666" เลขประจำตัวซาตานมาจากไหน??
ที่มาของเลขซาตาน หรือ 666 นั้นมาจากคำทำนายที่ถกเถียงกันอย่างไม่สิ้นสุดในพระคัมภีร์วิวรณ์ ซึ่งเป็นบทสุดท้ายในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ พระคัมภีร์วิวรณ์เล่าถึงวันสิ้นโลก (Armageddon) ซึ่งเกิดมหาสงครามขึ้นระหว่างความดีและสิ่งชั่วร้าย โดยในที่สุดความดีหรือพระเจ้าจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะ ทั้งนี้ในคัมภีร์นี้เรียกซาตานว่าเป็นผู้ต่อต้านพระคริสต์
บทที่ 13 ของคำภีร์วิวรณ์กล่าวถึงเลข 666 อย่างชัดเจน โดยได้บรรยายถึงสัตว์ร้ายหรือซาตานที่มีอำนาจชั่วช้าและคุณลักษณะของเหล่าสาวกของมัน โดยมีตอนหนึ่งระบุว่า บนมือขวาและหน้าผากของพวกมันจะมีเครื่องหมายของซาตานบ่งบอกไว้ ซึ่งก็คือหมายเลข 666 นั่นเอง
นานนับหลายร้อยปีแล้วที่บรรดานักเทววิทยาครุ่นคิดและพยายามตีความภาษาเชิงสัญลักษณ์ที่เต็มไปด้วยคำทำนายเหล่านี้ และยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันถึงความหมายที่แท้จริงของหมายเลขนี้ นักเทววิทยาที่ศึกษาเรื่องวันสิ้นโลกบางกลุ่มตีความว่า "สัตว์ร้าย" คือสิ่งมีชีวิตที่ถูกควบคุมโดยผู้ที่ต่อต้านพระคริสต์ หรือเป็นผู้ต่อต้านพระคริสต์เอง ขณะที่นักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าหมายเลข 666 ในคัมภีร์วิวรณ์อ้างถึงบุคคลในประวัติศาสตร์ เช่น ดร.เดลเบิร์ต ฮิลเลอร์ ซึ่งเชื่อว่าหมายเลขนี้เป็นรหัสของจักรพรรดิเนโร รวมถึงจักรพรรดิของชาวโรมันองค์อื่นๆ อีก ซึ่งมีเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สนับสนุนด้วย เนื่องจากจักรพรรดิเหล่านี้ปราบปรามและเข่นฆ่าทั้งชาวยิวและชาวคริสต์ในยุคแรกอย่างหนัก ขณะที่ทราบกันว่า ชน 2 กลุ่มนี้มีชีวิตอยู่รอดด้วยการใช้ตัวเลขและรหัสเพื่อหลบหลีกการถูกประหัตประหารภายใต้การปกครองของจักรพรรดิโรมัน
นอกจากนี้ ยังมีคำถามว่าทำไมถึงต้องเป็นเลข 666 แต่ก็ไม่มีคำตอบที่แน่ชัด บางกลุ่มเชื่อว่า เลข 6 เป็นเลขของมนุษย์ เนื่องจากคัมภีร์ไบเบิลเล่าว่าพระผู้เป็นเจ้าสร้างมนุษย์ในวันที่ 6 ขณะที่ซานตานนั้นถูกระบุว่าเป็นสิ่งมีชวิตที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (ตรงข้ามกับแนวคิดที่พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง) ดังนั้น หมายเลขของซาตานน่าจะเกี่ยวพันกับหมายเลขของมนุษย์และเป็นที่มาของหมายเลข 666 อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในทฤษฎีที่ถกเถียงกันอย่างไม่มีวันจบเกี่ยวกับเลขนี้เท่านั้น
แต่ที่แน่ๆ มีชาวคริสต์ไม่น้อยที่หวาดหวั่นกับตัวเลขนี้ ไม่แพ้กับเลข 13 จึงไม่น่าแปลกที่ต่างพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เลขอาถรรพณ์เหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อบริษัทอินเทลผลิตซีพียูรุ่นเพนเทียม 3 ความเร็ว 666 เมกะเฮิร์สออกมาในปี 1999 ก็ตัดสินใจวางจำหน่ายในชื่อ "Pentium III 667" แทน
ที่มา : ข้อมูลจาก ๑๐๘ ซองคำถาม
เว็บไซต์เผยแพร่ : http://blog.eduzones.com/racchidlom/52499
"666" เลขประจำตัวซาตานมาจากไหน guru.sanook. http://bit.ly/99gl5M
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
"ความรู้ ไม่ใช่ปัญญา" (Knowledge is not wisdom.) --ไอน์สไตน์--
ความรู้เป็นเรื่องของความความคิดตาม ประสบการณ์ การทดลอง หรือองค์แห่งสาระ มากมายตำรา มาให้อ่านและเพิ่มพูน แต่ปัญญาเป็นเรื่องทางจิตใจ ความเข้าใจ ประกอบโดยสติและรู้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรู้เท่าทันตนเอง ตรงนี้เอง "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ไม่ได้เกิดจากความรู้เยอะ แต่น่าจะเกิดจากมีปัญญาไม่พอ ที่จะประคองชีวิตให้พ้นผ่านอุปสรรค (ขยายความจาก "ความรู้ ไม่ไช่ปัญญา - Khowledge is not wisdom" คำจาก ไอน์สไตน์)
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(ศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(ศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ลูกนิมิตฝังทำไม? ให้สงฆ์กำหนดเขตให้ทางบ้านเมืองไว้จึง "ฝั่งลูกนิมิต" ลงดิน แล้วนำแท่นหินเรียก"ใบสีมา"มาวางทับ เรียกพิธี “ฝังลูกนิมิตผูกสีมา” // โบสถ์เป็นอะไรกับสีมา?? สีมาเป็นเขตหรือแดนให้พระสงฆ์ประชุมกัน พุทธกาลอาจมีฝนลมแรงจึงสร้างอาคารตรงจุดสีมา เรียก อุโปสถาคาร (อุโบสถ หรือ โบสถ์) // ทำไมวัดต้องผูกฯสีมา? วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา คือ ในหลวงฯราชานุญาตมีผลทางวินัยและกม. ยกเว้นการเก็บภาษีอากร มีอภิสิทธิ์ เสมอสถานฑูต
ทำไมจึงฝังลูกนิมิต?
พัทธสีมา คือ เขตแดนที่พระสงฆ์ดำเนินการกำหนดขึ้น ต้องจัดตั้งนิมิต คือ สิ่งที่เป็นเครื่องหมายกำหนดเอาไว้ อพัทธสีมา คือ เขตแดนที่สงฆ์ไม่ได้ผูก ไม่ต้องจัดนิมิตขึ้นใหม่ เพราะมีนิมิต คือ เครื่องหมายที่บ้านเมืองจัดวางไว้แล้ว หรือเป็นไปตามวิธีวัดเขตป่าหรือน่านน้ำตามธรรมชาติ
ปัจจุบัน นิมิตที่ใช้กำหนดเขตพัทธสีมา นิยมใช้ก้อนศิลาขนาดพอสมควรและนิยมฝังลงในดิน ให้เคลื่อนจากที่ไม่ได้ จึงเรียกกันว่า “ฝังลูกนิมิต” และนิยมทำแผ่นหิน แผ่นอิฐ หรือแผ่นไม้ก่อวางไว้เหนือหลุม เป็นที่หมายรู้ว่า ลูกนิมิตอยู่ตรงที่นั้น จึงเรียกแผ่นหินเป็นต้นว่า “ใบสีมา”
เมื่อดำเนินการกำหนดเขตพัทธสีมา พระสงฆ์จะประชุมกำหนดเขตด้วยการฝังลูกนิมิตลงในหลุม และประกาศความตกลงไว้เป็นหลักฐาน พิธีการนี้ จึงมีชื่อเรียกว่า “การฝังลูกนิมิตผูกสีมา”
โบสถ์เป็นอะไรกับสีมา??
สีมาเป็นเพียงเขตหรือแดน พระสงฆ์ประชุมกันในเขตหรือแดนนั้น ก็เป็นอันกระทำสังฆกรรมได้ แต่บางทีก็ไม่สะดวก เพราะไม่มีเครื่องกันลมกันแดดกันฝน พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สร้างอาคารสำหรับเป็นที่ประชุมขึ้น อาคารสำหรับประชุมหรือหอประชุมนี้เอง เรียกว่า โบสถ์ เรียกให้เต็มศัพท์ว่า อุโบสถ
ความจริง คำว่า “อุโบสถ” เป็นชื่อของสังฆกรรมอย่างหนึ่ง คือการที่พระสงฆ์ประชุมกันสวดปาติโมกข์ ทบทวนการประพฤติปฏิบัติพระวินัยตามที่กำหนดไว้ในสิกขาบท หรือศีล ๒๒๗ ข้อ ทุกครึ่งเดือน เป็นการประชุมที่สม่ำเสมอบ่อยครั้งกว่าการประชุมทำสังฆกรรมอย่างอื่น เลยเรียกชื่อหอประชุมสำหรับทำสังฆกรรมนี้ว่า อุโปสถาคาร หรืออุโปสถัคคะ แปลว่า อาคารที่ทำอุโบสถ หรือ โรงทำอุโบสถ ในภาษาไทยเราเรียกสั้นเข้าทุกที จากอุโปสถาคาร หรืออุโปสถัคคะ กลายเป็น อุโบสถ แล้วก็กลายเป็น โบสถ์
โบสถ์ หรือ อุโบสถนี้ ต้องใหญ่พอจุพระสงฆ์นั่งประชุมกัน ๒๑ รูปขึ้นไป จะสร้างไว้ที่ตรงไหนก็ตาม ให้อยู่ภายในสีมาเป็นใช้ได้ เพราะต้องการให้เป็นสถานที่ประชุมภายในเขตแดนของสงฆ์ ถ้าพัทธสีมาใหญ่มาก โบสถ์ก็ตั้งอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งภายในพัทธสีมานั้น พัทธสีมาอาจเล็กลงมา จนเท่ากับตัวโบสถ์พอดี แต่จะให้เล็กกว่าตัวโบสถ์ไม่ได้ เพราะอาจจะทำให้หลงทำสังฆกรรมนอกพัทธสีมา ปัจจุบัน นิยมผูกพัทธสีมาเท่ากับตัวอาคารพอดี เรียกว่า ผูกสีมาเฉพาะโรงอุโบสถ
ผูกสีมามีผลดีอย่างไร?
จะเป็นพัทธสีมา (เขตแดนที่สงฆ์ตกลงกำหนดขึ้นเอง) หรือเป็นอพัทธสีมา (เขตแดนที่ถือตามบ้านเมืองหรือตามธรรมชาติ โดยสงฆ์ไม่ได้กำหนดขึ้นเอง) ก็ตามก็ใช้ประกอบพิธีบวชนาค กรานกฐิน และทำสังฆกรรมอื่นๆ ได้เหมือนกัน
หากยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ก็ยังเป็นเพียงสำนักสงฆ์ คือ เป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์เท่านั้น เมื่อได้รับพระราชทานที่เป็นวิสุงคามสีมาแล้ว พระสงฆ์ก็จะผูกสีมาลงภายในให้เป็นพัทธสีมาได้
แต่อพัทธสีมา มีข้อเสียเปรียบตรงที่ว่า พระสงฆ์ไม่เป็นตัวของตัวเองโดยสมบูรณ์ และยากที่จะดูแลควบคุมการประชุม เพราะจะต้องให้พระภิกษุทั้งหลายที่อยู่ในเขตหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ หรือเมืองนั้น มีเท่าไร ต้องให้เข้าประชุมทั้งหมด ถ้าขัดข้องมาไม่ได้ เช่น เจ็บไข้ ก็ต้องมอบฉันทะมา
ถ้าหากปรากฏว่า เมื่อพระสงฆ์ประชุมกันอยู่ มีพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งในเขตนั้น ไม่ได้เข้าที่ประชุม จะเป็นการหลงเหลืออยู่ ไม่รู้ หรือเป็นพระอาคันตุกะเดินทางผ่านเข้ามาก็ตาม การบวช การทอดกฐิน หรือสังฆกรรมใดๆ ที่ทำอยู่นั้น ก็จะกลายเป็นโมฆะ เรียกว่าเป็นกรรมวิบัติถึงบวชแล้ว ก็ไม่เป็นอันบวช กรานกฐินก็ไม่เป็นอันกราน ดังนี้เป็นต้น
เพื่อให้เป็นหลักฐานที่มั่นคง และควบคุมการประชุมได้โดยสมบูรณ์ จึงนิยมสีมาประเภทพัทธสีมา เมื่อสร้างวัดเป็นหลักฐานแล้ว จึงถือว่าควรมีการฝังลูกนิมิต ผูกพัทธสีมาให้เป็นที่เรียบร้อย
การผูกสีมามีความสำคัญต่อฐานะวัด อย่างไร?
ตามกฎหมายคณะสงฆ์ ในประเทศไทย (พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕) แบ่งวัดเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
๒. สำนักสงฆ์
วิสุงคาม คือ ที่ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินแปลงดินออกจากเขตเมืองตามปกติ พระราชทานให้เป็นสิทธิแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง
วิสุงคามสีมา คือ เป็นที่ยกเว้นจากการเก็บภาษีอากร มีอภิสิทธิ์หลายประการ ดังเช่นสถานทูต เป็นตัวอย่าง แต่มาในบัดนี้ คงเทียบได้เพียงการพระราชทานอนุญาตที่ป่าไม้หรือเหมืองแร่ เป็นเขตสัมปทานหรือการอนุญาตให้กรรมสิทธิ์ครองในที่ดินนั้นๆ โดยถูกต้องตามฐานะที่เป็นองค์การทางศาสนา
การพระราชทานที่ให้เป็นวิสุงคามสีมานี้ ตกมาเป็นธรรมเนียมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ตั้งวัดวิสุงคามสีมามีความสำคัญทั้งในด้านวินัยและกฏหมาย ปราชญ์ฝ่ายศาสนาในวงราชการไทยเคยชี้ว่า การรับพระราชทานวิสุงคามสีมา หมายถึง การเลื่อนฐานะของวัดเพื่อประโยชน์ในทางพระวินัย เพื่อจะให้ได้มีการผูกพัทธสีมา ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรม เปรียบเหมือนการเลื่อนฐานะของบุคคลธรรมดาจากฐานะผู้เยาว์เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ
ตัดตอนมาจากเรื่องเต็มๆ ที่ http://www.vajira.org/?name=knowledge&file=readknowledge&id=200
อนุสรณ์งานฉลองอุโบสถ-ศาลา พระพุทธมงคลวิมล ดี.ซี.วัดไทยกรุงวอชิงตันดี.ซี.๒๕๓๘
เพิ่มเติม : ใบเสมาโบราณของไทย http://www.oknation.net/blog/print.php?id=222148
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
"อุโบสถ วัดวชิรธรรมปทีป นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา"
พัทธสีมา คือ เขตแดนที่พระสงฆ์ดำเนินการกำหนดขึ้น ต้องจัดตั้งนิมิต คือ สิ่งที่เป็นเครื่องหมายกำหนดเอาไว้ อพัทธสีมา คือ เขตแดนที่สงฆ์ไม่ได้ผูก ไม่ต้องจัดนิมิตขึ้นใหม่ เพราะมีนิมิต คือ เครื่องหมายที่บ้านเมืองจัดวางไว้แล้ว หรือเป็นไปตามวิธีวัดเขตป่าหรือน่านน้ำตามธรรมชาติ
ปัจจุบัน นิมิตที่ใช้กำหนดเขตพัทธสีมา นิยมใช้ก้อนศิลาขนาดพอสมควรและนิยมฝังลงในดิน ให้เคลื่อนจากที่ไม่ได้ จึงเรียกกันว่า “ฝังลูกนิมิต” และนิยมทำแผ่นหิน แผ่นอิฐ หรือแผ่นไม้ก่อวางไว้เหนือหลุม เป็นที่หมายรู้ว่า ลูกนิมิตอยู่ตรงที่นั้น จึงเรียกแผ่นหินเป็นต้นว่า “ใบสีมา”
เมื่อดำเนินการกำหนดเขตพัทธสีมา พระสงฆ์จะประชุมกำหนดเขตด้วยการฝังลูกนิมิตลงในหลุม และประกาศความตกลงไว้เป็นหลักฐาน พิธีการนี้ จึงมีชื่อเรียกว่า “การฝังลูกนิมิตผูกสีมา”
โบสถ์เป็นอะไรกับสีมา??
สีมาเป็นเพียงเขตหรือแดน พระสงฆ์ประชุมกันในเขตหรือแดนนั้น ก็เป็นอันกระทำสังฆกรรมได้ แต่บางทีก็ไม่สะดวก เพราะไม่มีเครื่องกันลมกันแดดกันฝน พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สร้างอาคารสำหรับเป็นที่ประชุมขึ้น อาคารสำหรับประชุมหรือหอประชุมนี้เอง เรียกว่า โบสถ์ เรียกให้เต็มศัพท์ว่า อุโบสถ
ความจริง คำว่า “อุโบสถ” เป็นชื่อของสังฆกรรมอย่างหนึ่ง คือการที่พระสงฆ์ประชุมกันสวดปาติโมกข์ ทบทวนการประพฤติปฏิบัติพระวินัยตามที่กำหนดไว้ในสิกขาบท หรือศีล ๒๒๗ ข้อ ทุกครึ่งเดือน เป็นการประชุมที่สม่ำเสมอบ่อยครั้งกว่าการประชุมทำสังฆกรรมอย่างอื่น เลยเรียกชื่อหอประชุมสำหรับทำสังฆกรรมนี้ว่า อุโปสถาคาร หรืออุโปสถัคคะ แปลว่า อาคารที่ทำอุโบสถ หรือ โรงทำอุโบสถ ในภาษาไทยเราเรียกสั้นเข้าทุกที จากอุโปสถาคาร หรืออุโปสถัคคะ กลายเป็น อุโบสถ แล้วก็กลายเป็น โบสถ์
โบสถ์ หรือ อุโบสถนี้ ต้องใหญ่พอจุพระสงฆ์นั่งประชุมกัน ๒๑ รูปขึ้นไป จะสร้างไว้ที่ตรงไหนก็ตาม ให้อยู่ภายในสีมาเป็นใช้ได้ เพราะต้องการให้เป็นสถานที่ประชุมภายในเขตแดนของสงฆ์ ถ้าพัทธสีมาใหญ่มาก โบสถ์ก็ตั้งอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งภายในพัทธสีมานั้น พัทธสีมาอาจเล็กลงมา จนเท่ากับตัวโบสถ์พอดี แต่จะให้เล็กกว่าตัวโบสถ์ไม่ได้ เพราะอาจจะทำให้หลงทำสังฆกรรมนอกพัทธสีมา ปัจจุบัน นิยมผูกพัทธสีมาเท่ากับตัวอาคารพอดี เรียกว่า ผูกสีมาเฉพาะโรงอุโบสถ
ผูกสีมามีผลดีอย่างไร?
จะเป็นพัทธสีมา (เขตแดนที่สงฆ์ตกลงกำหนดขึ้นเอง) หรือเป็นอพัทธสีมา (เขตแดนที่ถือตามบ้านเมืองหรือตามธรรมชาติ โดยสงฆ์ไม่ได้กำหนดขึ้นเอง) ก็ตามก็ใช้ประกอบพิธีบวชนาค กรานกฐิน และทำสังฆกรรมอื่นๆ ได้เหมือนกัน
หากยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ก็ยังเป็นเพียงสำนักสงฆ์ คือ เป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์เท่านั้น เมื่อได้รับพระราชทานที่เป็นวิสุงคามสีมาแล้ว พระสงฆ์ก็จะผูกสีมาลงภายในให้เป็นพัทธสีมาได้
แต่อพัทธสีมา มีข้อเสียเปรียบตรงที่ว่า พระสงฆ์ไม่เป็นตัวของตัวเองโดยสมบูรณ์ และยากที่จะดูแลควบคุมการประชุม เพราะจะต้องให้พระภิกษุทั้งหลายที่อยู่ในเขตหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ หรือเมืองนั้น มีเท่าไร ต้องให้เข้าประชุมทั้งหมด ถ้าขัดข้องมาไม่ได้ เช่น เจ็บไข้ ก็ต้องมอบฉันทะมา
ถ้าหากปรากฏว่า เมื่อพระสงฆ์ประชุมกันอยู่ มีพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งในเขตนั้น ไม่ได้เข้าที่ประชุม จะเป็นการหลงเหลืออยู่ ไม่รู้ หรือเป็นพระอาคันตุกะเดินทางผ่านเข้ามาก็ตาม การบวช การทอดกฐิน หรือสังฆกรรมใดๆ ที่ทำอยู่นั้น ก็จะกลายเป็นโมฆะ เรียกว่าเป็นกรรมวิบัติถึงบวชแล้ว ก็ไม่เป็นอันบวช กรานกฐินก็ไม่เป็นอันกราน ดังนี้เป็นต้น
เพื่อให้เป็นหลักฐานที่มั่นคง และควบคุมการประชุมได้โดยสมบูรณ์ จึงนิยมสีมาประเภทพัทธสีมา เมื่อสร้างวัดเป็นหลักฐานแล้ว จึงถือว่าควรมีการฝังลูกนิมิต ผูกพัทธสีมาให้เป็นที่เรียบร้อย
การผูกสีมามีความสำคัญต่อฐานะวัด อย่างไร?
ตามกฎหมายคณะสงฆ์ ในประเทศไทย (พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕) แบ่งวัดเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
๒. สำนักสงฆ์
วิสุงคาม คือ ที่ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินแปลงดินออกจากเขตเมืองตามปกติ พระราชทานให้เป็นสิทธิแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง
วิสุงคามสีมา คือ เป็นที่ยกเว้นจากการเก็บภาษีอากร มีอภิสิทธิ์หลายประการ ดังเช่นสถานทูต เป็นตัวอย่าง แต่มาในบัดนี้ คงเทียบได้เพียงการพระราชทานอนุญาตที่ป่าไม้หรือเหมืองแร่ เป็นเขตสัมปทานหรือการอนุญาตให้กรรมสิทธิ์ครองในที่ดินนั้นๆ โดยถูกต้องตามฐานะที่เป็นองค์การทางศาสนา
การพระราชทานที่ให้เป็นวิสุงคามสีมานี้ ตกมาเป็นธรรมเนียมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ตั้งวัดวิสุงคามสีมามีความสำคัญทั้งในด้านวินัยและกฏหมาย ปราชญ์ฝ่ายศาสนาในวงราชการไทยเคยชี้ว่า การรับพระราชทานวิสุงคามสีมา หมายถึง การเลื่อนฐานะของวัดเพื่อประโยชน์ในทางพระวินัย เพื่อจะให้ได้มีการผูกพัทธสีมา ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรม เปรียบเหมือนการเลื่อนฐานะของบุคคลธรรมดาจากฐานะผู้เยาว์เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ
ตัดตอนมาจากเรื่องเต็มๆ ที่ http://www.vajira.org/?name=knowledge&file=readknowledge&id=200
อนุสรณ์งานฉลองอุโบสถ-ศาลา พระพุทธมงคลวิมล ดี.ซี.วัดไทยกรุงวอชิงตันดี.ซี.๒๕๓๘
เพิ่มเติม : ใบเสมาโบราณของไทย http://www.oknation.net/blog/print.php?id=222148
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
วัดหลวงที่มีฐานะสูงสุด(ราชวรมหาวิหาร)มี 6 วัด วัดพระเชตุพนฯ วัดมหาธาตุ วัดสุทัศนเทพวราราม วัดอรุณราชวราราม วัดพระปฐมเจดีย์ และวัดพระพุทธบาท//วัดพระแก้วมิได้จัดอยู่ในชั้นใด เพราะมีแต่เขตพุทธาวาสไม่มีพระสงฆ์ ”วัด” มาจาก วตวา(บาลี)=ที่สนทนาธรรม หรือ วัตร=กิจปฏิบัติ/หน้าที่ของภิกษุ
ลักษณะของวัดไทยเมื่อแบ่งตามประเภทตามสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ วัดซึ่งได้รับการพระราชทานวิสุงคามสีมา คือวัดที่มีอุโบสถในการประกอบสังฆกรรม (วิสุงคามสีมา คือ ที่ดินที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่วัดเพื่อใช้สร้างอุโบสถ)และสำนักสงฆ์ (หรือบางแห่งอาจเรียกเป็นสำนักปฏิบัติธรรม) ซึ่งเป็นวัดที่ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา จึงยังไม่มีโบสถ์
การแบ่งประเภทของวัดไทยอีกวิธีหนึ่ง จะแบ่งได้ 3 ประเภท คือ พระอารามหลวง (วัดหลวง) , วัดราษฎร์ และวัดร้าง
1. พระอารามหลวง หรือวัดหลวง คือวัดที่พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงสร้าง และ/หรือทรงปฏิสังขรณ์ หรืออาจเป็นวัดที่มีผู้สร้างถวายพระมหากษัตริย์ และพระมหากษัตริย์ทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวง เช่น วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จ.สระบุรี , วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร จ.สิงห์บุรี , วัดหลักสี่ เป็นต้น
2. วัดราษฎร์ คือ วัดที่มีผู้สร้างขึ้น หรือวัดโบราณที่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ แต่ยังไม่ได้ถวายเป็นพระอารามหลวง เช่น วัดต้นสน จ.อ่างทอง , วัดร่องขุ่น จ.เชียงราย เป็นต้น
3. วัดร้าง คือ วัดที่ไม่มีพระจำพรรษา หรือวัดที่ทรุดโทรมมากจนพระไม่สามารถจำพรรษาได้ หากบูรณะปฏิสังขรณ์และมีพระมาจำพรรษา อาจจะได้รับการยกฐานะเป็นวัดก็ได้ เช่น วัดไชยวัฒนาราม จ.อยุธยา , วัดโพธิประทับช้าง จ.พิจิตร เป็นต้น
ในที่นี้ผมขอกล่าวถึงวัดที่เป็นพระอารามหลวง ซึ่งผมได้กล่าวถึงความหมายไปแล้วในข้างต้น ผมจึงขอกล่าวถึงการแบ่งลำดับชั้นของพระอารามหลวง ซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงจัดแบ่งลำดับชั้นของพระอารามหลวงเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นเอก ชั้นโท และชั้นตรี เมื่อปี พ.ศ. 2458 ไว้ดังนี้
1.พระอารามหลวงชั้นเอก คือวัดที่มีความสำคัญ มีเจดีย์สถานบรรจุพระบรมอัฐิ หรือเป็นวัดทีมีเกียรติสูง หรือวัดประจำรัชกาล มี 3 ชนิดย่อยดังนี้
1.1 ราชวรมหาวิหาร หรือที่เรีกว่า "พระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ" เป็นพระอารามหลวงที่มีฐานะสูงสุด มี 6 วัดในไทย คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร , วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร , วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร , วัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร , วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จ.สระบุรี และวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จ.นครปฐม
1.2 วรมหาวิหาร เช่น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน , วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จ.เชียงใหม่, วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จ. นครพนม เป็นต้น
1.3 ราชวรวิหาร เช่น วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร , วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร อยุธยา วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร สุราษฎร์ธานี เป็นต้น
2.พระอารามหลวงชั้นโท เป็นวัดที่มีเจดีย์สถานสำคัญ มีพระพุทธรูปสำคัญ เป็นวัดที่มีเกียรติ มี 4 ชนิดย่อย ดังต่อไปนี้
2.1 ราชวรมหาวิหาร มีเพียง 2 วัดในกทม.และในไทย คือ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร และวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
2.2 วรมหาวิหาร เช่น วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร วัดจักวรรดิ์ราชาวาสวรมหาวิหาร วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร เป็นต้น
2.3 ราชวรวิหาร เช่น วัดราชบูรณะราชวรวิหาร วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร วัดชัยพฤกษ์มาลาราชวรวิหาร วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร จ.เชียงใหม่ เป็นต้น
2.4 วรวิหาร เช่น วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร วัดพิชยญาติการามวรวิหาร วัดไชโยวรวิหาร จ.อ่างทอง วัดพนัญเชิงวรวิหาร อยุธยา
3. พระอารามหลวงชั้นตรี คือ วัดที่มีเกียรติ วัดที่มีเจดีย์สถานสำคัญ วัดที่มีพระพุทธรูปสำคัญ วัดประจำหัวเมือง หรือวัดที่มีความสำคัญระดับรองลงมา แบ่งเป็น 3 ชนิดย่อย คือ
ราชวรวิหาร เช่น วัดบวรมงคลราชวรวิหาร วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร วัดหนังราชวรวิหาร เป็นต้น
วรวิหาร เช่น วัดสามพระยาวรวิหาร วัดตรีทศเทพวรวิหาร วัดราชผาติการามวรวิหาร วัดกษัตราธิราชวรวิหาร อยุธยา วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร จ.สิงห์บุรี วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร จ.นครปฐม วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จ.เชียงใหม่ เป็นต้น
ชนิดสามัญ คือ ไม่มีคำสร้อยต่อท้ายชื่อวัด เช่น วัดสร้อยทอง วัดหลักสี่ วัดหัวลำโพง วัดไร่ขิง จ.นครปฐม วัดจันทน์กะพ้อ จ.ปทุมธานี วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี เป็นต้น
สรุป
การกำหนดแบ่งชนิดของพระอารามหลวงเริ่มมีขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๗ วัดหลวงที่มีฐานะสูงสุด คือ ชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหารมีรวมทั้งหมด ๖ วัด อยู่ในกรุงเทพฯ ๔ วัด คือ วัดพระเชตุพนฯ วัดมหาธาตุ วัดสุทัศนเทพวราราม และวัดอรุณราชวราราม ที่เหลืออีก ๒ วัดนั้นอยู่ในต่างจังหวัด ได้แก่ วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม และวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรีเป็นที่นาสังเกตว่า วัดพระแก้วมิได้จัดอยู่ในชั้นใดชั้นหนึ่ง ทั้งนี้เป็นเพราะเป็นวัดที่มีแต่เขตพุทธาวาส ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอย่างวัดอื่นทั่วไป
ข้อมูลอ้างอิงและที่มา
บทความเรื่อง "พระอารามหลวง" โดย http://www.dhammathai.org/watthai/royalwat.php
กูรูสนุกสรุปแบบย่อๆไว้ http://guru.sanook.com/answer/question/%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94/
เพิ่มเติม ความหมายของ...วัด http://board.palungjit.com/f14/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94-202453.html
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ขอโทษ?? ①คิดก่อนว่าเกิดไรขึ้น ②เขียนว่าขอโทษอะไรอย่างไร ③เตรียมซ้อมนิดๆ ④ชี้ชัดๆ ⑤อย่าแก้ตัว ฟังอีกผ่าย ⑥ไม่ปล่อยเวลาทะเลาะให้นานเกินแก้
ความรู้เล็กๆน้อยๆ ขอโทษอย่างไรให้ได้ผล
คำว่าขอโทษพูดง่าย แต่จะให้พูดแบบจริงใจนั้น ทำยาก
มีข้อคิดดีๆ มาให้อ่านกัน
คิดก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น : และเราทำอะไรผิดถึงต้องขอโทษ
เขียนลงกระดาษ : เขียนลงไปให้หมด ว่าเราต้องขอโทษอย่างไร และเรื่องอะไรบ้าง
เตรียมตัวให้ดี : วิธีเตรียมตัวง่ายๆคือ ฝึกซ้อมหน้ากระจก
ชี้ให้ชัด : คำพูดที่เราเตรียมไว้นั้น ต้องกระจ่างแจ้งชัดเจน ตรงประเด็น อย่าอ้อมค้อม
อย่าแก้ตัว : ห้ามหาข้ออ้าง หรือแก้ตัวโดยเด็ดขาด
ฟังอีกฝ่าย : ฟังหรือยอมรับปฏิกิริยาจากอีกฝ่าย
ข้อนี้สำคัญที่สุด : อย่าปล่อยเวลาที่ทะเลาะ หรือบาดหมางกัน นานเกินแก้ไข
ที่มา : ดูวีดีโอ "ขอโทษประเทศไทย" แล้วนึกได้ว่า จะขอโทษกันอย่างไรล่ะ
ขอบคุณสกิดดอทคอม
http://learning.eduzones.com/racchidlom/39580
คำว่าขอโทษพูดง่าย แต่จะให้พูดแบบจริงใจนั้น ทำยาก
มีข้อคิดดีๆ มาให้อ่านกัน
คิดก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น : และเราทำอะไรผิดถึงต้องขอโทษ
เขียนลงกระดาษ : เขียนลงไปให้หมด ว่าเราต้องขอโทษอย่างไร และเรื่องอะไรบ้าง
เตรียมตัวให้ดี : วิธีเตรียมตัวง่ายๆคือ ฝึกซ้อมหน้ากระจก
ชี้ให้ชัด : คำพูดที่เราเตรียมไว้นั้น ต้องกระจ่างแจ้งชัดเจน ตรงประเด็น อย่าอ้อมค้อม
อย่าแก้ตัว : ห้ามหาข้ออ้าง หรือแก้ตัวโดยเด็ดขาด
ฟังอีกฝ่าย : ฟังหรือยอมรับปฏิกิริยาจากอีกฝ่าย
ข้อนี้สำคัญที่สุด : อย่าปล่อยเวลาที่ทะเลาะ หรือบาดหมางกัน นานเกินแก้ไข
ที่มา : ดูวีดีโอ "ขอโทษประเทศไทย" แล้วนึกได้ว่า จะขอโทษกันอย่างไรล่ะ
ขอบคุณสกิดดอทคอม
http://learning.eduzones.com/racchidlom/39580
วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
"ปริญญาตาวี" เป็นปริญญาที่มีพระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบและเผยแผ่มา ๒๕๔๙ปีแล้ว ปัจจุบัน มีผู้ที่จบน้อยหรืออาจจะไม่มี
"ปริญญาตาวี" เป็นปริญญาที่มีพระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบและเผยแผ่มา ๒๕๔๙ปีแล้ว ปัจจุบัน มีผู้ที่จบน้อยหรืออาจจะไม่มี
ในสังยุตตนิกาย ขันธวรรค ปริญเญยยสูตร มีข้อความว่า
พระนครสาวัตถีฯ
ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระราธะว่า
"ดูกรราธะ เราจักแสดงปริญเญยธรรม ธรรมอันบุคคลควรกำหนดรู้ ปริญญา ความกำหนดรู้ และปริญญาตาวีบุคคล บุคคลผู้กำหนดรู้ เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว"
ท่านพระราธะรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ดูกรราธะ ปริญเญยยธรรมเป็นไฉน ดูกรราธะ รูปแลเป็นปริญเญยยธรรม เวทนาเป็นปริญเญยยธรรม สัญญาเป็นปริญเญยยธรรม สังขารเป็นปริญเญยยธรรม วิญญาณเป็น ปริญเญยยธรรม ดูกรราธะ ธรรมเหล่านี้เรากล่าวว่าปริญเญยยธรรม
ดูกรราธะ ปริญญาเป็นไฉน
ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรากล่าวว่าปริญญา
ดูกรราธะ ปริญญาตาวีบุคคลเป็นไฉน
ผู้ที่เขาพึงเรียกกันว่าพระอรหันต์ คือ ท่านผู้ที่มีชื่ออย่างนี้ มีโครตอย่างนี้ ดูกรราธะ ผู้นี้เรากล่าวว่าปริญญาตาวีบุคคลฯ"
บางกาลพระผู้มีพระภาคก็ทรงแสดงโอวาทโดยละเอียด และบางกาลก็ทรงแสดงโอวาทโดยย่อ เพื่อเตือนให้ระลึกถึงจุดประสงค์ของพระธรรม ซึ่งทุกคนจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าเข้าใจพระธรรมเพื่ออะไร ถ้ามิใช่เพื่อนำไปสู่ความดับกิเลส
คัดลอกมาจาก http://www.dharma-gateway.com/ubasika/nina/abhidham-18.htm
ในสังยุตตนิกาย ขันธวรรค ปริญเญยยสูตร มีข้อความว่า
พระนครสาวัตถีฯ
ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระราธะว่า
"ดูกรราธะ เราจักแสดงปริญเญยธรรม ธรรมอันบุคคลควรกำหนดรู้ ปริญญา ความกำหนดรู้ และปริญญาตาวีบุคคล บุคคลผู้กำหนดรู้ เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว"
ท่านพระราธะรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ดูกรราธะ ปริญเญยยธรรมเป็นไฉน ดูกรราธะ รูปแลเป็นปริญเญยยธรรม เวทนาเป็นปริญเญยยธรรม สัญญาเป็นปริญเญยยธรรม สังขารเป็นปริญเญยยธรรม วิญญาณเป็น ปริญเญยยธรรม ดูกรราธะ ธรรมเหล่านี้เรากล่าวว่าปริญเญยยธรรม
ดูกรราธะ ปริญญาเป็นไฉน
ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรากล่าวว่าปริญญา
ดูกรราธะ ปริญญาตาวีบุคคลเป็นไฉน
ผู้ที่เขาพึงเรียกกันว่าพระอรหันต์ คือ ท่านผู้ที่มีชื่ออย่างนี้ มีโครตอย่างนี้ ดูกรราธะ ผู้นี้เรากล่าวว่าปริญญาตาวีบุคคลฯ"
บางกาลพระผู้มีพระภาคก็ทรงแสดงโอวาทโดยละเอียด และบางกาลก็ทรงแสดงโอวาทโดยย่อ เพื่อเตือนให้ระลึกถึงจุดประสงค์ของพระธรรม ซึ่งทุกคนจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าเข้าใจพระธรรมเพื่ออะไร ถ้ามิใช่เพื่อนำไปสู่ความดับกิเลส
คัดลอกมาจาก http://www.dharma-gateway.com/ubasika/nina/abhidham-18.htm
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)