"ความรู้ ไม่ใช่ปัญญา" (Knowledge is not wisdom.) --ไอน์สไตน์--

ความรู้เป็นเรื่องของความความคิดตาม ประสบการณ์ การทดลอง หรือองค์แห่งสาระ มากมายตำรา มาให้อ่านและเพิ่มพูน แต่ปัญญาเป็นเรื่องทางจิตใจ ความเข้าใจ ประกอบโดยสติและรู้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรู้เท่าทันตนเอง ตรงนี้เอง "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ไม่ได้เกิดจากความรู้เยอะ แต่น่าจะเกิดจากมีปัญญาไม่พอ ที่จะประคองชีวิตให้พ้นผ่านอุปสรรค (ขยายความจาก "ความรู้ ไม่ไช่ปัญญา - Khowledge is not wisdom" คำจาก ไอน์สไตน์)



แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิ่งแวดล้อม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิ่งแวดล้อม แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ระเบิดปรมาณูถล่มญี่ปุ่นเป็นแบบตั้งเวลา ค่อยๆปล่อยลงโดยร่มชูชีพ รู้แผนนี้13คน นักบินB29ก็ไม่รู้ว่าทิ้งอะไร 1ในนั้นรักษาตัวในรพ.บ้าถึง15ปี // วันที่ 6 , 9 และ 15 สิงหาคม จึงเป็นวันแห่งความทรงจำของญี่ปุ่น 60 ปีผ่านมา เราจึงเห็นการพัฒนาของผู้พ่ายสงคราม อ่านต่อ http://bit.ly/bm17lq

ขออภัย ขอนุญาตงดใส่รูปประกอบเนื้อหาในบทความค้นคว้านี้

ระเบิดปรมาณู "Little Boy" ที่ใช้ถล่มฮิโรชิมา








Hiroshima คือเรื่องราวที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดจากภัยของสงคราม ในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดีความเหิมเกริมของจักรวรรดิ์ญี่ปุ่น นำมาซึงความสูญเสียมากมายเหลือคณานับ ซึ่งญี่ปุ่นก่อนหน้าช่วงเวลานั้น
หลังจากที่หมดยุคของโชกุนเป็นผู้ครองประเทศแล้ว ก็เข้าสู่การปกครองแบบจักรวรรดิ์รุ่นใหม่ที่ปกครอง
ด้วยระบอบทหารเต็มตัว สร้างแสนยานุภาพที่เกรียงไกร กลายเป็นประเทศมหาอำนาจ แล้วก็แผ่ขยายอิทธิพลของตัวเองเข้าสู่ดินแดนภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองญี่ปุ่นฉวยความได้เปรียบในสถานการณ์ ส่งทหารเข้าสู่สงคราม และเวลาต่อมาก็เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตร กับนาซีเยอรมันและฟาสซิสต์อิตาลี่ เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเต็มตัว แม้จะถูกคัดค้านจากสหรัฐอเมริกา โดยที่ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจลงโทษญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นก็มิได้สะทกสะท้านต่อการข่มขู่นี้ของอเมริกานัก

ญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือที่ Pearl Harbor เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941ต่อมาญี่ปุ่นเกรงว่าแผนการขยายอำนาจเข้าสู่เอเชียตะวันออก และ เอเชียใต้ ของตนจะต้องชะงักลงเนื่องจากอเมริกาไม่เห็นด้วย ญี่ปุ่นจึงเปิดฉากโจมตีอเมริกาก่อนที่ อ่าวเพิร์ล ในฮาวาย ซึ่งการมุ่งโจมตีครั้งนี้นั้นเข้าทางอเมริกาที่รออยู่พอดี อเมริกาซึ่งยังคงลังเลที่จะเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เลยได้โอกาสประกาศสงครามกับฝ่ายอักษะทั้งสามประเทศในทันที ช่วงแรกของการสู้รบนั้นอเมริกาเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะญี่ปุ่นใช้ยุทธวิธีการรุกแบบรวดเร็ว แต่พออเมริกาตั้งตัวได้ ฝ่ายที่เสียเปรียบก็เลยกลับกลายมาเป็นญี่ปุ่นแทน

ในขณะที่สงครามยังไม่ทันจะจบประธานาธิบดีรูสเวลต์ของอเมริกาถึงแก่อนิจกรรม รองประธานาธิบดี ทรูแมนก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ในช่วงเวลานั้นอเมริกากำลังได้เปรียบเป็นอย่างมาก ประกอบกับการคิดค้นระเบิดปรมาณูสำเร็จพอดี ก็เลยนำมาทดลองใช้กับญี่ปุ่น

นาฬิกาที่หยุดเวลาทันทีหลังจากที่เมืองฮิโรชิม่า ถูกระเบิดปรมาณูเวลา 8.15 นาที ระเบิดปรมาณูลูกแรกถูกปล่อยลงสู่ ฮิโรชิม่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 ทันทีที่ลูกระเบิดมรณะกระทบลงสู่พื้น ผู้ที่อยู่ในรัศมีครึ่งไมล์จากที่ลูกระเบิดลง เสียชีวิตในทันที สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายราบพนาสูรไปในพริบตา ชีวิตผู้บริสุทธ์สูญเสียไปถึง 45,000 ราย ในช่วงเวลาไม่ถึงนาที และ 19,000 รายต่อมาในอีกสี่เดือนให้หลัง ผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ต่อมาต้องทนทุกข์จากบาดแผลไฟลวก และพิษจากกัมมันตภาพรังสี ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสยิ่งกว่าตายทั้งเป็นอีกหลายแสนราย ประมาณการแล้ว ผู้เสียชีวิตที่ฮิโรชิม่าถึง 200,000 คน




สภาพเมืองฮิโรชิม่าหลังจากถูกระเบิดปรมาณู เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 ผู้รอดชิวิต จากระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิม่า

ระเบิดลูกแรกเป็นเพียงแค่การเตือน ประธานาธิบดีทรูแมน ได้หยิบยื่นชะตากรรมอำมหิตอีกครั้งให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นผู้ตัดสินใจ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นและองค์จักรพรรดิ์เองกลับเมินเฉย ต่อข้อเสนอที่จะยอม
จำนนต่อฝ่ายพันธมิตร ประธานาธิบดีทรูแมนเลยตกลงใจ ปล่อยระเบิดปรมาณูลูกที่สอง ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าลูกแรกที่ถล่มเมื่องฮิโรชิม่าภายใต้รหัสชื่อแฟทแมน

ประธานาธิบดีทรูเเมนขณะกำลังปราศรัย ระเบิดปรมาณูเจ้าของฉายาไอ้อ้วน หรือ Fatman ที่ฆ่าชีวิตคนนับเเสนที่เมืองนางาซากิเป้าหมายคือเมืองนางาซากิ วันที่ 9 สิงหาคม 1945 หลังจากเมืองฮิโรชิม่าสูญหายไปแล้วได้เพียงสามวัน ระเบิดปรมาณูลูกที่สองก็เผาผลาญและเข่นฆ่าชีวิตผู้บริสุทธิ์อีกครั้ง ที่เมืองนางาซากิ ผลลัพธ์ที่ได้ไม่แตกต่างกันนักกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองฮิโรชิม่า นั่นก็คือความทารุณ
ที่เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกมีให้แก่กันนั้น คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์อีกครั้งไม่ต่างจากเมื่อสามวันก่อนที่ผ่านมาที่ฮิโรชิม่า

สภาพเมืองนางาซากิหลังจากถูกระเบิดปรมาณู เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1945 หนูน้อยเเละมารดาหลังจากรอดชีวิต จากระเบิดปรมาณูที่นางาซากิ ในที่สุดรัฐบาลญี่ปุ่นต้องยอมจำนนโดยไม่มีทางเลือก
เนื่องจากเห็นแก่ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่กำลังจะสูญเสียตามมาอีก หากตนไม่ยอมจำนน จึงเซ็นรับข้อตกลงในสัญญายอมแพ้สงคราม แก่ฝ่ายพันธมิตร เมื่อวันที่ 15 ในเดือนเดียวกัน จักรพรรดิฮิโรฮิโต ยอมรับในเงื่อนไขของฝ่ายพันธมิตรในฐานะผู้เเพ้สงคราม เพื่อรักษาชีวิตพลเมืองญี่ปุ่น

เวลาผ่านมาแล้ว 65 ปี แต่ชาวเมืองฮิโร่ชิม่า และ นางาซากิ นั้นไม่เคยลืมเลือนโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อ 60 ปีก่อนเลย ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาตินั้นนับตั้งแต่มีการบันทึกมา กล่าวได้ว่าเต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว และน่าสยดสยองยิ่งนัก มองในแง่ของเรื่องบาปกรรมนั้น ทหารญี่ปุ่นภายใต้การนำขององค์จักรพรรดิ์นั้นก็มีความร้ายโหดไม่แพ้กันต่อประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง อย่างจีน หรือ เกาหลี หากมองในแง่ของการแก้แค้น อาจจะดูเป็นการสมน้ำสมเนื้อกัน แต่ไฉนหนอชะตากรรมนั้นมักจะเล่นตลกกับผู้บริสุทธิ์อยู่เสมอ



ข้อมูลเสริมพร้อมวีดีโอ http://www.neutron.rmutphysics.com/teaching-glossary/index.php?option=com_content&task=view&id=5125&Itemid=3
อีเท่่ากับเอ็มซีสแควร์ http://www2.mtec.or.th/th/news/einstein/abomb_history.html
ผู้รอดหนึ่งเดียวจากเหตุระเบิดปรมาณูถล่ม2เมืองญี่ปุ่นเสียชีวิตแล้ว http://www.jat-languagecafe.com/newsite/highlight/display.php?id=1302
กามิกาเซ่ รู้จักไหม?? http://news.clipmass.com/story/%E0%B8%9D%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E---11799

การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถล่มฮิโระชิมะและนะงะซะกิ
วิกิฯ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%87%E0%B8%B0%E0%B8%8B%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B4

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คลองปานามาสร้างเพื่อ?? เชื่อมแปซิฟิกและแอตแลนติกเข้าหากัน ลัดได้ 15,700กม. ขุดปี 1880 โดยฝรั่งเศสแต่ล้มเหลว จนUSAเข้ามาขุดต่อเสร็จ ปี1914

คลองปานามาสร้างทำไม??



เป็นคลองที่มนุษย์สร้างบริเวณคอคอดปานามาในประเทศปานามา เพื่อเชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรแอตแลนติกเข้าด้วยกัน ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาที่ต้องไปอ้อมช่องแคบเดรก และแหลมฮอร์น ทางใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ คิดเป็นระยะทางกว่า 15,700 กิโลเมตร คลองปานามามีความยาว 82 กิโลเมตร หรือ 51 ไมล์ มีเรือใช้เส้นทางนี้ประมาณ 12,000 ลำต่อปี ใช้เวลาแล่นเรือข้ามคลองประมาณ 9 ชั่วโมง


ถึงแม้ว่าแนวความคิดในการสร้างคลองปานามาจะมีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 แล้ว แต่ก็ได้มีการขุดคลองครั้งแรกในปี ค.ศ. 1880 โดยบริษัทฝรั่งเศสที่บริหารโดยนายแฟร์ดีนอง เดอ เลสเซป แต่ก็ล้มเหลวไป มีคนงานกว่า 22,000 คนเสียชีวิตระหว่างการทำงานนี้ จนกระทั่งสหรัฐอเมริกาเข้ามาดำเนินงานต่อ จนกระทั่งสามารถเปิดใช้งานได้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1914 รวมการสูญเสียชีวิตทั้งหมดในระหว่างการทำงานสร้างคลองปานามานี้ ตกอยู่ที่ราว 27,500 คน นับเป็นหนึ่งในโครงการทางวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่และยากลำบากที่สุดที่เคยมีมา

 
อ่านเพิ่มเติม : http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no02-07/namerica10.html
วิกิฯ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2
คลองปานามา สิ่งมหัศจรรย์ที่ 8 ของโลก http://www.vcharkarn.com/vcafe/157892
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ฟาโรห์รู้จักน้ำมันดิบ? ใช้หล่อเพลารถศึกฟาโรห์ แม่ทัพกรีกใช้ราดลงน้ำจุดไฟเผาข้าศึก ขุดจริงจัง พ.ศ.2402 ที่USA ไทยเริ่มที่บ่อไชยปราการ ปี 2497

น้ำมันดิบใช้ประโยชน์มานานแค่ไหน??


น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นพลังงานอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันไม่น้อย ตั้งแต่ลืมตาจนกระทั่งเข้านอน




น้ำมันดิบ (Crude Oil) ได้มาจากการสำรวจขุดค้น แล้วสูบขึ้นมาจากใต้ดิน ทั้งบนบกและใต้ทะเล ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ สันนิฐานว่าน้ำมันดิบเกิดจากซากพืชซากสัตว์ ที่ตายทับถมนับล้านๆปี ไม่มีหลักฐานแน่นอนว่ามนุษย์เริ่มรู้จักใช้นำมันดิบตั้งแต่เมื่อใด แต่มนุษย์เริ่มรู้จักน้ำมันดิบได้จากน้ำมันดิน หรือยางมะตอย

จากประวัติศาสตร์โบราณกล่าวว่า ได้มีการใช้น้ำมันดิบเป็นน้ำมันหล่อลื่นเพลารถศึกของฟาโรห์แห่งอียิปต์ พวกกรีกทำลายกองเรือพวกศันเธีย ลงได้โดยการนำน้ำมันราดลงไปในทะเลแล้วจุดไฟเผา พวกคนจีนในสมัยแรกๆก็มีการระบุไว้ในบันทึกว่า เคยรู้จักน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติมานานแล้ว แต่จากการขุดค้นเพื่อเจาะหาน้ำมันดิบที่แท้จริง และถือเป็นการเริ่มประวัติศาสตร์ ของอุตสาหกรรมน้ำมันดิบนั้น เริ่มขึ้นที่เมือง ติตัสวิลล์ รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 27 สิงหาคม 2402

สำหรับประเทศไทย เริ่มสำรวจน้ำมันตั้งแต่ พ.ศ. 2464 และในปี พ.ศ. 2497 ได้เจาะพบน้ำมันดิบแห่งแรกที่บ่อต้นขาม อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาเรียกว่า แหล่งน้ำมันไชยปราการ.



ที่มา : หนังสือทรัพยากรไทย ทรัพยากรโลก พ.ศ. 2550
บทความต้นฉบับ : History of the oil industrial  http://www.rigjobs.co.uk/oil/history.shtml
เพิ่มเติม http://www.energyfantasia.com/ef4/webboard/viewboard.php?Id=3746
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

โครงการ PS20 คือ โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ ณ ประเทศสเปน

กำลังค้นคว้าเรื่องนี้อยู่.......................................................

PS20 คือ โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกขณะนี้ ตั้งอยู่ ณ ประเทศสเปน สามารถผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาด 20 เมกะวัตต์ เพียงพอสำหรับการใช้ใน 10,000 ครัวเรือน ผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ที่ได้ก็คือ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก จนทำให้โลกร้อนอย่างมหันต์ในปัจจุบันได้ถึง 12,000 ตันเลยทีเดียว!

ภายในฟาร์มนี้ประกอบไปด้วยกระจกรับแสงอาทิตย์ขนาดยักษ์ (1291 ตารางฟุต/บาน) กว่า 1,255 บาน

ตามต่อ http://en.wikipedia.org/wiki/PS20_solar_power_tower

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ไหลตาย?? ตื่นมาก็จากไป 1)สะสมสารพิษวันละน้อยจนเป็นพิษต่อกล้ามเนื้อ♡ 2)ขาดB1รุนแรงเฉียบพลันให้คนแข็งแรงอ่อนเพลีย อยากนอน หลับแล้วก็หัวใจวาย

ไหลตาย...ความตายลึกลับ

ช่วงที่เสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องผีแม่ม่ายกำลังกระหึ่มนั้น การล้มตายโดยไม่ทราบสาเหตุยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในหลายจังหวัดของภาคอีสาน ผู้ตายทุกคนเข้านอนตามปกติก่อนเกิดเหตุ แต่พอเช้ามาพบว่าตายเสียแล้ว ชาวบ้านเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ไหลตาย




โรคหรืออาการไหลตายเป็นโรคที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเกิดจากเหตุลึกลับ และเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ แต่ความจริงแล้วมีสาเหตุทางการแพทย์สองอย่าง คือ

-การบริโภคอาหารที่มีสารพิษวันละเล็กละน้อยในทำนองสะสมจนเกิดเป็นพิษต่อกล้ามเนื้อหัวใจ

-การขาดสารอาหารที่เป็นวิตามินบี ๑ อย่างรุนแรงเฉียบพลันขนาดที่ทำให้คนแข็งแรงเกิดความอ่อนเพลียและอยากนอน พอหลับแล้วก็หัวใจวายตายเกือบจะทันที


โรคไหลตายจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาวะทุพโภชนาการและสุขนิสัยการกินที่ผิด ความรู้ความเข้าใจแบบนี้จะช่วยให้เรากำหนดชะตาชีวิตของเราเองได้โดยไม่ต้องไปกลัวผีสางแม่นางโกงที่ไหนเลย


ที่มา : ห้องสมุดวิทยพัฒน์, สมุดวิชาการ กรมอนามัย
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

โลกมีเส้นรอบวง40,000กม.หมุนรอบตัวเอง0.46กม./วิ ได้เท่ากันทุกคน ยืนเฉยๆโลกก็วิ่ง 30กม./วิ อยู่ดี>>แล้วจะรีบเร่งชีวิตไปทำไม เร่งทำดีซิ..ทันโลก

จ ะ รี บ ไ ป ใ ย


ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งหมดในโลกนี้ส่วนใหญ่มาจากฝีมือมนุษย์ และถ้าเจาะให้ถึงฐานกันจริงๆ แล้ว จะพบว่าตัวการใหญ่คือ ความโลภหรือความอยากได้อยากมีของมนุษย์นั่นเอง ที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการใช้และทำลายทรัพยากรธรรมชาติบนโลกได้รวดเร็วอย่างน่ากลัว



ความโลภหรือความอยากได้อยากมีนี้โยงใยไปถึงการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ทั้งในด้านการบริโภค การงาน หรือแม้กระทั่งการกีฬา ซึ่งแทนที่จะเป็นกิจกรรมให้คนมีสุขภาพดี มีน้ำใจเป็นนักกีฬา มีความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ มีความเมตตาต่อผู้ที่อ่อนด้อยกว่า มนุษย์กลับทำให้กีฬากลายเป็นธุรกิจ ที่ในผลสุดท้ายแล้ว นักกีฬาเด่นดังเหล่านั้น ก็มีชีวิตไม่ต่างกับทาสในสมัยก่อน ไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ในตัว ต้องถูกซื้อถูกขายถูกโอนไปอยู่กับต้นสังกัดใหม่ๆ ตามแต่สัญญาและเงินจะเป็นตัวลากจูงไป


การแก่งแย่งกันเพื่อก้าวหน้าเหนือคนอื่น การช่วงชิงเพื่อการบริโภค (ไม่ว่าจะเป็นน้ำ อาหาร หรือแม้กระทั่งการบันเทิง) หรือการเร่งรีบในกิจกรรมในแต่ละวันของแต่ละคน ล้วนแต่เป็นสิ่งบั่นทอนความสงบของชีวิต และความสงบไม่ใช่หรือที่เป็นความสุขสุดยอดที่มนุษย์จะพึงหาได้


มีคนเคยบอกว่า ผู้คนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร หรือกรุงนิวยอร์ก ใช้เวลาเดินทางจากบ้านไปถึงที่ทำงาน เท่ากับเวลาที่ชาวนาแถวอยุธยาใช้เดินไปที่นาของตน แม้ว่าคนในกรุงเทพมหานครหรือกรุงนิวยอร์กนั้นจะมีรถยนต์ส่วนตัว มีรถไฟฟ้า มีอะไรต่อมิอะไรที่อำนวยความสะดวกอีกหลายสิ่งหลายอย่าง และชาวนามีเพียงแค่ขาสองข้าง



"แล้วถ้าเช่นนั้น เราจะรีบเร่งกับชีวิตของเราให้เกิดความเครียดไปทำไมกัน"



หลายคนอาจรู้ว่ามนุษย์วิ่งเร็วที่สุดประมาณ 10 เมตร ต่อวินาที ซึ่งหมายถึงว่า ใน 1 วินาทีนั้นมนุษย์วิ่งได้ระยะทางถึง 10 เมตร นี่เทียบดูจากสถิติการวิ่งแข่ง 100 เมตรของนักกีฬาระดับชาติกับระดับโลก ที่ทำเวลาได้กันประมาณ 9.80 ถึง 10.80 วินาที


แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าโลกนี้หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วเกือบ 500 เมตรต่อวินาที ซึ่งนั่นหมายความว่า ต่อให้เรายืนอยู่เฉยๆ โดยไม่ก้าวไปไหนเลย เราก็เดินทางอยู่แล้ว (ไปพร้อมกับผิวโลก) ด้วยอัตราเร็ว 500 เมตรต่อวินาทีนั้นด้วย เรียกว่าแม้กระทั่งขณะหลับเราก็ยังเดินทางอยู่ด้วยอัตราเร็วนี้อยู่นั่นเอง ซึ่งอัตราเร็วนี้เร็วกว่านักวิ่ง 100 เมตรแชมป์โลกแชมป์โอลิมปิกถึง 50 เท่า



"แล้วจะเร่งรีบให้กับชีวิตของเราไปใย"



มิเพียงเท่านั้น หากมองไปให้ไกลกว่านั้นอีก และมองไปถึงความเร็วของโลกที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ นักวิทยาศาสตร์เขาคำนวณไว้แล้วว่า การโคจรของโลกนี้ไปเร็วถึง 30 กิโลเมตร / วินาที เร็วกว่านักวิ่งร้อยเมตรถึง 3,000 เท่า ซึ่งนั่นก็หมายความว่า แม้ขณะนั่งตากลมอยู่ใต้ต้นไม้ที่ไหนสักแห่ง เราทุกคนก็กำลังเคลื่อนที่ (ไปกับโลก) ด้วยความเร็ว 30 กม. / วินาที หรือ 108,000 กิโลเมตร / ชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าเครื่องบินไอพ่น หรือจรวดอวกาศไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร โดยไม่ต้องกระดิกเท้าก้าวย่างออกไปแม้แต่นิดเดียว



"แล้วเราจะรีบเร่งกับชีวิตไปทำไม"



ยิ่งถ้ามองไปถึงระดับระบบสุริยะของเรา ซึ่งโคจรอยู่รอบกาแลกซีของทางช้างเผือก จะพบว่าขณะที่เรากำลังนั่งอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่เฉยๆ เราก็กำลังเคลื่อนที่เดินทางด้วยความเร็วสูงถึง 250 กิโลเมตร / วินาที ซึ่งถ้ามองให้ทะลุถึงระดับนี้แล้ว และถ้าทำความเข้าใจให้ดีพอแล้ว เราจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าอันตัวเรานั้นเล็กยิ่งกว่าธุลีในระบบสุริยะ อันความสำคัญของตัวเราที่หลายคนติดยึดกันนักหนานั้น แท้จริงแล้วไม่มีความหมายอะไรเลยในระบบที่ยิ่งใหญ่และกว้างขวางมหาศาลขนาดนี้


ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วจะเร่งรีบแก่งแย่งกันไปทำไม จะโลภอยากได้อยากมีอะไรกันไปถึงขนาดไหน จะบริโภคทรัพยากรกันให้มากที่สุดเท่าที่จะบริโภคได้ไปทำไม


หันมาสำรวจตัวเอง ดูสิว่าเราเองนั้นเป็นผู้บริโภคทรัพยากรธรรมชาติของโลกเกินเลยไปหรือไม่ มีทางใดที่จะลดการบริโภคนั้นลงได้หรือไม่ จะมีกำลังใจที่แข็งแกร่งพอที่จะทำให้เปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดการทำลายสิ่งแวดล้อมลงได้หรือไม่


ถ้ายังไม่…แบบนี้ก็เรียกว่ามีแค่ความตระหนัก แต่ยังไม่พัฒนาไปจนถึงระดับมีจิตสำนึกให้ถึงระดับลงมือปฏิบัติ


ซึ่งถ้าเราหยุดเพียงแค่นี้ ก็อย่าหวังเลยว่าโลกนี้จะมีคุณภาพที่ดีขึ้นได้


ฉะนั้น อนาคตสำหรับโลกใบนี้ ซึ่งมีอยู่ใบเดียวนั้น อยู่ที่พวกเราทุกคน


-โลกเรามีเส้นผ่าศูนย์กลาง (D) 12,756 กิโลเมตร ดั้งนั้น เส้นรอบวงจะประมาณ pD หรือประมาณ 40,000 กิโลเมตร ซึ่งถ้าโลกหมุนรอบตัวเองได้ในเวลา 24 ชั่วโมงก็จะเท่ากับหมุนเร็วประมาณ 40,000 / (24 x 3,600) = 0.46 กม./วินาที


-วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์มีรัศมียาวเฉลี่ยประมาณ 149,600,000 กม. ซึ่งถ้าโลกใช้เวลา 365 วันในการโคจรนี้ จะคำนวณได้ว่าโลกกำลังวิ่งเร็วถึง (2 p x 149,600,000) / (365 x 24 x 3,600) = 30 กิโลเมตร / วินาที


ที่มา : ศูนย์แบ่งปันความรู้ ม.น.ข.