเลสซานโดร โวลตา : Alessandro Volta"


ต่อมาในปี พ.ศ. 2343 โวลต้าได้ประดิษฐ์ Voltaic Pile โดยการนำแผ่นทองแดงและแผ่นสังกะสีมาวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ แล้วคั่นด้วยกระดาษซับซึ่งจุ่มไว้ในกรดเกลือ แผ่นแรกและแผ่นสุดท้ายต่อกับสายลวด ปรากฎว่ามีกระแสไฟฟ้าไหลตามเส้นลวด โวลต้ารายงานให้โลกวิทยาศาสตร์ได้รับรู้ในเวลาต่อมา เกิดการนำกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่มาใช้งานได้สำเร็จ


ภายหลังมีผู้ประดิษฐ์ แบตเตอรี่ให้มีพลังงานสูงขึ้น โดยการนำเอาแบตเตอรี่มาเชื่อมต่อกันสองอัน หรือมากกว่านั้น ก็ยิ่งให้พลังงานไฟฟ้าได้สูงมากยิ่งขึ้น


จึงนับได้ว่า แบตเตอรี่มาจากขากบด้วยความบังเอิญของกัลป์วานี่ที่ใช้คีมไปแตะที่ขากบ ในปัจจุบัน มนุษย์ใช้แบตเตอรี่กันอย่างกว้างขวาง ในรูปของถ่านไฟฉาย (เซลล์แห้ง) หรือแบตเตอรี่ในรถยนต์ (เซลล์เปียก)





ที่มา : กูเกิลกูรู
(อ่านประวัติ อเลสซานโดร โวลตา : Alessandro Volta http://world-scientist.blogspot.com/2010/05/alessandro-volta.html
เนื้อหาเพิ่มเติม ได้ที่ http://www.sema.go.th/files/Content/science/k4/0033/sienctist/page22.html ) เรียบเรียงจาก หนังสือ สิ่งประดิษฐ์คิดได้ไง สนพ. สารคดี
ขอขอบคุณ : ฟิสิกส์ราชมงคล


ISBN 974-484-222-9

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คุณชีสโบรก์ เจ๊งธุรกิจน้ำมันก๊าด ปี 2402 ไปได้ขี้ผึ้งจากหัวแท่นเจาะฯ หมกตัวกรีดตัวเองขี้ผึ้งทาแล้วหาย "วาสลีน" จึงเกิดขึ้น

เยลลีรักษาโรค กำเนิด ขึ้ผึ้ง "วาสลีน"


ขณะเดินทางกลับบ้าน ในปี พศ. 2402 โรเบิร์ต ชีสโบรก์ รู้สึกสิ้นหวังกับความล้มเหลวของตนเอง เขาเริ่มขายน้ำมันก๊าด เมื่ออายุได้ 27 ปี ด้วยความมั่นใจว่าจะทำเงินได้ดี แต่น้ำมันก๊าดกลับเป็นสินค้าราคาแพง จากนั้นจึงเดินทางกลับรัฐเพ็นซิลเวเนีย โดยหวังจะแทรกตัวเข้าไปในธุรกิจตลาดน้ำมันดิบ แต่ราคาน้ำมันดิบก็กลับพุ่งสูงจนน่าตกใจ ชีสโบร์ก อยู่ในสภาพตกงานโดยปริยาย ช่วงนั้นเขาคบหาเป็นเพื่อนกับพวกพนักงานฐานขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งเคยเล่าให้เขาฟังถึงสารเหนียวเหนอะหนะตัวหนึ่งที่เกิดจากกการขุดเจาะ สารที่เรียกว่าขี้ผึ้งแท่งมักจะเกาะอยู่ที่แท่นหัวเจาะจนขยับขึ้นลงไม่ค่อยได้ แต่มีคุณสมบัติในการรักษาโรค ชีสโบร์กตักขี้ผึ้งแท่งใส่ลงถังเพื่อนำกลับบ้าน หากเทียบกับเงินที่เขาเคยหวังว่าจะหาได้ก่อนหน้านี้ ผลตอบแทนจากขี้ผึ้งแท่งคงน้อยนิดจนแทบจะไม่มีค่า


ในช่วงทศวรรษ 1860 ขณะที่จอห์น ร็อกกีเฟลเลอร์โกยเงินมหาศาลจากธุรกิจน้ำมันชีสโบร์ก กลับหมกตัวอยู่ในห้องปฏิบัติการใต้ถุนบ้าน แล้วใช้ตัวเองเป็นหนูทดลองด้วยการกรีดแขนและเผาผิวหนังตัวเอง จากนั้นก็นำขี้ผึ้งแท่งที่สกัดจนเป็นเยลลี่ทาทั่วแผล เมื่อเห็นว่าแผลหายโดยไม่มีการติดเชื้อ (เยลลี่ซึ่งไม่มีสีและกลิ่นสามารถป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าแผลได้) เขาเริ่มผลิตขี้ผึ้งออกมาจำนวนมาก และเรียกผลิตภัณฑ์นี้ว่า “วาสลิน” จากนั้นจึงบรรจุลงตลับขนาด28 กรัม และขายตลับละหนึ่งเซนต์

แม้สรรพคุณจะดีจริง แต่คนก็ยังไม่นิยมซื้อ ชีสโบร์กจึงเดินแจกตัวอย่างตามสถานที่ก่อสร้างในนครนิวยอร์ก รวมทั้งขับรถม้าท่องไปตามเมืองต่าง ๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของขี้ผึ้งด้วยการป้ายลงบนแผลที่ใช้มีดกรีดสด ๆ หรือไม่ก็เอาไฟเผา จากนั้น จึงแจกขี้ผึ้งให้ไปใช้เป็นตัวอย่าง

เมื่อถึงปี 2417 ขี้ผึ้งของชีสโบร์กขายดีเป็นเทน้ำเทท่า นอกจากใช้ทาแผลถูกของมีคมบาด หร์อไฟลวกแล้ว ผู้คนยังนำไปทาถูเครื่องเรือนไม้ หนังที่แห้งแตกลาย เครื่องมือทำสวนที่เป็นสนิม เบ็ดตกปลา และริมฝีปากที่แห้งแตก ของไร้ค่าจากน้ำมันดิบช่วยสร้างธุรกิจจนเติบโตมีอนาคตไกล และกลายเป็นฐานรากสำคัญของอาณาจักรชีสโบร์กพอนด์ในช่วงหลายสิบปีต่อมา หลังจากนั้นชีสโบร์กเดินหน้าลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และลงสมัครชิงตำแหน่งการเมือง(เขาแพ้เลือกตั้ง)แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังผูกพันกับงานค้นพบชิ้นแรกของตัวเอง เขากินวาสลินหนึ่งช้อนพูนทุกเช้า โดยอ้างว่าช่วยให้เขารอดพ้นเงื้อมมือพญายมมาได้ 96 ปี เป็นที่น่าสังเกตว่า ร็อกกีเฟลเลอร์ไม่เคยทำแบบนี้ แต่มีชีวิตยืนยาวถึง 98 ปี




ที่มา : อัจฉริยะโดยบังเอิญ โดย SHEA DEAN
ใน Reader’s Digest สรรสาระ ฉบับประจำเดือนเมษายน 2547 หน้า 62-65
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต