"ความรู้ ไม่ใช่ปัญญา" (Knowledge is not wisdom.) --ไอน์สไตน์--

ความรู้เป็นเรื่องของความความคิดตาม ประสบการณ์ การทดลอง หรือองค์แห่งสาระ มากมายตำรา มาให้อ่านและเพิ่มพูน แต่ปัญญาเป็นเรื่องทางจิตใจ ความเข้าใจ ประกอบโดยสติและรู้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรู้เท่าทันตนเอง ตรงนี้เอง "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ไม่ได้เกิดจากความรู้เยอะ แต่น่าจะเกิดจากมีปัญญาไม่พอ ที่จะประคองชีวิตให้พ้นผ่านอุปสรรค (ขยายความจาก "ความรู้ ไม่ไช่ปัญญา - Khowledge is not wisdom" คำจาก ไอน์สไตน์)



แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(ทั่วไป) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(ทั่วไป) แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

"มีราซอร์โวน" โมเลกุลที่แมลงปีกแข็งชนิดหนึ่งปล่อยป้องกันตัว ตั้งชื่อตามดารา"มีรา โซวีโน"จากMimic(ดร.ซูซานฯ) (ท/E) http://bit.ly/crhofL #FM99

ดาราฮอลลีวูดกับชื่อเคมี





มีราซอร์โวน (Mirasorvone) เป็นชื่อโมเลกุลชนิดหนึ่งที่แมลงปีกแข็ง ชื่อ Sunburst Diving Beetle ปล่อยออกมาเพื่อใช้ป้องกันตัวเองจากศัตรู โมเลกุลตัวนี้จะไม่น่าสนใจเป็นพิเศษเลย ถ้าหากไม่เป็นเพราะ ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ตั้งชื่อโมเลกุลเคมีนี้ตามชื่อดาราสาว มีรา ซอร์วีโน (Mira Sorvino) เพื่อเป็นเกียรติแก่เธอในฐานะผู้รับบท ดร.ซูซาน ไทยเลอร์ (Dr.Susan Tyler) ที่ต่อกรกับแมลงอสุรกายอย่างน่าประทับใจในภาพยนตร์ไซไฟ เรื่อง Mimic ในชื่อไทยว่า "อสูรสูบคน"

ผลงานภาพยนตร์อื่นๆ ของมีรา ซอร์วีโน เช่น จุดไฟรัก เติมไฟฝัน (At First Sight) นักฆ่ากระสุนโลกันต์ (The Replacement Killer) เป็นต้น








Acknowledgments
This paper is no. 152 in the series Defense Mechanisms of Arthropods; paper no. 151 is ref. 22. We have named compound 9 affectionately in honor of Mira Sorvino, who, as Dr. Susan Tyler in the motion picture Mimic, successfully confronted the ultimate insect challenge. The study was supported by Grants AI02908 and GM53830 from the National Institutes of Health. Support (to J.M.) from the Bert L. and N. Kuggie Vallee Foundation, Inc. during the preparation of this report is gratefully acknowledged.


แปลกแต่จริงบนโลกวิทยาศาสตร์ ISBN : 978-974229-617-9
ข้อมูลตามต่อและเพิ่มเติม http://www.pnas.org/content/95/6/2733.full
Mira Sorvino http://en.wikipedia.org/wiki/Mira_Sorvino
Mira Sorvino+Mirasorvone http://scientific-child-prodigy.blogspot.com/2007/08/mira-sorvino-and-scientific-fame.html
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ระเบิดปรมาณูถล่มญี่ปุ่นเป็นแบบตั้งเวลา ค่อยๆปล่อยลงโดยร่มชูชีพ รู้แผนนี้13คน นักบินB29ก็ไม่รู้ว่าทิ้งอะไร 1ในนั้นรักษาตัวในรพ.บ้าถึง15ปี // วันที่ 6 , 9 และ 15 สิงหาคม จึงเป็นวันแห่งความทรงจำของญี่ปุ่น 60 ปีผ่านมา เราจึงเห็นการพัฒนาของผู้พ่ายสงคราม อ่านต่อ http://bit.ly/bm17lq

ขออภัย ขอนุญาตงดใส่รูปประกอบเนื้อหาในบทความค้นคว้านี้

ระเบิดปรมาณู "Little Boy" ที่ใช้ถล่มฮิโรชิมา








Hiroshima คือเรื่องราวที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดจากภัยของสงคราม ในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดีความเหิมเกริมของจักรวรรดิ์ญี่ปุ่น นำมาซึงความสูญเสียมากมายเหลือคณานับ ซึ่งญี่ปุ่นก่อนหน้าช่วงเวลานั้น
หลังจากที่หมดยุคของโชกุนเป็นผู้ครองประเทศแล้ว ก็เข้าสู่การปกครองแบบจักรวรรดิ์รุ่นใหม่ที่ปกครอง
ด้วยระบอบทหารเต็มตัว สร้างแสนยานุภาพที่เกรียงไกร กลายเป็นประเทศมหาอำนาจ แล้วก็แผ่ขยายอิทธิพลของตัวเองเข้าสู่ดินแดนภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองญี่ปุ่นฉวยความได้เปรียบในสถานการณ์ ส่งทหารเข้าสู่สงคราม และเวลาต่อมาก็เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตร กับนาซีเยอรมันและฟาสซิสต์อิตาลี่ เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเต็มตัว แม้จะถูกคัดค้านจากสหรัฐอเมริกา โดยที่ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจลงโทษญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นก็มิได้สะทกสะท้านต่อการข่มขู่นี้ของอเมริกานัก

ญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือที่ Pearl Harbor เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941ต่อมาญี่ปุ่นเกรงว่าแผนการขยายอำนาจเข้าสู่เอเชียตะวันออก และ เอเชียใต้ ของตนจะต้องชะงักลงเนื่องจากอเมริกาไม่เห็นด้วย ญี่ปุ่นจึงเปิดฉากโจมตีอเมริกาก่อนที่ อ่าวเพิร์ล ในฮาวาย ซึ่งการมุ่งโจมตีครั้งนี้นั้นเข้าทางอเมริกาที่รออยู่พอดี อเมริกาซึ่งยังคงลังเลที่จะเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เลยได้โอกาสประกาศสงครามกับฝ่ายอักษะทั้งสามประเทศในทันที ช่วงแรกของการสู้รบนั้นอเมริกาเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะญี่ปุ่นใช้ยุทธวิธีการรุกแบบรวดเร็ว แต่พออเมริกาตั้งตัวได้ ฝ่ายที่เสียเปรียบก็เลยกลับกลายมาเป็นญี่ปุ่นแทน

ในขณะที่สงครามยังไม่ทันจะจบประธานาธิบดีรูสเวลต์ของอเมริกาถึงแก่อนิจกรรม รองประธานาธิบดี ทรูแมนก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ในช่วงเวลานั้นอเมริกากำลังได้เปรียบเป็นอย่างมาก ประกอบกับการคิดค้นระเบิดปรมาณูสำเร็จพอดี ก็เลยนำมาทดลองใช้กับญี่ปุ่น

นาฬิกาที่หยุดเวลาทันทีหลังจากที่เมืองฮิโรชิม่า ถูกระเบิดปรมาณูเวลา 8.15 นาที ระเบิดปรมาณูลูกแรกถูกปล่อยลงสู่ ฮิโรชิม่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 ทันทีที่ลูกระเบิดมรณะกระทบลงสู่พื้น ผู้ที่อยู่ในรัศมีครึ่งไมล์จากที่ลูกระเบิดลง เสียชีวิตในทันที สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายราบพนาสูรไปในพริบตา ชีวิตผู้บริสุทธ์สูญเสียไปถึง 45,000 ราย ในช่วงเวลาไม่ถึงนาที และ 19,000 รายต่อมาในอีกสี่เดือนให้หลัง ผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ต่อมาต้องทนทุกข์จากบาดแผลไฟลวก และพิษจากกัมมันตภาพรังสี ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสยิ่งกว่าตายทั้งเป็นอีกหลายแสนราย ประมาณการแล้ว ผู้เสียชีวิตที่ฮิโรชิม่าถึง 200,000 คน




สภาพเมืองฮิโรชิม่าหลังจากถูกระเบิดปรมาณู เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 ผู้รอดชิวิต จากระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิม่า

ระเบิดลูกแรกเป็นเพียงแค่การเตือน ประธานาธิบดีทรูแมน ได้หยิบยื่นชะตากรรมอำมหิตอีกครั้งให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นผู้ตัดสินใจ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นและองค์จักรพรรดิ์เองกลับเมินเฉย ต่อข้อเสนอที่จะยอม
จำนนต่อฝ่ายพันธมิตร ประธานาธิบดีทรูแมนเลยตกลงใจ ปล่อยระเบิดปรมาณูลูกที่สอง ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าลูกแรกที่ถล่มเมื่องฮิโรชิม่าภายใต้รหัสชื่อแฟทแมน

ประธานาธิบดีทรูเเมนขณะกำลังปราศรัย ระเบิดปรมาณูเจ้าของฉายาไอ้อ้วน หรือ Fatman ที่ฆ่าชีวิตคนนับเเสนที่เมืองนางาซากิเป้าหมายคือเมืองนางาซากิ วันที่ 9 สิงหาคม 1945 หลังจากเมืองฮิโรชิม่าสูญหายไปแล้วได้เพียงสามวัน ระเบิดปรมาณูลูกที่สองก็เผาผลาญและเข่นฆ่าชีวิตผู้บริสุทธิ์อีกครั้ง ที่เมืองนางาซากิ ผลลัพธ์ที่ได้ไม่แตกต่างกันนักกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองฮิโรชิม่า นั่นก็คือความทารุณ
ที่เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกมีให้แก่กันนั้น คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์อีกครั้งไม่ต่างจากเมื่อสามวันก่อนที่ผ่านมาที่ฮิโรชิม่า

สภาพเมืองนางาซากิหลังจากถูกระเบิดปรมาณู เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1945 หนูน้อยเเละมารดาหลังจากรอดชีวิต จากระเบิดปรมาณูที่นางาซากิ ในที่สุดรัฐบาลญี่ปุ่นต้องยอมจำนนโดยไม่มีทางเลือก
เนื่องจากเห็นแก่ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่กำลังจะสูญเสียตามมาอีก หากตนไม่ยอมจำนน จึงเซ็นรับข้อตกลงในสัญญายอมแพ้สงคราม แก่ฝ่ายพันธมิตร เมื่อวันที่ 15 ในเดือนเดียวกัน จักรพรรดิฮิโรฮิโต ยอมรับในเงื่อนไขของฝ่ายพันธมิตรในฐานะผู้เเพ้สงคราม เพื่อรักษาชีวิตพลเมืองญี่ปุ่น

เวลาผ่านมาแล้ว 65 ปี แต่ชาวเมืองฮิโร่ชิม่า และ นางาซากิ นั้นไม่เคยลืมเลือนโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อ 60 ปีก่อนเลย ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาตินั้นนับตั้งแต่มีการบันทึกมา กล่าวได้ว่าเต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว และน่าสยดสยองยิ่งนัก มองในแง่ของเรื่องบาปกรรมนั้น ทหารญี่ปุ่นภายใต้การนำขององค์จักรพรรดิ์นั้นก็มีความร้ายโหดไม่แพ้กันต่อประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง อย่างจีน หรือ เกาหลี หากมองในแง่ของการแก้แค้น อาจจะดูเป็นการสมน้ำสมเนื้อกัน แต่ไฉนหนอชะตากรรมนั้นมักจะเล่นตลกกับผู้บริสุทธิ์อยู่เสมอ



ข้อมูลเสริมพร้อมวีดีโอ http://www.neutron.rmutphysics.com/teaching-glossary/index.php?option=com_content&task=view&id=5125&Itemid=3
อีเท่่ากับเอ็มซีสแควร์ http://www2.mtec.or.th/th/news/einstein/abomb_history.html
ผู้รอดหนึ่งเดียวจากเหตุระเบิดปรมาณูถล่ม2เมืองญี่ปุ่นเสียชีวิตแล้ว http://www.jat-languagecafe.com/newsite/highlight/display.php?id=1302
กามิกาเซ่ รู้จักไหม?? http://news.clipmass.com/story/%E0%B8%9D%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E---11799

การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถล่มฮิโระชิมะและนะงะซะกิ
วิกิฯ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%87%E0%B8%B0%E0%B8%8B%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B4

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

นร.ป6จ.กาฬสินธุ์ คิดวิธีปราบปีเตอร์แบบอหิงสา ใช้โอวัลติน(ล่อให้มากิน) ข้าวจ้าว(กินแล้วจะหิวน้ำ) ปูนซีเมนต์(กินน้ำแล้วแข็งตายคารัง) สันติมาก

