"ความรู้ ไม่ใช่ปัญญา" (Knowledge is not wisdom.) --ไอน์สไตน์--

ความรู้เป็นเรื่องของความความคิดตาม ประสบการณ์ การทดลอง หรือองค์แห่งสาระ มากมายตำรา มาให้อ่านและเพิ่มพูน แต่ปัญญาเป็นเรื่องทางจิตใจ ความเข้าใจ ประกอบโดยสติและรู้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรู้เท่าทันตนเอง ตรงนี้เอง "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ไม่ได้เกิดจากความรู้เยอะ แต่น่าจะเกิดจากมีปัญญาไม่พอ ที่จะประคองชีวิตให้พ้นผ่านอุปสรรค (ขยายความจาก "ความรู้ ไม่ไช่ปัญญา - Khowledge is not wisdom" คำจาก ไอน์สไตน์)



แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(ประวัติศาสตร์ไทย) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(ประวัติศาสตร์ไทย) แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

"กระดาษ" มาจากคำ papyrus(กกอียิปต์) ได้คำ "Paper" นำเข้าไทยโดยโปรตุเกสเรียก cartas เพี้ยนเป็นกระดาษ

กว่าจะมาเป็นคำว่า "กระดาษ"

คำว่า paper นั้นมีวิวัฒนาการมาจากรากศัพท์เดิมซึ่งก็คือ papyrus (กกอียิปต์) หรือต้นปาปิรัสที่ชาวอียิปต์โบราณนำมาใช้ทำเป็นกระดาษนั่นเอง

ต้นปาปิรัส



ส่วนคำว่า..กระดาษ.. ก็ไม่ใช่คำไทยแท้สักทีเดียวนัก ความจริงบ้านเรามีกระดาษ ใช้แต่โบราณนานมาแล้วเป็นกระดาษแบบไทยๆ เรียกกันว่า “สมุดไทย หรือสมุดข่อย” ทว่ากระดาษยุคใหม่แบบฝรั่งมังค่า เขาว่า โปรตุเกส นำเข้ามาครั้งอยุธยา เรียกว่า cartas คนไทยเราเรียกตาม ไปๆ มาๆ ก็กลายมาเป็น “กระดาษ” ไปจนได้







ที่มา
บทความต้นฉบับ : http://www.itie.org/eqi/modules.php?name=Journal&file=display&jid=97
อ้างอิงเสริม http://www.school.net.th/library/snet2/history_math/papyrus.htm
และ http://en.wikipedia.org/wiki/Papyrus
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

หลักกม.ที่0ตรงไหนแน่?? หลักกม.0 อยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย(ฯกิจจานุเบกษา) ส่วนอนุสาวรียชัย เป็นกม.1 ของถนนพหลฯ(กรมทางหลวง) // หลัก กม.ของกรมทางหลวงจะเป็นตราครุฑ(เลขใต้ครุฑคือหลักที่?) กรมโยธาฯเป็นตราเทวดา3องค์ หลักกม.ตั้งไม่ได้จะใช้ป้ายแทน แท่งหลักกม.ท่อนละ1,500บาท

หลักกิโลเมตร

เวลาขับรถเข้ากรุงเทพฯ เขาจะเขียนว่ากรุงเทพฯ 80 ก.ม. ก็เลยอยากรู้ว่าเขาวัดถึงที่ไหนในกรุงเทพฯ สีลมหรือสุขุมวิท และอยากทราบความเป็นมาของหลักกิโลเมตร


ข้อมูลกรมทางหลวงอธิบายเริ่มจากหลักกิโลเมตรที่ 0 ของประเทศไทย ว่า หลักกิโลเมตรที่ 0 มีอยู่แห่งเดียวเท่านั้น คือจุดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพมหานคร ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยา ดังนั้น จึงไม่มีหลักกิโลเมตรที่ 0 ในแต่ละจังหวัด และการวัดระยะทางไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย ก็เริ่มวัดจากหลักกิโลเมตรที่ 0 ณ กรุงเทพฯ เป็นจุดเริ่มต้น

หลักกิโลเมตร หรือหลักไมล์ คือเครื่องหมายอย่างหนึ่งที่กำกับด้วยตัวอักษรและตัวเลข ส่วนมากจะเป็นเสาหินหรือเสาปูนเตี้ยๆ แล้วจารึกหรือเขียนตัวอักษรด้วยสี ติดตั้งไว้เป็นระยะๆ เท่ากัน (ทุก 1 กิโลเมตร หรือ 1 ไมล์) ตลอดเส้นทางที่ริมถนนหรือระยะโดยเฉลี่ยตรงกลางถนน จุดประสงค์ของการสร้างหลักกิโลเมตรเพื่อเป็นการบอกผู้เดินทางว่าได้เดินทางมาเป็นระยะทางเท่าใดแล้ว หรืออีกไกลเท่าไรกว่าจะถึงจุดหมาย ส่วนจะเลือกใช้หลักกิโลเมตรหรือหลักไมล์ ขึ้นอยู่กับว่าในประเทศนั้นวัดความยาวในระบบอังกฤษหรือระบบเมตริก



เกี่ยวกับหลักกิโลเมตรในประเทศไทย มีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับการสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (พหลโยธิน) เมื่อ พ.ศ.2481 ในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เพื่อให้อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ยวดยานพาหนะบนท้องถนนดังกล่าว คาดว่ามีการสร้างหลักกิโลเมตรไปพร้อมๆ กับการสร้างถนนพหลโยธิน จากที่เมื่อเริ่มแรกนั้นใช้ในจุดประสงค์เพื่อกำหนดค่าบำรุงรักษาเส้นทางของกรมทางหลวง โดยใช้รหัสแขวงที่ปรากฏบนหลักเป็นส่วนแบ่งความรับผิดชอบ

นอกจากนั้น ยังสามารถใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการออกโฉนดที่ดินหรือการเวนคืนที่ดิน แต่ในปัจจุบันเมื่อมีการปรับปรุงถนนหรือการสร้างทางใหม่ หลักกิโลเมตรที่แท้จริงอาจคลาดเคลื่อนไปจากที่ตั้งเดิมจนต้องมีการวัดระยะเพื่อวางหลักใหม่ ทำให้ใช้อ้างอิงตำแหน่งเกี่ยวกับที่ดินไม่ได้ จุดประสงค์สุดท้ายจึงตกไป






หลักกิโลเมตรในประเทศไทยเป็นเสาปูนสี่เหลี่ยม มียอดเป็นสามเหลี่ยมหรือพีระมิด ทาสีขาว หลักกิโลเมตรหนึ่งหลักมีตัวเลขบอกระยะทาง 3 ด้าน คือ ด้านหน้า ด้านขวา และด้านซ้าย โดยด้านหน้าจะเป็นสัญลักษณ์ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ กล่าวคือ ถ้าเป็นความรับผิดชอบของกรมทางหลวงจะใช้สัญลักษณ์เป็นตราครุฑ พบได้ตามเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค จังหวัด และอำเภอสำคัญๆ ของประเทศ ในตัวครุฑจะมีหมายเลขทางหลวงปรากฏอยู่ ใต้ตัวครุฑเป็นเลขที่บอกว่าหลักกิโลเมตรนั้นเป็นหลักที่เท่าไหร่





แต่ถ้าเป็นเส้นทางที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมโยธาธิการจะใช้สัญลักษณ์เป็นรูปเทวดาสามองค์ พบได้ตามเส้นทางที่แยกจากทางหลวงแผ่นดินไปตามหมู่บ้านต่างๆ โดยมีระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร

ส่วนด้านขวาและด้านซ้าย มีชื่อสถานที่ เช่น จังหวัด หรืออำเภอ และตัวเลขบอกระยะทางที่เหลือของสถานที่ที่เรากำลังจะผ่านไปบนเส้นทางหลวงนั้นๆ คือบอกระยะทางจากสถานที่ดังกล่าวที่ต้องเดินทางบนถนน

บริเวณถนนบางแห่งที่ไม่สามารถติดตั้งหลักกิโลเมตรได้ เช่น บนสะพาน หรือด้วยเหตุผลอื่นใด จะใช้ป้ายกิโลเมตรติดตั้งไว้แทน มีลักษณะเป็นห้า เหลี่ยมคล้ายหลักกิโลเมตรเมื่อมองจากด้านหน้า แต่มีรายละเอียดคือสัญลักษณ์ของหน่วยงานกับเลขกิโลเมตรเท่านั้น ขณะที่บนถนนบางสายติดตั้งหลักร้อยเมตร หรือป้ายร้อยเมตร เป็นระยะ เพื่อการวัดระยะทางที่แม่นยำมากขึ้น

 
 
 

 
 
อธิบดีกรมทางหลวงให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ หลัก กม.ที่ 0

"หลักกิโลเมตรที่ 0 ของประเทศไทย อยู่ที่หัวมุมถนนดินสอ ใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" อธิบดีกรมทางหลวง เฉลยคำตอบก่อนย้อนรอยที่มาที่ไปให้ฟังว่า...

"อันที่จริงไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ระบุถึงที่มาและที่ไป หรือเหตุผลการปักหมุดหลักกิโลเมตรที่ 0 ไว้ตรงนี้ แต่สันนิษฐานจากการ บันทึกคำกล่าวของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนกล่าวในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2483 ตอนหนึ่งว่า

"เพื่อเชิดชูคุณค่าของประชาธิปไตย และเพื่อมีเครื่องเตือนใจให้พยายามผดุงรักษาระบอบนี้ให้สถิตสถาพรอยู่ตลอดกาล คณะรัฐบาลจึงลงมติให้สร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์นี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญก้าวหน้าทั้งมวล เป็นต้นว่า ถนนสายต่างๆที่จะออกจากกรุงเทพฯไปยังหัวเมือง ก็จะนับต้นทางจากอนุสาวรีย์นี้..."

นอกจากนั้นแล้ว ก็มีหลักฐานที่เป็นอักษรที่อ้างอิงจากคำกล่าวของ จอมพล ป. ซึ่งได้เขียนไว้ใน อักขรานุกรม ภูมิศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1ปี 2506 หน้า 224 ซึ่งเรียบเรียงโดยนายชำนาญ อินทุโศภณ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่อ้างประกาศราชกิจจานุเบกษา ตอนที่ 67 เล่มที่ 67 วันที่ 12 ธันวาคม 2493 ว่า...

"ถนน 3 สาย ที่ระบุชื่อข้างบน (ถนนพหลโยธิน, ถนนสุขุมวิท และถนนเพชรเกษม) ถือจุดเริ่มต้นความยาวจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.พระนคร"

อธิบดีกรมทางหลวง...เฉลยต่อไปว่า เหล่าข้าราชการสมัยนั้น พอได้ฟังคำกล่าวของผู้นำประเทศ ก็ต้องปฏิบัติตาม สร้างหลักทางหลวงขนาดยักษ์ ไว้ ณ หัวมุมถนนดินสอ ใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วการปักหลักกิโลเมตรที่ 0 หรือเรียกสั้นๆว่า "กม. 0" เป็นเพียงสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น

"เนื่องจากทางหลวงแผ่นดินสายหลักที่ใช้เป็นโครงข่ายเชื่อมการจราจรระหว่างภาคต่อภาค ล้วนมีจุดเริ่มแรกที่ต่างกัน จะเห็นได้จากข้อมูลของกรมทางหลวงที่ระบุไว้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีทางหลวงแผ่นดินอยู่ 4 สาย ได้แก่ 1. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) เริ่มจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เขตราชเทวี กทม.ถึง ชายแดนสหภาพพม่า (ด่านพรมแดนแม่สาย) อ.แม่สาย จ.เชียงราย
2. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) จากทางแยกต่างระดับมิตรภาพ อ.เมืองสระบุรี-ชายแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สะพานมิตรภาพไทย-ลาว) อ.เมืองหนองคาย
3. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) จากจุดตัดทางรถไฟสายแม่น้ำ เขตคลองเตย กทม.-ชายแดนราชอาณาจักรกัมพูชา (บ้านหาดเล็ก) อ.คลองใหญ่ จ.ตราด
และ 4. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) จากสะพานเนาวจำเนียร เขตบางกอกใหญ่ กทม.-ชายแดนประเทศมาเลเซีย (ด่านพรมแดนสะเดา บ้านไทย-จังโหลน) อ.สะเดา จ.สงขลา

"แต่การนับเป็นกิโลเมตรที่ 0 หรือจุดเริ่มต้นจริงๆจะวัดจากหลักทางหลวง ตั้งอยู่หัวมุมถนนดินสอ ฝั่งเดียวกับสภาทนายความ และอยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เขตพระนคร" อธิบดีกรมทางหลวง สรุปคำตอบอย่างชัดเจนในตอนท้าย

อย่างไรก็ดี...หลักฐานที่บันทึกว่า หลักกิโลเมตรที่ 0 บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สร้างขึ้นวัน-เดือน-ปีใด โดยช่างฝีมือคนไหน...ก็ไม่ได้ถูกจารึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ คนรุ่นหลังๆก็ได้แต่เดาว่า หลักทางหลวงได้สร้างไว้หลังการเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2483...อ่านเต็มๆ http://news.mediathai.net/detail_news.php?newsid=58700

 
 
 
 
ที่มา : กูเกิลกูรู
กรมทางหลวง http://www.doh.go.th/  วิกิฯ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ลูกนิมิตฝังทำไม? ให้สงฆ์กำหนดเขตให้ทางบ้านเมืองไว้จึง "ฝั่งลูกนิมิต" ลงดิน แล้วนำแท่นหินเรียก"ใบสีมา"มาวางทับ เรียกพิธี “ฝังลูกนิมิตผูกสีมา” // โบสถ์เป็นอะไรกับสีมา?? สีมาเป็นเขตหรือแดนให้พระสงฆ์ประชุมกัน พุทธกาลอาจมีฝนลมแรงจึงสร้างอาคารตรงจุดสีมา เรียก อุโปสถาคาร (อุโบสถ หรือ โบสถ์) // ทำไมวัดต้องผูกฯสีมา? วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา คือ ในหลวงฯราชานุญาตมีผลทางวินัยและกม. ยกเว้นการเก็บภาษีอากร มีอภิสิทธิ์ เสมอสถานฑูต

ทำไมจึงฝังลูกนิมิต?



"อุโบสถ วัดวชิรธรรมปทีป นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา"


พัทธสีมา คือ เขตแดนที่พระสงฆ์ดำเนินการกำหนดขึ้น ต้องจัดตั้งนิมิต คือ สิ่งที่เป็นเครื่องหมายกำหนดเอาไว้ อพัทธสีมา คือ เขตแดนที่สงฆ์ไม่ได้ผูก ไม่ต้องจัดนิมิตขึ้นใหม่ เพราะมีนิมิต คือ เครื่องหมายที่บ้านเมืองจัดวางไว้แล้ว หรือเป็นไปตามวิธีวัดเขตป่าหรือน่านน้ำตามธรรมชาติ

ปัจจุบัน นิมิตที่ใช้กำหนดเขตพัทธสีมา นิยมใช้ก้อนศิลาขนาดพอสมควรและนิยมฝังลงในดิน ให้เคลื่อนจากที่ไม่ได้ จึงเรียกกันว่า “ฝังลูกนิมิต” และนิยมทำแผ่นหิน แผ่นอิฐ หรือแผ่นไม้ก่อวางไว้เหนือหลุม เป็นที่หมายรู้ว่า ลูกนิมิตอยู่ตรงที่นั้น จึงเรียกแผ่นหินเป็นต้นว่า “ใบสีมา”

เมื่อดำเนินการกำหนดเขตพัทธสีมา พระสงฆ์จะประชุมกำหนดเขตด้วยการฝังลูกนิมิตลงในหลุม และประกาศความตกลงไว้เป็นหลักฐาน พิธีการนี้ จึงมีชื่อเรียกว่า “การฝังลูกนิมิตผูกสีมา”



โบสถ์เป็นอะไรกับสีมา??




สีมาเป็นเพียงเขตหรือแดน พระสงฆ์ประชุมกันในเขตหรือแดนนั้น ก็เป็นอันกระทำสังฆกรรมได้ แต่บางทีก็ไม่สะดวก เพราะไม่มีเครื่องกันลมกันแดดกันฝน พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สร้างอาคารสำหรับเป็นที่ประชุมขึ้น อาคารสำหรับประชุมหรือหอประชุมนี้เอง เรียกว่า โบสถ์ เรียกให้เต็มศัพท์ว่า อุโบสถ

ความจริง คำว่า “อุโบสถ” เป็นชื่อของสังฆกรรมอย่างหนึ่ง คือการที่พระสงฆ์ประชุมกันสวดปาติโมกข์ ทบทวนการประพฤติปฏิบัติพระวินัยตามที่กำหนดไว้ในสิกขาบท หรือศีล ๒๒๗ ข้อ ทุกครึ่งเดือน เป็นการประชุมที่สม่ำเสมอบ่อยครั้งกว่าการประชุมทำสังฆกรรมอย่างอื่น เลยเรียกชื่อหอประชุมสำหรับทำสังฆกรรมนี้ว่า อุโปสถาคาร หรืออุโปสถัคคะ แปลว่า อาคารที่ทำอุโบสถ หรือ โรงทำอุโบสถ ในภาษาไทยเราเรียกสั้นเข้าทุกที จากอุโปสถาคาร หรืออุโปสถัคคะ กลายเป็น อุโบสถ แล้วก็กลายเป็น โบสถ์

โบสถ์ หรือ อุโบสถนี้ ต้องใหญ่พอจุพระสงฆ์นั่งประชุมกัน ๒๑ รูปขึ้นไป จะสร้างไว้ที่ตรงไหนก็ตาม ให้อยู่ภายในสีมาเป็นใช้ได้ เพราะต้องการให้เป็นสถานที่ประชุมภายในเขตแดนของสงฆ์ ถ้าพัทธสีมาใหญ่มาก โบสถ์ก็ตั้งอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งภายในพัทธสีมานั้น พัทธสีมาอาจเล็กลงมา จนเท่ากับตัวโบสถ์พอดี แต่จะให้เล็กกว่าตัวโบสถ์ไม่ได้ เพราะอาจจะทำให้หลงทำสังฆกรรมนอกพัทธสีมา ปัจจุบัน นิยมผูกพัทธสีมาเท่ากับตัวอาคารพอดี เรียกว่า ผูกสีมาเฉพาะโรงอุโบสถ



ผูกสีมามีผลดีอย่างไร?



จะเป็นพัทธสีมา (เขตแดนที่สงฆ์ตกลงกำหนดขึ้นเอง) หรือเป็นอพัทธสีมา (เขตแดนที่ถือตามบ้านเมืองหรือตามธรรมชาติ โดยสงฆ์ไม่ได้กำหนดขึ้นเอง) ก็ตามก็ใช้ประกอบพิธีบวชนาค กรานกฐิน และทำสังฆกรรมอื่นๆ ได้เหมือนกัน

หากยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ก็ยังเป็นเพียงสำนักสงฆ์ คือ เป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์เท่านั้น เมื่อได้รับพระราชทานที่เป็นวิสุงคามสีมาแล้ว พระสงฆ์ก็จะผูกสีมาลงภายในให้เป็นพัทธสีมาได้

แต่อพัทธสีมา มีข้อเสียเปรียบตรงที่ว่า พระสงฆ์ไม่เป็นตัวของตัวเองโดยสมบูรณ์ และยากที่จะดูแลควบคุมการประชุม เพราะจะต้องให้พระภิกษุทั้งหลายที่อยู่ในเขตหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ หรือเมืองนั้น มีเท่าไร ต้องให้เข้าประชุมทั้งหมด ถ้าขัดข้องมาไม่ได้ เช่น เจ็บไข้ ก็ต้องมอบฉันทะมา

ถ้าหากปรากฏว่า เมื่อพระสงฆ์ประชุมกันอยู่ มีพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งในเขตนั้น ไม่ได้เข้าที่ประชุม จะเป็นการหลงเหลืออยู่ ไม่รู้ หรือเป็นพระอาคันตุกะเดินทางผ่านเข้ามาก็ตาม การบวช การทอดกฐิน หรือสังฆกรรมใดๆ ที่ทำอยู่นั้น ก็จะกลายเป็นโมฆะ เรียกว่าเป็นกรรมวิบัติถึงบวชแล้ว ก็ไม่เป็นอันบวช กรานกฐินก็ไม่เป็นอันกราน ดังนี้เป็นต้น

เพื่อให้เป็นหลักฐานที่มั่นคง และควบคุมการประชุมได้โดยสมบูรณ์ จึงนิยมสีมาประเภทพัทธสีมา เมื่อสร้างวัดเป็นหลักฐานแล้ว จึงถือว่าควรมีการฝังลูกนิมิต ผูกพัทธสีมาให้เป็นที่เรียบร้อย


การผูกสีมามีความสำคัญต่อฐานะวัด อย่างไร?


ตามกฎหมายคณะสงฆ์ ในประเทศไทย (พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕) แบ่งวัดเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
๒. สำนักสงฆ์

วิสุงคาม คือ ที่ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินแปลงดินออกจากเขตเมืองตามปกติ พระราชทานให้เป็นสิทธิแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง

วิสุงคามสีมา คือ เป็นที่ยกเว้นจากการเก็บภาษีอากร มีอภิสิทธิ์หลายประการ ดังเช่นสถานทูต เป็นตัวอย่าง แต่มาในบัดนี้ คงเทียบได้เพียงการพระราชทานอนุญาตที่ป่าไม้หรือเหมืองแร่ เป็นเขตสัมปทานหรือการอนุญาตให้กรรมสิทธิ์ครองในที่ดินนั้นๆ โดยถูกต้องตามฐานะที่เป็นองค์การทางศาสนา

การพระราชทานที่ให้เป็นวิสุงคามสีมานี้ ตกมาเป็นธรรมเนียมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ตั้งวัดวิสุงคามสีมามีความสำคัญทั้งในด้านวินัยและกฏหมาย ปราชญ์ฝ่ายศาสนาในวงราชการไทยเคยชี้ว่า การรับพระราชทานวิสุงคามสีมา หมายถึง การเลื่อนฐานะของวัดเพื่อประโยชน์ในทางพระวินัย เพื่อจะให้ได้มีการผูกพัทธสีมา ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรม เปรียบเหมือนการเลื่อนฐานะของบุคคลธรรมดาจากฐานะผู้เยาว์เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ




ตัดตอนมาจากเรื่องเต็มๆ ที่ http://www.vajira.org/?name=knowledge&file=readknowledge&id=200
อนุสรณ์งานฉลองอุโบสถ-ศาลา พระพุทธมงคลวิมล ดี.ซี.วัดไทยกรุงวอชิงตันดี.ซี.๒๕๓๘
เพิ่มเติม : ใบเสมาโบราณของไทย http://www.oknation.net/blog/print.php?id=222148
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วัดหลวงที่มีฐานะสูงสุด(ราชวรมหาวิหาร)มี 6 วัด วัดพระเชตุพนฯ วัดมหาธาตุ วัดสุทัศนเทพวราราม วัดอรุณราชวราราม วัดพระปฐมเจดีย์ และวัดพระพุทธบาท//วัดพระแก้วมิได้จัดอยู่ในชั้นใด เพราะมีแต่เขตพุทธาวาสไม่มีพระสงฆ์ ”วัด” มาจาก วตวา(บาลี)=ที่สนทนาธรรม หรือ วัตร=กิจปฏิบัติ/หน้าที่ของภิกษุ


มีใครเคยสงสัยบางหรือไม่ว่า เหตุใดวัดบางแห่งของไทยจึงมีคำสร้อยต่อท้ายที่แตกต่างกันไป ดังเช่น "ราชวรมหาวิหาร" "วรมหาวิหาร" "วรวิหาร" ฯลฯ หรือบางวัดไม่มีคำสร้อยต่อท้ายเลย คำถามนี้เป็นสิ่งที่ผมสงสัยมานาน และทำให้ผมต้องการหาคำตอบและข้อมูลเพื่อนำมาเผยแพร่ในที่แห่งนี้ เพื่อว่าจะเป็นประโยชน์บ้างตามสมควร




ลักษณะของวัดไทยเมื่อแบ่งตามประเภทตามสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ วัดซึ่งได้รับการพระราชทานวิสุงคามสีมา คือวัดที่มีอุโบสถในการประกอบสังฆกรรม (วิสุงคามสีมา คือ ที่ดินที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่วัดเพื่อใช้สร้างอุโบสถ)และสำนักสงฆ์ (หรือบางแห่งอาจเรียกเป็นสำนักปฏิบัติธรรม) ซึ่งเป็นวัดที่ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา จึงยังไม่มีโบสถ์






การแบ่งประเภทของวัดไทยอีกวิธีหนึ่ง จะแบ่งได้ 3 ประเภท คือ พระอารามหลวง (วัดหลวง) , วัดราษฎร์ และวัดร้าง


1. พระอารามหลวง หรือวัดหลวง คือวัดที่พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงสร้าง และ/หรือทรงปฏิสังขรณ์ หรืออาจเป็นวัดที่มีผู้สร้างถวายพระมหากษัตริย์ และพระมหากษัตริย์ทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวง เช่น วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จ.สระบุรี , วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร จ.สิงห์บุรี , วัดหลักสี่ เป็นต้น

2. วัดราษฎร์ คือ วัดที่มีผู้สร้างขึ้น หรือวัดโบราณที่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ แต่ยังไม่ได้ถวายเป็นพระอารามหลวง เช่น วัดต้นสน จ.อ่างทอง , วัดร่องขุ่น จ.เชียงราย เป็นต้น

3. วัดร้าง คือ วัดที่ไม่มีพระจำพรรษา หรือวัดที่ทรุดโทรมมากจนพระไม่สามารถจำพรรษาได้ หากบูรณะปฏิสังขรณ์และมีพระมาจำพรรษา อาจจะได้รับการยกฐานะเป็นวัดก็ได้ เช่น วัดไชยวัฒนาราม จ.อยุธยา , วัดโพธิประทับช้าง จ.พิจิตร เป็นต้น



ในที่นี้ผมขอกล่าวถึงวัดที่เป็นพระอารามหลวง ซึ่งผมได้กล่าวถึงความหมายไปแล้วในข้างต้น ผมจึงขอกล่าวถึงการแบ่งลำดับชั้นของพระอารามหลวง ซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงจัดแบ่งลำดับชั้นของพระอารามหลวงเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นเอก ชั้นโท และชั้นตรี เมื่อปี พ.ศ. 2458 ไว้ดังนี้

1.พระอารามหลวงชั้นเอก คือวัดที่มีความสำคัญ มีเจดีย์สถานบรรจุพระบรมอัฐิ หรือเป็นวัดทีมีเกียรติสูง หรือวัดประจำรัชกาล มี 3 ชนิดย่อยดังนี้

1.1 ราชวรมหาวิหาร หรือที่เรีกว่า "พระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ" เป็นพระอารามหลวงที่มีฐานะสูงสุด มี 6 วัดในไทย คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร , วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร , วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร , วัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร , วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จ.สระบุรี และวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จ.นครปฐม
1.2 วรมหาวิหาร เช่น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน , วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จ.เชียงใหม่, วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จ. นครพนม เป็นต้น
1.3 ราชวรวิหาร เช่น วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร , วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร อยุธยา วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร สุราษฎร์ธานี เป็นต้น

2.พระอารามหลวงชั้นโท เป็นวัดที่มีเจดีย์สถานสำคัญ มีพระพุทธรูปสำคัญ เป็นวัดที่มีเกียรติ มี 4 ชนิดย่อย ดังต่อไปนี้

2.1 ราชวรมหาวิหาร มีเพียง 2 วัดในกทม.และในไทย คือ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร และวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
2.2 วรมหาวิหาร เช่น วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร วัดจักวรรดิ์ราชาวาสวรมหาวิหาร วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร เป็นต้น
2.3 ราชวรวิหาร เช่น วัดราชบูรณะราชวรวิหาร วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร วัดชัยพฤกษ์มาลาราชวรวิหาร วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร จ.เชียงใหม่ เป็นต้น
2.4 วรวิหาร เช่น วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร วัดพิชยญาติการามวรวิหาร วัดไชโยวรวิหาร จ.อ่างทอง วัดพนัญเชิงวรวิหาร อยุธยา

3. พระอารามหลวงชั้นตรี คือ วัดที่มีเกียรติ วัดที่มีเจดีย์สถานสำคัญ วัดที่มีพระพุทธรูปสำคัญ วัดประจำหัวเมือง หรือวัดที่มีความสำคัญระดับรองลงมา แบ่งเป็น 3 ชนิดย่อย คือ
ราชวรวิหาร เช่น วัดบวรมงคลราชวรวิหาร วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร วัดหนังราชวรวิหาร เป็นต้น
วรวิหาร เช่น วัดสามพระยาวรวิหาร วัดตรีทศเทพวรวิหาร วัดราชผาติการามวรวิหาร วัดกษัตราธิราชวรวิหาร อยุธยา วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร จ.สิงห์บุรี วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร จ.นครปฐม วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จ.เชียงใหม่ เป็นต้น

ชนิดสามัญ คือ ไม่มีคำสร้อยต่อท้ายชื่อวัด เช่น วัดสร้อยทอง วัดหลักสี่ วัดหัวลำโพง วัดไร่ขิง จ.นครปฐม วัดจันทน์กะพ้อ จ.ปทุมธานี วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี เป็นต้น

สรุป
การกำหนดแบ่งชนิดของพระอารามหลวงเริ่มมีขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๗ วัดหลวงที่มีฐานะสูงสุด คือ ชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหารมีรวมทั้งหมด ๖ วัด อยู่ในกรุงเทพฯ ๔ วัด คือ วัดพระเชตุพนฯ วัดมหาธาตุ วัดสุทัศนเทพวราราม และวัดอรุณราชวราราม ที่เหลืออีก ๒ วัดนั้นอยู่ในต่างจังหวัด ได้แก่ วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม และวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรีเป็นที่นาสังเกตว่า วัดพระแก้วมิได้จัดอยู่ในชั้นใดชั้นหนึ่ง ทั้งนี้เป็นเพราะเป็นวัดที่มีแต่เขตพุทธาวาส ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอย่างวัดอื่นทั่วไป




ข้อมูลอ้างอิงและที่มา
บทความเรื่อง "พระอารามหลวง" โดย http://www.dhammathai.org/watthai/royalwat.php
กูรูสนุกสรุปแบบย่อๆไว้ http://guru.sanook.com/answer/question/%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94/
เพิ่มเติม ความหมายของ...วัด http://board.palungjit.com/f14/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94-202453.html
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เรือนสามน้ำสี่?? โอวาทผู้ใหญ่ต่อเจ้าสาว 1)บ้านเรือน 2)เรือนผม 3)เรือนกาย 1)น้ำใจ 2)น้ำคำ 3)น้ำมือ(ฝีมืออาหาร) 4)น้ำเต้าปูนหมาก(ไม่ขี้เกียจ)

ความหมาย "เรือนสามน้ำสี่”
คำว่าลูกผู้หญิงต้องเพียบพร้อมไปด้วย “เรือนสามน้ำสี่” หมายความว่าอะไร





คำว่า “เรือนสามน้ำสี่” มักจะได้ยินเวลาที่ผู้หลักผู้ใหญ่อวยพรให้กับเจ้าสาวเป็นหลักยึดในการครองชีวิตคู่ หลังจากแต่งงานออกเหย้าออกเรือนไป

เรือนแรก คือ บ้านเรือน ผู้หญิงจะต้องทำความสะอาดเช็ดกวาดถูบ้านเรือนให้สะอาดตลอดเวลา รวมไปถึงการจัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ไม่ให้เกะกะรกหูรกตา ต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย

เรือนที่สอง คือ เรือนผม ผู้หญิงจะต้องมีเรือนผมที่สะอาด ดูดีเรียบร้อย ทั้งก่อนเข้านอนและหลังจากตื่นนอนแล้ว

เรือนที่สาม คือ เรือนกาย เรื่องนี้สำคัญ เพราะผู้หญิงที่เนื้อตัวดูสกปรกมอมแมม ย่อมไม่น่ามองนัก




ส่วนน้ำสี่นั้น น้ำแรก คือ น้ำใจ ฝ่ายหญิงจะต้องรู้จักการมีน้ำใจต่อสามี บุตรธิดา รวมไปถึงพ่อแม่ของฝ่ายสามีและญาติพี่น้อง เช่น ให้การต้อนรับที่ดี สำรับคาวหวานต้องไม่ขาดตกบกพร่อง เมื่อไปเยี่ยมญาติพี่น้องก็ต้องแสดงน้ำใจอาจมีของฝากเป็นเสื้อผ้าหรือผลไม้

น้ำที่สอง คือ น้ำคำ ผู้หญิงต้องมีมุธรสวาจาไพเราะเสนาะหู อ่อนหวาน ไม่ว่าจะโอภาปราศรัยกับสามี ญาติพี่น้องหรือบุคคลอื่น งดการนำเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจต่างๆ มาพูดให้สามีฟัง ถ้าจะพูดต้องดูกาลเทศะให้ดี

น้ำที่สาม คือ น้ำมือ ลูกผู้หญิงต้องมีฝีมือในการทำอาหารการกิน รสชาติต้องอร่อย สะอาดสะอ้าน รู้ใจคนในบ้านว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร รู้จักการทำแบบประหยัดแต่มีคุณค่า

น้ำที่สี่ คือ น้ำเต้าในปูน สมัยก่อนทุกบ้านเรือนจะมีเต้าปูนแดงที่ใช้กินกับหมาก เจ้าปูนแดงนี้จะต้องมีน้ำหล่ออยู่เสมอ ปูนแดงจะได้ไม่แห้งแข็ง เวลาใช้ไม้พายป้ายปูนใส่ใบพลูจะได้ปาดได้เรียบ ถ้าเต้าปูนบ้านใครเมื่อยกมารับแขกแล้วน้ำในเต้าปูนแห้ง ถือว่าลูกสาวบ้านนี้ขี้เกียจ หรือเป็นแม่บ้านที่บกพร่อง



ที่มา : เบญกัลยาณี เมธีสอนครองเรือน พ.ศ. 2519
เว็บเผยแพร่ : http://www.isan.clubs.chula.ac.th/rean3nam4/
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ทำไมเรียกสบู่? ยุคกรุงศรีฯญี่ปุ่นนำมาขายแต่เป็นของยุโรปที่ไปค้าขายในญี่ปุ่น โซป(SOAP) ญี่ปุ่นเรียก โซปปุ (SOAPU) แต่ไทยเรียกเพี้ยนเป็น สบู่ // โออิชิและอร่อยคำเดียวกัน?? ร้านอาหารญี่ปุ่น โฆษณาว่า โออิชิ=อร่อย คนไทยฟังแล้วชอบพูดสั้นๆว่า อาหารรสเอมโอชและโอชะ เป็นคำเพี้ยนจากโออิชิ

ที่มาของคำว่า โอชะ และ สบู่



ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยามาแล้ว เมืองสยามเป็นแหล่งที่นานาชาติไม่ว่าอังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส หลาย ๆ ชาติ รวมทั้ง จีน ญี่ปุ่นด้วยเข้ามาทำมาหากิน


ปัจจุบันนี้หากท่านขับรถจากปทุมธานีขึ้นไปตามถนนปทุมธานี-อยุธยา ผ่านศูนย์ฝึกวิชาชีพบางไทร ก่อนจะเข้าตัวเมืองซ้ายมือจะมีหมู่บ้าน (อดีต) ของชาวต่างชาติ มีป้ายปักไว้ว่า หมู่บ้านญี่ปุ่น


มันเป็นธรรมชาติแต่ละชาติพูดภาษาของตนเองชัด ลูกค้าคนไทยก็ใช้คำพูดมาเรียกชื่อเหล่านั้น สินค้าที่ญี่ปุ่นนำมาขาย เช่น ภาพยนตร์ (เรียกว่าหนังญี่ปุ่น) อย่างเช่นเรื่อง โจโจ้ซัง มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ไทย เรื่องคล้ายกันแต่ชื่อว่า สาวเครือฟ้า และ กุหลาบเชียงใหม่ เป็นต้น สินค้าอีกอย่างหนึ่งคือ จักรยานยี่ห้อ MAYAM คนไทยเรียกรถถีบ ญี่ปุ่นว่า ม้าย่ำ คุณภาพยังไม่ดีนัก

ร้านอาหารญี่ปุ่น โฆษณาอาหารว่า โออิชิ แปลว่า อร่อย คนไทยฟังแล้วและก็ชอบพูดสั้นกว่า อาหารรสเอมโอชและโอชะ ซึ่งก็เป็นคำเพี้ยนจากโออิชิ



สินค้าจากญี่ปุ่นมีสบู่ใช้ซักผ้าและถูตัวด้วย สบู่ไม่ใช่สินค้าของญี่ปุ่น แต่เป็นของคนยุโรปที่ไปค้าขายในญี่ปุ่น และคนญี่ปุ่นเรียกโซป (SOAP) เป็นโซปปุ (SOAPU) ดังนั้น ญี่ปุ่นที่มาขายสินค้าในไทยจึงเรียกตามสำเนียงตนเองว่า โซปปุ แต่ประสาไทย ๆ เรียกเพี้ยนไปว่า สบู่ เป็นอันว่าคนไทยพูดฟังไทยได้ภาษาที่เป็นไทยเป็นภาษาไทยตลอดมา





ที่มา ภาษาคาใจ โดย สังคีต จันทนะโพธิ
ภาษา พาสนุก, หนังสือ.
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ที่มาชูนิ้วกลาง? สื่อถึงช้างน้อยชินจัง 2500ปีที่แล้ว ชูครั้งแรกในละครของกรีก The Cloulds ของอริสโตฟาเนส เรียก "ดิจิตุส อินฟามุส" =นิ่วทะลึ่ง

ที่มาของการชูนิ้วกลาง


นิ้วกลางเป็นสัญลักษณ์ขององคชาตมานานแล้วในวัฒนธรรมของยุโรปซึ่งอาจเป็นเพราะความที่เป็นนิ้วที่ยาวที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ แต่คำด่านี้บ่งบอกถึงการก้าวร้าวมากกว่าจะหมายถึงเรื่องเพศ



การชูนิ้วกลางเป็นสัญลักษณ์ของการด่าแทนคำพูดที่ถือว่าหยาบคายมากที่สุดของฝรั่งและรู้จักทำกันไปทั่วโลก หากใครโดนเข้าก็หมายถึงว่าถูกผรุสวาท (แบบเงียบๆ) ว่า "Fuck you" ซึ่งเป็นคำด่าหยาบโลนของฝรั่ง ทั้งนี้เพราะทราบกันดีว่านิ้วกลางนั้นเป็นสัญลักษณ์หมายถึงองคชาตนั่นเอง


สำหรับที่มาของกิริยาด่าแทนคำพูดนี้มีการคาดการณ์ไปในหลายทาง โดยอาจจะมีต้นกำเนิดย้อนไปถึง 2,500 ปีเลยทีเดียว เมื่อมีการอ้างถึง "การชูนิ้วกลาง" เป็นครั้งแรกในบทละครคอมเมอดีของกรีกโบราณ เรื่อง "The Cloulds ของอริสโตฟาเนสเมื่อ 423 ปีก่อนคริสตศักราช ขณะที่ชาวโรมันยังตั้งชื่อพิเศษสำหรับนิ้วกลางไว้ด้วยโดยพวกเขาเรียกมันว่า "ดิจิตุส อินฟามุส" ซึ่งมีความหมายในทำนองว่า เป็นนิ้วทุเรศ หรือนิ้วทะลึ่ง


นอกจากนี้ ชาวโรมันยังคงเห็นภาพองคชาติเป็นเสมือนเครื่องรางต่อสู้กับคำสาปชั่วร้าย ดังนั้น การชูนิ้วกลางให้คนอื่นจึงอาจจะไม่ใช่คำด่าในเชิงหยาบโลน แต่น่าจะเป็นการกล่าวข่มขวัญมากกว่าว่า "ฉันจะป้องกันตัวเองจากมนต์ดำของแก ก่อนที่แกจะได้เริ่มใช้มันซะอีก" กระนั้นก็ตาม ยังมีที่มาของการด่าด้วยการชูนิ้วกลางอีกด้วยว่าเกี่ยวข้องกับ เรื่องที่ชาวนาโบราณจะใช้นิ้วกลางทดสอบแม่ไก่ว่ากำลังออกไข่หรือไม่




การแสดงอาการดังกล่าว ยังคงแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น ในอังกฤษ อาจจะชูนิ้วกลางขึ้นโดดๆ หรือชูพร้อมกับนิ้วชี้และหันอุ้งมือเข้าข้างในและในการพิจารณาคดีหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ในแดนปลาดิบศาลขอญี่ปุ่นยังได้ตัดสินว่า การแสดงสัญลักษณ์โดยการชูด้านหลังของนิ้วกลางของมือข้างขวาแล้วหันลงถือว่าเป็นการกระทำหมิ่นประมาท หรือการยั่วยุแม้ว่ามันจะเป็นสัญลักษณ์ไม่สามัญเท่ากับในสหรัฐฯก็ตาม"



ที่มา 108 ซองคำถาม
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

☆หลาน=ลูกของลูก ☆เหลน=ลูกของหลาน ☆ลูกของเหลน=ลื่อ ☆ลูกของลื่อ= ลืบ ☆ลูกของลืบ=ลืด "โหลน" เป็นคำสร้อยเพลง “ลูกหลานเหลนโหลนภายหน้าฯ" เท่านั้น

ลูก หลาน เหลน ลื่อ ลืบ ลืด ไม่มี โหลน นะ



ในบทเพลงปลุกใจให้รักชาติรักผืนแผ่นดินไทยเพลงหนึ่ง มีข้อความว่า

“ลูกหลานเหลนโหลนภายหน้า จะได้มีพสุธาอาศัย”


คนทั่วไปรู้จักคำว่า ลูก หลาน เหลน และรู้ว่า
เหลนเป็นลูกของหลาน และหลานเป็นลูกของลูก
จึงมักจะคิดว่า โหลน น่าจะเป็นลูกของเหลนด้วย
แต่ที่ถูกนั้น โหลน เป็นเพียงคำสร้อย
ที่มาต่อท้ายคำว่า ลูก หลาน เหลน ให้ได้จังหวะ ๔ พยางค์
ไม่มีความหมายอะไร


ที่ถูกนั้น
ลูกของเหลน เรียกว่า ลื่อ
ลูกของลื่อ เรียกว่า ลืบ
และลูกของลืบ เรียกว่า ลืด


ที่มา บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ศรีธัญญาทำไมต้องหลังคาแดง? เดิมอยู่ฝั่งเจ้าพระยา(ร.5) สร้างใหม่ที่นนท์ นพ.เอ็ม คาร์ทิว ชาวอังกฤษ เหมาซื้อสีค้างสต็อกมาทาหลังคากันสนิม จึงแดง

หลังคาแดง...คือชื่อเรียกที่เราคุ้นเคยกันมานานนม
สงสัยกันไหมครับ ว่าทำไมจึงเรียก "หลังคาแดง"



จะบอกว่า ไม่ได้ตั้งใจ แต่เจตนาครับ

โรงพยาบาลศรีธัญญา กับที่ซึ่งเรียกกันติดปากว่า หลังคาแดง เป็นคนละสถานที่ แต่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน ดังนี้ โรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยทางจิตในประเทศไทย เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 อันเป็นยุคเดียวกับการจัดตั้งโรงพยาบาลทั่วไป สถานที่เดิมตั้งอยู่ปากคลองสานฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า "โรงพยาบาลคนเสียจริต" เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2432 ในยุคแรกนั้นเป็นการนำคนเสียจริตมาฝากขัง การดูแลจึงมีแต่ขังไว้ หรือรักษาบ้างโดยให้ยาสมุนไพรที่ทำให้ง่วงซึม ที่วุ่นวายนักก็เป่าด้วยยานัตถุ์ ถ้าไม่ทุเลาลงก็ลงไม้ลงมือ หรือให้อดอาหาร หรือดูดเลือดออกโดยใช้เขาควายหรือใช้ปลิงดูด มีเวทมนตร์คาถาตามความรู้สมัยนั้น



พ.ศ.2448 รัฐบาลให้สร้างโรงพยาบาลขึ้นใหม่ ณ ที่ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาขณะนี้ เปิดรับคนไข้ได้เดือนกันยายน 2455 เปลี่ยนแปลงวิธีจากการคุมขังและรักษาแผนโบราณ เป็นการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน โรงพยาบาลคนเสียจริตยุคปรับปรุงนี้อยู่ในความดูแลของนายแพทย์ เอ็ม. คาร์ทิว ชาวอังกฤษ งานชิ้นสำคัญนอกจากการวางผังป่าอันสวยงามร่มรื่น โดยถือหลักว่า ป่าเป็นเครื่องหมายของการระบายทุกข์และความสงบแห่งจิตแล้ว



ท่านยังไปเหมาซื้อสีแดงค้างสต๊อกราคาถูกมาผสมน้ำมันแล้วทาหลังคาอาคารสังกะสีทุกหลังเพื่อกันสนิม หลังคาโรงพยาบาลจึงเป็นสีแดงสะดุดตา เป็นที่มาของชื่อ "หลังคาแดง"


ปี 2467 โรงพยาบาลจึงได้มีแพทย์ผู้อำนวยการเป็นคนไทยคนแรก คือ หลวงวิเชียรแพทยาคม คนไทยคนแรกที่ได้ไปศึกษาวิชาโรคจิตโดยเฉพาะ ณ สหรัฐอเมริกา ท่านเปลี่ยนชื่อ โรงพยาบาลคนเสียจริตปากคลองสาน เป็น "โรงพยาบาลโรคจิตธนบุรี" กระทั่ง พ.ศ.2484 ถึงยุคของ ศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานวิชาจิตเวชศาสตร์และสุขภาพจิตสมัยใหม่ เป็น "บิดาแห่งวงการจิตเวชและสุขภาพจิตไทย" โรงพยาบาลจิตเวชต่างๆ พัฒนาขึ้นอย่างมาก สภาพภายในโรงพยาบาลและกระบวนการรักษามีลักษณะเป็นโรงพยาบาลโดยสมบูรณ์ ไม่มีภาพของสถานที่กักขังหรือลูกกรงเหล็กแบบเดิมเหลืออยู่อีกต่อไป


ลูกกรงเหล็กที่รื้อออก ขายได้ราคาดีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านนำเงินไปสร้างโรงพยาบาลที่นนทบุรี ระบายผู้ป่วยประมาณ 200 คนไปไว้ที่นั่น พัฒนาระบบสุขาภิบาล และขุดบ่อน้ำสำหรับใช้ทั่วบริเวณโรงพยาบาล และนั่นคือ "โรงพยาบาลศรีธัญญา" สืบทอดความคิดริเริ่มดำเนินการของ นายแพทย์หลวงวิเชียรแพทยาคม เดิมใช้ชื่อ "โรงพยาบาลโรคจิตนนทบุรี" ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ที่ 4 ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี สังกัดกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย เปิดดำเนินการวันที่ 24 มิถุนายน 2484 ปัจจุบัน โรงพยาบาลศรีธัญญาสังกัดกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทาง บำบัดรักษาผู้ป่วยโรคทางจิตเวช

ศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการกองโรงพยาบาลโรคจิต ได้พิจารณาเห็นว่าสังคมตั้งข้อรังเกียจ "โรคจิต" จึงได้ดำเนินการให้โรงพยาบาลโรคจิตเปลี่ยนชื่อใหม่ทั้งหมด สำหรับชื่อ ศรีธัญญา มาจากสภาพของพื้นที่ซึ่งเป็นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะกับการทำนาข้าว จึงได้เปลี่ยนชื่อจาก โรงพยาบาลโรคจิตภาคกลาง (นนทบุรี) เป็น "โรงพยาบาลศรีธัญญานนทบุรี" ในปี 2497 นับแต่นั้น มีผู้อำนวยการหลายท่านทำหน้าที่บริหารจัดการ และพัฒนาโรงพยาบาลศรีธัญญาอย่างต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน


ส่วนโรงพยาบาลอื่นๆ เปลี่ยนชื่อดังนี้ โรงพยาบาลโรคจิตธนบุรี เป็นโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ปัจจุบันคือ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา โรงพยาบาลโรคจิตภาคใต้ เป็นโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ โรงพยาบาลโรคจิตภาคเหนือ เป็นโรงพยาบาลสวนปรุง และโรงพยาบาลโรคจิตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์



(เรียบเรียงจากเว็บไซต์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต)
ที่มา : กูเกิลกูรู
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

USAเรียกลุงแซม? 1812ลุงแซมวล วิลสัน บรรจุเนื้อเค็มส่งให้ทหารแนวหน้า ตรวจเสร็จปั้มU.S.ไว้ ต่อมารัฐฯสร้างการ์ตูนลุงแซม"ผมต้องการUเพื่อทบ.สหรัฐ"

ลุงแซมเป็นบุคคลจริง ๆ หรือเปล่า..!!


 

ระหว่างการสงครามเมื่อปี 1812 แซมวล วิลสัน แห่งเมืองทรอย, นิวยอร์ก บรรจุเนื้อเค็มลงถังส่งไปให้รัฐบาลเพื่อทหารในแนวหน้า เพื่อแสดงว่าเขาได้ตรวจสอบเนื้อเค็มด้วยตนเอง วิลสันได้ประทับอักษร "U.S." ลงบนแผ่นเนื้อ เพื่อระบุว่ามันเป็นของรัฐบาล


แต่เพื่อนบ้านของวิลสันในเมืองทรอย ผู้ชอบเรียกเขาว่า "ลุงแซม" กลับใช้ในความหมายว่า.. เป็นชื่อย่อของ "Uncle Sam Wilson"



หลายปีผ่านไป หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งสร้างรูปการ์ตูนชื่อ "ลุงแซม" เป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลอเมริกัน และภาพนั่นก็แพร่หลายยิ่งขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยโชว์รูป "ลุงแซม" ไว้ในดาวและแถบของธงสหรัฐ การ์ตูน ลุงแซมที่ดังมากคือ รูปนิ้วชี้แล้วพูดว่า "ผมต้องการคุณเพื่อกองทัพบกสหรัฐ"


ที่มา : http://symonsez.wordpress.com/2008/09/15/weve-had-enough-of-ike-and-are-two-uncle-sams-too-many
วิกิฯ ; http://en.wikipedia.org/wiki/Uncle_Sam
ขอขอบคุณ : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด ม.ราม
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ในหลวงฯ ทดลองนำน้ำมันปาล์มกลั่นมาใช้กับรถยนต์ส่วนพระองค์ สำเร็จเป็นอย่างดี ได้รับสิทธิบัตรNo.10764(อำพล เสนาณรงค์ ผู้แทนฯ) ทรงพระเจริญ _/I\_


ประเทศไทยเริ่มศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซลตั้งแต่ปี 2528 ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยปัญหาผลผลิตปาล์มล้นตลาดของเกษตรกร และผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็กขึ้นที่จังหวัดนราธิวาส รวมทั้งมีการวิจัยและพัฒนาพร้อมทดลอง



นำน้ำมันปาล์มมาใช้กับเครื่อยนต์ดีเซล การทดลองใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์ ในรถยนต์เครือ่งยนต์ดีเซลของกองงานส่วนพระองค์ ฯลฯ จนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีในวันที่ 9 เมษายน 2544 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป้นผู้แทนพระองค์ยื่นของจดสิทธิบัตร “การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล” ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ได้ลงประกาศโฆษณาเมื่อวัน 18 เมษายน 2544 และรับจดทะเบียนในวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 โดยมีหมายเลขสิทธิบัตรที่ 10764


สำหรับน้ำมันดีเซลปาล์ม (บริสุทธิ์) ที่จำหน่ายในประเทศไทย คือน้ำมันดีเซลผสมกับน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 10 โดยปริมาตร ซึ่งได้คุณภาพเช่นเดียวกับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ตามข้อกำหนดของกรมธุรกิจพลังงานทุกประการ รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลสามารถเติมน้ำมันดีเซลปาล์ม (บริสุทธิ์) ผสมกับน้ำมันที่เหลือในถังได้เลยไม่ต้องรอให้น้ำมันหมดถัง และผู้ใช้รถไม่ต้องปรับแต่งเครื่องยนต์แต่อย่างใดเพราะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเครื่องยนต์ ทั้งยังช่วยเพิ่มการหล่อลื่น ช่วยป้องกันการสึกหรอของปั๊มหัวฉีดและลดมลพิษในไอเสียของเครื่องยนต์อีกด้วย


คุณลักษณะที่สำคัญของน้ำมันดีเซลปาล์ม (บริสุทธิ์) ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล ตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน ได้แก่

อ่านต่อ http://www.vcharkarn.com/varticle/374

ที่มา : ต่อยอดจากคำถามพลังงานพืชแต่ละชนิดได้กี่จูล พบเรื่องจากคำค้นกูเกิล

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ธงเดิมทำไมต้องช้าง? เดิมเป็นพื้นแดงล้วน สมัย ร.2มีตราจักร เสด็จฯสิงคโปร์บ่อย จนท.อยากให้ธงต่างจากเรือสามัญ คล้องช้างเอกได้ จึงปะช้างกลางจักร

ธงช้างของไทยเริ่มใช้ในสมัยใด เหตุใดจึงใช้ธงช้าง




ธงช้างของไทยเริ่มใช้ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก่อนนั้นไทยเราใช้ธงแดงเกลี้ยงๆ มาตั้งแต่สมัยอยุธยา ครั้นถึงรัชกาลที่ 2 เรือหลวงเดินทางไปพักที่เมืองสิงคโปร์บ่อยๆ กรมศุลกากรสิงคโปร์จึงขอเป็นทางการให้เรือหลวงใช้ธงที่มีรูปร่างผิดกับเรือไทยสามัญ เผอิญในรัชกาลที่ 2 คล้องช้างเผือกชนิดเอกได้ 3 เชือกติดๆกัน จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำรูปช้างใส่ลงไปในกลางรูปจักรเป็นธงหลวงแต่นั้นมา
 
 
 
ที่มา: ปัญหาสอบเชาวน์ และความรู้รอบตัว รวบรวมโดย: ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์

เครดิต : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด ม.ราม
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ชวนเยี่ยมเว็บไซต์ พิพิธภัณฑ์ธงชาติช้าง http://www.siamflag.org/

"ลำดับธงชาติไทยในอดีตจนถึงปัจจุบัน"

" เพื่อนชาวต่างประเทศของผู้เขียน (อะแคว์ริส) ได้ปรารภถึงธงชาติแบบใหม่ว่า ยังมีลักษณะไม่สง่างามเพียงพอ ผู้เขียนก็มีความเห็นคล้อยตามเช่นนั้น และเสนอแนะด้วยว่า ริ้วตรงกลางควรจะเป็นสีน้ำเงินซึ่งเป็นสีส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งถ้าเปลี่ยนตามนี้แล้ว ธงชาติไทยก็จะประกอบด้วยสีแดง ขาว น้ำเงิน มีสีเหมือนกับธงสามสีของฝรั่งเศส ธงยูเนียนแจ็คของอังกฤษ และธงดาวของสหรัฐอเมริกา ประเทศพันธมิตรทั้งสามประเทศ คงเพิ่มความพอใจในประเทศไทยยิ่งขึ้น เพราะเสมือนยกย่องเขา ทั้งการที่มีสีของพระมหากษัตริย์ในธงชาติ ก็จะเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงพระองค์ในวาระที่ประเทศไทยได้เข้าสู่เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ด้วย... "



พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ เมื่อทรงทดลองวาดภาพธงสามสีสงในบันทึก ทรงเห็นว่างดงามดีกว่าริ้วขาวแดงที่ใช้อยู่ ต่อมาเมื่อเจ้าพระยารามราฆพ (ขณะนั้นยังเป็นพระยาประสิทธิศุภการ) ไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ได้นำแบบธงไปถวายเพื่อทูลขอความเห็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถก็ทรงเห็นชอบ และรับสั่งว่าถ้าเปลี่ยนในขณะนั้นจะได้เป็นอนุสรณ์ในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ ด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้พระยาศรีภูริปรีชา ร่างประกาศแก้แบบธงชาติ และได้ทรงนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะเสนาบดีเพื่อฟังความเห็น ที่ประชุมลงมติเห็นชอบธงสามสีตามแบบที่คิดขึ้นใหม่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติธงขึ้นเรียกว่า พระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช ๒๔๖๐ ออกประกาศเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๐ มีผลบังคับใช้ภายหลังวันออกประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว ๓๐ วัน ซึ่งต่อมาธงไทยแบบล่าสุดนี้ถูกเรียกว่า "ธงไตรรงค์" ความหมายของสีธงไตรรงค์ คือ สีแดงหมายถึง ชาติและความสามัคคีของคนในชาติ และสีขาวหมายถึง ศาสนาซึ่งเป็นเครื่องอบรมสั่งสอนจิตใจให้บริสุทธิ์ ส่วนสีน้ำเงินหมายถึง พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศ หลังจากนั้นประเทศไทยก็ได้ใช้ธงไตรรงค์จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ อ่านต่อได้ที่ http://www.siamflag.org/