"ความรู้ ไม่ใช่ปัญญา" (Knowledge is not wisdom.) --ไอน์สไตน์--

ความรู้เป็นเรื่องของความความคิดตาม ประสบการณ์ การทดลอง หรือองค์แห่งสาระ มากมายตำรา มาให้อ่านและเพิ่มพูน แต่ปัญญาเป็นเรื่องทางจิตใจ ความเข้าใจ ประกอบโดยสติและรู้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรู้เท่าทันตนเอง ตรงนี้เอง "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ไม่ได้เกิดจากความรู้เยอะ แต่น่าจะเกิดจากมีปัญญาไม่พอ ที่จะประคองชีวิตให้พ้นผ่านอุปสรรค (ขยายความจาก "ความรู้ ไม่ไช่ปัญญา - Khowledge is not wisdom" คำจาก ไอน์สไตน์)



แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(อาหารการกิน) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(อาหารการกิน) แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คุณหญิงสุรีพันธ์ มณีวัต เป็นคนตั้งชื่อ "ข้าวผัดอเมริกัน" ส่วนโกเจ๊ก ทำให้คนไทยรู้จัก ไม่ไช่ Thailand Only แต่ไทยเจ๋งสุด http://bit.ly/cPF3og

ข่าวผัดหลายตำนาน -- Thailand Only??
ที่มาของข้าวผัดอเมริกัน


พูดถึงข้าวผัดอเมริกัน คนไทยส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจและรู้กันโดยทั่วไปว่า เป็นข้าวผัดที่ผัดกับซอสมะเขือเทศและลูกเกด นิยมใช้เนยแทนน้ำมันในการผัด นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มรสขาดด้วย เมล็ดถั่วเตา หัวหอมหั่นชิ้นเล็กๆ แฮมหั่นชิ้นเล็กๆ หรือ แครอดหั่นชิ้นเล็กๆ ผัดรวมกันตามความชอบ และรับประทานร่วมกับ ไก่ทอด ไส้กรอก แฮม หรือ ไข่ดาว แต่ถ้าถามชาวอเมริกันว่ารู้จัก “ข้าวผัดอเมริกัน” หรือ “American fried rice” รึเปล่า ส่วนใหญ่จะได้คำตอบว่า…“I don’t know”…


นั่นสิ…ทำไมอเมริกันชนถึงไม่รู้จัก ข้าวผัดอเมริกัน แล้ว ข้าวผัดอเมริกัน เป็นของชาติใด ใครเป็นต้นตำรับ ผมเองก็สงสัยเช่นกัน และจากการสืบค้นมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับข้าวผัด ข้าวผัดอเมริกัน อยู่สามกระแส

แต่ที่แน่ๆ คือ ข้าวผัดอเมริกัน ไม่ไช่ Thailand Only..!!

 
 

คุณหญิงสุรีพันธ์ มณีวัต (เจ้าของนามปากกา "นิตยา นาฏยะสุนทร" ภรรยา นายวิลาศ มณีวัต บรรณาธิการ นสพ.ชาวกรุง คนแรก) เคยให้สัมภาษณ์หนังสือสกุลไทย เกี่ยวกับต้นกำเนิดของ "ข้าวผัดอเมริกัน" ว่าเป็นอาหารที่คุณหญิงสุรีพันธ์ได้ประยุกต์ขึ้นเอง ขณะทำงานเป็น ผู้จัดการราชธานีภัตตาคาร ซึ่งเป็น แอร์พอร์ตเรสตัวรองต์ ของกรมรถไฟ ใน สนามบินดอนเมือง โดยที่มีสายการบินแห่งหนึ่งสั่งจองอาหารเช้า และอาหารกลางวันไว้แต่ยกเลิกเที่ยวบิน ทำให้อาหารเช้าแบบอเมริกันที่เตรียมไว้ เช่น ไข่ดาว ไส้กรอก เหลืออยู่จำนวนมาก คุณหญิงสุรีพันธ์ ได้นำข้าวผัดที่มีอยู่มาประกอบกับอาหารเช้าแบบอเมริกันดังกล่าวเพื่อรับ ประทาน นายทหารอากาศไทยที่เห็นเข้าได้สั่งรับประทานด้วย เมื่อทหารอเมริกันมาเห็นและถามถึงชื่อข้าวผัดดังกล่าว คุณหญิงสุรีพันธ์ ได้ตั้งชื่อว่า "อเมริกัน ฟรายด์ ไรซ์" หรือ "ข้าวผัดอเมริกัน" ซึ่ง พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ เสนาธิการทหารอากาศในขณะนั้นได้ทราบแล้วชอบชื่อนี้มาก
 
 

ข้าวผัดอเมริกันขณะนั้นมีส่วนประกอบไม่แน่นอน บางวันส่วนประกอบก็เปลี่ยนจากไส้กรอกหรือไก่อบเป็นเนื้อทอด แล้วแต่ว่าในครัวจะเหลืออะไร เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขณะคุณหญิงสุริพันธ์แต่งงานและมีลูกแล้ว จึงเป็นเหตุการณ์หลังวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 ซึ่งเป็นวันที่คุณหญิงแต่งงาน แม้ยังไม่พบข้อมูลแน่นอนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด แต่น่าจะเกิดก่อนปี พ.ศ. 2497 ที่คุณหญิงสุรีพันธ์ลาออกจาก ราชธานีภัตตาคาร ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ





อย่างไรก็ตาม อีกกระแสข่าวหนึ่งระบุว่า ข้าวผัดอเมริกัน เกิดจาก พ่อครัวชื่อ "โกเจ๊ก" คิดค้นขึ้นเพื่อให้บริการทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ในช่วงที่ไทยยังเป็นที่ตั้งฐานทัพอเมริกาใน สงครามเวียดนาม และต่อมาได้รับความนิยมจนเผยแพร่ไปทั่วประเทศ หากเหตุการณ์นี้เป็นจริงในช่วงสงครามเวียดนาม จะเกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2500 ถึง พ.ศ. 2518





รายการทีวี รายการหนึ่ง จึงสรุปไว้ว่า คุณหญิงเป็นคนคิดชื่อ ส่วน โกเจ๊กทำให้คนไทยรู้จัก
ข้าวผัดอเมริกัน คือข้าวผัด ที่ผัดด้วยซอส และมีเครื่องฯ โรยหน้า ซึ่งมีในแถบเอเซีย
อาทิ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลย์เซีย เป็นต้น
อ่านข้อมูลเสริมด้านล่างครับ.
(บทความยังไม่สมบูรณ์ - แปลไทย -1/08/2553)

แต่จากวิกิฯ ของฝรั่ง ได้บันทึกข้าวผัดอเมริกันไว้ดังนี้
American fried rice



American fried rice (ข้าวผัดอเมริกัน, Khao pad Amerigan, also Nasi Goreng USA) is a Thai/Malay fried rice dish with "American" side ingredients like fried chicken, ham, hot dogs, raisins, ketchup, and croutons. Other ingredients like pineapple are optional. Because it was invented during the Vietnam War era to serve to United States Marine Corps and United States Air Force personnel stationed in Thailand, it is generally not found in Thai restaurants outside Thailand. With the recent proliferation of Thai restaurants, American fried rice is now appearing on Thai restaurant menus in the U.S.  The name comes from the fact that most of the ingredients are American or at least Western in origin.

The Malaysian equivalent of American fried rice, called Nasi Goreng USA, is made with many of the same ingredients; however, no pork products are used (as Malaysia is a Muslim country and pork is not Halal), and customers are given the choice of ketchup or chili sauce.[citation needed]
(ดูวิกิฯ http://en.wikipedia.org/wiki/American_fried_rice   )


All recipes Asia กล่าวถึงข้าวผัดอเมริกันไว้ว่า


I’m not sure if this dish exists in America, but the Thais thought of this kind of fried rice as “American”, because it uses some ingredients we associate with the United States. It’s very tasty, if not politically or historically correct.

Ingredients


Ingredients



ในขณะที่ © WAMU 88.5 American University Radio เสนอบทความ
A Classic Thai Dish: "American" Fried Rice?
Chicken Satay. Credit: Sifu Renka via Flickr. Some rights reserved.


Whenever we do Local Restaurant World Tour segments, we're always curious which ethnic dishes are the most authentic and which ones are either new creations or adaptations of dishes to suit American palates.

In Thai cuisine, our guests tell us, there's an intriguing dish - American Fried Rice - that Thai cooks developed during the Vietnam War era and that is a favorite in Thailand's urban areas but that's virtually non-existent on America's Thai restaurant menus. It's made with a fried egg, a hot dog or sausage, chicken, ham, raisins, catsup, tomato and cucumber - a list of ingredients that perhaps explains why it never took root here. Apparently, the dish's creators mistakenly thought it was something Americans ate at the time.

There's also a tradition in Thailand of leaders as prominent cooks - the late Prime Minister Samak Sunthoravej, who passed away last year, was a television celebrity chef.

Join us Wednesday for a chat about the history and traditions of Thai food, and, as always, we'd like to hear from you about your favorite local restaurants



เว็บไซต์สอนอาหารแห่งหนึ่งในต่างประเทศพูดถึงข้าวผัดอเมริกันอย่าชื่นชมไว้ว่า

Thai Fried Rice is a easy to make and quite flexible. Because the Thai version depends on very different flavor components than the Chinese version that most westerners are used to, it's like a completely new dish for many. Fried rice is a popular lunch meal in Thailand and is often served with a fried egg.


If you visit Thailand, don't miss crab fried rice; it is the king of fried rice. You may be surprised to see American fried rice on a Thai menu. What makes the fried rice American, is that ham is substituted for crab, pork or chicken. You will also see Chinese fried rice common throughout Asia, made with chinese sausage.

Because Thai fried rice does not depend primarily on soy sauce for flavor, a few pieces of meat or even your leftover hot dogs or ham can taste surprisingly amazing.

Flavors : Thai Fried Rice is not dark like Fried Rice that you might see at American Chinese restaurants. Light soy sauce or fish sauce is used instead of dark soy sauce. It should not be greasy.
( http://www.thaitable.com/Thai/recipes/Fried_Rice_Recipes.htm )


About Fried Rice ข้าวผัดในความเข้าใจของชาวตะวันตก ของทุกชาติ
มีการกล่าวถึงข้าวผัดไทยเป็นกรณีพิเศษว่า

Types
•American fried rice is not actually an American invention at all--this dish of hot dogs, fried chicken, eggs, rice and ketchup was a Thai creation served to American soldiers during the Vietnam war. It is quite similar to Nasi Goreng, with ketchup instead of kecap manis. Hawaiian fried rice, incorporating rice, peas and carrots and cubed Spam, might be considered a more "American" invention but the presence of Spam makes it uniquely Hawaiian
อ่านเต็มๆ http://www.ehow.com/about_4579089_fried-rice.html

 
ข้าวผัดอเมริกันคือข้าวผัดแบบไทยๆหรือทั่วไปแต่ผัดด้วยซอสนะ
Everyone makes fried rice a bit differently, so feel free to experiment with different ingredients that you have in your fridge. This recipe uses chicken, but you can substitute pork, shrimp, or tofu. You can also add vegetables such as carrots and broccoli. Experiment with what you like. There’s even a variety in Thailand called American Fried Rice that's make with ketchup!
อ่านเต็มๆ http://thaifoodcast.com/recipes/main-course/thai-fried-rice.html

ถ้าถาม Ask Jeeves เขาให้นิยามข้าวผัดนานาชาติและข้าวผัดอเมริกันไว้ว่า
Thai fried rice (ข้าวผัด, Khao Pad or Khao Phad): The flavor of this version is radically different from that of common fried rice, mostly due to the use of Jasmine rice and has various additions not found in Chinese fried rice. It is usually served with sliced cucumber and "Prik nam pla", a spicy sauce made of Thai chili, fish sauce and chopped garlic.


American Fried Rice (ข้าวผัดอเมริกัน, Khao pad Amerigan): This style of fried rice is actually a Thai invention using hot dogs, fried chicken, eggs as side dishes or mixed into rice fried with ketchup. Apparently, this was served to G.I.s during the Vietnam war, but now has become very popular and commonplace all throughout Thailand. The Malaysian counterpart, substituting pork with chicken, is called Nasi Goreng USA
อ่านเต็มๆ http://uk.ask.com/wiki/Fried_rice



ที่มา : ตำรับอาหารไทย ตำนานสยาม, หนังสือ.
American Feied Rice http://www.realthairecipes.com/recipes/american-fried-rice/
Khao Pad American (American Fried Rice) http://allrecipes.asia/recipe/2118/khao-pad-american--american-fried-rice-.aspx
A Classic Thai Dish: "American" Fried Rice?  http://thekojonnamdishow.org/off-mic/2010-06-08/classic-thai-dish-american-fried-rice
http://th.wikipedia.org/wiki/ข้าวผัดอเมริกัน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เนื้อปลาทะเลทำไมไม่เค็ม? ทะเลมีเกลือ3.5% ปลากระดูกแข็งที่ครีบมีต่อมขับเกลือออกมา ส่วนปลากระดูกอ่อนเลือดมียูเรียข้นกว่าทะเลเกลือซึมเข้าไม่ได้

เนื้อปลาทะเล ทำไมไม่เค็ม??

ปลาทะเลที่เรานิยมรับประทานนั้น เป็นส่วนหนึ่งของปลาอีกหลายชนิดที่อาศัยอยู่ในท้องทะเลอย่างนับไม่ถ้วน แล้วคุณรู้ไหมน้ำทะเลที่มีความเค็มและขมนั้น ประกอบด้วยเกลือถึง 3.5% อาจมีคนตั้งข้อสงสัยว่า ในเมื่อทะเลประกอบด้วยเกลือจำนวนมากเช่นนี้ ปลาที่อาศัยกินอาหารต่างๆในทะเลนั้น ทำไมเนื้อกลับไม่เค็มเลยสักนิด

ในความเป็นจริง ปลาที่อาศัยอยู่ในทะเลนั้นสามารถแบ่งได้ 2 ชนิดใหญ่ๆคือ ปลากระดูกอ่อนและปลากระดูกแข็ง ในครีบของปลากระดูกแข็งจะมีเซลล์พิเศษชนิดหนึ่ง เรียกว่าเซลล์ขับเกลือ เซลล์ชนิดนี้สามารถดูดเกลือในกระแสเลือด ผ่านน้ำเมือกข้นเหนียวพร้อมกับขับออกจากตัวปลา การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของเซลล์กลุ่มนี้ ทำให้สามารถรักษาความสมดุลย์ของเกลือในร่างกายให้พอดี



ส่วนในปลากระดูกอ่อนนั้น ก็จะมีวิธีการรักษาความสมดุลย์ของเกลือในร่างกายอีกแบบหนึ่ง ในกระแสเลือดของมันจะประกอบด้วยสารประกอบยูเรียที่มีความหนาแน่นมาก ทำให้กระแสเลือดมีระดับความหนาแน่นสูงกว่าน้ำทะเล จนเกลือไม่สามารถซึมผ่านเข้าร่างกายได้ เพราะเหตุนี้เนื้อของมันจึงไม่มีความเค็ม

 
 
การที่ทะเลมีรสเค็ม เนื่องจากการรวมตัวของน้ำละลายเกลือแร่ ที่ถูกพัดพามาจากพื้นทวีป และใต้ทะเล โดยความเค็มของทะเลจะมีความคงที่ สาเหตุที่ความเค็มของน้ำทะเลไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลานั้น ก็เพราะในมหาสมุทรมีกระบวนการของธรรมชาติที่รักษาระดับความสมดุลของเกลือแร่ คือถ้าหากว่าธาตุชนิดใดมีในน้ำมากเกินกว่าปกติ ก็จะถูกกำจัดออกจากน้ำทะเล โดยการแยกตัวออกเป็นของแข็ง ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีธาตุใดละลายน้ำน้อยเกินปกติ เกลือแร่ของธาตุนั้นในรูปของแข็ง ก็จะถูกละลายกลับสู่น้ำทะเล ดังนั้น ความเค็มของน้ำทะเลจึงคงที่มาหลายล้านปีแล้ว


น้ำทะเลเค็มเพราะมีเกลือหลายชนิดละลายอยู่ ที่สำคัญที่สุดได้แก่ เกลือแกง ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่าโซเดียมคลอไรด์ หรือ มีสูตรเคมีว่า NaCl น้ำทะเล โดยเฉลี่ยแล้วมีเกลือร้อยละ 3.5 หรือน้ำทะเล 1 ลิตรจะมีเกลือละลายอยู่ประมาณ 30 กรัม ยิ่งไปกว่านั้น ทะเลในแผ่นดินใหญ่หรือทะเลปิด ซึ่งไม่เชื่อมต่อกับทะเลหรือมหาสมุทรทั่วไป เช่น ทะเลเมดิเตอเรเนียนหรือทะเลแดง เกลือละลายอยู่มากกว่าทะเลหรือมหาสมุทรทั่วไป

ส่วนทะเลที่มีความเค็มมากที่สุดได้แก่ ทะเลเดดซี(Dead Sea) ในประเทศอิสราเอล ซึ่งมีเนื้อที่เพียง 340 ตารางไมล์ เท่านั้น โดยมีปริมาณเกลือมากถึง 10,523,000,000 ตัน ถ้าเราสามารถระเหยเอาน้ำทั้งหมดออกไปจากทุกทะเลและมหาสมุทรในโลกได้จนแหล่งน้ำเหล่านี้แห้งลงจะพบว่า เกลือที่เหลืออยู่จะมีปริมาณมากมายมหาศาลจนเหลือเชื่อ ถ้านำเกลือเหล่านี้ทั้งหมดมารวมเป็นกอง จะได้กำแพงที่สูง 180 ไมล์ และหนา 1 ไมล์ หรือมวลของเกลือทั้งหมดมีขนาดประมาณ 15 เท่าของมวลทั้งหมดของพื้นที่ทวีปยุโรป (อ่านเต็มๆ http://school.rvs.ac.th/  )


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ที่มา :  รอบรู้เรื่องสัตว์ ชุด ปลาทะเล, หนังสือ ISBN : 974-99190-8-4
ข้อมูลเพิ่มเติม : เผยน้ำจืดมากเกินทำ ปลาบางแสนตาย http://www.dektube.com/action/viewarticle/3407/_______________________________/?vpkey=6eb53843ae&album_id=
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

น้ำตาลทรายไม่เสีย?? มีความชื้นเพียง 0.02% น้ำระเหยเร็วกว่าจุลินทรีย์ก่อเชื้อราจึงขาดน้ำ(dehydration) และเปลี่ยนแปลงทางเคมีน้อยมาก จึงไม่เสีย

ทำไมเราสามารถ เก็บน้ำตาลได้นานมาก โดยที่มันไม่เคยเน่า ไม่เคยเสีย ไม่เคยมีราขึ้นใด ๆ ทั้งสิ้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น




อันที่จริงสิ่งมีชีวิตทุกชนิดสามารถย่อยน้ำตาลได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องแปลกว่าทำไมน้ำตาลกลับไม่เน่าเสียง่ายเหมือนกับแป้งหรืออาหารประจำครัวอื่นๆ ทั้งนี้เพราะว่าน้ำตาลมีค่าความชื้นเป็นองค์ประกอบอยู่น้อยเหลือเกิน คือประมาณ 0.02 เปอร์เซนต์เท่านั้น ซึ่งทำให้ จุลินทรีย์อันเป็นตัวก่อเชื้อราตกอยู่ในสภาวะขาดน้ำ (dehydration) คำอธิบายมีว่า โมเลกุลของน้ำจะแพ่รกระจายออกจากจุลินทรีย์ในอัตราความเร็วสูงกว่าที่มันจะซึมเข้า ดังนั้นในที่สุดจุลินทรีย์ ก็จะตายลงเพราะขาดน้ำในร่างกาย นอกจากนี้ค่าความชื้นที่ต่ำมากของน้ำตาลยังเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงทางเคมีใดๆ อันก่อให้เกิดการเน่าเสียอย่างไรก็ตามถ้าละลายน้ำตาลในน้ำ ยิ่งสารละลายน้ำตาลเจือจางมากเท่าใด โอกาสที่ราและยีสต์จะเกิดขึ้นยิ่งมีมากเท่านั้น การปล่อยให้น้ำตาลถูกอากาศที่มีความชื้นสูงเพียงสองสามวัน ก็ทำให้น้ำตาลดูดรับความชื้นได้มากพอต่อการเจริญเติบโตของรา ด้วยเหตุนี้การเก็บน้ำตาลไว้ในภาชนะที่กันอากาศเข้าจะช่วยชะลอการดูดความชื้นแม้ในสภาวะอากาศชื้น ยิ่งถ้าเก็บรักษาน้ำตาลไว้ในบรรยากาศที่อุณหภูมิและความชื้นคงที่ ซึ่งช่วยให้น้ำตาลสามารถรักษาระดับค่าความชื้นที่ 0.02 เปอร์เซนต์ไว้ได้ น้ำตาลจะคงสภาพดีไม่มีวันหมดอายุเลย



 
ที่มา : หนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี
โรงงานน้ำตาลไทยกาญจนบุรี : http://www.thaisugarmill.com/index.php?lang=th&ds=health_detail-view&id=Zp1rgaDmyW3GsPU2
เว็บไซต์เผยแพร่ : สนุกกูรู http://bit.ly/cPacrp
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

น้ำทะเลกินไม่ได้?? นกและสัตว์มีต่อมขับเกลือออก ทะเลมีเกลืออยู่3.5% ไตคนขับเกลือได้2.2% ร่างกายจะขับน้ำไล่เกลือเสียเหงื่อมากไป น้ำเกลือรพ0.9%

ทำไมคนเราจึงดื่มน้ำทะเลไม่ได้ ?




นกทะเลและสัตว์เลื้อยคลานหลายชนิดจะมีต่อมพิเศษสำหรับถ่ายเกลือออกจากร่างกายโดยเฉพาะนกนางนวลสามารถดื่มน้ำทะเลได้ถึง 10% ของน้ำหนักตัว และสามารถกำจัดเกลือที่มีมากเกินไปได้ภายในเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้ามนุษย์จำเป็นต้องดื่มน้ำทะเลในสัดส่วนเท่านกคือ 2 แกลลอน ( 7.56 ลิตร ) น้ำจะถูกดูดออกจากร่างกายเนื่องจากความพยายามที่จะกำจัดเกลือที่มีมากเกินไปออกจากร่างกายไม่มีสัตว์ชนิดใดมีเกลือสะสมอยู่ในร่างกายได้เกินร้อยละ 0.9 เกลือที่มีมากเกินกว่าปริมาณนี้ จะถูกขับออกมากับปัสสาวะ ไตของมนุษย์ไม่สามารถกำจัดเกลือที่มีอยู่ในปัสสาวะได้เกินกว่าร้อยละ 2.2 ดังนั้น มนุษย์จึงไม่สามารถดื่มน้ำทะเลซึ่งมีเกลือผสมอยู่ถึงร้อยละ 3.5 ได้ ม้าสามารถกำจัดเกลือที่มีอยู่ในปัสสาวะได้เพียงร้อยละ 1.5 เนื่องจากไตไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น ม้าจึงไม่สามารถดื่มน้ำกร่อยซึ่งมนุษย์สามารถบริโภคได้






และน้ำเกลือโรงพยาบาลทำไมกินได้??
เพราะน้ำเกลือที่ใช้ในโรงพยาบาลมีความเข้มข้นไม่เกินร้อยละ 0.9 เองครับ
(น้ำเกลือแบบธรรมดาทั่วไป)


น้ำเกลือ / Saline

ชนิดของน้ำเกลือ ที่ใช้บ่อยได้แก่

1. นอร์มัลซาไลน์ (Normal saline solution/NSS) หมายถึง น้ำเกลือเกลือธรรมดาที่มีความเข็มข้น 0.9% ซึ่งเท่ากับกับความเข้มข้นของเกลือในกระแสเลือดของคนปกติ มีอย่างขนาด 500 มล. และ 1,000 มล.
2. 5% เดกซ์โทรส ( 5% Dextrose in water หรือ 5%D/W) หมายถึงน้ำตาลเดกซ์โทรสที่มีความเข้นข้น 5% ไม่มีเกลือแร่ผสม มีอย่างขนาด 500 มล. และ 1,000 มล.
3. 5% เดกซ์โทรสในนอร์มัลซาไลน์ (5% Dextrose in NSS หรือ 5% D/NSS) หมายถึง น้ำตาลเดกซ์โทรสเข้มข้น 5% ผสมกับน้ำเกลือธรรมดา
4. 5% เดกซ์โทรสใน 1/3 นอร์มัลซาไลน์ (5% Dextrose in 1/3 NSS) หมายถึง น้ำตาลเดกซ์โทรสเข้มข้น 5 % ผสมกับน้ำเกลือที่มีความเข้มข้น 0.3% (เข้มข้นเพียง 1/3 ของน้ำเกลือธรรมดา) มีอย่างขนาด 500 มล. และ 1,000 มล.

ผลข้างเคียง
1. ถ้าเครื่องใช้และน้ำยาไม่สะอาด หรือเทคนิคการให้ไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อได้
2. ถ้ามีฟองอากาศ เพราะไล่อากาศจากสายน้ำเกลือไม่หมด ฟองอากาศจะเข้าไปในหลอดเลือดดำ และเข้าสู่หัวใจ อาจเป็นอันตรายได้
3. มีอาการไข้และหนาวสั่น จากการแพ้น้ำเกลือ
4. ถ้าใช้น้ำเกลือที่มีความเข้มข้นของเกลือมากกว่าความเข้มข้นของเกลือในเลือด อาจเป็นอันตรายถึงตายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก
5. ถ้าให้น้ำเกลือมากหรือเร็วเกินไป อาจทำให้บวม มีน้ำคั่งในปอด หรือหัวใจวายถึงตายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก คนสูงอายุ คนที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคไตอยู่ก่อน




ที่มา : หนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี
ข้อมูลเสริม : น้ำเกลือ http://phonlawat.freeforums.org/topic-t126.html
เว็บไซต์เผยแพร่ :  http://bit.ly/attGTj (สนุกกูรู)
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทำไมน้ำอัดลมไม่เต็มขวด?? น้ำใดๆ อยู่ในขวดถ้าร้อนจะขยายตัว จะดันจุก หรือขวดระเบิดได้ น้ำอัดลมจึงบรรจุไม่เเต็มขวดเผื่อที่ว่างให้น้ำขยายตัวได้

ทำไมจึงไม่บรรจุน้ำอัดลมให้เต็มขวด?



ถ้าเตรียมขวดที่บรรจุน้ำ 2 ขวด โดยขวดหนึ่งใส่น้ำเต็มและอีกขวดใส่ไม่เต็ม เอาจุกก๊อกปิดไว้เบาๆ แล้วเอาไปแช่ในน้ำอุ่น ขวดที่ใส่น้ำเต็มจุกก๊อกจะกระเด็นออกเพราะเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น น้ำจะขยายตัวแล้วดันจุกก๊อกกระเด็นออกมา แต่ขวดที่ใส่น้ำไม่เต็ม จะมีที่ว่างให้น้ำขยายตัวได้ ดังนั้นถ้าใส่น้ำอัดลมเต็มขวดจะเป็นอันตรายได้ อาจทำให้ขวดแตกได้ง่าย





รู้รอบตัว
– อุณหภูมิที่ไอน้ำในบรรยากาศเย็นลง กลั่นตัวเป็นหยดน้ำ เรียกว่าจุดน้ำค้าง
– ทำน้ำจืดจากน้ำทะเลได้โดย ทำน้ำทะเลให้กลายเป็นไอน้ำ แล้วควบแน่นเป็นหยดน้ำ
– ถ้าปล่อยให้อากาศที่ถูกอัดขยายตัวทันทีจะเกิดความเย็นขึ้น
– ถ้าอัดอากาศให้มีปริมาตรเล็กลงจะเกิดความร้อนขึ้น



ที่มา : หนังสือวิทยาศาสตร์น่ารู้ สสวท.
วิชาการดอทคอม, ครูบ้านนอกดอทคอม
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กาแฟทำให้สดชื่น?? สารกาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟนั้นสามารถกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ตื่นตัว อาจหายง่วง น้ำที่ผสมกาแฟทำให้สดชื่น กาแฟแค่ให้หายง่วง

กาแฟช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น?



หลายคนชอบดื่มกาแฟ เพราะดื่มกาแฟเมื่อใดก็จะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า รู้สึกมีพลังในการทำงานกลับคืนมาทุกครั้ง ความเข้าใจที่ว่ากาแฟทำให้เราสดชื่นกระปรี้กระเปร่านั้นถูกต้องหรือไม่



รศ.ดร.ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาติ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า กาแฟโดยทั่วๆ ไป มีอยู่ 2 ประเภท คือ ประเภทที่1 คือ กาแฟปกติ ประเภทที่2 คือ กาแฟที่สกัดสารกาเฟอีนออกแล้ว สารกาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟนั้นสามารถกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ตื่นตัว คราวนี้เราลองมาพิจารณาดูว่าคำว่าทำให้ กระปรี้กระเปร่าหรือสดชื่น หมายความว่าอย่างไร ซึ่งคนที่จะสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามี 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 ร่างกายอ่อนเพลียจากการอดนอน ประเภทที่2 ทำงานเยอะและรู้สึกอ่อนเพลีย

ถ้าร่างกายเราไม่ปกติและไม่ได้นอน การกระตุ้นโดยการใช้กาแฟก็สามารถกระตุ้นได้ชั่วคราว คือทำให้ระบบประสาทส่วนกลางตื่นตัว คนคนนั้นก็อาจรู้สึกหายง่วง และได้ดื่มน้ำที่ผสมมากับกาแฟก็อาจทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้บ้าง แต่ถ้าร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ระบบประสาททำงานอย่างสมบูรณ์เมื่อดื่มกาแฟก็อาจทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เพราะฉะนั้นการทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่ากับการทำให้หายง่วงเป็นคนละเรื่องกัน การทำให้หายง่วงเป็นฤทธิ์ของกาแฟโดยตรง แต่ไม่ได้หมายความว่ากาแฟจะทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแต่อย่างใด


TIPS ค.ศ.1554 ร้านกาแฟ ร้านแรกของโลก เกิดขึ้นที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลถือเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของนักนิยมศิลปะ และวรรณกรรมร้านกาแฟจึงเคยถูกเรียกว่า qahweh khaneh (แหล่งปัญญา หรือ School of wisdom)

 
 
 
ข้อมูลประกอบ :
เจาะลึก กาแฟ มันมีดีอะไร ?  http://variety.teenee.com/foodforbrain/1343.html
6 Tips จิบกาแฟเพื่อสุขภาพ http://pmschool.ac.th/wit/main/langkaumroo/coffe/coffe.html
ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)

รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Q10? โคเอ็นไซม์ Q10(Coenzyme Q10)ทำหน้าที่2อย่างคือ เป็นตัวการสำคัญผลิตพลังงาน และเป็นภูมิคุ้มกันต่ออนุมูลอิสระ ได้มาจากตับเราเองและทานเนื้อสัตว์

เรื่องของคิวเท็น (Q10)



แอบได้ยินโฆษณาทางโทรทัศน์ของครีมบำรุงผิวบางยี่ห้อ ที่บอกว่าในสินค้าของตนมีนวัตกรรมทางสุขภาพชนิดใหม่ผสมอยู่ โดยเรียกชื่อว่า Q10 ว่าดีเหลือหลาย ทำให้ผิวขาวเกินกว่าบรรพบุรุษได้


โฆษณานี้เกินจริงหรือไม่ ต้องถามว่าเจ้าตัวนวัตกรรมชนิดนี้คืออะไร?
โคเอ็นไซม์ Q10 คือสารชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในอาหารที่เรารับประทานกัน โคเอ็นไซม์ Q10 (Coenzyme Q10) มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ยูบีควิโนน" (Ubiquinone-10) แต่มักจะเรียกขานสั้นๆ ว่า Q10 ทำหน้าที่สองอย่างในร่างกายของเรา คือ เป็นตัวการสำคัญในกระบวนการผลิตพลังงานที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อสิ่งที่เรียกว่าอนุมูลอิสระ ซึ่งร่างกายต้องต่อต้าน องค์ความรู้ในปัจจุบันชี้ว่าอนุมูลอิสระเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบตัน รวมทั้งมะเร็งบางชนิด

ร่างกายของเราจะได้รับโคเอ็นไซม์ Q10 จากสองแหล่งคือ ร่างกายผลิตขึ้นเองที่ตับ และได้รับจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ซึ่งจะมีโคเอ็นไซม์ Q10 อยู่มาก รวมทั้งถั่วเหลือง งา และ น้ำมันจากปลาซาร์ดีน

นั่นคือคำตอบว่า Q10 คืออะไร คำถามต่อมาก็คือ มีคุณสมบัติพิเศษในการบำรุงผิวจริงหรือไม่


หลังจากค้นคว้ามาระยะหนึ่ง พบว่ามีงานวิจัยออกมาเพียงหนึ่งหรือสองชิ้นเท่านั้นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเครื่องสำอาง ผลการวิจัยส่วนใหญ่เน้นในเรื่องของสุขภาพและโภชนาการ และในงานวิจัยน้อยชิ้นนั้นเองก็ไม่ได้สรุปผลที่ชี้ชัดในแง่ที่ว่าผิวจะขาวขึ้นได้อย่างที่โฆษณาเลย ถึงบ่งบอกถึงผลบวกของการใช้โคเอ็นไซน์ Q10 ต่อร่างกายก็ตาม เราจึงยังไม่อาจสรุปได้ถึงประโยชน์ของโคเอ็นไซน์ Q10 ต่อผิว

การรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ยังเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับการมีสุขภาพดี ผิวพรรณก็จะงามเปล่งปลั่งออกมาจากภายในเองโดยธรรมชาติครับ




ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)  ,ศูนย์แบ่งปันความรู้ ม.น.ข
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
 
เพิ่มเติม
 
CO-Q10 หาได้จากธรรมชาติ คือจากธัญพืชพวกข้าวกล้อง งา ถั่วต่างๆ และเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น โดยปกติแล้ว ธัญพืชจะให้คุณค่ามาเป็นชุด คือให้ทั้งวิตามินอี และ CO-Q10 และการได้รับวิตามินอีกับ CO-Q10 จากธรรมชาติจะให้ผลดีต่อร่างกายมากกว่าวิตามินชนิดเม็ดที่ทำจากห้องแล็บถึง 2 เท่า จึงควรหารับประทานจากอาหารในธรรมชาติ ไม่ใช่ไปซื้อชนิดเม็ดมาทาน


ส่วนวิตามินอีนั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกาย แต่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ ต้องได้จากอาหารจำพวกธัญพืช มนุษย์ควรหาวิตามินอีเข้าสู่ร่างกายให้มากพอ ทั้งนี้ วิตามินอีจะช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็ง ไม่เปราะร้าวง่าย เพราะฉะนั้น ก็เท่ากับป้องกันโรคได้หลายโรค เช่น ความดันโลหิตสูง หรือต้อกระจกก็ป้องกันได้ร่วมกับวิตามินเอ

วิตามินอีเด่นเรื่องการปกป้องร่างกายที่หลอดเลือด ถ้าหลอดเลือดเรายังดี ก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่ชลอความแก่ของร่างกาย หากหลอดเลือดโทรม จะขาดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ทำให้แก่เร็ว ผมหงอกขาว

โดย นพ.ปัญญา ไข่มุก รายการ Healthy Time, FM 99 Active Radio

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คางคกมีพิษ? ต่อมพิษParotidอยู่ใต้ผิวหนังใกล้หู เก็บและขับสารพิษเรียก"ยางคางคก" ความร้อนทำลายพิษไม่ได้ อาการงงๆถึงขั้นหทัยวาย Thk @natchanon

พิษคางคก รุนแรงแค่ไหน??

คางคก (Toad) จัดอยู่ในประเภทสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก เช่นเดียวกับกบคางคกมีต่อมพิษอยู่ที่เส้นสันหลัง ใต้ตา และเครื่องในบางส่วน ถ้านำมารับประทานอาจถึงแก่ชีวิตได้ ส่วนใหญ่คนที่กินคางคกมักคิดว่ากินแล้วมีกำลังวังชาและรักษาโรคได้ แต่ความจริงแล้วคางคกไม่มีตัวยาแก้หรือรักษาโรคอะไรเลย



เป็น amplibian หรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ Class Amphibia , Family Bufonidae มีต่อมพิษ Parotid อยู่บริเวณใต้ผิวหนังใกล้หู เป็นต่อมที่เก็บและขับสารพิษที่ชาวบ้านเรียกว่า " ยางคางคก " คางคกที่พบในประเทศไทย แบ่งเป็นชนิดใหญ่ ๆ ได้ 4 ชนิด คือ Bufo macrotis , Bufo asper, Bufo parvus และ Bufo melanostictus คางคกทุกชนิด ใน genus Bufo มีพิษทั้งสิ้น คางคกชนิดที่พบในทุกภาคช่วงฤดูฝนคือ Bufo melanostictus หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า คางคกบ้าน ลักษณะเด่นของคางคก ก็คือ หนังที่ขรุขระเป็นตะปุ่ม ตะป่ำใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ทั่วทั้งตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณด้านหลัง คางคกมักอาศัยอยู่ตามพื้นดิน ชอบหลบซ่อนตัว อยู่ ใต้ก้อนหิน ขอนไม้ และซอกโพรงดิน ฯลฯ มีนิสัยชอบออกหากินในเวลากลางคืน กินตัวแมลงและหนอนเป็นอาหาร คางคกที่อาศัยอยู่ตามบ้านที่เรามักคุ้นเคยและพบเห็นอยู่บ่อย ๆ คือ Bufo melanostictus มีขนาด ความยาวจากจมูกถึงก้น ประมาณ 10 เซนติเมตร ส่วนชนิดที่พบทางภาคใต้ จะมีขนาดใหญ่กว่ามากคือ Bufo asper ซึ่งมีขนาดความยาวถึง 22 เซนติเมตร




พิษของคางคกเป็นส่วนประกอบของสารกลุ่มที่ทำเกิดอาการประสาท มีส่วนประกอบของ สารกลุ่มแคติโคลามีน อินดอล อัลคิลเอมีน ซึ่งเจ้าตัวนี้มีฤทธิ์หลอนประสาท (อันนี้เป็นอาการสำหรับพวกสัตว์เลี้ยงที่ได้รับพิษคางคกเน้อ)


โดยธรรมชาติ คางคกจะมีพิษที่สร้างจากร่างกายของมันโดยต่อมพาโรติค แล้วหลั่งมาสู่ผิวหนังเมื่อสุนัข แมว หรือสัตว์ชนิดอื่นสัมผัสหรือเลีย พิษของคางคกจะทำให้ประสาทหลอน เพราะมีส่วนประกอบของสารกลุ่มแคติโคลามีนอินดอล อังคิลเอมีน ซึ่งมีฤทธิ์หลอนประสาท เมื่อได้รับพิษมันจะซึมผ่านเร็วมาก ทางเยื่อเมือก เช่น ผ่านลิ้น ปาก หรือ ตา หากสุนัข แมว เผลอไปสัมผัสหรือเลีย พิษในตัวคางคก ไม่สามารถทำลายด้วยความร้อนได้ แม้ว่าจะนำมาย่าง ปิ้ง ผัด ทอด เมื่อได้รับพิษผู้ป่วยจะแสดงอาการมึนงง สับสน วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดิน ชีพจรเต้นช้าลง และอาจเสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวาย ดังนั้นก่อนคิดจะรับประทาน ควรศึกษาวิธีการเอาเส้นพิษบริเวณผิวหนังคางคกออกก่อนนำไปประกอบอาหาร พิษในตัวคางคก ไม่สามารถทำลายด้วยความร้อนได้ แม้ว่าจะนำมาย่าง ปิ้ง ผัด ทอดเมื่อได้รับพิษ ผู้ป่วยจะแสดงอาการมึนงง สับสน วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดิน ชีพจรช้าลง และอาจเสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวาย


คางคก เป็นสัตว์มีพิษ โดยมีต่อมพิษอยู่ที่เหนือตา เรียกว่า ต่อมพาโรติค เป็นที่เก็บและขับพิษออกมา เรียกว่ายางคางคกมีลักษณะเป็นเมือกสีขาวคล้ายน้ำนม โดยส่วนประกอบของสารพิษ คือ สารบูโทท็อกซิน มีผลต่อการกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ทำให้หัวใจบีบตัว และในส่วนอื่นๆของคางคกยังมีพิษอีกทั้งผิวหนัง เลือด เครื่องใน และไข่ หากกรรมวิธีการปรุงไม่ดี จะทำให้ ผู้กินได้รับพิษได้ ทั้งนี้ผู้รับประทานเนื้อคางคกที่มีพิษจะมีอาการแขนขาอ่อนแรง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หายใจหอบ เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ และหากยางคางคกถูกตาจะทำให้เยื่อบุตาและแก้วตาอักเสบได้ ตาพร่ามัว จนถึงขั้นตาบอดได้




ที่มา : คลังปัญญาไทย http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%81
MCOT News ชี้ภัยเมนูคางคก มีพิษอันตราย ความร้อนทำลายพิษไม่ได้ http://news.mcot.net/politic/inside.php?value=bmlkPTE3MjExJm50eXBlPXRleHQ=
วิชาการดอทคอม, ห้องสมุดวิทยพัฒน์
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต




เพิ่มเติม (พิษของกบ)

กบมีพิษ มีถึง 40 ชนิดทั่วโลก ส่วนใหญ่พบในแถบประเทศร้อน ที่มีฝนตกชุก ที่พบในเมืองไทยเป็นประเภทที่มีพิษ อยู่ที่เล็บ (Dentrobate frog) ลักษณะลำตัว มีสีสันสดใส สังเกตได้ง่าย ในขณะที่มันจะลงมือทำร้ายศัตรู ในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ เรียกว่า หมาน้ำ เพราะเสียงร้องของมันคล้ายลูกสุนัขเห่า ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า สางห่า ผู้ที่ถูกพิษของมัน มีอาการเจ็บปวดมาก และถ้ารักษาไม่ถูกต้อง จะตายในเวลาอันรวดเร็ว




เคยมีผู้พบเห็นกบชนิดนี้ ที่อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จังหวัดชุมพร และบริเวณเทือกเขาภูพาน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นถูกพิษของหมาน้ำเสียชีวิตไปหลายคน แม้ในปัจจุบันก็ยังไม่ปรากฏว่ ามียารักษา หรือเซรุ่มที่ใช้รักษาพิษของกบเหล่านีได้โดยตรง ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ในประเทศไทย มีผู้ทดลองใช้ใบเสลดพังพอนสดรักษาตามแบบแผนโบราณ โดยอ้างว่าแก้พิษหมาน้ำได้