สารกำจัดแมลงสาบสูตรตายรัง

แมลงสาบ สัตว์ที่มีนิสัยทำลายข้าวของ ขับถ่ายสกปรก ส่งกลิ่นเหม็น และเป็นตัวแพร่กระจายเชื้อโรคมาสู่คนมากมายได้แก่โรคทางเดินอาหาร อหิวาตกโรค ไทฟอยด์ ภูมิแพ้ และโรคหอบหืด


สารกำจัดแมลงสาบที่นักเรียนโรงเรียนสมเด็จประชานุเคราะห์ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ค้นพบและสามารถกำจัดแมลงสาบให้กลับไปตายที่รังได้สำเร็จ มีส่วนประกอบสำคัญคือ ปูนซีเมนต์ผง ผงแป้งข้าวจ้าว และผงโอวัลติน ซึ่งเมื่อนำผง 3 ชนิดมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันมากที่สุดแล้วนำไปวางไว้ในที่ที่มีแมลงสาบซุกชุม พร้อมนำน้ำไปวางใกล้ๆ แมลงสาบจะมากินสารกำจัดแมลงสาบและน้ำแล้วจะกลับไปตายที่รังของมัน ซึ่งเป็นวิธีการกำจัดแมลงสาบที่ไม่มีพิษตกค้าง และเป็นอันตรายต่อมนุษย์เหมือนกับการกำจัดแมลงสาบโดยวิธีการใช้สารเคมีฉีดพ่น

สารกำจัดแมลงสาบกล่าวว่า ส่วนประกอบของสารกำจัดแมลงสาบที่นำผสมกันจะมีคุณสมบัติและทำหน้าที่แตกต่างกันไป คือ

โอวัลตินจะเป็นสารที่ล่อให้แมลงสาบมากินสารกำจัดแมลงสาบ
แป้งข้าวจ้าวจะทำให้แมงสาบหิวน้ำเมื่อกินเข้าไป
ส่วนปูนซีเมนต์จะทำให้แมงสาบแน่นท้องและตายเมื่อกินสารกำจัดแมลงสาบและน้ำเข้าไป

ทุกคนทุกบ้านสามารถผลิตสารกำจัดแมลงสาบแบบง่ายๆนี้และนำไปใช้ได้เองอย่างปลอดภัย ไม่มีสารตกค้าง ให้เป็นอันตรายกับชีวิต

เด็กไทยเราเก่งไม่แพ้ชาติไหนในโลก ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองสนับสนุนด้วยนะครับ



 
ที่มา : หนังสือ Update
และเว็บไซต์สนุกดอทคอม , http://www.oknation.net/blog/bright/2008/07/31/entry-9
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

รถเข็นช็อปปิ้งช็อต? อากาศเย็น รองเท้ายางเสียดสีพื้นกระเบื้องยาง เกิดไฟฟ้าสถิตย์ จับโลหะเกิดคายประจุจึงช็อต เสื้อผ้าถูเบาะรถจับประตูก็ช็อตได้

เคยไหม รถเข็นในห้างมันช็อตเรา??



พอเอารถเข็นมาจับที่ตรงตระแกรงเหล็ก มันก็ช็อต ไม่เอะใจอะไร คงเพราะอากาศเย็น เราคิดไปเอง สักพักจับอีก ก็โดนช็อตอีก แล้วไฟมันมาจากไหนไม่มีสายไฟ

ไฟฟ้าในรถเข็นนั้นไม่มี มีที่ตัวเรา เรียกว่า ไฟฟ้าสถิตย์ (Electro Static) เกิดขึ้นจากการที่เราเดินในห้างที่อากาศเย็น(อากาศแห้ง) แล้วประกอบกับการใส่รองเท้ายางเดินบนพื้นกระเบื้องยาง ซึ่งทั้งสองสิ่งมีคุณสมบัติเป็นฉนวน เวลาเดินจะเกิดการเสียดสีกับพื้น จึงการเกิดไฟฟ้าสถิตย์ เหมือนการทดลองตอนเรียนชั้นประถมศึกษา ที่คุณครูให้เรานำไม้บรรทัดพลาสติกมาถูๆกับเส้นผมเรา แล้วเอาไปดูดเศษกระดาษ จะสังเกตุว่าเศษกระดาษ ติดไม้บรรทัด ซึ่งเป็นกรณีเดียวกัน ยิ่งท่านเดินลากพื้นมากเท่าไรไฟฟ้าในตัวก็จะมากขึ้น พอไปจับรถเข็นที่ส่วนที่เป็นโลหะ ก็จะเกิดการถ่ายเทพลังงานจากมือเราไปสู่รถเข็น เลยทำให้เรารู้สึก แปล็บๆ เหมือนถูกไฟช็อตตอนจับโลหะครับ

ดังนั้น หากเกิดไฟฟ้าสถิตย์อันเนื่องมาจากการเสียดสีที่มากพอ เมื่อไปจับส่วนที่เป็นโลหะ หรือสื่อนำไฟฟ้าชนิดใดก็ได้ ก็จะเกิดการคายประจุอย่างรวดเร็วเสมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนไฟดูด



ในกรณีเดียวกัน เรานั่งขับรถบนเบาะที่เป็นฉนวน เสื้อผ้าเสียดสีไปกับเบาะสักระยะ แล้วเผลอไปจัดขอบประตูรถ ก็แปล็บๆ ช็อตได้เช่นเดียวกัน


 
 
ที่มา : วิทยาศาสตร์ใกล้ตัว, หนังสือ. ยาฮูรอบรู้
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ลูกนิมิตฝังทำไม? ให้สงฆ์กำหนดเขตให้ทางบ้านเมืองไว้จึง "ฝั่งลูกนิมิต" ลงดิน แล้วนำแท่นหินเรียก"ใบสีมา"มาวางทับ เรียกพิธี “ฝังลูกนิมิตผูกสีมา” // โบสถ์เป็นอะไรกับสีมา?? สีมาเป็นเขตหรือแดนให้พระสงฆ์ประชุมกัน พุทธกาลอาจมีฝนลมแรงจึงสร้างอาคารตรงจุดสีมา เรียก อุโปสถาคาร (อุโบสถ หรือ โบสถ์) // ทำไมวัดต้องผูกฯสีมา? วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา คือ ในหลวงฯราชานุญาตมีผลทางวินัยและกม. ยกเว้นการเก็บภาษีอากร มีอภิสิทธิ์ เสมอสถานฑูต

ทำไมจึงฝังลูกนิมิต?



"อุโบสถ วัดวชิรธรรมปทีป นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา"


พัทธสีมา คือ เขตแดนที่พระสงฆ์ดำเนินการกำหนดขึ้น ต้องจัดตั้งนิมิต คือ สิ่งที่เป็นเครื่องหมายกำหนดเอาไว้ อพัทธสีมา คือ เขตแดนที่สงฆ์ไม่ได้ผูก ไม่ต้องจัดนิมิตขึ้นใหม่ เพราะมีนิมิต คือ เครื่องหมายที่บ้านเมืองจัดวางไว้แล้ว หรือเป็นไปตามวิธีวัดเขตป่าหรือน่านน้ำตามธรรมชาติ

ปัจจุบัน นิมิตที่ใช้กำหนดเขตพัทธสีมา นิยมใช้ก้อนศิลาขนาดพอสมควรและนิยมฝังลงในดิน ให้เคลื่อนจากที่ไม่ได้ จึงเรียกกันว่า “ฝังลูกนิมิต” และนิยมทำแผ่นหิน แผ่นอิฐ หรือแผ่นไม้ก่อวางไว้เหนือหลุม เป็นที่หมายรู้ว่า ลูกนิมิตอยู่ตรงที่นั้น จึงเรียกแผ่นหินเป็นต้นว่า “ใบสีมา”

เมื่อดำเนินการกำหนดเขตพัทธสีมา พระสงฆ์จะประชุมกำหนดเขตด้วยการฝังลูกนิมิตลงในหลุม และประกาศความตกลงไว้เป็นหลักฐาน พิธีการนี้ จึงมีชื่อเรียกว่า “การฝังลูกนิมิตผูกสีมา”



โบสถ์เป็นอะไรกับสีมา??




สีมาเป็นเพียงเขตหรือแดน พระสงฆ์ประชุมกันในเขตหรือแดนนั้น ก็เป็นอันกระทำสังฆกรรมได้ แต่บางทีก็ไม่สะดวก เพราะไม่มีเครื่องกันลมกันแดดกันฝน พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สร้างอาคารสำหรับเป็นที่ประชุมขึ้น อาคารสำหรับประชุมหรือหอประชุมนี้เอง เรียกว่า โบสถ์ เรียกให้เต็มศัพท์ว่า อุโบสถ

ความจริง คำว่า “อุโบสถ” เป็นชื่อของสังฆกรรมอย่างหนึ่ง คือการที่พระสงฆ์ประชุมกันสวดปาติโมกข์ ทบทวนการประพฤติปฏิบัติพระวินัยตามที่กำหนดไว้ในสิกขาบท หรือศีล ๒๒๗ ข้อ ทุกครึ่งเดือน เป็นการประชุมที่สม่ำเสมอบ่อยครั้งกว่าการประชุมทำสังฆกรรมอย่างอื่น เลยเรียกชื่อหอประชุมสำหรับทำสังฆกรรมนี้ว่า อุโปสถาคาร หรืออุโปสถัคคะ แปลว่า อาคารที่ทำอุโบสถ หรือ โรงทำอุโบสถ ในภาษาไทยเราเรียกสั้นเข้าทุกที จากอุโปสถาคาร หรืออุโปสถัคคะ กลายเป็น อุโบสถ แล้วก็กลายเป็น โบสถ์

โบสถ์ หรือ อุโบสถนี้ ต้องใหญ่พอจุพระสงฆ์นั่งประชุมกัน ๒๑ รูปขึ้นไป จะสร้างไว้ที่ตรงไหนก็ตาม ให้อยู่ภายในสีมาเป็นใช้ได้ เพราะต้องการให้เป็นสถานที่ประชุมภายในเขตแดนของสงฆ์ ถ้าพัทธสีมาใหญ่มาก โบสถ์ก็ตั้งอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งภายในพัทธสีมานั้น พัทธสีมาอาจเล็กลงมา จนเท่ากับตัวโบสถ์พอดี แต่จะให้เล็กกว่าตัวโบสถ์ไม่ได้ เพราะอาจจะทำให้หลงทำสังฆกรรมนอกพัทธสีมา ปัจจุบัน นิยมผูกพัทธสีมาเท่ากับตัวอาคารพอดี เรียกว่า ผูกสีมาเฉพาะโรงอุโบสถ



ผูกสีมามีผลดีอย่างไร?



จะเป็นพัทธสีมา (เขตแดนที่สงฆ์ตกลงกำหนดขึ้นเอง) หรือเป็นอพัทธสีมา (เขตแดนที่ถือตามบ้านเมืองหรือตามธรรมชาติ โดยสงฆ์ไม่ได้กำหนดขึ้นเอง) ก็ตามก็ใช้ประกอบพิธีบวชนาค กรานกฐิน และทำสังฆกรรมอื่นๆ ได้เหมือนกัน

หากยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ก็ยังเป็นเพียงสำนักสงฆ์ คือ เป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์เท่านั้น เมื่อได้รับพระราชทานที่เป็นวิสุงคามสีมาแล้ว พระสงฆ์ก็จะผูกสีมาลงภายในให้เป็นพัทธสีมาได้

แต่อพัทธสีมา มีข้อเสียเปรียบตรงที่ว่า พระสงฆ์ไม่เป็นตัวของตัวเองโดยสมบูรณ์ และยากที่จะดูแลควบคุมการประชุม เพราะจะต้องให้พระภิกษุทั้งหลายที่อยู่ในเขตหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ หรือเมืองนั้น มีเท่าไร ต้องให้เข้าประชุมทั้งหมด ถ้าขัดข้องมาไม่ได้ เช่น เจ็บไข้ ก็ต้องมอบฉันทะมา

ถ้าหากปรากฏว่า เมื่อพระสงฆ์ประชุมกันอยู่ มีพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งในเขตนั้น ไม่ได้เข้าที่ประชุม จะเป็นการหลงเหลืออยู่ ไม่รู้ หรือเป็นพระอาคันตุกะเดินทางผ่านเข้ามาก็ตาม การบวช การทอดกฐิน หรือสังฆกรรมใดๆ ที่ทำอยู่นั้น ก็จะกลายเป็นโมฆะ เรียกว่าเป็นกรรมวิบัติถึงบวชแล้ว ก็ไม่เป็นอันบวช กรานกฐินก็ไม่เป็นอันกราน ดังนี้เป็นต้น

เพื่อให้เป็นหลักฐานที่มั่นคง และควบคุมการประชุมได้โดยสมบูรณ์ จึงนิยมสีมาประเภทพัทธสีมา เมื่อสร้างวัดเป็นหลักฐานแล้ว จึงถือว่าควรมีการฝังลูกนิมิต ผูกพัทธสีมาให้เป็นที่เรียบร้อย


การผูกสีมามีความสำคัญต่อฐานะวัด อย่างไร?


ตามกฎหมายคณะสงฆ์ ในประเทศไทย (พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕) แบ่งวัดเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
๒. สำนักสงฆ์

วิสุงคาม คือ ที่ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินแปลงดินออกจากเขตเมืองตามปกติ พระราชทานให้เป็นสิทธิแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง

วิสุงคามสีมา คือ เป็นที่ยกเว้นจากการเก็บภาษีอากร มีอภิสิทธิ์หลายประการ ดังเช่นสถานทูต เป็นตัวอย่าง แต่มาในบัดนี้ คงเทียบได้เพียงการพระราชทานอนุญาตที่ป่าไม้หรือเหมืองแร่ เป็นเขตสัมปทานหรือการอนุญาตให้กรรมสิทธิ์ครองในที่ดินนั้นๆ โดยถูกต้องตามฐานะที่เป็นองค์การทางศาสนา

การพระราชทานที่ให้เป็นวิสุงคามสีมานี้ ตกมาเป็นธรรมเนียมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ตั้งวัดวิสุงคามสีมามีความสำคัญทั้งในด้านวินัยและกฏหมาย ปราชญ์ฝ่ายศาสนาในวงราชการไทยเคยชี้ว่า การรับพระราชทานวิสุงคามสีมา หมายถึง การเลื่อนฐานะของวัดเพื่อประโยชน์ในทางพระวินัย เพื่อจะให้ได้มีการผูกพัทธสีมา ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรม เปรียบเหมือนการเลื่อนฐานะของบุคคลธรรมดาจากฐานะผู้เยาว์เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ




ตัดตอนมาจากเรื่องเต็มๆ ที่ http://www.vajira.org/?name=knowledge&file=readknowledge&id=200
อนุสรณ์งานฉลองอุโบสถ-ศาลา พระพุทธมงคลวิมล ดี.ซี.วัดไทยกรุงวอชิงตันดี.ซี.๒๕๓๘
เพิ่มเติม : ใบเสมาโบราณของไทย http://www.oknation.net/blog/print.php?id=222148
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ขอโทษ?? ①คิดก่อนว่าเกิดไรขึ้น ②เขียนว่าขอโทษอะไรอย่างไร ③เตรียมซ้อมนิดๆ ④ชี้ชัดๆ ⑤อย่าแก้ตัว ฟังอีกผ่าย ⑥ไม่ปล่อยเวลาทะเลาะให้นานเกินแก้

ความรู้เล็กๆน้อยๆ ขอโทษอย่างไรให้ได้ผล


คำว่าขอโทษพูดง่าย แต่จะให้พูดแบบจริงใจนั้น ทำยาก
มีข้อคิดดีๆ มาให้อ่านกัน


คิดก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น : และเราทำอะไรผิดถึงต้องขอโทษ
เขียนลงกระดาษ : เขียนลงไปให้หมด ว่าเราต้องขอโทษอย่างไร และเรื่องอะไรบ้าง
เตรียมตัวให้ดี : วิธีเตรียมตัวง่ายๆคือ ฝึกซ้อมหน้ากระจก
ชี้ให้ชัด : คำพูดที่เราเตรียมไว้นั้น ต้องกระจ่างแจ้งชัดเจน ตรงประเด็น อย่าอ้อมค้อม
อย่าแก้ตัว : ห้ามหาข้ออ้าง หรือแก้ตัวโดยเด็ดขาด
ฟังอีกฝ่าย : ฟังหรือยอมรับปฏิกิริยาจากอีกฝ่าย
ข้อนี้สำคัญที่สุด : อย่าปล่อยเวลาที่ทะเลาะ หรือบาดหมางกัน นานเกินแก้ไข


ที่มา : ดูวีดีโอ "ขอโทษประเทศไทย" แล้วนึกได้ว่า จะขอโทษกันอย่างไรล่ะ
ขอบคุณสกิดดอทคอม
http://learning.eduzones.com/racchidlom/39580

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ในหลวงฯ ทดลองนำน้ำมันปาล์มกลั่นมาใช้กับรถยนต์ส่วนพระองค์ สำเร็จเป็นอย่างดี ได้รับสิทธิบัตรNo.10764(อำพล เสนาณรงค์ ผู้แทนฯ) ทรงพระเจริญ _/I\_


ประเทศไทยเริ่มศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซลตั้งแต่ปี 2528 ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยปัญหาผลผลิตปาล์มล้นตลาดของเกษตรกร และผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็กขึ้นที่จังหวัดนราธิวาส รวมทั้งมีการวิจัยและพัฒนาพร้อมทดลอง



นำน้ำมันปาล์มมาใช้กับเครื่อยนต์ดีเซล การทดลองใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์ ในรถยนต์เครือ่งยนต์ดีเซลของกองงานส่วนพระองค์ ฯลฯ จนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีในวันที่ 9 เมษายน 2544 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป้นผู้แทนพระองค์ยื่นของจดสิทธิบัตร “การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล” ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ได้ลงประกาศโฆษณาเมื่อวัน 18 เมษายน 2544 และรับจดทะเบียนในวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 โดยมีหมายเลขสิทธิบัตรที่ 10764


สำหรับน้ำมันดีเซลปาล์ม (บริสุทธิ์) ที่จำหน่ายในประเทศไทย คือน้ำมันดีเซลผสมกับน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 10 โดยปริมาตร ซึ่งได้คุณภาพเช่นเดียวกับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ตามข้อกำหนดของกรมธุรกิจพลังงานทุกประการ รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลสามารถเติมน้ำมันดีเซลปาล์ม (บริสุทธิ์) ผสมกับน้ำมันที่เหลือในถังได้เลยไม่ต้องรอให้น้ำมันหมดถัง และผู้ใช้รถไม่ต้องปรับแต่งเครื่องยนต์แต่อย่างใดเพราะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเครื่องยนต์ ทั้งยังช่วยเพิ่มการหล่อลื่น ช่วยป้องกันการสึกหรอของปั๊มหัวฉีดและลดมลพิษในไอเสียของเครื่องยนต์อีกด้วย


คุณลักษณะที่สำคัญของน้ำมันดีเซลปาล์ม (บริสุทธิ์) ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล ตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน ได้แก่

อ่านต่อ http://www.vcharkarn.com/varticle/374

ที่มา : ต่อยอดจากคำถามพลังงานพืชแต่ละชนิดได้กี่จูล พบเรื่องจากคำค้นกูเกิล

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ปกหนังสือใหม่เสมอ : ☆ปกมัน-เทียนไขถูกับผ้าขนสัตว์ ☆ปกหนัง-ไข่แดงกับแอลกอฮอล์เช็ด ☆ปกขึ้นรา-โรยแป้งข้าวโพด ทิ้งไว้2-3วัน เช็ดออก ห้ามใช้เคมี

รักษาปกหนังสือให้สวยงามทำอย่างไร?




หนังสือปกมัน :

ป้องกันรอยนิ้วมือได้โดยใช้เทียนไขถูกับผ้าขนสัตว์ นำผ้านั้นมาเช็ดปกหนังสือให้ทั่ว ถึงจะมีคนหยิบจับกี่มือ ก็ไม่ต้องกลัวว่าปกจะเป็นรอยนิ้วมือ

หนังสือปกหนัง :
ผสมไข่แดงกับแอลกอฮอล์เช็ดปกหนังสือซึ่งหุ้มหนัง ปกหนังจะสวยเสมอแม้ว่าเก่าแล้วก็ตาม

ปกหนังสือขึ้นรา :
โรยแป้งข้าวโพดลงบนบริเวณที่ขึ้นรา ทิ้งไว้ 2-3 วัน เช็ดออก ราจะหายไปโดยปราศจากร่องรอย แต่ห้ามใช้น้ำยาเคมีเช็ด เพราะจะเป็นรอยด่าง



ที่มา: หนังสือเพื่อนแม่บ้าน โดย พิไล พิลักษณ์เลขา
เครดิต : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด ม.ราม
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต