666" เลขประจำตัวซาตานมาจากไหน??
ที่มาของเลขซาตาน หรือ 666 นั้นมาจากคำทำนายที่ถกเถียงกันอย่างไม่สิ้นสุดในพระคัมภีร์วิวรณ์ ซึ่งเป็นบทสุดท้ายในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ พระคัมภีร์วิวรณ์เล่าถึงวันสิ้นโลก (Armageddon) ซึ่งเกิดมหาสงครามขึ้นระหว่างความดีและสิ่งชั่วร้าย โดยในที่สุดความดีหรือพระเจ้าจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะ ทั้งนี้ในคัมภีร์นี้เรียกซาตานว่าเป็นผู้ต่อต้านพระคริสต์
บทที่ 13 ของคำภีร์วิวรณ์กล่าวถึงเลข 666 อย่างชัดเจน โดยได้บรรยายถึงสัตว์ร้ายหรือซาตานที่มีอำนาจชั่วช้าและคุณลักษณะของเหล่าสาวกของมัน โดยมีตอนหนึ่งระบุว่า บนมือขวาและหน้าผากของพวกมันจะมีเครื่องหมายของซาตานบ่งบอกไว้ ซึ่งก็คือหมายเลข 666 นั่นเอง
นานนับหลายร้อยปีแล้วที่บรรดานักเทววิทยาครุ่นคิดและพยายามตีความภาษาเชิงสัญลักษณ์ที่เต็มไปด้วยคำทำนายเหล่านี้ และยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันถึงความหมายที่แท้จริงของหมายเลขนี้ นักเทววิทยาที่ศึกษาเรื่องวันสิ้นโลกบางกลุ่มตีความว่า "สัตว์ร้าย" คือสิ่งมีชีวิตที่ถูกควบคุมโดยผู้ที่ต่อต้านพระคริสต์ หรือเป็นผู้ต่อต้านพระคริสต์เอง ขณะที่นักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าหมายเลข 666 ในคัมภีร์วิวรณ์อ้างถึงบุคคลในประวัติศาสตร์ เช่น ดร.เดลเบิร์ต ฮิลเลอร์ ซึ่งเชื่อว่าหมายเลขนี้เป็นรหัสของจักรพรรดิเนโร รวมถึงจักรพรรดิของชาวโรมันองค์อื่นๆ อีก ซึ่งมีเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สนับสนุนด้วย เนื่องจากจักรพรรดิเหล่านี้ปราบปรามและเข่นฆ่าทั้งชาวยิวและชาวคริสต์ในยุคแรกอย่างหนัก ขณะที่ทราบกันว่า ชน 2 กลุ่มนี้มีชีวิตอยู่รอดด้วยการใช้ตัวเลขและรหัสเพื่อหลบหลีกการถูกประหัตประหารภายใต้การปกครองของจักรพรรดิโรมัน
นอกจากนี้ ยังมีคำถามว่าทำไมถึงต้องเป็นเลข 666 แต่ก็ไม่มีคำตอบที่แน่ชัด บางกลุ่มเชื่อว่า เลข 6 เป็นเลขของมนุษย์ เนื่องจากคัมภีร์ไบเบิลเล่าว่าพระผู้เป็นเจ้าสร้างมนุษย์ในวันที่ 6 ขณะที่ซานตานนั้นถูกระบุว่าเป็นสิ่งมีชวิตที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (ตรงข้ามกับแนวคิดที่พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง) ดังนั้น หมายเลขของซาตานน่าจะเกี่ยวพันกับหมายเลขของมนุษย์และเป็นที่มาของหมายเลข 666 อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในทฤษฎีที่ถกเถียงกันอย่างไม่มีวันจบเกี่ยวกับเลขนี้เท่านั้น
แต่ที่แน่ๆ มีชาวคริสต์ไม่น้อยที่หวาดหวั่นกับตัวเลขนี้ ไม่แพ้กับเลข 13 จึงไม่น่าแปลกที่ต่างพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เลขอาถรรพณ์เหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อบริษัทอินเทลผลิตซีพียูรุ่นเพนเทียม 3 ความเร็ว 666 เมกะเฮิร์สออกมาในปี 1999 ก็ตัดสินใจวางจำหน่ายในชื่อ "Pentium III 667" แทน
ที่มา : ข้อมูลจาก ๑๐๘ ซองคำถาม
เว็บไซต์เผยแพร่ : http://blog.eduzones.com/racchidlom/52499
"666" เลขประจำตัวซาตานมาจากไหน guru.sanook. http://bit.ly/99gl5M
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
"ความรู้ ไม่ใช่ปัญญา" (Knowledge is not wisdom.) --ไอน์สไตน์--
ความรู้เป็นเรื่องของความความคิดตาม ประสบการณ์ การทดลอง หรือองค์แห่งสาระ มากมายตำรา มาให้อ่านและเพิ่มพูน แต่ปัญญาเป็นเรื่องทางจิตใจ ความเข้าใจ ประกอบโดยสติและรู้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรู้เท่าทันตนเอง ตรงนี้เอง "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ไม่ได้เกิดจากความรู้เยอะ แต่น่าจะเกิดจากมีปัญญาไม่พอ ที่จะประคองชีวิตให้พ้นผ่านอุปสรรค (ขยายความจาก "ความรู้ ไม่ไช่ปัญญา - Khowledge is not wisdom" คำจาก ไอน์สไตน์)
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(ความเชื่อ) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 140อักษร(ความเชื่อ) แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
กาแฟทำให้สดชื่น?? สารกาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟนั้นสามารถกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ตื่นตัว อาจหายง่วง น้ำที่ผสมกาแฟทำให้สดชื่น กาแฟแค่ให้หายง่วง
กาแฟช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น?
หลายคนชอบดื่มกาแฟ เพราะดื่มกาแฟเมื่อใดก็จะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า รู้สึกมีพลังในการทำงานกลับคืนมาทุกครั้ง ความเข้าใจที่ว่ากาแฟทำให้เราสดชื่นกระปรี้กระเปร่านั้นถูกต้องหรือไม่
รศ.ดร.ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาติ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า กาแฟโดยทั่วๆ ไป มีอยู่ 2 ประเภท คือ ประเภทที่1 คือ กาแฟปกติ ประเภทที่2 คือ กาแฟที่สกัดสารกาเฟอีนออกแล้ว สารกาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟนั้นสามารถกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ตื่นตัว คราวนี้เราลองมาพิจารณาดูว่าคำว่าทำให้ กระปรี้กระเปร่าหรือสดชื่น หมายความว่าอย่างไร ซึ่งคนที่จะสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามี 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 ร่างกายอ่อนเพลียจากการอดนอน ประเภทที่2 ทำงานเยอะและรู้สึกอ่อนเพลีย
ถ้าร่างกายเราไม่ปกติและไม่ได้นอน การกระตุ้นโดยการใช้กาแฟก็สามารถกระตุ้นได้ชั่วคราว คือทำให้ระบบประสาทส่วนกลางตื่นตัว คนคนนั้นก็อาจรู้สึกหายง่วง และได้ดื่มน้ำที่ผสมมากับกาแฟก็อาจทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้บ้าง แต่ถ้าร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ระบบประสาททำงานอย่างสมบูรณ์เมื่อดื่มกาแฟก็อาจทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เพราะฉะนั้นการทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่ากับการทำให้หายง่วงเป็นคนละเรื่องกัน การทำให้หายง่วงเป็นฤทธิ์ของกาแฟโดยตรง แต่ไม่ได้หมายความว่ากาแฟจะทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแต่อย่างใด
TIPS ค.ศ.1554 ร้านกาแฟ ร้านแรกของโลก เกิดขึ้นที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลถือเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของนักนิยมศิลปะ และวรรณกรรมร้านกาแฟจึงเคยถูกเรียกว่า qahweh khaneh (แหล่งปัญญา หรือ School of wisdom)
ข้อมูลประกอบ :
เจาะลึก กาแฟ มันมีดีอะไร ? http://variety.teenee.com/foodforbrain/1343.html
6 Tips จิบกาแฟเพื่อสุขภาพ http://pmschool.ac.th/wit/main/langkaumroo/coffe/coffe.html
ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
รศ.ดร.ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาติ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า กาแฟโดยทั่วๆ ไป มีอยู่ 2 ประเภท คือ ประเภทที่1 คือ กาแฟปกติ ประเภทที่2 คือ กาแฟที่สกัดสารกาเฟอีนออกแล้ว สารกาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟนั้นสามารถกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ตื่นตัว คราวนี้เราลองมาพิจารณาดูว่าคำว่าทำให้ กระปรี้กระเปร่าหรือสดชื่น หมายความว่าอย่างไร ซึ่งคนที่จะสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามี 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 ร่างกายอ่อนเพลียจากการอดนอน ประเภทที่2 ทำงานเยอะและรู้สึกอ่อนเพลีย
ถ้าร่างกายเราไม่ปกติและไม่ได้นอน การกระตุ้นโดยการใช้กาแฟก็สามารถกระตุ้นได้ชั่วคราว คือทำให้ระบบประสาทส่วนกลางตื่นตัว คนคนนั้นก็อาจรู้สึกหายง่วง และได้ดื่มน้ำที่ผสมมากับกาแฟก็อาจทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้บ้าง แต่ถ้าร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ระบบประสาททำงานอย่างสมบูรณ์เมื่อดื่มกาแฟก็อาจทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เพราะฉะนั้นการทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่ากับการทำให้หายง่วงเป็นคนละเรื่องกัน การทำให้หายง่วงเป็นฤทธิ์ของกาแฟโดยตรง แต่ไม่ได้หมายความว่ากาแฟจะทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแต่อย่างใด
TIPS ค.ศ.1554 ร้านกาแฟ ร้านแรกของโลก เกิดขึ้นที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลถือเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของนักนิยมศิลปะ และวรรณกรรมร้านกาแฟจึงเคยถูกเรียกว่า qahweh khaneh (แหล่งปัญญา หรือ School of wisdom)
ข้อมูลประกอบ :
เจาะลึก กาแฟ มันมีดีอะไร ? http://variety.teenee.com/foodforbrain/1343.html
6 Tips จิบกาแฟเพื่อสุขภาพ http://pmschool.ac.th/wit/main/langkaumroo/coffe/coffe.html
ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ตีหัวเด็กแล้วจะฉี่รดที่นอน?? นอกจากทำให้เจ็บแล้วสมองจะกระทบฯอีกด้วย เป็นกุศโลบายคนโบราณ ฉี่รดฯเป็นกรรมพันธุ์85% หายเองตอน3ปี หรือถูกบ่นจนหาย
ตีหัวเด็ก...เด็กจะปัสสาวะรดที่นอน
คนโบราณมักจะมีคำเตือนหลายๆ เรื่องเช่น จะบอกว่า 'อย่าไปตีหัวเด็กสิ เดี๋ยวคืนนี้เขาจะฉี่รดที่นอน' ซึ่งคำเตือนนี้เป็นความเชื่อหรือเป็นความจริงกันแน่
พ.ญ.เพียงทิพย์ พรหมพันธุ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาล สมิติเวช ศรีนครินทร์ อธิบายว่า เรื่อง การห้ามตีหัวเด็กเพราะจะทำให้เด็กฉี่รดที่นอนนั้นจริงหรือไม่จริงก็ไม่ควรตีหัวเด็ก เพราะนอกจากจะทำให้เด็กเจ็บแล้ว บางครั้งอาจทำให้สมองของเด็กกระทบกระเทือนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพราะกระหม่อมเด็กยังปิดไม่สนิทส่วนการที่เด็กโดนตีหัวแล้วปัสสาวะรดที่นอนนั้นอธิบายได้ว่า เด็กกลัวขณะที่โดนตี บางครั้งไม่ได้ถูกตีอย่างเดียวอาจจะถูกดุด้วย ทำให้กระทบกระเทือนจิตใจ จนทำให้ตอนกลางคืน เด็กอาจฝันร้ายหรือระบายความรู้สึกที่ไม่สบายใจนั้นออกมาด้วยการปัสสาวะรดที่นอน ถ้าบอกว่าถูกตีจนกระทั่งไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้คงเป็นไปยาก แต่ถ้าถูกตีแรงๆ เด็กก็อาจกลั้นปัสสาวะไม่ได้เหมือนกัน
ดังนั้นการปัสสาวะรดที่นอนอาจไม่เกี่ยวกับการที่เด็กถูกตีหัวแต่การที่โดนดุ และโดนลงโทษในตอนกลางวันอาจมีผลต่อการจะปัสสาวะรดที่นอนในตอนกลางคืนได้ เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วไม่ว่าจะอธิบายในทางจิตวิทยาหรือใช้เหตุผลทั่วๆไป ความเชื่อนี้ก็น่าจะเป็นความจริง คือผู้ใหญ่ไม่ควรจะตีหัวเด็กและนี่คือภูมิปัญญาโบราณ หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือจะเรียกว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นก็แล้วแต่จะเรียกคือกุศโลบาย หรือ กุศล+อุบาย ซึ่งเป็นวิธีการที่จะแนะนำให้เราทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างมีจิตใจดีเป็นกุศลนั่นคือความหวังดีของคนโบราณ แต่ยังไม่มีคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์เท่านั้นเอง
TIPS การปัสสาวะรดที่นอนเป็นพันธุกรรม ร้อยละ 85 ของผู้ที่มีอาการนี้มักมีประวัติสมาชิกในครอบครัวที่ปัสสาวะรดที่นอนและอีกสาเหตุหนึ่งคือเป็นโดยธรรมชาติของเด็ก เด็กชายจะควบคุมการขับถ่ายได้ดีกว่าเด็กหญิง เมื่ออายุ 2-3 ขวบมี1ใน3 ที่ต้องปัสสาวะรดที่นอน แต่6 ขวบ ไปแล้วจะหายยกเว้นถ้าถูกบ่นว่ามากจะไม่หาย
ข้อมูลประกอบ : เมื่อหนูฉี่รดที่นอน คอลัมน์ ส่องโรค ไขสุข
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2552 http://www.manarom.com/n34.html
ที่มา : ศูนย์แบ่งปันความรู้ นมข.
วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
คนโบราณมักจะมีคำเตือนหลายๆ เรื่องเช่น จะบอกว่า 'อย่าไปตีหัวเด็กสิ เดี๋ยวคืนนี้เขาจะฉี่รดที่นอน' ซึ่งคำเตือนนี้เป็นความเชื่อหรือเป็นความจริงกันแน่
พ.ญ.เพียงทิพย์ พรหมพันธุ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาล สมิติเวช ศรีนครินทร์ อธิบายว่า เรื่อง การห้ามตีหัวเด็กเพราะจะทำให้เด็กฉี่รดที่นอนนั้นจริงหรือไม่จริงก็ไม่ควรตีหัวเด็ก เพราะนอกจากจะทำให้เด็กเจ็บแล้ว บางครั้งอาจทำให้สมองของเด็กกระทบกระเทือนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพราะกระหม่อมเด็กยังปิดไม่สนิทส่วนการที่เด็กโดนตีหัวแล้วปัสสาวะรดที่นอนนั้นอธิบายได้ว่า เด็กกลัวขณะที่โดนตี บางครั้งไม่ได้ถูกตีอย่างเดียวอาจจะถูกดุด้วย ทำให้กระทบกระเทือนจิตใจ จนทำให้ตอนกลางคืน เด็กอาจฝันร้ายหรือระบายความรู้สึกที่ไม่สบายใจนั้นออกมาด้วยการปัสสาวะรดที่นอน ถ้าบอกว่าถูกตีจนกระทั่งไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้คงเป็นไปยาก แต่ถ้าถูกตีแรงๆ เด็กก็อาจกลั้นปัสสาวะไม่ได้เหมือนกัน
ดังนั้นการปัสสาวะรดที่นอนอาจไม่เกี่ยวกับการที่เด็กถูกตีหัวแต่การที่โดนดุ และโดนลงโทษในตอนกลางวันอาจมีผลต่อการจะปัสสาวะรดที่นอนในตอนกลางคืนได้ เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วไม่ว่าจะอธิบายในทางจิตวิทยาหรือใช้เหตุผลทั่วๆไป ความเชื่อนี้ก็น่าจะเป็นความจริง คือผู้ใหญ่ไม่ควรจะตีหัวเด็กและนี่คือภูมิปัญญาโบราณ หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือจะเรียกว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นก็แล้วแต่จะเรียกคือกุศโลบาย หรือ กุศล+อุบาย ซึ่งเป็นวิธีการที่จะแนะนำให้เราทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างมีจิตใจดีเป็นกุศลนั่นคือความหวังดีของคนโบราณ แต่ยังไม่มีคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์เท่านั้นเอง
TIPS การปัสสาวะรดที่นอนเป็นพันธุกรรม ร้อยละ 85 ของผู้ที่มีอาการนี้มักมีประวัติสมาชิกในครอบครัวที่ปัสสาวะรดที่นอนและอีกสาเหตุหนึ่งคือเป็นโดยธรรมชาติของเด็ก เด็กชายจะควบคุมการขับถ่ายได้ดีกว่าเด็กหญิง เมื่ออายุ 2-3 ขวบมี1ใน3 ที่ต้องปัสสาวะรดที่นอน แต่6 ขวบ ไปแล้วจะหายยกเว้นถ้าถูกบ่นว่ามากจะไม่หาย
ข้อมูลประกอบ : เมื่อหนูฉี่รดที่นอน คอลัมน์ ส่องโรค ไขสุข
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2552 http://www.manarom.com/n34.html
ที่มา : ศูนย์แบ่งปันความรู้ นมข.
วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ยาหลอก?? ยามีน้ำตาล&แป้ง ผลเรียกThePlaceboEffect เพื่อช่วยให้คนไข้คาดหวัง+ศรัทธา ผลิตฮอร์โมนฯ รักษาได้ดีขึ้น และเพื่อทดสอบยา ไม่ผิดจริยธรรม
ฤทธิ์ผลของยาหลอก
ฤทธิ์ผลจากยาหลอก เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมดาที่สุดที่เราพบเห็นได้ในทางการแพทย์ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องราวที่ลึกลับและทรงพลังอยู่ในปัจจุบัน ยาหลอก หมายถึง น้ำตาลหรือแป้ง หรือสารที่ไม่ก่อเกิดขบวนการทางเภสัชในการรักษา ที่นำมาอัดแล้วเคลือบให้ดูเป็นเม็ดยาหรืออยู่ในแคปซูลหรือเตรียมเป็นยาฉีด ยาน้ำ หรือรูปแบบยาอื่นๆ ก็ได้แล้วนำมาใช้ในการแพทย์ จุดประสงค์ที่นำมาใช้ มีสองประเด็นหลักคือ เพื่อจ่ายให้แก่คนไข้ทำให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกที่ดีขึ้นต่ออาการของตน บรรเทาอาการอาการเจ็บป่วยลงไป นอกจากนี้ ยาหลอกยังถูกใช้เป็นตัวอ้างอิงเปรียบเทียบเพื่อคอนโทรลการทดลองทางคลินิกเพื่อทดสอบยา เพื่อให้ทราบประสิทธิภาพของยาจริง (ยาที่ออกฤทธิ์ตามกลไกเภสัชศาสตร์จริงๆ) ยาหลอกไม่เพียงแต่หมายถึง แป้ง,น้ำตาล ที่ทำเป็นรูปแบบยาต่างๆ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงขบวนการทางแพทย์อีกด้วย เช่น การผ่าตัดที่ ไม่ได้ผ่าตัดอวัยวะใดๆ อาจผ่าตัดเพียงผิวหนังเล็กน้อยไปบ้าง กรณีที่แพทย์ตรวจสภาพร่างกายคนไข้แล้วมีปฏิสัมพันธ์กับคนไข้เล็กน้อย พูดจาปลอบขวัญให้กำลังใจก็ถือว่าเป็นการให้ยาหลอกได้เหมือนกัน ได้มีการศึกษาวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า เมื่อให้ยาหลอกบำบัดรักษาแก่ผู้ป่วยที่มีอาการต่างๆ เช่น เจ็บปวด, ความดันสูงและโรคหืดหอบ ผลปรากฏว่ามีคนไข้จำนวนร้อยละ 30-40 มีอาการดีขึ้น สำหรับคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจ (angina pectoris) คณะวิจัยได้ดำเนินการวางยาสลบและผ่าตัดผิวหนังคนไข้ออกไปเล็กน้อย ผลปรากฏว่า คนไข้อาการดีขึ้น ถึงร้อยละ 80 ต่อคำถามที่ว่า ทำไม แป้ง,น้ำตาลที่นำมาเป็นยาก็ดี การผ่าตัดหลอกๆ ก็ดีก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบำบัดรักษาได้อย่างไร
The Placebo Effect
ยาหลอกที่จะนำไปใช้ในการทดลองเป็นตัวอ้างอิงในการทดลอง ผลทางคลีนิคต้องหลอกทั้งผู้ทำการทดลองและผู้ถูกทดลองในภาพเหมือนยาจริงมากที่สุดต้องเป็นเม็ดยาแถวที่ 3 แถวบนสุดแม้นเม็ดยาเหมือนกันทั้งขนาดและสี แต่มีตัวอักษรพิมพ์บนเม็ดต่างกัน แถวกลางตัวอักษรเหมือนกันแต่ถ้าสังเกตด้านซ้ายขนาดเม็ดจะเล็กกว่า ส่วนรูปกราฟจากการศึกษาทดลองไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดหลอกหรือการให้คำปลอบขวัญแก่คนไข้จะช่วยในการรักษาดีขึ้น
หลายๆ ท่านเชื่อว่าเป็นเรื่องของ จิตศาสตร์ ( psychological ) ที่ทำให้เกิดผลจริง เนื่องจากแรงศรัทธาของคนไข้หรือไม่ก็เป็นการสำคัญผิดคิดไปเอง ถ้าคุณเชื่อว่ายานั้นช่วยคุณได้มันก็จะช่วย ทั้งหมดมันขึ้นอยู่ที่จิตใจพลังแห่งความคาดหวังเมื่อมีขึ้นมาร่างกายก็จะผลิตสารฮอร์โมนที่เรียกว่า เอนเดอร์ฟีน (endorphine) ขับออกมา ในส่วนของระบบประสาทอัตโนมัติสมองเราจะกลั่นกรองรับรู้ข้อมูลสัมผัสอันตรายต่างๆ เช่นฮอร์โมน แอดรีนาริน / โดปามีน ,นอร์อิพิเนพฟีน ทำให้เราพุ่งพล่าน ตอบสนองสิ่งเร้าได้รวดเร็ว ขณะที่อารมณ์เชิงบวกของคนเราก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์, ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นมีการพัฒนาไอคิว เราจะพบเห็นสิ่งเหล่านี้ได้จากการทำสมาธิ จึงเกิดคำถามที่ว่าหากแพทย์เมื่อเห็นประโยชน์จากยาหลอกแล้วเจตนาสั่งจ่ายหลอกให้แก่คนไข้ ทั้งที่รู้ว่าไม่มีตัวยาจริงในการรักษาโรคอาการนี้จะถือว่าเป็นการผิดจริยธรรมหรือไม่? คำตอบของข้อนี้อาจแสดงออกมาหลายๆแนวความคิด อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มแพทย์ได้แสดงความเห็นว่า ‘ในฐานะแพทย์แล้วเราควรจะเห็นคุณค่าของยาหลอกว่ามีความปลอดภัยมีประสิทธิภาพและราคาถูกควรนำข้อได้เปรียบเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันให้ได้เต็มที่’
ที่มา Thai Pharmaceutical Manufacturers Association
เกิดอะไรขึ้นกับสมองเมื่อได้รับยาหลอก (placebo effect) http://www.vcharkarn.com/vcafe/103021
องค์การเภสัชกรรม The Government Pharmaceutical Organization เรียบเรียงจากเอกสารอ้างอิง
1. The mysterious placebo effect
2. The Placebo Effect วารสาร Scientific American ฉบับ january 1998
3. The Placebo Effect http://skepdic.com/piousfraud.htm/piousfraud
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ฤทธิ์ผลจากยาหลอก เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมดาที่สุดที่เราพบเห็นได้ในทางการแพทย์ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องราวที่ลึกลับและทรงพลังอยู่ในปัจจุบัน ยาหลอก หมายถึง น้ำตาลหรือแป้ง หรือสารที่ไม่ก่อเกิดขบวนการทางเภสัชในการรักษา ที่นำมาอัดแล้วเคลือบให้ดูเป็นเม็ดยาหรืออยู่ในแคปซูลหรือเตรียมเป็นยาฉีด ยาน้ำ หรือรูปแบบยาอื่นๆ ก็ได้แล้วนำมาใช้ในการแพทย์ จุดประสงค์ที่นำมาใช้ มีสองประเด็นหลักคือ เพื่อจ่ายให้แก่คนไข้ทำให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกที่ดีขึ้นต่ออาการของตน บรรเทาอาการอาการเจ็บป่วยลงไป นอกจากนี้ ยาหลอกยังถูกใช้เป็นตัวอ้างอิงเปรียบเทียบเพื่อคอนโทรลการทดลองทางคลินิกเพื่อทดสอบยา เพื่อให้ทราบประสิทธิภาพของยาจริง (ยาที่ออกฤทธิ์ตามกลไกเภสัชศาสตร์จริงๆ) ยาหลอกไม่เพียงแต่หมายถึง แป้ง,น้ำตาล ที่ทำเป็นรูปแบบยาต่างๆ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงขบวนการทางแพทย์อีกด้วย เช่น การผ่าตัดที่ ไม่ได้ผ่าตัดอวัยวะใดๆ อาจผ่าตัดเพียงผิวหนังเล็กน้อยไปบ้าง กรณีที่แพทย์ตรวจสภาพร่างกายคนไข้แล้วมีปฏิสัมพันธ์กับคนไข้เล็กน้อย พูดจาปลอบขวัญให้กำลังใจก็ถือว่าเป็นการให้ยาหลอกได้เหมือนกัน ได้มีการศึกษาวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า เมื่อให้ยาหลอกบำบัดรักษาแก่ผู้ป่วยที่มีอาการต่างๆ เช่น เจ็บปวด, ความดันสูงและโรคหืดหอบ ผลปรากฏว่ามีคนไข้จำนวนร้อยละ 30-40 มีอาการดีขึ้น สำหรับคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจ (angina pectoris) คณะวิจัยได้ดำเนินการวางยาสลบและผ่าตัดผิวหนังคนไข้ออกไปเล็กน้อย ผลปรากฏว่า คนไข้อาการดีขึ้น ถึงร้อยละ 80 ต่อคำถามที่ว่า ทำไม แป้ง,น้ำตาลที่นำมาเป็นยาก็ดี การผ่าตัดหลอกๆ ก็ดีก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบำบัดรักษาได้อย่างไร
The Placebo Effect
ยาหลอกที่จะนำไปใช้ในการทดลองเป็นตัวอ้างอิงในการทดลอง ผลทางคลีนิคต้องหลอกทั้งผู้ทำการทดลองและผู้ถูกทดลองในภาพเหมือนยาจริงมากที่สุดต้องเป็นเม็ดยาแถวที่ 3 แถวบนสุดแม้นเม็ดยาเหมือนกันทั้งขนาดและสี แต่มีตัวอักษรพิมพ์บนเม็ดต่างกัน แถวกลางตัวอักษรเหมือนกันแต่ถ้าสังเกตด้านซ้ายขนาดเม็ดจะเล็กกว่า ส่วนรูปกราฟจากการศึกษาทดลองไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดหลอกหรือการให้คำปลอบขวัญแก่คนไข้จะช่วยในการรักษาดีขึ้น
หลายๆ ท่านเชื่อว่าเป็นเรื่องของ จิตศาสตร์ ( psychological ) ที่ทำให้เกิดผลจริง เนื่องจากแรงศรัทธาของคนไข้หรือไม่ก็เป็นการสำคัญผิดคิดไปเอง ถ้าคุณเชื่อว่ายานั้นช่วยคุณได้มันก็จะช่วย ทั้งหมดมันขึ้นอยู่ที่จิตใจพลังแห่งความคาดหวังเมื่อมีขึ้นมาร่างกายก็จะผลิตสารฮอร์โมนที่เรียกว่า เอนเดอร์ฟีน (endorphine) ขับออกมา ในส่วนของระบบประสาทอัตโนมัติสมองเราจะกลั่นกรองรับรู้ข้อมูลสัมผัสอันตรายต่างๆ เช่นฮอร์โมน แอดรีนาริน / โดปามีน ,นอร์อิพิเนพฟีน ทำให้เราพุ่งพล่าน ตอบสนองสิ่งเร้าได้รวดเร็ว ขณะที่อารมณ์เชิงบวกของคนเราก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์, ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นมีการพัฒนาไอคิว เราจะพบเห็นสิ่งเหล่านี้ได้จากการทำสมาธิ จึงเกิดคำถามที่ว่าหากแพทย์เมื่อเห็นประโยชน์จากยาหลอกแล้วเจตนาสั่งจ่ายหลอกให้แก่คนไข้ ทั้งที่รู้ว่าไม่มีตัวยาจริงในการรักษาโรคอาการนี้จะถือว่าเป็นการผิดจริยธรรมหรือไม่? คำตอบของข้อนี้อาจแสดงออกมาหลายๆแนวความคิด อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มแพทย์ได้แสดงความเห็นว่า ‘ในฐานะแพทย์แล้วเราควรจะเห็นคุณค่าของยาหลอกว่ามีความปลอดภัยมีประสิทธิภาพและราคาถูกควรนำข้อได้เปรียบเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันให้ได้เต็มที่’
ที่มา Thai Pharmaceutical Manufacturers Association
เกิดอะไรขึ้นกับสมองเมื่อได้รับยาหลอก (placebo effect) http://www.vcharkarn.com/vcafe/103021
องค์การเภสัชกรรม The Government Pharmaceutical Organization เรียบเรียงจากเอกสารอ้างอิง
1. The mysterious placebo effect
2. The Placebo Effect วารสาร Scientific American ฉบับ january 1998
3. The Placebo Effect http://skepdic.com/piousfraud.htm/piousfraud
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
กินแปลกๆตอนท้อง?? รกซึ่งจะผลิตฮอร์โมน HCG อาจทำให้แม่มีจิตใจที่เปลี่ยนไป เกิดอุปาทานเมื่อเจออาหารแปลกๆ เช่นกินถ่าน ซึ่งไปดูดซับแก๊สในท้องได้
อาการอยากรับประทานของแปลกของหญิงมีครรภ์เกิดจากอะไร?
ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ บางครั้งอาจจะอยากรับประทานอาหารที่ไม่เคยรับประทานมาก่อน อาการแพ้ท้องและอยากรับประทานอาหารแปลกๆ ของหญิงตั้งครรภ์นั้นเกิดจากสาเหตุใดสามารถใช้หลักวิทยาศาสตร์อธิบายได้หรือไม่
นายแพทย์จิรัตน์ ตั้งฐิตวงศ์ ห้วหน้ากลุ่มงานสูตินารีเวชกรรมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่1 กรมอนามัย อธิบายว่าในทางการแพทย์อธิบายว่าขณะตั้งครรภ์ร่างกายจะผลิตรกขึ้นมา ซึ่งรกจะผลิตฮอร์โมนเรียกว่า ฮอร์โมน เอชซีจี (HCG) ฮอร์โมนเอชซีจีอาจจะทำให้แม่มีจิตใจที่เปลี่ยนไป อาจจะมีความวิตกกังวล และมีอาการแพ้ เพราะเป็นฮอร์โมนแปลกปลอมซึ่งจะไม่มีในผู้หญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ ผู้หญิงบางคนจะแพ้มากจนไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ เช่น ข้าว หมู ผัก เนื้อไก่ เนื้อปลา เป็นต้น โดยเฉพาะนม เมื่อดื่มเข้าไปจะรู้สึกว่านมมีกลิ่นเหม็นคาวจนต้องอาเจียนออกมา
เพราะฉะนั้นจะเกิดอุปาทานเมื่อเจออาหารแปลกๆ เช่นแมลง หรือบางคนชอบที่จะรับประทานถ่าน เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วรู้สึกดีขึ้น จึงทำให้อยากจะรับประทานต่อไปเรื่อยๆเนื่องจากถ่านจะเข้าไปดูดซับแก๊สซึ่งจะเกิดในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หลังจากคลอดแล้วก็ไม่อยากรับประทานอาหารแปลกๆ เหล่านี้ ส่วนความเชื่อที่ว่าไขมันของเด็กเกิดจากการดื่มน้ำมะพร้าวมากเกินไปนั้นก็ไม่เป็นความจริง การที่เด็กคลอดมาจะมีไขมันหรือไม่มีไขมันนั้น ขึ้นกับว่า เด็กนั้นคลอดก่อนกำหนดหรือเปล่า ส่วนใหญ่จะพบว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เช่น เด็กที่คลอดในขณะอายุครรภ์ประมาณ 7-8 เดือน จะมีไขมันมากกว่าเด็กที่คลอดเมื่ออายุครรภ์ครบ 9 เดือน นอกจากนั้นยังมีความเชื่อว่า ถ้ารับประทานอาหารที่มีสีดำจะทำให้ลูกที่คลอดออกมามีผิวสีดำนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะอาหารที่มีสีดำหลายๆ ชนิดเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น งาดำ ถั่วดำ ไก่ดำ เป็นต้น
TIPS ระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ควรเลี้ยงหรือเล่นกับสุนัขและแมว เพื่อป้องกันการติดโรค เช่น พยาธิทอกโซปลาสมา (toxoplasmosis) ซึ่งอาจจะทำให้ลูกที่ออกมามีความผิดปกติต่างๆ ได้เช่น หัวโต หรือ หัวเล็ก ตามองไม่เห็น ฯลฯ และควรระวังโรคหัดเยอรมันซึ่งจะทำให้ทารกพิการได้ ถ้าอายุครรภ์ยังไม่ถึง 3 เดือน
ข้อมูลประกอบ : อาหารธรรมชาติจากแม่สู่ลูก http://bit.ly/dlvA3S
ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
นายแพทย์จิรัตน์ ตั้งฐิตวงศ์ ห้วหน้ากลุ่มงานสูตินารีเวชกรรมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่1 กรมอนามัย อธิบายว่าในทางการแพทย์อธิบายว่าขณะตั้งครรภ์ร่างกายจะผลิตรกขึ้นมา ซึ่งรกจะผลิตฮอร์โมนเรียกว่า ฮอร์โมน เอชซีจี (HCG) ฮอร์โมนเอชซีจีอาจจะทำให้แม่มีจิตใจที่เปลี่ยนไป อาจจะมีความวิตกกังวล และมีอาการแพ้ เพราะเป็นฮอร์โมนแปลกปลอมซึ่งจะไม่มีในผู้หญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ ผู้หญิงบางคนจะแพ้มากจนไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ เช่น ข้าว หมู ผัก เนื้อไก่ เนื้อปลา เป็นต้น โดยเฉพาะนม เมื่อดื่มเข้าไปจะรู้สึกว่านมมีกลิ่นเหม็นคาวจนต้องอาเจียนออกมา
เพราะฉะนั้นจะเกิดอุปาทานเมื่อเจออาหารแปลกๆ เช่นแมลง หรือบางคนชอบที่จะรับประทานถ่าน เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วรู้สึกดีขึ้น จึงทำให้อยากจะรับประทานต่อไปเรื่อยๆเนื่องจากถ่านจะเข้าไปดูดซับแก๊สซึ่งจะเกิดในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หลังจากคลอดแล้วก็ไม่อยากรับประทานอาหารแปลกๆ เหล่านี้ ส่วนความเชื่อที่ว่าไขมันของเด็กเกิดจากการดื่มน้ำมะพร้าวมากเกินไปนั้นก็ไม่เป็นความจริง การที่เด็กคลอดมาจะมีไขมันหรือไม่มีไขมันนั้น ขึ้นกับว่า เด็กนั้นคลอดก่อนกำหนดหรือเปล่า ส่วนใหญ่จะพบว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เช่น เด็กที่คลอดในขณะอายุครรภ์ประมาณ 7-8 เดือน จะมีไขมันมากกว่าเด็กที่คลอดเมื่ออายุครรภ์ครบ 9 เดือน นอกจากนั้นยังมีความเชื่อว่า ถ้ารับประทานอาหารที่มีสีดำจะทำให้ลูกที่คลอดออกมามีผิวสีดำนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะอาหารที่มีสีดำหลายๆ ชนิดเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น งาดำ ถั่วดำ ไก่ดำ เป็นต้น
TIPS ระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ควรเลี้ยงหรือเล่นกับสุนัขและแมว เพื่อป้องกันการติดโรค เช่น พยาธิทอกโซปลาสมา (toxoplasmosis) ซึ่งอาจจะทำให้ลูกที่ออกมามีความผิดปกติต่างๆ ได้เช่น หัวโต หรือ หัวเล็ก ตามองไม่เห็น ฯลฯ และควรระวังโรคหัดเยอรมันซึ่งจะทำให้ทารกพิการได้ ถ้าอายุครรภ์ยังไม่ถึง 3 เดือน
ข้อมูลประกอบ : อาหารธรรมชาติจากแม่สู่ลูก http://bit.ly/dlvA3S
ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
พริมโรสบรรเทาโซฟีได้? EveningPrimroseOil สกัดจากเมล็ด&ดอกอีฟนิ่งพริมโรส มีกรดไขมัน เช่น linolenic gramma เชื่อว่าลดอาการตอนโซฟีแต่ยังไม่สรุป
น้ำมันดอกอีฟนิ่งพริมโรสป้องกันการปวดประจำเดือนได้?
ความเชื่อบางครั้งก็มีผลทางการตลาดด้วยเช่นกัน ปัจจุบันมีแคปซูลที่ผลิตจากดอกอีฟนิ่งพริมโรส กำลังได้รับความนิยมกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น เพราะเชื่อว่าถ้ารับประทานแล้วจะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ ความเชื่อนี้จริงหรือไม่จริง มาหาคำตอบกัน
รศ.ดร.โอภา วัชระคุปต์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ปัจจุบันมีการผลิตน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสออยส์ หรือ อีพีโอ (evening primrose oil :EPO) เป็นน้ำมันที่สกัดมาจากเมล็ดและดอกอีฟนิ่งพริมโรส แต่ส่วนใหญ่จะนิยมสกัดจากเมล็ดของดอกอีฟนิ่งพริมโรส ประกอบด้วยน้ำมัน และมีกรดไขมันที่จำเป็น เช่น ไลโนเลนิกแกมมา (linolenic gramma) ซึ่งเชื่อกันว่าสารสกัดที่ได้จากเมล็ดของดอกอีฟนิ่งพริมโรสจะช่วยลดอาการผิดปกติต่างๆ ก่อนมีประจำเดือน เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง เจ็บหน้าอก เป็นต้น ต่อมามีนักวิจัยได้ทำการวิจัยในผู้หญิงที่รับประทานยาอีพีโอ แต่ยังไม่ปรากฏผลที่ชัดเจน และมีการนำน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสมาทดลองให้คนที่เป็นเบาหวานรับประทาน พบว่าสารสกัดที่ได้จากเมล็ดของดอกอีฟนิ่งพริมโรสเมื่อทำงานร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระจะทำให้อาการประสาทชาหรือเส้นเลือดแข็งตัวในผู้ป่วยโรคเบาหวานดีขึ้น
วัยรุ่นที่จะรับประทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส เพื่อลดอาการปวดประจำเดือนควรตระหนักด้วยว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน เพราะน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสมีราคาค่อนข้างแพง และผลงานวิจัยหลายชิ้นก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าเมื่อรับประทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสแล้วจะสามารถลดอาการปวดประจำเดือนได้ การแก้ปัญหาการปวดประจำเดือนได้ดีที่สุด คือ ควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เช่นผัก ผลไม้ โปรตีน เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ได้รับสารอาหารที่จำเป็น โดยไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อาจจะมีการโฆษณาเกินความจริง
TIPS
น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (evening primrose oil - EPO) สกัดจากเมล็ดของพรรณไม้ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Oenothera biennis L. ชื่อสามัญ night willlow-herb, scabish, sun drop หรือ อีฟนิ่งพริมโรส ซึ่งเป็นชื่อที่บ่งบอกลักษณะการบานของมัน คือบานในตอนเย็นแล้วก็ร่วงโรยไปในวันนั้นเอง เป็นพืชท้องถิ่นแถบอเมริกาเหนือ ซึ่งปัจจุบันสามารถปลูกได้ทั้งในยุโรปและเอเชียหลายคนเชื่อในสรรพคุณถึงขนาดยกให้เป็นราชาแห่งการรักษาทุกชนิด
ข้อมูลประกอบ :
อีฟนิ่งพริมโรส กินแล้วได้อะไร? http://www.foodsafety.bangkok.go.th/new2/read_article.php?cat_id=3&txt_id=73
น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสต่ออาการปวดประจำเดือนและอาการก่อนและหลังประจำเดือน http://www.openmm.com/lifestyle/news/2007_2/news_0109.html
ที่มา : ศูนย์แบ่งปันความรู้ ม.น.ข
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ความเชื่อบางครั้งก็มีผลทางการตลาดด้วยเช่นกัน ปัจจุบันมีแคปซูลที่ผลิตจากดอกอีฟนิ่งพริมโรส กำลังได้รับความนิยมกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น เพราะเชื่อว่าถ้ารับประทานแล้วจะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ ความเชื่อนี้จริงหรือไม่จริง มาหาคำตอบกัน
รศ.ดร.โอภา วัชระคุปต์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ปัจจุบันมีการผลิตน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสออยส์ หรือ อีพีโอ (evening primrose oil :EPO) เป็นน้ำมันที่สกัดมาจากเมล็ดและดอกอีฟนิ่งพริมโรส แต่ส่วนใหญ่จะนิยมสกัดจากเมล็ดของดอกอีฟนิ่งพริมโรส ประกอบด้วยน้ำมัน และมีกรดไขมันที่จำเป็น เช่น ไลโนเลนิกแกมมา (linolenic gramma) ซึ่งเชื่อกันว่าสารสกัดที่ได้จากเมล็ดของดอกอีฟนิ่งพริมโรสจะช่วยลดอาการผิดปกติต่างๆ ก่อนมีประจำเดือน เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง เจ็บหน้าอก เป็นต้น ต่อมามีนักวิจัยได้ทำการวิจัยในผู้หญิงที่รับประทานยาอีพีโอ แต่ยังไม่ปรากฏผลที่ชัดเจน และมีการนำน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสมาทดลองให้คนที่เป็นเบาหวานรับประทาน พบว่าสารสกัดที่ได้จากเมล็ดของดอกอีฟนิ่งพริมโรสเมื่อทำงานร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระจะทำให้อาการประสาทชาหรือเส้นเลือดแข็งตัวในผู้ป่วยโรคเบาหวานดีขึ้น
วัยรุ่นที่จะรับประทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส เพื่อลดอาการปวดประจำเดือนควรตระหนักด้วยว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน เพราะน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสมีราคาค่อนข้างแพง และผลงานวิจัยหลายชิ้นก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าเมื่อรับประทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสแล้วจะสามารถลดอาการปวดประจำเดือนได้ การแก้ปัญหาการปวดประจำเดือนได้ดีที่สุด คือ ควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เช่นผัก ผลไม้ โปรตีน เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ได้รับสารอาหารที่จำเป็น โดยไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อาจจะมีการโฆษณาเกินความจริง
TIPS
น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (evening primrose oil - EPO) สกัดจากเมล็ดของพรรณไม้ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Oenothera biennis L. ชื่อสามัญ night willlow-herb, scabish, sun drop หรือ อีฟนิ่งพริมโรส ซึ่งเป็นชื่อที่บ่งบอกลักษณะการบานของมัน คือบานในตอนเย็นแล้วก็ร่วงโรยไปในวันนั้นเอง เป็นพืชท้องถิ่นแถบอเมริกาเหนือ ซึ่งปัจจุบันสามารถปลูกได้ทั้งในยุโรปและเอเชียหลายคนเชื่อในสรรพคุณถึงขนาดยกให้เป็นราชาแห่งการรักษาทุกชนิด
ข้อมูลประกอบ :
อีฟนิ่งพริมโรส กินแล้วได้อะไร? http://www.foodsafety.bangkok.go.th/new2/read_article.php?cat_id=3&txt_id=73
น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสต่ออาการปวดประจำเดือนและอาการก่อนและหลังประจำเดือน http://www.openmm.com/lifestyle/news/2007_2/news_0109.html
ที่มา : ศูนย์แบ่งปันความรู้ ม.น.ข
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
เด็กแฝดมีสื่อสัมผัสถึงกัน? มีทดลองเด็กแฝดแยกกัน แฝดน้องป่วยแฝดพี่จะรับรู้ได้ เรียกว่า extrasensory perception=ประสาทรับรู้ดีกว่าที่ควรจะเป็น
เด็กแฝดมีประสาทสัมผัสที่สื่อถึงกัน?
เด็กแฝดมี 2 ประเภทคือแฝดแท้ ซึ่งเกิดจากไข่ 1 ใบผสมกับอสุจิ 1 ตัวและเกิดการแบ่งตัวของเซลล์ไข่ ทำให้เกิดเด็กแฝดที่มีหน้าตาเหมือนกัน และเป็นเพศเดียวกัน ส่วนแฝดเที่ยม เกิดจากไข่ 2 ใบผสมกับอสุจิ 2 ตัว เด็กที่เกิดมาอาจจะมีหน้าตาไม่เหมือนกัน และ อาจจะไม่ใช่เพศเดียวกัน
มีความเชื่อที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณว่าเด็กแฝดจะมีประสาทสื่อถึงกันในกรณีถ้าเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงกับแฝดอีกคนหนึ่งซึ่งความเชื่อนี้เป็นความจริงหรือไม่
แพทย์หญิงรัตโนทัย พลับรู้การ กุมารแพทย์สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี อธิบายว่าคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า เด็กแฝดจะมีประสาทสัมผัสที่สามารถสื่อสารถึงกันได้ ซึ่งจะทำให้เด็กไม่สนใจต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก และมักจะสื่อสารกันเองระหว่างคู่แฝด จากการศึกษาพบว่าเด็กที่เป็นเด็กแฝดไม่ใช่ว่าจะสื่อสารเฉพาะแต่คู่ของตัวเองเท่านั้น สาเหตุที่เด็กแฝดส่วนใหญ่ พูดช้าเพราะว่าอาจจะเกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น เด็กอาจจะคลอดก่อนกำหนด หรือมีความบกพร่องบางอย่างของระบบประสาทหรือสมอง การตอบสนองของเด็กแฝดจากแฝดคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งนั้น บางครั้งเด็กอาจจะเรียนรู้จากความใกล้ชิดไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่ว่าเด็กแฝดมีประสาทสัมผัสสามารถสื่อสารกันได้ หรือเด็กไม่สนใจสิ่งแวดล้อมภายนอก
จากการศึกษาต่อมาพบว่าในกรณีถ้าเด็กแฝด 2 คน แยกกันอยู่คนละจังหวัด เช่น ให้แฝดผู้พี่อยู่กรุงเทพฯและให้แฝดผู้น้องไปอยู่จังหวัดลพบุรี เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นกับแฝดผู้น้องที่อยู่ที่จังหวัดลพบุรี เช่น เกิดอุบัติเหตุ ไม่สบายอย่างหนัก เป็นต้น แฝดผู้พี่อยู่ที่กรุงเทพฯ ก็จะรับรู้ได้ว่าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันกับแฝดน้องโดยเรียกการรับรู้นี้ว่า extarsensory perception คือมีประสาทรับรู้ดีกว่าที่ควรจะเป็น และได้มีการทดลองโดยนำฝาแฝดมาเลือกไพ่ ปรากฏว่าฝาแฝดสามารถที่จะเลือกไพ่ได้ตรงกันประมาณร้อยละ 50 ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าฝาแฝดอาจจะถูกเลี้ยงดูมาด้วยกัน จึงมีพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน ความชอบตัวเลขก็จะใกล้เคียงกัน
TIPS
อินกับจัน เป็นเด็กฝาแฝด ตัวติดกันคู่แรกของโลก ที่มีอายุยืนยาวที่สุดถึง 62 ปี และได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊ก แต่ก่อนชาวต่างชาติไม่เคยพบเห็นเด็กฝาแฝดที่มีร่างกายติดกัน พอมาพบเด็กแฝดชาวไทย ชื่ออินกับจัน จึงเรียกเด็กฝาแฝดที่ตัวติดกันว่า Siamese Twin
ที่มา : ThaiGoodView การบ้านออนไลน์ ห้อง3/8 งานชิ้นที่1
http://202.44.68.33/node/21656?page=1
กุมารแพทย์สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
เด็กแฝดมี 2 ประเภทคือแฝดแท้ ซึ่งเกิดจากไข่ 1 ใบผสมกับอสุจิ 1 ตัวและเกิดการแบ่งตัวของเซลล์ไข่ ทำให้เกิดเด็กแฝดที่มีหน้าตาเหมือนกัน และเป็นเพศเดียวกัน ส่วนแฝดเที่ยม เกิดจากไข่ 2 ใบผสมกับอสุจิ 2 ตัว เด็กที่เกิดมาอาจจะมีหน้าตาไม่เหมือนกัน และ อาจจะไม่ใช่เพศเดียวกัน
มีความเชื่อที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณว่าเด็กแฝดจะมีประสาทสื่อถึงกันในกรณีถ้าเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงกับแฝดอีกคนหนึ่งซึ่งความเชื่อนี้เป็นความจริงหรือไม่
แพทย์หญิงรัตโนทัย พลับรู้การ กุมารแพทย์สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี อธิบายว่าคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า เด็กแฝดจะมีประสาทสัมผัสที่สามารถสื่อสารถึงกันได้ ซึ่งจะทำให้เด็กไม่สนใจต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก และมักจะสื่อสารกันเองระหว่างคู่แฝด จากการศึกษาพบว่าเด็กที่เป็นเด็กแฝดไม่ใช่ว่าจะสื่อสารเฉพาะแต่คู่ของตัวเองเท่านั้น สาเหตุที่เด็กแฝดส่วนใหญ่ พูดช้าเพราะว่าอาจจะเกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น เด็กอาจจะคลอดก่อนกำหนด หรือมีความบกพร่องบางอย่างของระบบประสาทหรือสมอง การตอบสนองของเด็กแฝดจากแฝดคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งนั้น บางครั้งเด็กอาจจะเรียนรู้จากความใกล้ชิดไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่ว่าเด็กแฝดมีประสาทสัมผัสสามารถสื่อสารกันได้ หรือเด็กไม่สนใจสิ่งแวดล้อมภายนอก
จากการศึกษาต่อมาพบว่าในกรณีถ้าเด็กแฝด 2 คน แยกกันอยู่คนละจังหวัด เช่น ให้แฝดผู้พี่อยู่กรุงเทพฯและให้แฝดผู้น้องไปอยู่จังหวัดลพบุรี เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นกับแฝดผู้น้องที่อยู่ที่จังหวัดลพบุรี เช่น เกิดอุบัติเหตุ ไม่สบายอย่างหนัก เป็นต้น แฝดผู้พี่อยู่ที่กรุงเทพฯ ก็จะรับรู้ได้ว่าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันกับแฝดน้องโดยเรียกการรับรู้นี้ว่า extarsensory perception คือมีประสาทรับรู้ดีกว่าที่ควรจะเป็น และได้มีการทดลองโดยนำฝาแฝดมาเลือกไพ่ ปรากฏว่าฝาแฝดสามารถที่จะเลือกไพ่ได้ตรงกันประมาณร้อยละ 50 ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าฝาแฝดอาจจะถูกเลี้ยงดูมาด้วยกัน จึงมีพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน ความชอบตัวเลขก็จะใกล้เคียงกัน
TIPS
อินกับจัน เป็นเด็กฝาแฝด ตัวติดกันคู่แรกของโลก ที่มีอายุยืนยาวที่สุดถึง 62 ปี และได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊ก แต่ก่อนชาวต่างชาติไม่เคยพบเห็นเด็กฝาแฝดที่มีร่างกายติดกัน พอมาพบเด็กแฝดชาวไทย ชื่ออินกับจัน จึงเรียกเด็กฝาแฝดที่ตัวติดกันว่า Siamese Twin
ที่มา : ThaiGoodView การบ้านออนไลน์ ห้อง3/8 งานชิ้นที่1
http://202.44.68.33/node/21656?page=1
กุมารแพทย์สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
คางทูม..เขียนเสือแล้วหาย?? เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบริเวณต่อมน้ำลายและลามไป ฟักเชื่อ 2-4 วันจะบวมออกมา จะเป็นไข้หวัด รักษาตามอาการก็หายได้เอง
เป็นคางทูม เขียนเสือแล้วหาย
เมื่อก่อนเราเป็นคางทูมกันจนแก้มโย้ พ่อแม่บางบ้านก็พาไปหาชินแสบ้างหมอชาวบ้านบ้าง ซินแสหรือหมอก็จะเขียนเสือเป็นตัวอักษรบ้าง เป็นรูปเสือบ้าง ในที่สุดก็หายเป็นปกติจริงๆ คนหลายคนก็เลยเชื่ออย่างปักใจเลยว่าต้องเขียนเสือไว้ คางทูมถึงจะกลัว พากันเลี้ยงเสือไว้บนคางกันเรื่อยมา
เรื่องนี้มีคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์มากกว่านั้นครับ
คางทูมเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่บริเวณต่อมน้ำลาย อาจจะเป็นต่อมเดียวก็ได้ หรือบางครั้งเชื้อโรคก็ลุกลามไปยังต่อมน้ำลายในบริเวณอื่นๆ
เชื้อไวรัสชนิดนี้มีช่องทางเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจเอาละอองเชื้อเข้าไป ต่อจากนั้นเชื้อจะไปแกะแน่นอยู่ที่เมือกในบริเวณทางเดินหายใจเพื่อฟักตัวโดยใช้เวลา ๒-๔ สัปดาห์ แล้วจึงแสดงอาการออกมา
โรคคางทูมมักจะทุเลาและหายได้เอง เพียงแต่ถ้ามีอาการไข้หรือปวด ก็จะใช้วิธีแก้ตามอาการ คือรับประทานยาแก้ปวดลดไข้เพื่อบรรเทาอาการ คางทูมจึงมีลักษณะเหมือนกับหวัด คือเป็นเองหายเองได้โดยไม่ต้องเขียนเสือครับ
ที่มา : คางทูม (Mumps/Epidemic parotitis)
http://thaiwonders.com/pharma/index.php?option=com_content&task=view&id=155&Itemid=49
วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
เรื่องนี้มีคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์มากกว่านั้นครับ
คางทูมเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่บริเวณต่อมน้ำลาย อาจจะเป็นต่อมเดียวก็ได้ หรือบางครั้งเชื้อโรคก็ลุกลามไปยังต่อมน้ำลายในบริเวณอื่นๆ
เชื้อไวรัสชนิดนี้มีช่องทางเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจเอาละอองเชื้อเข้าไป ต่อจากนั้นเชื้อจะไปแกะแน่นอยู่ที่เมือกในบริเวณทางเดินหายใจเพื่อฟักตัวโดยใช้เวลา ๒-๔ สัปดาห์ แล้วจึงแสดงอาการออกมา
โรคคางทูมมักจะทุเลาและหายได้เอง เพียงแต่ถ้ามีอาการไข้หรือปวด ก็จะใช้วิธีแก้ตามอาการ คือรับประทานยาแก้ปวดลดไข้เพื่อบรรเทาอาการ คางทูมจึงมีลักษณะเหมือนกับหวัด คือเป็นเองหายเองได้โดยไม่ต้องเขียนเสือครับ
ที่มา : คางทูม (Mumps/Epidemic parotitis)
http://thaiwonders.com/pharma/index.php?option=com_content&task=view&id=155&Itemid=49
วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
แมวตาเพชร..พิเศษหรือพิการ?? คือแมวที่มีความผิดปกติ เป็นโรคตาที่เรียกว่าต้อ อาการตาบวมโตขึ้น ตัวเลนส์มีสีขุ่นมัวและมีประกายออกมา แมวป่วยทางตา
แมวตาเพชร...พิเศษหรือพิการ
มนุษย์มีธรรมชาติอย่างหนึ่งคือชอบสะสมของแปลกๆหรือสิ่งแปลกๆ ไว้ใกล้ตัว เพราะเชื่อว่าจะนำสิริมงคลมาให้ สะสมไปถึงขั้นเลี้ยงสัตว์ที่แปลก อย่างแมวตาเพชรหรือเพชรตาแมว
ได้ยินข่าวเป็นระยะๆ ว่ามีคนได้เพชรตาแมวมาจากแมวตัวนั้นตัวนี้ และยังบอกสำทับมาด้วยว่าจะทำให้เกิดโชคลาภต่างๆ นานา ยอมเสียสตางค์ซื้อแมวหลายแสนบาท หรือ เป็นล้านบาทก็ยังมี
ผลสุดท้ายต้องมานั่งซอกซ้ำใจ เพราะเมื่อแมวตัวนั้นตายไปแล้วปรากฏว่าสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเพชรในตาแมวเหล่านั้นก็สูญสลายหายไปหมด กลายเป็นส่วนหนึ่งของซากแมว เพราะความแวววาวเหมือนอัญมณีนั้นก็คือเลนส์ตาซึ่งเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของแมวเท่านั้นเอง
สิ่งที่เราเรียกว่าเพชรตาแมวนั้น แท้ที่จริงคือแมวที่มีความผิดปกติ คือเป็นโรคตาที่เรียกว่าต้อ เหมือนกรณีของคน อาการที่แสดงคือตาบวมโตขึ้น ตัวเลนส์จะมีสีขุ่นมัวและมีประกายออกมาเสียด้วย มองผาดๆ แล้วก็นึกว่าเป็นตาเพชร ความจริงคือแมวป่วยทางตาเท่านั้นเอง ไม่ใช่อาถรรพ์ของเพชรตาแมวที่ไหนเลยครับ
แมวดำ...แมวธรรมดาหรือน่ากลัว
แมวเป็นสัตว์ที่มนุษย์เลี้ยงมานานแล้วและเป็นที่รักของหลายคน เพราะมีนิสัยขี้ประจบ แต่ก็เป็นตัวของตัวเอง
ลักษณะและสีของแมวมีความหมายในทางชีวภาพ แต่มนุษย์ก็มากำหนดสัญลักษณ์กันใหม่อีก แมวที่มีสีดำกลายเป็นเครื่องหมายแห่งความอัปมงคล คนส่วนใหญ่จึงเชื่อกันว่าแมวดำเป็นสัญลักษณ์แห่งความกลัวและภูติผีปีศาจ
แท้ที่จริงแล้วแมวดำก็คือแมวปกติชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง จะเป็นแมวไทยหรือแมวเทศก็เหมือนกัน ไม่มีคำอธิบายใดๆเลยที่จะบ่งบอกว่าแมวดำมีความร้ายกาจกว่าแมวสีอื่น อาจจะเป็นเพราะสีดำดูน่ากลัวน่าเกรงขาม คนเลยจับใส่ในเรื่องผีสางเสียเลย
มนุษย์มีธรรมชาติประหลาด ชอบแบ่งดำแบ่งขาว แบ่งเขาแบ่งเรา ในที่สุดก็เลยเถิดมาแบ่งสัตว์ให้เป็นสัตว์มงคลหรืออวมงคล ไม่ยุติธรรมและไม่เป็นวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย อัปมงคลเกิดจากคน อย่าไปโทษแมวเลยครับ
ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
สนุกกูรู http://guru.sanook.com/answer/read_question.php?q_id=50475
ศูนย์แบ่งปันความรู้ ม.น.ข
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
มนุษย์มีธรรมชาติอย่างหนึ่งคือชอบสะสมของแปลกๆหรือสิ่งแปลกๆ ไว้ใกล้ตัว เพราะเชื่อว่าจะนำสิริมงคลมาให้ สะสมไปถึงขั้นเลี้ยงสัตว์ที่แปลก อย่างแมวตาเพชรหรือเพชรตาแมว
ได้ยินข่าวเป็นระยะๆ ว่ามีคนได้เพชรตาแมวมาจากแมวตัวนั้นตัวนี้ และยังบอกสำทับมาด้วยว่าจะทำให้เกิดโชคลาภต่างๆ นานา ยอมเสียสตางค์ซื้อแมวหลายแสนบาท หรือ เป็นล้านบาทก็ยังมี
ผลสุดท้ายต้องมานั่งซอกซ้ำใจ เพราะเมื่อแมวตัวนั้นตายไปแล้วปรากฏว่าสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเพชรในตาแมวเหล่านั้นก็สูญสลายหายไปหมด กลายเป็นส่วนหนึ่งของซากแมว เพราะความแวววาวเหมือนอัญมณีนั้นก็คือเลนส์ตาซึ่งเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของแมวเท่านั้นเอง
สิ่งที่เราเรียกว่าเพชรตาแมวนั้น แท้ที่จริงคือแมวที่มีความผิดปกติ คือเป็นโรคตาที่เรียกว่าต้อ เหมือนกรณีของคน อาการที่แสดงคือตาบวมโตขึ้น ตัวเลนส์จะมีสีขุ่นมัวและมีประกายออกมาเสียด้วย มองผาดๆ แล้วก็นึกว่าเป็นตาเพชร ความจริงคือแมวป่วยทางตาเท่านั้นเอง ไม่ใช่อาถรรพ์ของเพชรตาแมวที่ไหนเลยครับ
แมวดำ...แมวธรรมดาหรือน่ากลัว
แมวเป็นสัตว์ที่มนุษย์เลี้ยงมานานแล้วและเป็นที่รักของหลายคน เพราะมีนิสัยขี้ประจบ แต่ก็เป็นตัวของตัวเอง
ลักษณะและสีของแมวมีความหมายในทางชีวภาพ แต่มนุษย์ก็มากำหนดสัญลักษณ์กันใหม่อีก แมวที่มีสีดำกลายเป็นเครื่องหมายแห่งความอัปมงคล คนส่วนใหญ่จึงเชื่อกันว่าแมวดำเป็นสัญลักษณ์แห่งความกลัวและภูติผีปีศาจ
แท้ที่จริงแล้วแมวดำก็คือแมวปกติชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง จะเป็นแมวไทยหรือแมวเทศก็เหมือนกัน ไม่มีคำอธิบายใดๆเลยที่จะบ่งบอกว่าแมวดำมีความร้ายกาจกว่าแมวสีอื่น อาจจะเป็นเพราะสีดำดูน่ากลัวน่าเกรงขาม คนเลยจับใส่ในเรื่องผีสางเสียเลย
มนุษย์มีธรรมชาติประหลาด ชอบแบ่งดำแบ่งขาว แบ่งเขาแบ่งเรา ในที่สุดก็เลยเถิดมาแบ่งสัตว์ให้เป็นสัตว์มงคลหรืออวมงคล ไม่ยุติธรรมและไม่เป็นวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย อัปมงคลเกิดจากคน อย่าไปโทษแมวเลยครับ
ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
สนุกกูรู http://guru.sanook.com/answer/read_question.php?q_id=50475
ศูนย์แบ่งปันความรู้ ม.น.ข
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ตกหมอน?? อาการปวดคอจนเอี้ยวไม่ได้ เกิดจากเอ็น กล้ามเนื้อ ไขกระดูกต้นคอผิดปกติ เหตุจาก นั่งเครียด เขียนนาน ใช้กล้ามเนื้อเยอะ ไม่เกี่ยวกับหมอน
ความจริงของการตกหมอน
เคยตื่นนอนตอนเช้าแล้วเมื่อยต้นคอหรือปวดต้นคอจนเอี้ยวไม่ได้หรือก้มเงยก็ไม่ได้บ้างไหมครับ บางคนบอกทันทีว่านั่นละอาการตกหมอนละ จนหลายคนถึงกับนำหมอนไปตากแดดเพื่อแก้เคล็ดด้วยซ้ำไป ตกลงอาการที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าการตกหมอน จริงๆคืออะไร?
อาการที่เรียกกันว่านอนตกหมอนนั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการนอนตกหมอนเลย อาการปวดต้นคอนั้นเกิดจากความผิดปกติที่เอ็น กล้ามเนื้อ กระดูกหรือไขข้อกระดูกต้นคอ โดยอาจมีสาเหตุมาจากการนั่งเครียดอยู่กับงานตลอดทั้งวัน การอ่านเขียนนานๆ การใช้คอมพิวเตอร์นานๆ รวมทั้งเกิดจากความเครียด สิ่งเหล่านี้เมื่อสะสมนานเข้าจะทำให้ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดเอว และปวดต้นคอด้วย สาเหตุอีกอย่างหนึ่งคือการเล่นกีฬาที่ต้องใช้กล้ามเนื้อคอมากๆ เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็จะปวดต้นคอได้เหมือนกัน
ข้อสำคัญก็คือ เมื่อเกิดอาการปวดต้นคอแล้ว ห้ามบีบนวดเป็นอันขาด เพราะกล้ามเนื้อจะชอกช้ำและอักเสบมากขึ้น
นี่คือเรื่องของอาการตกหมอนที่ไม่เกี่ยวอะไรกับหมอนเลยครับ
ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
ศูนย์แบ่งปันความรู้ ม.น.ข
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
เคยตื่นนอนตอนเช้าแล้วเมื่อยต้นคอหรือปวดต้นคอจนเอี้ยวไม่ได้หรือก้มเงยก็ไม่ได้บ้างไหมครับ บางคนบอกทันทีว่านั่นละอาการตกหมอนละ จนหลายคนถึงกับนำหมอนไปตากแดดเพื่อแก้เคล็ดด้วยซ้ำไป ตกลงอาการที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าการตกหมอน จริงๆคืออะไร?
อาการที่เรียกกันว่านอนตกหมอนนั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการนอนตกหมอนเลย อาการปวดต้นคอนั้นเกิดจากความผิดปกติที่เอ็น กล้ามเนื้อ กระดูกหรือไขข้อกระดูกต้นคอ โดยอาจมีสาเหตุมาจากการนั่งเครียดอยู่กับงานตลอดทั้งวัน การอ่านเขียนนานๆ การใช้คอมพิวเตอร์นานๆ รวมทั้งเกิดจากความเครียด สิ่งเหล่านี้เมื่อสะสมนานเข้าจะทำให้ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดเอว และปวดต้นคอด้วย สาเหตุอีกอย่างหนึ่งคือการเล่นกีฬาที่ต้องใช้กล้ามเนื้อคอมากๆ เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็จะปวดต้นคอได้เหมือนกัน
ข้อสำคัญก็คือ เมื่อเกิดอาการปวดต้นคอแล้ว ห้ามบีบนวดเป็นอันขาด เพราะกล้ามเนื้อจะชอกช้ำและอักเสบมากขึ้น
นี่คือเรื่องของอาการตกหมอนที่ไม่เกี่ยวอะไรกับหมอนเลยครับ
ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
ศูนย์แบ่งปันความรู้ ม.น.ข
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
เสาทำไมตกน้ำมัน?? ไม้บางชนิด เช่น วงศ์ไม้ยาง ตะเคียน เต็ง รัง มีท่อยางเรียกกัมดักต์(gum duct) หรือกัมคาแนล(gum canal) เมื่อร้อน จะมียางออกมา
เสาตกน้ำมัน...อาถรรพ์หรือมันเป็นเช่นนั้นเอง
บางคนกลัวเสาตกน้ำมันชนิดไม่ยอมอยู่ในบ้านนั้นเลยทีเดียว เพราะเชื่อเป็นตุเป็นตะว่าเป็นเสาที่มีวิญญาณสิงสถิตอยู่
ก่อนจะโทษผีว่าเป็นสาเหตุ ลองมาดูเหตุผลด้านวิทยาศาสตร์กันสักหน่อย
ภาวะที่ทำให้เกิดเสาตกน้ำมันหรือไม้ตกน้ำมัน ความจริงก็ไม่ได้เกิดกับไม้ทุกชนิด จะมีไม้บางชนิดเท่านั้นที่ตกน้ำมันได้และเป็นลักษณะเด่นของไม้นั้น เช่น ไม้ในวงศ์ไม้ยาง อย่างไม้ตะเคียนทอง ไม้ตะเคียนชันตาแมว ไม้ไผ่เขียว ไม้เต็ง ไม้รัง ฯลฯ ไม้เหล่านี้จะมี ท่อน้ำยางหรือกัมดักต์ (gum duct) หรือกัมคาแนล (gum canal) ในภาษาอังกฤษ เมื่อเรานำไปใช้งานในลักษณะที่ถูกความร้อน บางครั้งน้ำยางในท่อก็จะถูกหลอมเหลวออกมา จึงดูเหมือนไม้ตกน้ำมัน ซึ่งความจริงคือการตกน้ำยางนั่นเอง
เสาตกน้ำมันอันที่จริงคือลักษณะตามธรรมชาติของเนื้อไม้บางประเภทเท่านั้นเองครับ ปล่อยผีอยู่ส่วนผีเถิด อย่าไปอ้างแกเลย
ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
วิชาการดอทคอม, ห้องสมุดวิทยพัฒน์
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็
บางคนกลัวเสาตกน้ำมันชนิดไม่ยอมอยู่ในบ้านนั้นเลยทีเดียว เพราะเชื่อเป็นตุเป็นตะว่าเป็นเสาที่มีวิญญาณสิงสถิตอยู่
ก่อนจะโทษผีว่าเป็นสาเหตุ ลองมาดูเหตุผลด้านวิทยาศาสตร์กันสักหน่อย
ภาวะที่ทำให้เกิดเสาตกน้ำมันหรือไม้ตกน้ำมัน ความจริงก็ไม่ได้เกิดกับไม้ทุกชนิด จะมีไม้บางชนิดเท่านั้นที่ตกน้ำมันได้และเป็นลักษณะเด่นของไม้นั้น เช่น ไม้ในวงศ์ไม้ยาง อย่างไม้ตะเคียนทอง ไม้ตะเคียนชันตาแมว ไม้ไผ่เขียว ไม้เต็ง ไม้รัง ฯลฯ ไม้เหล่านี้จะมี ท่อน้ำยางหรือกัมดักต์ (gum duct) หรือกัมคาแนล (gum canal) ในภาษาอังกฤษ เมื่อเรานำไปใช้งานในลักษณะที่ถูกความร้อน บางครั้งน้ำยางในท่อก็จะถูกหลอมเหลวออกมา จึงดูเหมือนไม้ตกน้ำมัน ซึ่งความจริงคือการตกน้ำยางนั่นเอง
เสาตกน้ำมันอันที่จริงคือลักษณะตามธรรมชาติของเนื้อไม้บางประเภทเท่านั้นเองครับ ปล่อยผีอยู่ส่วนผีเถิด อย่าไปอ้างแกเลย
ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
วิชาการดอทคอม, ห้องสมุดวิทยพัฒน์
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็
ระลึกชาติ..วิทย์?? อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าพาไรด์ไซโคโลยี คล้ายกับเรื่องสัมผัสที่ 6 (the sixth sense) ยอมรับว่าเป็นพรสวรรค์อันวิเศษของคนบางคน
ระลึกชาติ! วิทยาศาสตร์อธิบายว่าอย่างไร??

ในขณะที่ในต่างประเทศนั้น มีความเห็นเกี่ยวกับการระลึกชาติไว้เช่นกัน
นักวิจัยเอกของมหาวิทยาลัยมาสสตริตท์ ของฮอลันดา นายมาเตน ปีเตอร์ส กับคณะกล่าวว่า ได้ลงความเห็นจากผลของการทำวิจัย กับกลุ่มตัวอย่าง ด้วยการแบ่งกลุ่มตัวอย่างเหล่านั้นเป็น 2 พวก พวกแรกโดนถูกสะกดจิตให้เชื่อมั่นว่าพวกตนเคยเกิดมาแล้วในชาติก่อน ส่วนอีกพวกถูกปล่อยไว้ตามปกติ หลังจากนั้นได้ขอให้ทั้งสองกลุ่ม อ่านรายชื่อคนที่ไม่มีชื่อเสียงจำนวน 40 ชื่อ แล้วพักไว้ 2 ชม. จึงให้อ่านรายชื่ออีกแผ่นหนึ่ง ซึ่งจะมีทั้งชื่อผู้ที่ไม่มีชื่อเสียงเหมือนอย่างตามแผ่นแรก ผู้ที่มีชื่อเสียง และรายชื่อผู้ที่ไม่มีชื่อเสียงที่เอาเพิ่มเข้ามาใหม่อยู่ด้วย โดยขอให้ บอกว่าผู้ที่มีชื่อเสียงนั้นมีใครบ้าง
นักวิจัยพบว่า กลุ่มที่ถูกสะกดจิตมา จะพากันระบุชื่อผิดพลาดไปมากเกือบ 2 เท่าของอีกกลุ่มหนึ่งเฉพาะอย่างยิ่งชอบจับเอาชื่อคนที่ไม่มีชื่อเสียง ตามที่ได้อ่านไปหนแรก มาบอกว่าเป็นผู้มีชื่อเสียง ความผิดพลาดเช่นนี้ เรียกกันว่าจำแหล่งความจำสับกัน ส่อว่าจำที่มาของความจำไม่ได้ นักจิตวิทยาริชาร์ด แมค-แนลลี มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ของสหรัฐฯ ก็เคยพบว่า ผู้ที่อ้างว่าเคยโดนมนุษย์ต่างดาวจับเอาตัวไป ก็มักจะมีความผิดพลาดเช่นนี้มากกว่าปกติเกือบสองเท่าเช่นกัน
หัวหน้านักวิจัยบอกว่า ผู้ที่มีความผิดพลาดแบบนี้ อาจจะเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงในที่สุดได้ เพราะเหตุว่าแยกสิ่งที่เกิดขึ้นจริง กับสิ่งซึ่งถูกปลูกฝังมาไม่ออก.
กลุ่มที่มีความคิดเป็นกลางพอจะนั่งทนฟังได้บ้าง และกลุ่มเสียงข้างน้อยที่มีความเชื่อถืออย่างสนิทแนบแน่น ความเชื่อเรื่องการระลึกชาติ เป็นความต้องการของมนุษย์ที่ไม่อาจยอมรับความจริงเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ต้องการความหวังว่ายังมีมิติที่ลึกซึ้งขึ้นไปหรือลงไปอีกหลายมิติ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายศาสนาไม่ได้ปฏิเสธ แต่ไม่สนับสนุน ผู้นำในศาสนาพุทธชี้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรให้ความสนใจ แต่ควรเน้นการปฏิบัติชีวิตในปัจจุบันให้ดี ชาติก่อนจะมีหรือไม่ หรือจะเป็นอะไรก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
สมาคมศิษย์เก่าแพทย์เชียงใหม่ : อ้างผู้ระลึกชาติความจำผิดปกติ http://www.med.cmu.ac.th/alumni/webboard/QAview.asp?id=29
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
หลายคนเชื่อเรื่องการระลึกชาติ เห็นว่าเป็นพรสวรรค์อันวิเศษของคนบางคน และเชื่อมโยงไปถึงความสามารถอีกหลายอย่างในด้านการคาดคะเนหรือพยากรณ์ อันเป็นไสยศาสตร์รูปหนึ่ง หลักฐานที่อ้างว่าเป็นการระลึกชาติหลายเรื่องก็น่าสนใจชวนให้เชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง แต่น่าจะลองดูว่าคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์นั้นมีอะไรบ้าง
นักจิตวิทยาอธิบายว่าคนที่สนใจเรื่องเหล่านี้ อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าพาไรด์ไซโคโลยี คล้ายกับเรื่องของสัมผัสที่ ๖ (the sixth sense) คนเหล่านี้มักแบ่งเป็นสามกลุ่ม คือ กลุ่มที่ปฏิเสธ ทั้งหมดหรือโดยสิ้นเชิง โดยใช้เหตุผลว่าเป็นไปไม่ได้เลยในทางวิทยาศาสตร์
ในขณะที่ในต่างประเทศนั้น มีความเห็นเกี่ยวกับการระลึกชาติไว้เช่นกัน
นักวิจัยเอกของมหาวิทยาลัยมาสสตริตท์ ของฮอลันดา นายมาเตน ปีเตอร์ส กับคณะกล่าวว่า ได้ลงความเห็นจากผลของการทำวิจัย กับกลุ่มตัวอย่าง ด้วยการแบ่งกลุ่มตัวอย่างเหล่านั้นเป็น 2 พวก พวกแรกโดนถูกสะกดจิตให้เชื่อมั่นว่าพวกตนเคยเกิดมาแล้วในชาติก่อน ส่วนอีกพวกถูกปล่อยไว้ตามปกติ หลังจากนั้นได้ขอให้ทั้งสองกลุ่ม อ่านรายชื่อคนที่ไม่มีชื่อเสียงจำนวน 40 ชื่อ แล้วพักไว้ 2 ชม. จึงให้อ่านรายชื่ออีกแผ่นหนึ่ง ซึ่งจะมีทั้งชื่อผู้ที่ไม่มีชื่อเสียงเหมือนอย่างตามแผ่นแรก ผู้ที่มีชื่อเสียง และรายชื่อผู้ที่ไม่มีชื่อเสียงที่เอาเพิ่มเข้ามาใหม่อยู่ด้วย โดยขอให้ บอกว่าผู้ที่มีชื่อเสียงนั้นมีใครบ้าง
นักวิจัยพบว่า กลุ่มที่ถูกสะกดจิตมา จะพากันระบุชื่อผิดพลาดไปมากเกือบ 2 เท่าของอีกกลุ่มหนึ่งเฉพาะอย่างยิ่งชอบจับเอาชื่อคนที่ไม่มีชื่อเสียง ตามที่ได้อ่านไปหนแรก มาบอกว่าเป็นผู้มีชื่อเสียง ความผิดพลาดเช่นนี้ เรียกกันว่าจำแหล่งความจำสับกัน ส่อว่าจำที่มาของความจำไม่ได้ นักจิตวิทยาริชาร์ด แมค-แนลลี มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ของสหรัฐฯ ก็เคยพบว่า ผู้ที่อ้างว่าเคยโดนมนุษย์ต่างดาวจับเอาตัวไป ก็มักจะมีความผิดพลาดเช่นนี้มากกว่าปกติเกือบสองเท่าเช่นกัน
หัวหน้านักวิจัยบอกว่า ผู้ที่มีความผิดพลาดแบบนี้ อาจจะเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงในที่สุดได้ เพราะเหตุว่าแยกสิ่งที่เกิดขึ้นจริง กับสิ่งซึ่งถูกปลูกฝังมาไม่ออก.
กลุ่มที่มีความคิดเป็นกลางพอจะนั่งทนฟังได้บ้าง และกลุ่มเสียงข้างน้อยที่มีความเชื่อถืออย่างสนิทแนบแน่น ความเชื่อเรื่องการระลึกชาติ เป็นความต้องการของมนุษย์ที่ไม่อาจยอมรับความจริงเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ต้องการความหวังว่ายังมีมิติที่ลึกซึ้งขึ้นไปหรือลงไปอีกหลายมิติ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายศาสนาไม่ได้ปฏิเสธ แต่ไม่สนับสนุน ผู้นำในศาสนาพุทธชี้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรให้ความสนใจ แต่ควรเน้นการปฏิบัติชีวิตในปัจจุบันให้ดี ชาติก่อนจะมีหรือไม่ หรือจะเป็นอะไรก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ที่มา : วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
สมาคมศิษย์เก่าแพทย์เชียงใหม่ : อ้างผู้ระลึกชาติความจำผิดปกติ http://www.med.cmu.ac.th/alumni/webboard/QAview.asp?id=29
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ที่มาชูนิ้วกลาง? สื่อถึงช้างน้อยชินจัง 2500ปีที่แล้ว ชูครั้งแรกในละครของกรีก The Cloulds ของอริสโตฟาเนส เรียก "ดิจิตุส อินฟามุส" =นิ่วทะลึ่ง
ที่มาของการชูนิ้วกลาง
นิ้วกลางเป็นสัญลักษณ์ขององคชาตมานานแล้วในวัฒนธรรมของยุโรปซึ่งอาจเป็นเพราะความที่เป็นนิ้วที่ยาวที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ แต่คำด่านี้บ่งบอกถึงการก้าวร้าวมากกว่าจะหมายถึงเรื่องเพศ
การชูนิ้วกลางเป็นสัญลักษณ์ของการด่าแทนคำพูดที่ถือว่าหยาบคายมากที่สุดของฝรั่งและรู้จักทำกันไปทั่วโลก หากใครโดนเข้าก็หมายถึงว่าถูกผรุสวาท (แบบเงียบๆ) ว่า "Fuck you" ซึ่งเป็นคำด่าหยาบโลนของฝรั่ง ทั้งนี้เพราะทราบกันดีว่านิ้วกลางนั้นเป็นสัญลักษณ์หมายถึงองคชาตนั่นเอง
สำหรับที่มาของกิริยาด่าแทนคำพูดนี้มีการคาดการณ์ไปในหลายทาง โดยอาจจะมีต้นกำเนิดย้อนไปถึง 2,500 ปีเลยทีเดียว เมื่อมีการอ้างถึง "การชูนิ้วกลาง" เป็นครั้งแรกในบทละครคอมเมอดีของกรีกโบราณ เรื่อง "The Cloulds ของอริสโตฟาเนสเมื่อ 423 ปีก่อนคริสตศักราช ขณะที่ชาวโรมันยังตั้งชื่อพิเศษสำหรับนิ้วกลางไว้ด้วยโดยพวกเขาเรียกมันว่า "ดิจิตุส อินฟามุส" ซึ่งมีความหมายในทำนองว่า เป็นนิ้วทุเรศ หรือนิ้วทะลึ่ง
นอกจากนี้ ชาวโรมันยังคงเห็นภาพองคชาติเป็นเสมือนเครื่องรางต่อสู้กับคำสาปชั่วร้าย ดังนั้น การชูนิ้วกลางให้คนอื่นจึงอาจจะไม่ใช่คำด่าในเชิงหยาบโลน แต่น่าจะเป็นการกล่าวข่มขวัญมากกว่าว่า "ฉันจะป้องกันตัวเองจากมนต์ดำของแก ก่อนที่แกจะได้เริ่มใช้มันซะอีก" กระนั้นก็ตาม ยังมีที่มาของการด่าด้วยการชูนิ้วกลางอีกด้วยว่าเกี่ยวข้องกับ เรื่องที่ชาวนาโบราณจะใช้นิ้วกลางทดสอบแม่ไก่ว่ากำลังออกไข่หรือไม่
การแสดงอาการดังกล่าว ยังคงแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น ในอังกฤษ อาจจะชูนิ้วกลางขึ้นโดดๆ หรือชูพร้อมกับนิ้วชี้และหันอุ้งมือเข้าข้างในและในการพิจารณาคดีหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ในแดนปลาดิบศาลขอญี่ปุ่นยังได้ตัดสินว่า การแสดงสัญลักษณ์โดยการชูด้านหลังของนิ้วกลางของมือข้างขวาแล้วหันลงถือว่าเป็นการกระทำหมิ่นประมาท หรือการยั่วยุแม้ว่ามันจะเป็นสัญลักษณ์ไม่สามัญเท่ากับในสหรัฐฯก็ตาม"
ที่มา 108 ซองคำถาม
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
นิ้วกลางเป็นสัญลักษณ์ขององคชาตมานานแล้วในวัฒนธรรมของยุโรปซึ่งอาจเป็นเพราะความที่เป็นนิ้วที่ยาวที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ แต่คำด่านี้บ่งบอกถึงการก้าวร้าวมากกว่าจะหมายถึงเรื่องเพศ
การชูนิ้วกลางเป็นสัญลักษณ์ของการด่าแทนคำพูดที่ถือว่าหยาบคายมากที่สุดของฝรั่งและรู้จักทำกันไปทั่วโลก หากใครโดนเข้าก็หมายถึงว่าถูกผรุสวาท (แบบเงียบๆ) ว่า "Fuck you" ซึ่งเป็นคำด่าหยาบโลนของฝรั่ง ทั้งนี้เพราะทราบกันดีว่านิ้วกลางนั้นเป็นสัญลักษณ์หมายถึงองคชาตนั่นเอง
สำหรับที่มาของกิริยาด่าแทนคำพูดนี้มีการคาดการณ์ไปในหลายทาง โดยอาจจะมีต้นกำเนิดย้อนไปถึง 2,500 ปีเลยทีเดียว เมื่อมีการอ้างถึง "การชูนิ้วกลาง" เป็นครั้งแรกในบทละครคอมเมอดีของกรีกโบราณ เรื่อง "The Cloulds ของอริสโตฟาเนสเมื่อ 423 ปีก่อนคริสตศักราช ขณะที่ชาวโรมันยังตั้งชื่อพิเศษสำหรับนิ้วกลางไว้ด้วยโดยพวกเขาเรียกมันว่า "ดิจิตุส อินฟามุส" ซึ่งมีความหมายในทำนองว่า เป็นนิ้วทุเรศ หรือนิ้วทะลึ่ง
นอกจากนี้ ชาวโรมันยังคงเห็นภาพองคชาติเป็นเสมือนเครื่องรางต่อสู้กับคำสาปชั่วร้าย ดังนั้น การชูนิ้วกลางให้คนอื่นจึงอาจจะไม่ใช่คำด่าในเชิงหยาบโลน แต่น่าจะเป็นการกล่าวข่มขวัญมากกว่าว่า "ฉันจะป้องกันตัวเองจากมนต์ดำของแก ก่อนที่แกจะได้เริ่มใช้มันซะอีก" กระนั้นก็ตาม ยังมีที่มาของการด่าด้วยการชูนิ้วกลางอีกด้วยว่าเกี่ยวข้องกับ เรื่องที่ชาวนาโบราณจะใช้นิ้วกลางทดสอบแม่ไก่ว่ากำลังออกไข่หรือไม่
การแสดงอาการดังกล่าว ยังคงแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น ในอังกฤษ อาจจะชูนิ้วกลางขึ้นโดดๆ หรือชูพร้อมกับนิ้วชี้และหันอุ้งมือเข้าข้างในและในการพิจารณาคดีหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ในแดนปลาดิบศาลขอญี่ปุ่นยังได้ตัดสินว่า การแสดงสัญลักษณ์โดยการชูด้านหลังของนิ้วกลางของมือข้างขวาแล้วหันลงถือว่าเป็นการกระทำหมิ่นประมาท หรือการยั่วยุแม้ว่ามันจะเป็นสัญลักษณ์ไม่สามัญเท่ากับในสหรัฐฯก็ตาม"
ที่มา 108 ซองคำถาม
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ไม่ได้เป็นผีแต่ทำไมชื่อ "ผีเสื้อ"?? มาจาก"เชื้อ" เป็นผีเชื้อสายหรือเทวดาที่คุ้มครองรักษาเมือง สำเนียงต่างกัน ผีเชื้อจึงกลายเป็นผีเซื่อ(ผีเสื้อ)
ไม่ได้เป็นผีแต่ทำไมชื่อ "ผีเสื้อ"
มีคนเคยสันนิษฐานคำว่าพระเสื้อเมืองทรงเมือง ว่า "เสื้อ" คำนี้คงจะเป็น "เชื้อ" คือเชื้อสายพระเสื้อเมืองก็คือพระเชื้อเมือง โดยหมายถึงว่าเป็นผีเชื้อสายหรือเทวดาที่คุ้มครองรักษาเมืองตามลัทธิของไทยโบราณที่นับถือผีบรรพบุรษปู่ย่าตายาย
สำเนียงไทยทางเหนือบางเหล่าพูดเพี้ยนแปร่งออกเสียงเชื้อเป็นเซื่อหรือเสื้อ พระเชื้อเมืองจึงกลายเป็นเพระเสื้อเมือง เมื่อเขียนแล้ว
ผู้เขียนได้พบท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนท่านบอกว่าชอบกล ทำให้ท่านนึกถึงแมลงผีเสื้ออีกอย่างหนึ่งไทยทางเหนือเขาก็ถือกันว่าเป็นผี เพราะถ้าบินมามากๆแล้วทำให้เกิดความเจ็บไข้ตายกันได้ จากปากคำของท่านเสฐียรโกเศศอันเป็นที่เคารพนับถึอ ประกอบกับการได้อ่านพบอะไรมาบางอย่าง จึงทำให้สันนิษฐานว่าผีเสื้อนี้คงจะเป็นผีเชื้ออีกเหมือนกัน
ที่ผู้เขียนได้อ่านพบก็คือในพวกพม่าไทยใหญ่เขาถือกันว่า วิญญาณของคนเหมือนผีเสื้อโบยบินท่องเที่ยวไป ผีเสื้อจึงน่าจะตรงกับผีเชื้อ คือผีเชื้อสายปู่ย่าตายาย ตามที่กล่าวมานี้
จึงสันนิษฐานว่าตัวแมลงที่เราเรียกกันว่าผีเสื้อนี้คงจะมีมูลมาจากไทยเดิมถือกันว่า เป็นวิญญาณของผีเชื้อสาย จึงได้เรียกกันว่าผีเชื้อ แต่หากสำเนียงต่างกัน ผีเชื้อจึงกลายเป็นผีเซื่อ
(ถ้าให้ไทยทางเหนือและอีสานเรียกผีเสื้อเราจะฟังออกเสียงเป็นเซื่อชัดๆ) ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นผีเสื้อทำนองเดียวกับพระเชื้อเมืองเป็นพระเสื้อเมืองนั่นเอง
ที่มา 108 ซองคำถาม
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
มีคนเคยสันนิษฐานคำว่าพระเสื้อเมืองทรงเมือง ว่า "เสื้อ" คำนี้คงจะเป็น "เชื้อ" คือเชื้อสายพระเสื้อเมืองก็คือพระเชื้อเมือง โดยหมายถึงว่าเป็นผีเชื้อสายหรือเทวดาที่คุ้มครองรักษาเมืองตามลัทธิของไทยโบราณที่นับถือผีบรรพบุรษปู่ย่าตายาย
สำเนียงไทยทางเหนือบางเหล่าพูดเพี้ยนแปร่งออกเสียงเชื้อเป็นเซื่อหรือเสื้อ พระเชื้อเมืองจึงกลายเป็นเพระเสื้อเมือง เมื่อเขียนแล้ว
ผู้เขียนได้พบท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนท่านบอกว่าชอบกล ทำให้ท่านนึกถึงแมลงผีเสื้ออีกอย่างหนึ่งไทยทางเหนือเขาก็ถือกันว่าเป็นผี เพราะถ้าบินมามากๆแล้วทำให้เกิดความเจ็บไข้ตายกันได้ จากปากคำของท่านเสฐียรโกเศศอันเป็นที่เคารพนับถึอ ประกอบกับการได้อ่านพบอะไรมาบางอย่าง จึงทำให้สันนิษฐานว่าผีเสื้อนี้คงจะเป็นผีเชื้ออีกเหมือนกัน
ที่ผู้เขียนได้อ่านพบก็คือในพวกพม่าไทยใหญ่เขาถือกันว่า วิญญาณของคนเหมือนผีเสื้อโบยบินท่องเที่ยวไป ผีเสื้อจึงน่าจะตรงกับผีเชื้อ คือผีเชื้อสายปู่ย่าตายาย ตามที่กล่าวมานี้
จึงสันนิษฐานว่าตัวแมลงที่เราเรียกกันว่าผีเสื้อนี้คงจะมีมูลมาจากไทยเดิมถือกันว่า เป็นวิญญาณของผีเชื้อสาย จึงได้เรียกกันว่าผีเชื้อ แต่หากสำเนียงต่างกัน ผีเชื้อจึงกลายเป็นผีเซื่อ
(ถ้าให้ไทยทางเหนือและอีสานเรียกผีเสื้อเราจะฟังออกเสียงเป็นเซื่อชัดๆ) ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นผีเสื้อทำนองเดียวกับพระเชื้อเมืองเป็นพระเสื้อเมืองนั่นเอง
ที่มา 108 ซองคำถาม
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ไม้กวาดแฮรี่?? ยกตัวบนอากาศได้ต้องชนะโน้มถ่วงด้วยสร้างพลังแม่เหล็กที่สมบูรณ์ ตาม Andre Geim จาก #NED ได้ทดลองยกกบตัวเล็กให้ลอยกลางอากาศ(ต่อ)
วิทยาศาสตร์บนไม้กวาดของพ่อมด "แฮรี่ พ็อตเตอร์"
แฮร์รี่ พอตเตอร์ขึ้นบินครั้งแรกด้วยไม้กวาดของโรงเรียนฮอกวอตส์ในวิชาฝึกบินของมาดามฮูช แต่ไม้กวาดด้ามแรกที่เป็นของเขาเอง คือ "นิมบัสสองพัน" ส่วนไม้กวาดด้ามที่ 2 ของเขา คือ "ไฟร์โบลต์" ซึ่งทำความเร็วได้สูงสุดถึง 240 ก.ม./ช.ม. และสำหรับแฟนๆ ของแฮร์รี่ พอตเตอร์ คงไม่มีใครปฏิเสธว่าฉากควิดดิช เกมส์กีฬาของเหล่าพ่อมดแม่มดที่ใช้ไม้กวาดเป็นพาหนะนั้น เป็นฉากที่ตื่นตาตื่นใจไม่น้อย แล้วมันจะมีโอกาสเป็นความจริงได้บ้างหรือไม่?
จากหลักการในหนังสือ "วิทยาศาสตร์ในแฮร์รี่พอตเตอร์" (The Science of Harry Potter) ของ Roger Highfield อธิบาย ดังนี้
คนที่สามารถล่องลอยบนอากาศได้ ต้องขึ้นอยู่กับการเอาชนะแรงโน้มถ่วงด้วยการสร้างพลังแม่เหล็กที่สมบูรณ์ ดังที่ Andre Geim จากฮอลแลนด์ ได้ทดลองยกกบตัวเล็กให้ลอยกลางอากาศ ด้วยพลังแม่เหล็กจากการใช้รูปแบบของสภาวะแม่เหล็ก ที่เรียกว่า Diamagnetism (วัตถุที่เมื่อนำแม่เหล็กเข้าใกล้ จะเกิดแรงผลักอ่อนๆ ออกนอกสนามแม่เหล็ก เมื่อนำแม่เหล็กออกไป คุณสมบัติแม่เหล็กนี้ก็หายไปด้วย)
การยกกบให้ลอยขึ้นสูงสองเมตรในกระบอกทดลอง ต้องใช้สนามแม่เหล็กที่มีกำลังสูงกว่าสนามแม่เหล็กธรรมชาติของโลกถึง 1 แสนเท่า และสูงกว่าแม่เหล็กติดตู้เย็นประมาณ 10 ถึง 100 เท่า แต่ปัญหาคือ ร่างกายมีคุณสมบัติทางแม่เหล็กไม่สม่ำเสมอทั่วร่างกาย เนื้อหลังกับกระดูกจึงถูกดึงขึ้นและรั้งลงไปทั่วร่างกาย ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ ดังนั้น หากยังไม่มีทฤษฎีอื่นมารองรับ หรือวิทยาการที่ก้าวไกลมากขึ้น
อย่าเพิ่งทดลองบินด้วยทฤษฎีนี้จะดีกว่า
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 13 ก.ค. 2552
แหล่งสืบค้น : สมาคมฟิสิกส์ราชอาณาจักร์
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
แฮร์รี่ พอตเตอร์ขึ้นบินครั้งแรกด้วยไม้กวาดของโรงเรียนฮอกวอตส์ในวิชาฝึกบินของมาดามฮูช แต่ไม้กวาดด้ามแรกที่เป็นของเขาเอง คือ "นิมบัสสองพัน" ส่วนไม้กวาดด้ามที่ 2 ของเขา คือ "ไฟร์โบลต์" ซึ่งทำความเร็วได้สูงสุดถึง 240 ก.ม./ช.ม. และสำหรับแฟนๆ ของแฮร์รี่ พอตเตอร์ คงไม่มีใครปฏิเสธว่าฉากควิดดิช เกมส์กีฬาของเหล่าพ่อมดแม่มดที่ใช้ไม้กวาดเป็นพาหนะนั้น เป็นฉากที่ตื่นตาตื่นใจไม่น้อย แล้วมันจะมีโอกาสเป็นความจริงได้บ้างหรือไม่?
จากหลักการในหนังสือ "วิทยาศาสตร์ในแฮร์รี่พอตเตอร์" (The Science of Harry Potter) ของ Roger Highfield อธิบาย ดังนี้
คนที่สามารถล่องลอยบนอากาศได้ ต้องขึ้นอยู่กับการเอาชนะแรงโน้มถ่วงด้วยการสร้างพลังแม่เหล็กที่สมบูรณ์ ดังที่ Andre Geim จากฮอลแลนด์ ได้ทดลองยกกบตัวเล็กให้ลอยกลางอากาศ ด้วยพลังแม่เหล็กจากการใช้รูปแบบของสภาวะแม่เหล็ก ที่เรียกว่า Diamagnetism (วัตถุที่เมื่อนำแม่เหล็กเข้าใกล้ จะเกิดแรงผลักอ่อนๆ ออกนอกสนามแม่เหล็ก เมื่อนำแม่เหล็กออกไป คุณสมบัติแม่เหล็กนี้ก็หายไปด้วย)
การยกกบให้ลอยขึ้นสูงสองเมตรในกระบอกทดลอง ต้องใช้สนามแม่เหล็กที่มีกำลังสูงกว่าสนามแม่เหล็กธรรมชาติของโลกถึง 1 แสนเท่า และสูงกว่าแม่เหล็กติดตู้เย็นประมาณ 10 ถึง 100 เท่า แต่ปัญหาคือ ร่างกายมีคุณสมบัติทางแม่เหล็กไม่สม่ำเสมอทั่วร่างกาย เนื้อหลังกับกระดูกจึงถูกดึงขึ้นและรั้งลงไปทั่วร่างกาย ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ ดังนั้น หากยังไม่มีทฤษฎีอื่นมารองรับ หรือวิทยาการที่ก้าวไกลมากขึ้น
อย่าเพิ่งทดลองบินด้วยทฤษฎีนี้จะดีกว่า
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 13 ก.ค. 2552
แหล่งสืบค้น : สมาคมฟิสิกส์ราชอาณาจักร์
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
วันหนึ่งมี24ชม.จริงหรือ?? โลกใช้เวลาหมุนรอบตัวเองจริงๆ เพียง 23h56m4s ต้องอีกประมาณ 15ล.ปี ใน 1วัน จึงมี 24 ชม.อย่างแท้จริง แต่อนุโลมกันไป
1 วันมี 24 ชั่วโมงจริงหรือไม่..
ตามที่เราเข้าใจกัน 1 วันคือเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ (ตามความเข้าใจ 24 ชั่วโมง) และการเกิดน้ำขึ้น น้ำลงในมหาสมุทรต่างๆ ก็ก่อให้เกิดแรงเสียดทาน กับขั้วโลกที่รองรับ เป็นผลให้โลกหมุนช้าลงวันละ 1/23 ล้านวินาที และจากการศึกษาปะการังโบราณ ก็พบความแตกต่างของเวลสว่า เมื่อ 400 ล้านปีก่อน 1 วันมีเพียง 22 ชั่วโมงเท่านั้น และแม้กระทั่งปัจจุบัน โลกก็ใช้เวลาหมุนรอบตัวเองจริงๆ เพียง 23 ชั่วโมง 56 นาที 4 วินาที ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาอีกประมาณ 15 ล้านปี ใน 1 วันจึงจะมี 24 ชั่วโมงอย่างแท้จริง
แต่ก็พออนุโลมได้ว่า 1 วัน มี 24 ชั่วโมง ก็คงจะไม่แปลกอะไร !
ที่มา: หนังสือ 108 ซองคำถาม เล่ม 3
เครดิต : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด ม.ราม
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ตามที่เราเข้าใจกัน 1 วันคือเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ (ตามความเข้าใจ 24 ชั่วโมง) และการเกิดน้ำขึ้น น้ำลงในมหาสมุทรต่างๆ ก็ก่อให้เกิดแรงเสียดทาน กับขั้วโลกที่รองรับ เป็นผลให้โลกหมุนช้าลงวันละ 1/23 ล้านวินาที และจากการศึกษาปะการังโบราณ ก็พบความแตกต่างของเวลสว่า เมื่อ 400 ล้านปีก่อน 1 วันมีเพียง 22 ชั่วโมงเท่านั้น และแม้กระทั่งปัจจุบัน โลกก็ใช้เวลาหมุนรอบตัวเองจริงๆ เพียง 23 ชั่วโมง 56 นาที 4 วินาที ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาอีกประมาณ 15 ล้านปี ใน 1 วันจึงจะมี 24 ชั่วโมงอย่างแท้จริง
แต่ก็พออนุโลมได้ว่า 1 วัน มี 24 ชั่วโมง ก็คงจะไม่แปลกอะไร !
ที่มา: หนังสือ 108 ซองคำถาม เล่ม 3
เครดิต : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด ม.ราม
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ผมหงอก..ยิ่งถอนยิ่งหงอก?? รากผม1เส้น สร้างผมได้1เส้น ตัดหรือถอนก็ไม่ทำให้เส้นผมเพิ่มขึ้นได้ หงอกถอนไป ถ้าเพิ่มขึ้น เพิ่มจากปัจจัยอื่นมากกว่า
ผมหงอก..ยิ่งถอนยิ่งหงอกจริงหรือไม่
ในวัยที่เริ่มมีผมหงอกเรามักจะไม่กล้าถอนกัน เพราะเชื่อว่าเมื่อถอนผมหงอก
เชื้อผมหงอกจะกระจายจากรากผมเส้นที่หงอก แล้วลามไปที่รากผมบริเวณใกล้เคียง
(อย่างกับโรคติดต่อ) จนทำให้ผมหงอกทั้งศรีษะ
แต่ในความเป็นจริงแล้วรากผม 1 เส้น จะสร้างผมได้ 1 เส้น ต่อให้ตัดหรือถอน
ก็ไม่สามารถทำให้เส้นผมเพิ่มขึ้นได้ เพราะเส้นผมหงอกที่ถูกถอนหนึ่งเส้น
จะไม่สามารถสร้างผมหงอกขึ้นมาได้อีก ดังนั้น การที่ยิ่งถอนยิ่งหงอก
จึงเป็นไม่เป็นความจริง แต่ผมหงอกที่เพิ่มขึ้น เพิ่มจากปัจจัยอื่นต่างหาก
เพื่อเป็นการป้องกันที่สาเหตุ ก่อนที่จะหงอกก่อนวัย เราควรดูแลผมให้ดกดำ
ด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น งาดำ เป็นต้น หรือถ้าหงอกมากแล้วไม่สบายใจ
จะพิจารณาเป็นการย้อมผมดำแทนก็ได้ แล้วแต่จะเลือกวิธีการที่สะดวก
และเหมาะกับตนเอง
ที่มา : นิตยสารชีวจิต ปีที่ 11 ฉบับเดือน พ.ย. 2551
เครดิต : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด ม.ราม
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ในวัยที่เริ่มมีผมหงอกเรามักจะไม่กล้าถอนกัน เพราะเชื่อว่าเมื่อถอนผมหงอก
เชื้อผมหงอกจะกระจายจากรากผมเส้นที่หงอก แล้วลามไปที่รากผมบริเวณใกล้เคียง
(อย่างกับโรคติดต่อ) จนทำให้ผมหงอกทั้งศรีษะ
แต่ในความเป็นจริงแล้วรากผม 1 เส้น จะสร้างผมได้ 1 เส้น ต่อให้ตัดหรือถอน
ก็ไม่สามารถทำให้เส้นผมเพิ่มขึ้นได้ เพราะเส้นผมหงอกที่ถูกถอนหนึ่งเส้น
จะไม่สามารถสร้างผมหงอกขึ้นมาได้อีก ดังนั้น การที่ยิ่งถอนยิ่งหงอก
จึงเป็นไม่เป็นความจริง แต่ผมหงอกที่เพิ่มขึ้น เพิ่มจากปัจจัยอื่นต่างหาก
เพื่อเป็นการป้องกันที่สาเหตุ ก่อนที่จะหงอกก่อนวัย เราควรดูแลผมให้ดกดำ
ด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น งาดำ เป็นต้น หรือถ้าหงอกมากแล้วไม่สบายใจ
จะพิจารณาเป็นการย้อมผมดำแทนก็ได้ แล้วแต่จะเลือกวิธีการที่สะดวก
และเหมาะกับตนเอง
ที่มา : นิตยสารชีวจิต ปีที่ 11 ฉบับเดือน พ.ย. 2551
เครดิต : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด ม.ราม
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
เสื้อกล้ามตาข่าย ทำไมอุ่น? ต้องสวมเชิ้ตทับอีกชั้น อากาศจะขังตรงตาข่าย กันไม่ให้คร้อนออกจากร่างกาย อุ่นเหลือเชื่อ หลักเดียวกับขนนกที่มีรูทั่ว
ทำไมเสื้อกล้ามที่เป็นตาข่ายห่างๆ จึงทำให้ท่านอบอุ่น
แน่ล่ะถ้าท่านสวมเสื้อกล้ามตาข่ายห่างๆ ตัวเดียว มันจะไม่ทำให้ท่านอบอุ่นได้เลย มันจะทำให้ท่านอบอุ่น ก็ต่อเมื่อท่านได้สวมเสื้อเชิ้ตทับเสื้อกล้ามนั้นอีกทีหนึ่ง การสวมเสื้อเชิ้ตทับนั้น จะขังอากาศที่อยู่ตามรูเสื้อกล้ามมากมาย รูอากาศเปล่านี้จะกันไม่ให้ความร้อนจากร่างกาย หนีไปที่อื่นได้ จึงทำให้ท่านรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
ขนสัตว์ และขนนกก็มีลักษณะเช่นเดียวกับที่ได้กล่าวมาข้างบนนี้ สัตว์และนกเหล่านั้นจะอบอุ่นด้วยรูตามขนมากมายในตัวของมัน
เครดิต : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด ม.ราม
ที่มา: หนังสือวิทยาศาสตร์ 5 นาที ชุดที่ 2
โดย อำนาจ เจริญศิลป์
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
แน่ล่ะถ้าท่านสวมเสื้อกล้ามตาข่ายห่างๆ ตัวเดียว มันจะไม่ทำให้ท่านอบอุ่นได้เลย มันจะทำให้ท่านอบอุ่น ก็ต่อเมื่อท่านได้สวมเสื้อเชิ้ตทับเสื้อกล้ามนั้นอีกทีหนึ่ง การสวมเสื้อเชิ้ตทับนั้น จะขังอากาศที่อยู่ตามรูเสื้อกล้ามมากมาย รูอากาศเปล่านี้จะกันไม่ให้ความร้อนจากร่างกาย หนีไปที่อื่นได้ จึงทำให้ท่านรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
ขนสัตว์ และขนนกก็มีลักษณะเช่นเดียวกับที่ได้กล่าวมาข้างบนนี้ สัตว์และนกเหล่านั้นจะอบอุ่นด้วยรูตามขนมากมายในตัวของมัน
เครดิต : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด ม.ราม
ที่มา: หนังสือวิทยาศาสตร์ 5 นาที ชุดที่ 2
โดย อำนาจ เจริญศิลป์
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ปลาทอง3วิ?? มันจำได้ตั้ง3ด.แยกแยะสี-รูปร่างได้ด้วย ว่ายชนโหลเพราะใช้ระบบสัมผัส Lateral line ปลาทองตั้งท้องไม่ได้ ตัวเมียวางไข่ผสมกับตัวผู้
สัตว์ชนิดใด มีความจำแค่ 3 วินาที
ไม่ไช่ปลาทองแน่นอน
ถึงแม้มันจะมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็นเช่นนั้น จริงๆ แล้ว ความจำของปลาทองไม่ไช่แค่ 3 วินาทีหรอก
ในปี 2003 การทดลองของคณะจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยพลีมัธ ได้เปิดเผยความจริงที่ลบล้างข้อสงสัยทั้งหมด โดยค้นพบว่า อันที่จริงแล้ว ปลาทองมีความจำไม่น้อยกว่า 3 เดือน และสามารถ แยกแยะ รูปร่าง สี และเสียงที่แตกต่างกันได้
ปลาทองไม่ได้ว่ายไปชนข้างโหลแก้ว ไม่ไช่เพราะมันมองไม่เห็น แต่เพราะมันใช้ระบบสัมผัสแรงดันที่เรียกว่า "เส้นข้างลำตัว (Lateral line)" ปลาตาบอดในถ้ำบางสายพันธุ์ก็สามารถกำหนดทิศทางในการว่ายได้อย่างสมบูรณ์แบบในสภาพแวดล้อมที่มืดสนิท ด้วยการใช้ระบบเส้นข้างลำตัวเพียงอย่างเดียว
ในขณะที่เรากำลังอภิปรายกันในเรื่องความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับปลาทอง โปรดจำไว้ว่า ปลาท้องนั้นตั้งท้องไม่ได้ เพราะปลาทองตัวเมียจะวางไข่เพื่อผสมกับน้ำเชื้อของปลาทองตัวผู้ในน้ำ.
ที่มา : หนังสือ "ลบเหลี่ยม ไอน์สไตน์" ISBN : 978-616-7164-04-5 หน้า 26.
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ไม่ไช่ปลาทองแน่นอน
ถึงแม้มันจะมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็นเช่นนั้น จริงๆ แล้ว ความจำของปลาทองไม่ไช่แค่ 3 วินาทีหรอก
ในการทดลองดังกล่าว ปลาทองได้ถูกฝึกให้ดันคานเพื่อรับอาหารเป็นรางวัล เมื่อผู้ทดลองตั้งคานให้ปล่อยอาหารออกเพียงวันละ 1 ชั่วโมง ในไม่ช้าปลาทองก็ เรียนรู้ที่จะดันคานได้ในเวลาที่เหมาะเจาะ การศึกษาที่คล้ายคลึงกันอีกหลายครั้ง แสดงให้เห็นว่า ด้วยการตอบสนองต่อการส่งสัญญาณเสียง ปลาที่ถูกเพาะเลี้ยงมาจะถูกฝึกให้กินอาหารในเวลาและตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจงได้อย่างง่ายดาย
ปลาทองไม่ได้ว่ายไปชนข้างโหลแก้ว ไม่ไช่เพราะมันมองไม่เห็น แต่เพราะมันใช้ระบบสัมผัสแรงดันที่เรียกว่า "เส้นข้างลำตัว (Lateral line)" ปลาตาบอดในถ้ำบางสายพันธุ์ก็สามารถกำหนดทิศทางในการว่ายได้อย่างสมบูรณ์แบบในสภาพแวดล้อมที่มืดสนิท ด้วยการใช้ระบบเส้นข้างลำตัวเพียงอย่างเดียว
ในขณะที่เรากำลังอภิปรายกันในเรื่องความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับปลาทอง โปรดจำไว้ว่า ปลาท้องนั้นตั้งท้องไม่ได้ เพราะปลาทองตัวเมียจะวางไข่เพื่อผสมกับน้ำเชื้อของปลาทองตัวผู้ในน้ำ.
ที่มา : หนังสือ "ลบเหลี่ยม ไอน์สไตน์" ISBN : 978-616-7164-04-5 หน้า 26.
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ไหลตาย?? ตื่นมาก็จากไป 1)สะสมสารพิษวันละน้อยจนเป็นพิษต่อกล้ามเนื้อ♡ 2)ขาดB1รุนแรงเฉียบพลันให้คนแข็งแรงอ่อนเพลีย อยากนอน หลับแล้วก็หัวใจวาย
ไหลตาย...ความตายลึกลับ
ช่วงที่เสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องผีแม่ม่ายกำลังกระหึ่มนั้น การล้มตายโดยไม่ทราบสาเหตุยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในหลายจังหวัดของภาคอีสาน ผู้ตายทุกคนเข้านอนตามปกติก่อนเกิดเหตุ แต่พอเช้ามาพบว่าตายเสียแล้ว ชาวบ้านเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ไหลตาย
โรคหรืออาการไหลตายเป็นโรคที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเกิดจากเหตุลึกลับ และเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ แต่ความจริงแล้วมีสาเหตุทางการแพทย์สองอย่าง คือ
-การบริโภคอาหารที่มีสารพิษวันละเล็กละน้อยในทำนองสะสมจนเกิดเป็นพิษต่อกล้ามเนื้อหัวใจ
-การขาดสารอาหารที่เป็นวิตามินบี ๑ อย่างรุนแรงเฉียบพลันขนาดที่ทำให้คนแข็งแรงเกิดความอ่อนเพลียและอยากนอน พอหลับแล้วก็หัวใจวายตายเกือบจะทันที
โรคไหลตายจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาวะทุพโภชนาการและสุขนิสัยการกินที่ผิด ความรู้ความเข้าใจแบบนี้จะช่วยให้เรากำหนดชะตาชีวิตของเราเองได้โดยไม่ต้องไปกลัวผีสางแม่นางโกงที่ไหนเลย
ที่มา : ห้องสมุดวิทยพัฒน์, สมุดวิชาการ กรมอนามัย
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ช่วงที่เสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องผีแม่ม่ายกำลังกระหึ่มนั้น การล้มตายโดยไม่ทราบสาเหตุยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในหลายจังหวัดของภาคอีสาน ผู้ตายทุกคนเข้านอนตามปกติก่อนเกิดเหตุ แต่พอเช้ามาพบว่าตายเสียแล้ว ชาวบ้านเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ไหลตาย
โรคหรืออาการไหลตายเป็นโรคที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเกิดจากเหตุลึกลับ และเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ แต่ความจริงแล้วมีสาเหตุทางการแพทย์สองอย่าง คือ
-การบริโภคอาหารที่มีสารพิษวันละเล็กละน้อยในทำนองสะสมจนเกิดเป็นพิษต่อกล้ามเนื้อหัวใจ
-การขาดสารอาหารที่เป็นวิตามินบี ๑ อย่างรุนแรงเฉียบพลันขนาดที่ทำให้คนแข็งแรงเกิดความอ่อนเพลียและอยากนอน พอหลับแล้วก็หัวใจวายตายเกือบจะทันที
โรคไหลตายจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาวะทุพโภชนาการและสุขนิสัยการกินที่ผิด ความรู้ความเข้าใจแบบนี้จะช่วยให้เรากำหนดชะตาชีวิตของเราเองได้โดยไม่ต้องไปกลัวผีสางแม่นางโกงที่ไหนเลย
ที่มา : ห้องสมุดวิทยพัฒน์, สมุดวิชาการ กรมอนามัย
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