ที่มา: ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 1 และ 2 พ.ศ. 2535.กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หน้าที่ 65-67
( จาก เวป ศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา)

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

"โยเกิร์ต"นมหมัก แหล่งกำเนิดคาบสมุทรบอลข่าน เปรี้ยวเจากจุลินทรีย์เปลี่ยนน้ำตาลแลกโตสเป็นกรดแลกติก กรด-เบสอยู่ 3.8-4.6 มีกลิ่นเนย ช่วยขับถ่าย

โยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์นมหมักซึ่งมีแหล่งกำเนิดในกลุ่มประเทศตะวันออกบริเวณคาบสมุทรบอลข่าน แล้วไปนิยมแพร่หลายในยุโรปตะวันออกและยุโรปกลาง โดยความเปรี้ยวของนมเกิดจากจุลินทรีย์ที่เปลี่ยนน้ำตาลแลกโตสเป็นกรดแลกติกโดยมีความเป็นกรด-เบสอยู่ระหว่าง 3.8-4.6 มีกลิ่นเนย (buttery, diacetyl) และกลิ่นนัท (nutty, acetaldehyde) โดยมีการใช้เชื้อผสมระหว่าง Lactobacillus delbrueckii subsp. bulgaricus และ Streptococcus salivarius subsp. thermophilus สามารถแบ่งโยเกิร์ตออกได้หลายชนิดดังนี้




1. แบ่งตามวิธีการผลิต คือ การผลิตโยเกิร์ตชนิดคงตัว (set yoghurt) โดยจะเพาะเชื้อในนมแล้วบรรจุลงในภาชนะบ่มจนกระทั่งนมมีลักษณะแข็งเป็นก้อนและการผลิตโยเกิร์ตชนิดคน (stirred yoghurt) จะเติมเชื้อในน้ำนมแล้วบ่มในถังหมัก เมื่อนมแข็งตัวเป็นก้อนแล้วจะปั่นเพื่อทำลายโครงสร้างตะกอนนม แล้วจึงบรรจุลงในภาชนะ


2. แบ่งตามลักษณะกลิ่นรส คือ โยเกิร์ตชนิดธรรมดา (plain yoghurt) โยเกิร์ตที่ปรุงแต่งด้วยผลไม้ (fruit yoghurt) และ โยเกิร์ตที่ปรุงแต่งด้วยสารสังเคราะห์ (flavoured yoghurt) ซึ่งโยเกิร์ตทั้ง 3 กลุ่มนี้อาจจะผลิตเป็นแบบชนิดคงตัวหรือแบบคนก็ได้


ที่มา หนังสือโดย โครงการเผยแพร่ความรู้และผลงานทางวิชาการผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เดลินิวส์ 1 ก.พ. 2542 หน้า 10
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ซากจานดาวเทียม62"+แผนซีดี+ตะแกรงปิ้ง+แบตเตอรี่เก่า1ลูก = ที่ปิ้งบาร์บีคิว ร้อนถึง400c

สร้างเตาปิ้งจากวัสดุเหลือใช้



ไอเดียท้าให้ลองทำ แทบจะไม่ต้องลงทุนใดๆเลย ก็สามารถสร้างเตาปิ้งบาร์บีคิวนอกบ้าน ที่ให้ความร้อนสูงสุดถึง 400 องศา ภายในเวลาแป๊บเดียว

อุปกรณ์หลักๆ คือ ซากจานดาวเทียมขนาด 62 นิ้ว ที่ไม่ใช้แล้ว และติดแผ่นซีดีหนังที่โหลดบิตมาจนดูไม่ทันแล้วทิ้งไว้เกลื่อนบ้าน จากนั้นก็ติดตั้งตระกร้าสำหรับวางเนื้อ หรือ หมูปิ้ง จากนั้นก็เชื่อมต่อเข้ากับแบตเตอรี่เก่าๆ ปรับองศารับกับแสงแดดจ้า ก็สามารถกลายเป็นเตาปิ้งย่างที่ให้ความร้อนระดับกะทะปาท่องโก๋ถึง 400 องศาทันที



อ่านวิธีทำ และดาวน์โหลดคู่มืออย่างละเอียด http://www.instructables.com/id/Solar-powered-stove-using-100-recycled-materials
 
ที่มา : แดดร้อน อยากกินหมูปิ้ง

น้ำตาลเทียม2ค่ายต่างกัน? 1)แอสพาร์แตม ย่อย เผาผลาญ พลังงาน4Cal/g เหมือนโปรตีน 2)ซัคคารีน ไม่เผาผลาญ ไม่เปลี่ยนแปลง ต้องขับถ่ายออกทางปัสสาวะ

น้ำตาลเทียม แอสพาร์แตม


 
ปัจจุบันแอสพาร์แตมคู่แข่งของซัคคารีน( น้ำตาลเทียมอีกชนิด )กำลังได้รับ ความนิยมในการใช้เป็นน้ำตาลเทียม สำหรับผู้ที่ต้องการความหวาน แต่ไม่ต้องการน้ำตาล เช่น บุคคลที่ต้องการลดความอ้วน


แอสพาร์แตมประกอบด้วยกรดอะมิโนอันเป็นหน่วยย่อยของโปรตีน 2 ตัว คือเฟนนีลอลานิน(phenylalanine) และกรดแอสพาร์ติค(aspartic acid) ที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องแล็บ มีสีขาว ไม่มีกลิ่น มีแต่รสหวาน ไม่มีรสขม หรือรสอื่นเจือปน( แต่ซัคคารีนมีรสขมติดลิ้น ) มีความหวานประมาณ 180-200 เท่าของน้ำตาล ทำให้ใช้เพียงเล็กน้อยก็ให้ความหวานเพียงพอ


เมื่อกินแอสพาร์แตม ร่างกายย่อย เผาผลาญ และให้พลังงาน 4 คาลอรี่/กรัม เหมือนอาหารโปรตีน จึงไม่พบแอสพาร์แตมในเลือด( ส่วนซัคคารีนจะไม่เผาผลาญ และไม่เปลี่ยนแปลง ต้องขับถ่ายออกทางปัสสาวะ )



ข้อจำกัด

ปัจจุบัน ยังไม่พบอันตรายจากน้ำตาลเทียมแอสพาร์แตม มีแค่บางคนมึน ปวดศรีษะ หงุดหงิด เหนื่อยอ่อน และนอนไม่หลับ อาการเบาบาง ไม่รุนแรง และไม่บ่อย

จึงสัษนิษฐานว่าเป็นอาการแพ้เหมือนคนบางคนแพ้อาหารบางชนิด พอสรุปได้ว่า ไม่มีอันตรายต่อคนปกติ สำหรับคนเป็นโรค phenylketouria(ร่างกายเผาผลาญเฟนนีลอลานินไม่ได้ )  ไม่ควรกินน้ำตาลเทียมชนิดนี้



ข้อเสีย

- เก็บไม่ได้นานเกินหนึ่งปี
- สลายตัวที่อุณหภูมิสูง เมื่อสลายตัวจะหมดรสหวาน จึงใช้ปรุงอาหารที่ต้องผ่านความร้อนสูง เช่น เค้ก คุกกี้ ไม่ได้ แต่ใส่ได้ภายหลังหุง ต้มเสร็จแล้ว และอาหารเย็นลงได้



ที่มา: หนังสือ"เรื่องต้องรู้เพื่อชีวิต เคมีในบ้าน" โดย อรวินท์ โทรกี
เครดิต งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด  ม.ราม
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ดื่มน้ำกีวีทำไมฉี่บ่อยจัง?? มีวิตามินซีมากกว่าส้ม 2 เท่า กากใยมากกว่าแอปเปิ้ล มีโปรตสเซียม ให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น ThkQ to @yokekung

“กีวีฟรุต” ผลไม้รสดีมีคุณค่า


“กีวีฟรุต” (Kiwifruit) หลายๆ คนรู้จักกันว่าเป็นผลไม้จากประเทศนิวซีแลนด์ แต่ที่จริงแล้วกีวีฟรุตมีถิ่นกำเนิดอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน แต่ได้พัฒนาให้กลายเป็นผลไม้เศรษฐกิจโดยประเทศนิวซีแลนด์และเริ่มปลูกเป็นการค้ามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1952 ในประเทศไทยเองก็มีการทดลองปลูกอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ พบว่าบางพันธุ์ก็ออกดอกติดผลดี แต่คงต้องมีการพัฒนาต่อไปอีก



หน้าตาของกีวีฟรุตดูคล้ายลูกละมุดสีน้ำตาลแต่มีขนขึ้นตามเปลือก ผลภายในมีสีเขียวอ่อนหรือสีเหลืองทองขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ซึ่งเนื้อในผลกีวีนี้ก็ให้ประโยชน์มากมาย โดยกีวีมีวิตามินซีมากกว่าส้ม 2 เท่า กากใยก็มากกว่าแอปเปิ้ล นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยโปรตสเซียม จึงมีส่วนช่วยลดความดันเลือด ลดความเครียดและความอ่อนเพลีย ทั้งยังช่วยให้ระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นด้วย


กีวีนั้นมีสารประกอบที่สำคัญคือวิตามินซี ที่ช่วยในการเสริมสร้างคอลลาเจน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ช่วยลบเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง และสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย ส่วนโพแทสเซียมช่วยให้ระบบการย่อยอาหารเป็นปกติ ลดความดันโลหิต สวๆ บางคนนำกีวีมาปั่นผสมกับน้ำผึ้งพอกบนผิวหน้า ช่วยลบรอยจุดด่างดำบนใบหน้า เพิ่มความขาวใสให้แก่ผิวได้ด้วย







ที่มา อ่าน @yokekung ทวีตเมื่อ 15.05 น.  "ทำไมดื่มน้ำกีวีปั่น แล้วฉี่บ่อยจัง"
ที่มา : http://www.meesara.com/  มีสาระดอทคอม
กีวี http://www.siya.ac.th/websiya/final5800/final5830/keevee.html
เครื่องดื่มสุขภาพ น้ำกีวี http://www.yourhealthyguide.com/Menu/mj-givi.htm
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ไวน์ขาวทำจากองุ่นดำ? น้ำองุ่นทุกพันธุ์ ถ้าไม่ขาวใส ก็ออกเหลืองนิดๆ(ลองบีบดู) ส่วนไวน์แดง ไม่ได้เกิดจากการเติมสี เป็นสีจากหมักเปลือกองุ่น

ไวน์ขาวทำจากองุ่นดำได้อย่างไร?




คนส่วนใหญ่ประหลาดใจเมื่อได้ทราบว่าไวน์ขาวได้มาจากองุ่นดำ เป็นไปได้อย่างไรกัน? เอาละ แรกสุด องุ่นดำไม่ได้ดำสนิทเหมือนถ่าน องุ่นดำบางพันธุ์มีสีน้ำเงินดำ ส่วนใหญ่มักจะเป็นสีแดงเข้ม ยังตอบคำถามไม่ได้ใช่ไหมครับ? ไม่เชื่อก็ต้องพิสูจน์


หากใครมีองุ่นดำในตู้เย็น( ถ้าไม่มีก็ต้องบึ่งรถไปซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต ) ลองบีบองุ่นด้วยนิ้วโป้งและนิ้วชี้ จับตามองน้ำองุ่นที่ไหลออกมาให้ดี

ประหลาดใจใช่ไหมครับ?

น้ำองุ่นพันธุ์ใดๆ ถ้าไม่ขาวใส ก็ออกเหลืองนิดๆ



ไวน์แดงเลิศรส ไม่ได้สีทับทิมจากการเจือสีแต่อย่างใด สีแดงเข้มได้จากการหมักเปลือกองุ่น หากไม่มีเปลือกองุ่นเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว ไวน์ขาวทำจากองุ่นสีใดๆ ได้ทั้งสิ้น แม้แต่เชมเปญก็มีบางส่วนที่ทำจากองุ่นดำ


ที่มา: ไขปริศนาเพี้ยนในชีวิตประจำวัน เขียนโดย: David Feldman แปลโดย: นพดล เวชสวัสดิ์

รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

 
 
รอบรู้เรื่องไวน์ :  http://pirun.ku.ac.th/~b5003268/G.html

"วาซาบิ" เผ็ดและฉุนแต่ช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ ลดฟันผุ มีสาร Isothiocyanate(ITCs) ยับยั้งการเจริญเติบโตของเอ็นไซน์ก่อหินปูน มีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้

วาซาบิ (wasabi) เพื่อสุขภาพ




ถ้าบอกว่ามีสีเขียวทั้งเผ็ดและฉุนขึ้นจมูก ใช้รับประทานคู่กับปลาดิบ คุณคงต้องนึกถึงวาซาบิเป็นแน่ บางคนอาจจะร้องยี้ด้วยไม่ชอบรสชาติของมัน แต่รู้หรือไม่ว่าในความฉุนหรือเผ็ดนั้นมีคุณประโยชน์แฝงอยู่มากมาย


"ต้นวาซาบิ"


สารในวาซาบิที่ให้รสเผ็ดและกลิ่นฉุนนั้น มีสรรพคุณในการยับยั้งการเจริญเติบโต ของจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุ และยังพบสาร Isothiocyanate (ITCs) ซึ่งมีส่วนช่วยการยับยั้งการเจริญเติบโตของเอ็นไซม์ ที่ก่อให้เกิดหินปูนบนฟัน และยังมีฤทธิ์ต้านมะเร็งที่ปอด ลำไส้ใหญ่ ตับ หลอดอาหารและเต้านม อีกด้วย


ที่มา : คอลัมน์ Living Beware นิตยสารใกล้หมอ Health Well- being ปีที่ 31 ฉบับที่ 2 เดือนมีนาคม 2550


"วาซาบิ" : http://th.wikipedia.org/wiki/วาซาบิ
"ระบบข้อมูลพืชผัก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ : วาซาบิ" : http://www.agricprod.mju.ac.th/vegetable/File_link/wasabi.pdf
"วาซาบิมีประโยชน์ต่อสุขภาพ" : http://www.thaiclinic.com/thaiclinicnews/news_wasabi.html
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต