"ความรู้ ไม่ใช่ปัญญา" (Knowledge is not wisdom.) --ไอน์สไตน์--

ความรู้เป็นเรื่องของความความคิดตาม ประสบการณ์ การทดลอง หรือองค์แห่งสาระ มากมายตำรา มาให้อ่านและเพิ่มพูน แต่ปัญญาเป็นเรื่องทางจิตใจ ความเข้าใจ ประกอบโดยสติและรู้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรู้เท่าทันตนเอง ตรงนี้เอง "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ไม่ได้เกิดจากความรู้เยอะ แต่น่าจะเกิดจากมีปัญญาไม่พอ ที่จะประคองชีวิตให้พ้นผ่านอุปสรรค (ขยายความจาก "ความรู้ ไม่ไช่ปัญญา - Khowledge is not wisdom" คำจาก ไอน์สไตน์)



แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

"ฟองหยุ่น(Aerogel)" ของแข็งที่เบาที่สุดในโลก ทำจากซิลิคอนไดออกไซด์ หนักกว่าอากาศ3เท่า ใช้ทำชุดอวกาศ ชุดสกีฯ (ท) http://bit.ly/axxivE #FM99



"ฟองหยุ่น" เกิดขึ้น ครั้งแรกราว ค.ศ. 1930 และถูกเรียกว่า "วัสดุอนาคต" หรือ "วัสดุในฝัน" เนื่องจากกันความได้มากกว่า 1000 องศาเซลเซียส อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก และดูดความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้ดี ปัจจุบัน ถูกนำมาใช้ทำชุดนักบินอวกาศ ชุดเล่นสกี ฉนวนกันความร้อน



ฟองหยุ่น เป็น วัสดุที่ทำจากซิลิคอนไดออกไซด์ (สารประกอบของซิลิกอนและออกซิเจน) เป็นของแข็งที่เบาและมีความหนาแน่นน้อยที่สุดในโลก หนักกว่าอากาศแค่ 3 เท่า กันความร้อนและไฟฟ้าได้ดี

ฟองหยุ่นมีเส้นใยฟองอากาศกับฟองแก้วรวมกัน อากาศจำนวนมากจะเกาะอยู่ระหว่างเส้นใย โดยคิดเป็น 98% ของปริมาตรทั้งหมด ดังนั้นเมื่อจุ่มมือลงในน้ำที่ผสมฟองหยุ่น มือจึงไม่เปียกน้ำ เพราะมีเยื่อกั้นอยู่

ข้อมูลเสริม Aerogel... is it technology or hype????
http://tt.tennis-warehouse.com/showthread.php?t=276580

อ้างอิง
วัสดุใหม่ไฮเทคจริงๆเลยเน้อ http://www.oknation.net/blog/limjira/2007/07/31/entry-3
Aerogel (Wiki) http://en.wikipedia.org/wiki/Aerogel
การศึกษาฟองหยุ่นในประเทศไทย http://siweb.dss.go.th/article/show_atricle.asp?article_ID=1280
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

The Butterfly Effect in the Lorenz attractor time "แม้ผีเสื้อกระพือปีก ก็อาจเกิดพายุกระหน่ำ ถึงครึ่งโลก" คำนิยาม ในทฤษฎีความโกลาหล (CHAOS THEORY) ...ต้นกำเนิดทฤษฏี "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว"

ที่มาของบทความ : RT @Banktm: RT @slk5999 "@KILENKU: @ ผมชอบทฤษฎีเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวของพี่อ่ะ อธิบาย.."เท่ห์ชื่อนี้//อยากรู้ด้วยคน//วันนี้จัดให้ครับ:)

ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง
The Butterfly Effect ,CHAOS และ DaVinci Code   (เต็มๆ ชัดๆ ได้จากยูทูป) 





บทนำเรื่อง

จากภาพยนต์เรื่อง The Butterfly Effect นำแสดงโดยแอชตัน คุชเชอร์ 



สำหรับบุคคลทั่วไป เป็นการสื่อความหมายว่า เรื่องเล็กๆ เช่นการที่ผีเสื้อกระพือปีกสามารถก่อให้เกิดเรื่องใหญ่ๆที่ไม่คาดคิดในระยะ ทางไกลๆได้ (เข้าทำนอง “เด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาว”)


แต่ในมุมมองของ CHAOS THEORY ได้อธิบายไว้ว่า ในด้านทฤษฎีอุตุนิยมวิทยา ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง สามารถที่จะทำให้ดินฟ้าอากาศที่แคลิฟอร์เนียเปลี่ยนแปลงได้เมื่อ 1 เดือนให้หลัง นี่คือกระบวนการที่เรียกว่า Butterfly Effect (หนังสือที่ศาสตราจารย์เลอลอง เขียน ได้พูดถึงศาสตราจารย์เลอลองเคยได้รับเชิญ ให้นำเสนอ Lecture ทางวิชาการ 3 ชุด ที่ University of Washington (Seattle) ภายใต้การสนับสนุนของคหบดีที่อุดหนุนด้านการศึกษามนุษยชาติ (Jessy Dance) ในการนำเสนอ ศาสตราจารย์ซึ่งเป็นนักอุตุนิยมวิทยามา กว่า 30 ปี ได้เฝ้าวิจัยแนวความคิดด้านอุตุนิยมวิทยา ท่านบอกว่าท่านค้นพบโดยบังเอิญ จากกระบวนการที่ท่านนั่งเฝ้าตัวเลขที่ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนไปเป็น .0000001 ของทศนิยม ท่านนั่งเฝ้าเข็มรายงานความเคลื่อนไหวของอากาศ

ทุกๆ ครั้งที่เกิดการสั่นสะเทือนของระบบการรับข่าวสาร เกี่ยวกับสภาวะอากาศ และเฝ้าสังเกตดูจุดทศนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ละจุด ๆ เมื่อเกิดความคลาดเคลื่อนไปแล้วจะทำให้เกิดรูปร่างที่เมือนกับโครงสร้างของ "ผีเสื้อ" ท่านพบว่า .0000001 ที่คลาดเคลื่อนไปก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล

การเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในภาวะแวดล้อมของอุตุนิยมวิทยาไม่ใช่เกิดขึ้นจาก สาเหตุใหญ่ ๆ หากแต่เกิดขึ้นจากสัญญาณเล็ก ๆ เป็นจุด ๆ ท่านจึงอธิบายว่าถ้ามันเป็นเช่นนี้จริงก็หมายความว่า "แม้กระทั่งผีเสื้อตัวเล็ก ๆ กระพือปีกเบา ๆ อยู่ที่ซึกโลกหนึ่งก็ส่งผลต่อระบบนิเวศวิทยาของอีกซีกโลกหนึ่งก็อาจจะเป็นได้"
 

        
ภาพ Butterfly Effect ทำให้เกิดกระแสความแตกตื่นขึ้นในกลุ่ม IT และกลุ่มนักวิทยาศาสตร์โลก ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้

แต่ความเป็นจริงมีสัญญาณเตือนภัยที่ส่อเค้ามาก่อนแล้ว เช่น หิมะละลาย แผ่นดินถล่ม แต่ก็ไม่มีคนสนใจ การเกิดโรคซาร์ในประเทศจีน ทำให้เกิดการล้มตายอย่างเฉียบพลัน การเกิดไข้หวัดนกที่อาจมีสัญญานบอกเหตุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และการก้าวข้ามสายพันธ์ของไวรัสที่อาจจะไม่ใช่เป็นไปตามลำดับขั้นตามทฤษฎี ที่เคยเป็น แต่อาจมีการข้าม กระโดด เปลี่ยนแปลงอย่างชนิดตามไม่ทันก็ได้ ซึ่งปรากฎการณ์แบบ Butterfly effect แค่หิมะจากแอนตาร์กติก ลอยออกมาเป็นก้อน ๆ ปลารูปร่างหน้าตาประหลาดมาเกยตื้นที่หากสมิหลา ก็สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อโลกมนุษย์แล้ว การก่อให้เกิดภาวะ Chaos หรือความซับซ้อนของตัวเองในสิ่งนั้น ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้



Source : 
Lorenz Butterfly : http://www.exploratorium.edu/complexity/java/lorenz.html 
Butterfly effect Wiki : http://en.wikipedia.org/wiki/Butterfly_effect  


อ่านเพิ่มได้ที่
ชัยวัฒน์ ถีระพันธ์. 2537. ทฤษฎีความไร้ระเบียบ ทางแพร่งของสังคมสยาม. กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์ภูมิปัญญา.
ยุค ศรีอาริยะ. 2537. โลกาภิวัตน์ 2000 ว่าด้วยประวัติศาสตร์ทางเวลาทางสังคมศาสตร์ ในโลกาภิวัตน์ 2000. กรุงเทพฯ : บริษัทไอโอนิค อินเตอร์เทรด รีซอสเซส.
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์. 2549.

ที่มา : http://www.info.tdri.or.th/reports/unpublished/chaos-theory.pdf








เข้าเรื่อง



นำบทความ "ทฤษฏีความโกลาหล"
อธิบายโดย อ.สมเกียรติ  ตั้งกิจวานิชย์  เป็นคำอธิบายที่ได้รับการยอมรับ และครอบคลุมในวงกว้างมากที่สุด
ดาวน์โหลด --> (PDF)
https://docs.google.com/fileview?id=0B1BzxljwDdffZGEzZmM5N2EtZWQ4YS00ZTRhLWIwNTItNjM3MDYzYmVmZTgx&hl=th





จุดเริ่มต้นของทฤษฎีเคออสนี้ สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงในช่วงปี พ.ศ. 2443 (ค.ศ. 1900) จากการศึกษาปัญหาวงโคจรของวัตถุสามชิ้นในสนามแรงดึงดูดระหว่างกัน ซึ่งมีชื่อเรียกเป็นทางการว่า ปัญหาสามวัตถุ (three-body problem) โดย อองรี ปวงกาเร ซึ่งได้ค้นพบว่า วงโคจรที่ศึกษานั้นอาจจะมีลักษณะที่ไม่ได้เป็นวงรอบ (periodic) คือไม่ได้มีทางวิ่งซ้ำเป็นวงรอบ ยิ่งไปกว่านั้น วงโคจรนั้นก็ไม่ได้ขยายวงออกไปเรื่อย ๆ หรือมีลักษณะที่ลู่เข้าหาจุดใด ๆ ต่อมาได้มีการศึกษาถึงปัญหาสมการเชิงอนุพันธ์ไม่เป็นเชิงเส้นที่เกี่ยวข้อง โดยที่ เบอร์คอฟ (G.D. Birkhoff) นั้นศึกษาปัญหาสามวัตถุ คอลโมโกรอฟ ศึกษาปัญหาความปั่นป่วน (หรือ เทอร์บิวเลนซ์) และปัญหาเกี่ยวกับดาราศาสตร์. ส่วน คาร์ทไรท์ (M.L. Cartwright) และ ลิตเติลวูด (J.E. Littlewood) นั้นศึกษาปัญหาทางวิศวกรรมการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุ. สเมล (en:Stephen Smale) นั้นอาจเป็นนักคณิตศาสตร์คนแรก ที่ทำการศึกษาถึงปัญหาทางด้านพลศาสตร์ของระบบไม่เป็นเชิงเส้น. ถึงแม้ว่าความอลวนของเส้นทางโคจรของดาว นั้นยังไม่ได้มีการทำการสังเกตบันทึกแต่อย่างใด แต่ก็ได้มีการสังเกตพบ พฤติกรรมความอลวนในความปั่นป่วนของการเคลื่อนที่ของของไหล และ ในการออสซิลเลท แบบไม่เป็นวงรอบของวงจรวิทยุ ซึ่งไม่มีทฤษฎีใดในขณะนั้นสามารถอธิบายพฤติกรรมเหล่านี้ได้
ความตื่นตัวในการพัฒนาทฤษฎีความอลวนนี้ เกิดขึ้นในช่วงกลางของศตวรรษที่ 20 เมื่อเป็นที่ประจักษ์ว่า ทฤษฎีของระบบเชิงเส้นนั้นไม่สามารถใช้อธิบายพฤติกรรมบางอย่าง แม้กระทั่งพฤติกรรมของระบบที่ไม่ซับซ้อนอย่าง แมพลอจิสติก (Logistic map) อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้พัฒนาการของทฤษฎีความอลวนเป็นไปอย่างรวดเร็วก็คือ คอมพิวเตอร์ การคำนวณในทฤษฎีความอลวนนั้น โดยส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่เป็นการคำนวณค่าแบบซ้ำ ๆ จากสูตรคณิตศาตร์ และสามารถใช้คอมพิวเตอร์ช่วนในการคำนวณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอ็ดเวิร์ด ลอเรนซ์ (Edward Lorenz) เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกทฤษฎีความอลวน เขาได้สังเกตพฤติกรรมความอลวน ในขณะทำการทดลองทางด้านการพยากรณ์อากาศ ในปี ค.ศ. 1961 ลอเรนซ์ใช้คอมพิวเตอร์ซิมูเลชันแบบจำลองสภาพอากาศ ซึ่งในการคำนวณครั้งถัดมาเขาไม่ต้องการเริ่มซิมูเลชันจากจุดเริ่มต้นใหม่ เพื่อประหยัดเวลาในการคำนวณ เขาจึงใช้ข้อมูลในการคำนวณก่อนหน้านี้เพื่อเป็นค่าเริ่มต้น ปรากฏว่าค่าที่คำนวณได้มีความแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เขาพบว่าสาเหตุเกิดจากการปัดเศษ ของค่าที่พิมพ์ออกมา จากค่าที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีค่าน้อยมาก แต่สามารถนำไปสู่ความแตกต่างอย่างมากมาย เรียกว่า ไวต่อสภาวะเริ่มต้น

คำ "butterfly effect" ซึ่งเป็นคำที่นิยมใช้เมื่อกล่าวถึงทฤษฎีความอลวน นั้นมีที่มาไม่ชัดเจน เริ่มปรากฏแพร่หลายหลังจากการบรรยายของ ลอเรนซ์ ในปี ค.ศ. 1972 ภายใต้ชื่อหัวข้อ "Does the Flap of a Butterfly's Wings in Brazil Set Off a Tornado in Texas?" นอกจากนี้แล้วยังอาจมีส่วนมาจาก รูปแนวโคจรของตัวดึงดูดลอเรนซ์[1] (ดังรูปด้านขวามือ) ที่มีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ ซึ่งเขาได้ตีพิมพ์ในบทความวิชาการก่อนหน้านี้

ส่วนคำ "chaos" บัญญัติขึ้นโดย นักคณิตศาตร์ประยุกต์ เจมส์ เอ ยอร์ค (James A. Yorke)



เคออสมีพฤติกรรมดังนี้

    
ตามตำนานเทพปกรณัมกรีก เคออส หรือ คาออส (Chaos หรือ Khaos) เป็นสภาพแรกเริ่มของการมีอยู่อันเป็นต้นกำเนิดของเหล่าทวยเทพรุ่นแรก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ความว่างเปล่าอันมืดดำของอวกาศ

ในบทกลอนเมตามอร์โฟเซส(Metamorphoses) นักกวีโอวิด
(Ovid) ได้อธิบายเคออสว่าเป็น "มวลหยาบและยังไม่สมบูรณ์ กลุ่มก้อนที่ไม่มีชีวิต ไม่มีรูปแบบ ไม่มีขอบเขต ของเมล็ดพันธุ์อัยยุ่งเหยิง และเคออสก็ได้รับสมญาอันเหมาะสม" ด้วยเหตุนี้ คำว่า "chaos" จึงถูกนำมาใช้ในปัจจุบันโดยมีความหมายว่า "ความสับสนอย่างสิ้งเชิง"

ลักษณะสำคัญของเคออสมี 3 ประการหลักคือ


-เคออสเป็นหลุมลึกไร้ก้นที่ซึ่งหากมีอะไรตกลงไปก็จะตกลงไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด ซึ่งตรงข้ามกับโลก (Earth) อย่างมาก ด้วยโลกกำเนิดออกมาจากความว่างเปล่านี้ แต่โลกประกอบด้วยพื้นดิน

-เคออสเป็นสถานที่ที่ปราศจากทิศทางที่แน่นอน โดยสิ่งต่างๆจะตกลงไปตามทิศต่างๆได้รอบ

-เคออสเป็นพื้นที่ว่างที่แยกโลก (Earth)  และท้องฟ้า (Sky) ออกจากกันและเคออสก็ยังคงสภาพคั่นกลางสองสิ่งนั้






Source :
Chaos Theory http://andromeda.qc.ca
http://www.marxist.com/science-old/chaostheory.html
http://www.chaostheory.com/



สรุปเชิงวิทย์ โดย อ.ชัยวัฒน์


"Butterfly Effect" หรือ "ปรากฏการณ์ผีเสื้อ" มีความที่มักกล่าวกันคือ "เด็ดดอกไม้ กระเทือนถึงดวงดาว" ครับ
คำกล่าวหรือปรากฏการณ์นี้ เป็นเรื่องของทฤษฎีเรียกว่า Chaos Theory ภาษาไทยยังไม่มีศัพท์บัญญัติที่ยอมรับกัน แต่ก็มีบางคำที่ใช้กันอยู่ เช่น ทฤษฎีไร้ระเบียบ หรือ ทฤษฎีแห่งความยุ่งเหยิง ทว่า ที่ใช้กันมากที่สุด คือ การเรียกทับศัพท์เป็น ทฤษฎีเคออส


ทฤษฎีเคออส เป็นทฤษฎีที่เกี่ยวกับระบบต่าง ๆ หรือ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ ที่เผิน ๆ ดูเหมือนจะไม่มีความเป็นระเบียบเลย มีแต่ความยุ่งเหยิง ทว่า ในความยุ่งเหยิงนั้น ตามทฤษฎีเคออส จริง ๆ แล้ว ก็มีความเป็นระเบียบที่ปรากฏซ้อนกันอยู่ มีกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ควบคุมอยู่ เช่น ปรากฏการณ์เกี่ยวกับสภาพลมฟ้าอากาศ
ตามทฤษฎีเคออส ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะเป็นตัวกำหนดสภาพความเป็นไปของปรากฏการณ์ หรือระบบคือ Initial Condition (เงื่อนไขเริ่มต้น หรือจุดเริ่มต้น) การเริ่มต้นที่แตกต่างกัน จะทำให้เกิดผลที่แตกต่างกันมาก
สำหรับคำกล่าว "เด็ดดอกไม้ กระเทือนถึงดวงดาว" แสดงถึงความกี่ยวพันของระบบที่ประกอบด้วย ทั้งดอกไม้บนโลก และดวงดาวในอวกาศ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้น ณ จุดหนึ่ง จะมีผลต่อระบบทั้งระบบเสมอ
อีกคำกล่าวหนึ่งที่ชัดเจนกว่า และมีการกล่าวถึงผีเสื้อโดยตรง ซึ่งแสดงถึงหัวใจสำคัญของทฤษฏีเคออส และ "Butterfly Effect" คือ "ผีเสื้อกระพือปีกที่ปักกิ่งวันนี้ มีผลทำให้เกิด ทอร์นาโด ที่ฟลอริดา สหรัฐอเมริกาปีหน้า" ซึ่งเน้นความสำคัญของ Initial Condition คือ การกระพือปีกของผีเสื้อที่ปักกิ่งวันนี้ครับ
สำหรับผู้ค้นคิดทฤษฎีเคออส มีนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องหลายคน แต่ผู้ที่กล่าวถึงเรื่องของ เคออสอย่างค่อนข้างชัดเจนคนแรก คือ นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ จูลส์ เฮนรี พอนคาเร (Jules Henry Poincare) เมื่อประมาณต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ทว่า ทฤษฎีเคออส เพิ่งจะได้รับความสนใจอย่างจริงจังเมื่อศตวรรษที่ 70 เพราะความก้าวหน้าที่ชัดเจนขึ้นของทฤษฎีเคออส และที่สำคัญ นักวิทยาศาสตร์มีคอมพิวเตอร์มาช่วยทำให้ทฤษฎีเคออส ก้าวออกจากการเป็นเพียงทฤษฎีอย่างเป็นนามธรรม มาสู่การแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม และการใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ อย่างจริงจัง

(http://www.pantip.com/cafe/wahkor/article/chaiwat/cwt_bkkbz118.html  )




ทฤษฏีเกี่ยวแขนกับเคออส


ท่ามกลางความขัดแย้ง  กลุ่มคน  ผลประโยชน์  ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารอาจเป็นอาวุธที่ร้ายแรง...
ถ้าไม่อยากตกเป็นเหยื่อ ต้องมาทำความรู้จักกับ ทฤษฏีนี้หน่อย Conspiracy theory  "ทฤษฎีสมคบคิด" เคยได้ยินกันบ้างไหม  ใครเคยดูหนังดาร์วินชี อาจจะเคยได้ยินมาบ้างก็ได้นะ ...



Conspiracy theory  "ทฤษฎีสมคบคิด"


ทฤษฎีสมคบคิดปัจจุบัน คุณจะพบทฤษฎีนี้มากขึ้นเพราะ อาจจะตามสื่อทั้งหลายตามข้อมูลเอกสารทางเวปไซด์ จึงทำให้ในบางครั้งการรับข่าวสารจากภายนอกมีความผิดไปจากข้อเท็จจริงเพราะใครบางคนหรือกลุ่มคนหนึ่งอยากให้เป็นแบบนั่น ท่ามกลางยุคแห่งความแตกแยกของประเทศ ประเทศที่ประชาชนรับฟังข่าวสารที่ตนเชื่อ รับฟังสื่อ รับฟังทัศนะคติที่ตนเชื่อถือจนทำให้ความแตกแยกบานปลาย และถ่วงความเจริญของชาติ ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) คือ เรื่องเล่า บทความที่สร้างขึ้นมาจากความคิดของคน หรือกลุ่มคน โดยนำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นอื่นๆเพื่อให้ประโยชน์/ให้โทษต่อบุคคลหรือ กลุ่มบุคคลหนึ่งใด หรืออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลักษณะของทฤษฎีสมคบคิดโดยทั่วไปมีข้อเท็จจริงประกอบอยู่เพียงเล็กน้อย หรือส่วนหนึ่ง เพียงเพื่อเสริมให้เกิดความน่าเชื่อถือว่ามีหลักฐานสนับสนุนที่ดูเหมือน เกี่ยวข้องกันเท่านั้น อาจมีเหตุผลสนับสนุนจากความเชื่อส่วนบุคคล ความเชื่อเกี่ยวกับทางศาสนา การเมือง หรือวัฒนธรรมที่ แตกต่างไป เรื่องเหล่านี้นักวิชาการจะไม่ใช้อ้างอิง ผู้อ่านควรใช้วิจารณญานก่อนที่จะเชื่อเรื่องนั้นๆ ประเทศสหรัฐอเมริกามีหน่วยงานที่จะดูแล และกลั่นกรองเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะ เดิมพบได้ในคอลัมน์เล็กๆหนังสือพิมพ์ประเภทเทบลอยด์ในต่างประเทศ ปัจจุบันพบได้มากในฟอร์เวริดเมล เว็บไซต์ส่วนบุคคล และบล๊อกต่างๆ


ทฤษฎีสมคบคิด .. เป็นทฤษฎีที่ประกอบไปด้วย - เรื่องนั้นๆมีทิศทางส่งเสริมพฤติกรรมเดิมๆ หรือความเชื่อที่มีอยู่ก่อนแล้ว ของเจ้าของเรื่อง - เรื่องนั้นๆ ไม่สามารถหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้โดยง่าย - มักจะประกอบไปด้วยคำว่า ถ้าบังเอิญ, สมมติว่า ...

ตัวอย่างของทฤษฎีสมคบคิด
* ข้อกล่าวหาเรื่องมนุษย์คนแรกเหยียบดวงจันทร์เป็นเรื่องลวง
* ฮิตเลอร์ และ เอลวิส เพลสลีย์ ยังไม่ตายแต่ถูกมนุษย์ต่างดาวลักตัวไป
* โลกจะแตกในปี... เพราะจะมีกลุ่มอุกาบาตขนาดใหญ่เข้ามาในวงโคจร
ภาพยนต์เกี่ยวกับทฤษฎีนี้ได้แก่ DaVinci Code ผู้แต่งใช้ทฤษฎีนี้ทั้งเรื่องเลย เป็นการใส่ความคิดของตัวเองลงไป แล้วสร้างเป็นเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมาให้เชื่อมโยงกัน หรือที่คนไทยเรียกว่าเป็นตุเป็นตะนั่นล่ะครับ
อ้างอิง http://ekkzbeats.blogspot.com/2010/01/conspiracy-theory.html

อ่านเพิ่มเติม
http://74.125.153.132/search?q=cache:wTsDyZSq640J:www.watwatwitwit.com/index.php%3Flay%3Dshow%26ac%3Darticle%26Id%3D565828%26Ntype%3D3+conspiracy+theories+%2B%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%B5&cd=4&hl=th&ct=clnk&gl=th
http://en.wikipedia.org/wiki/Conspiracy_theory

ที่มา กูเกิลกูรู และ เนื้อหาจากคำค้นหน้ากูเกิล


Twitter Time Line : (19/08/2010 21.09)


เมื่อดอกไม้ถูกเด็ดไป ผีเสื้อไม่มีเกสร กระทบถึงสัตวเกี่ยงข้องไม่สมดุลนิเวศ เรื่องยุ่งเหยิงจึงเกิดขึ้น ทรัพยากรจากฝั่งโน้น.. cc @KILENKU #FM99


ทรัพย์ฯฝั่งโน้นย้ายมาฝั่งนี้ แม่เหล็กแปรปรวน ธรรมชาติผิดปกติ อุณหภูมิสูงเข้าหาต่ำอย่างเร็ว เกิดพายุและภัยด่วนๆขึ้น ผู้บริโภคสุดท้าย.. #FM99


คือคนจะยุ่งเหยิง เดือดร้อนจากผีเสื้อไม่มีเกสรดอกไม้ พาลทะเลาะแย่งทรัพยฯกัน สะเทือนไปทั้งดาวโลกนี้และอื่นๆ ในขณะที่ยุ่งเหยิงอยู่นั้น #FM99


แม้อลวนอยู่ จะมีคนกลุ่มหนึ่งคิดทางเดียวกัน จะร่วมกันเอาดอกไม้ไปคืนผีเสื้อ หรือ อาจกักทรัพยฯร่วมกัน เรียก "สมคบคิดกัน" บนเรื่องยุ่งๆ #FM99


มีอีกกลุ่ม คิดชนะธรรมชาติโดยคิดค้นสิ่งทดแทน และต้านธรรมชาติทุกรูปแบบ จนวัตถุนิยมอยู่บนคานไม้กระดกได้ ธรรมชาติรีเซ็ตก็จะยุ่งเข้ารอบเดิม #FM99


พอยุ่งๆเข้ารอบเดิม ก็จะพาลไปเอาชนะบิ๊กแบง หรือมิติอื่นที่จะเรียกดอกไม้คืนมา ซึ่งใช้คณิตนำจนสรุปเป็นกระดาษได้--> http://bit.ly/djYryM  #FM99





ภาคค้นคว้าต่อยอด เพื่อนำเคออสไปใช้งาน


(กำลังพิมพ์.....แต็กๆๆ แต็กๆๆ)



วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

(ค้นคว้า) สมองซ้ายควบคุมร่างกายฝั่งขวา สมองขวาควมคุมร่างกายฝั่งซ้าย

(ค้นคว้า)  สมองซ้ายควบคุมร่างกายฝั่งขวา สมองขวาควมคุมร่างกายฝั่งซ้าย
ประกายจาก : วิทยุ FM99 เมืองไทยเข็มแข็ง โดย @DrEkarin @jitkasame


เริ่มจาก WIKIAnswer
Why does the left side of the brain control the right side of the body and vice versa What benefit can this possibly bring to efficient brain functioning?
คำตอบไม่ได้ช่วยอะไรและไม่มีอ้างอิงรองรับว่า
The physical reason is that the nerves cross over each other inside the brain, and nerves on the right side of the brain cross to run down the left side of the body, etc.

Nobody really knows exactly why this evolved.
( ที่มา http://bit.ly/8YfVMr  )
 
ต่อมา ทฤษฏีทั่วไปของสมองซ้ายและขวา รวมกันเป็นสมองของเรา
Left Brain, Right Brain, Whole Brain?
Understanding the left- right brain functioning

S.R Sun Feb 22 2009

เป็นคำตอบที่เหมือนไม่ไช่คำตอบที่แท้จริง ขออนุญาตพูดว่า "ตีคลุม"
แต่บทความนี้เจ้าของรางวัลโนเบลมาร่วมให้ความเห็น และวิเคราะห์เรื่องสมองได้อย่างน่าสนใจ
จนท้ายที่สุด ...ยากจะอธิบายได้ว่า...ฯลฯ
This article is very informative and seems to have a fine understanding of the basic brain, brain lateralization, learning styles and personality and educational implications. I found that the research of brain lateralization helped me have a better understanding of it, since I had difficulty understanding it before. It was very interesting to know that, “In most (97%) right-handed people language is controlled by the left hemisphere. Left-handers have a more even distribution of language in both hemispheres. In 19% this is concentrated in the left hemisphere, and in 68% it is concentrated in the right hemisphere, the remainder have language processing in both hemispheres” this intrigued me and I was encouraged to read on further. I also had a good understanding of the left and right hemispheres and their functions for each, such as the left hemisphere being the dominant side for language and the right hemisphere leaning more to the emotional side and some function that are shaded by both, eg: Sensations on both side of face, Sound perceived by both ears. The 4 quadrants were laid out in a simple manner which also made is easy to understand, and how all these theories help in the education of today. Even though this article has given a lot of information from different people, and has evidence for most theories it seems that the details about it are still quite unclear, seeing that there is still so much more of the brain to discover, “There is still much work to do, particularly on the differences observed between individuals and understanding all the brain processes involved on cognition”. Overall this article is very helpful and interesting and gives qualitative information about the brain and other information linked to the brain.  อ่านต่อ http://www.singsurf.org/brain/rightbrain.php

บทความของแพทย์ไทย (ไม่ได้มีคำตอบให้แต่รู้กลไกการทำงานต่ออัตลักษณ์ทางร่างกาย)
สมองสองซีก สมองซีกซ้าย สมองซีกขวา


สมองของคนจะมีน้ำหนักประมาณ 1.4 กิโลกรัม หรือ 3 ปอนด์ บรรจุอยู่ภายในกะโหลกศีรษะ ซึ่งจะป้องกันไม่ให้สมองได้รับ การกระทบกระเทือนได้ง่าย ในสมองจะประกอบด้วยเซลล์ประสาทจำนวนมากกว่าร้อยละ 90 ของเซลล์ประสาททั้งหมดในร่างกาย โดยเป็นเซลล์ประสานงานเป็นส่วนใหญ่ เซลล์เหล่านี้ต้องการออกซิเจนและกลูโคสถึงร้อยละ 2 ของน้ำหนักตัว ความต้องการ - ออกซิเจนร้อยละ 20 ของออกซิเจนที่ร่างกายต้องการใช้


สมองของคนและสัตว์มีกระดูกสันหลังชั้นสูงมีส่วนนอกเป็นเนื้อสีเทา ( gray matter ) ส่วนนี้มีตัวเซลล์ประสาทและออกซอน ที่ไม่มีเยื่อไมอีลิน แต่ส่วนในของสมองหลายแห่งมีเนื้อสีขาว ( white matter ) เนื่องจากมีใยประสาทที่มีเยื่อไมอีลินซึ่งมีสารพวก ลิพิดเป็นองค์ประกอบจึงเป็นสีขาว

สมองของคนนับว่ามีพัฒนาการสูงที่สุด โดยจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว และมีการเพิ่มรอยหยักบนสมองมากกว่าสัตว์อื่นๆคนจึงมีความสามารถในการเรียนรู้สูงกว่าสัตว์อื่นๆ

ในส่วนของสมองใหญ่หรือซีรีบรัม เป็นส่วนของสมองที่มีขนาดใหญ่ ผิวด้านนอกเป็นสีเทา (gray matter) มีส่วนเนื้อสีขาว (white matter)อยู่ด้านใน แบ่งเป็น 2 ซีกโดยสมองซีกซ้าย จะทำหน้าที่ควบคุมการพูด อ่าน เขียน ความเข้าใจภาษา ความสามารถทางคณิตศาสตร์ การมีเหตุผลและการแก้ปัญหา ส่วนซีกขวาจะควบคุมการจดจำเกี่ยวกับความสามารถด้านดนตรี ศิลปะ การแสดงออกทางอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ การที่คนเราจะถนัดซ้ายหรือขวาขึ้นอยู่กับว่าใช้สมองซีกไหนควบคุมการเขียนหรือการทำกิจกรรมต่างๆมากกว่ากัน
อ่านเต็มๆ http://bit.ly/9VWKZf


และมีการระบุไว้ในตำราแพทย์ไทยถึงคำถามดังกล่าว
1. ประสาทรับความรู้สึก



ประสาทรับความรู้สึกมีหลายแบบ ได้แก่ ความรู้สึกสัมผัสเบา ๆ ความรู้สึกสัมผัสอย่างรุนแรง ความรู้สึกอุณหภูมิร้อนเย็น หรือความรู้สึก เจ็บปวด เช่น ถูกเข็มฉีดยา ถูกมีดบาด หรือถูกหยิก ซึ่งเส้นประสาทต่าง ๆ ที่นำความรู้สึกเหล่านี้จะมีขนาดแตกต่างกันด้วย ความรู้สึก สัมผัสเบา ๆ จะนำโดยเส้นประสาทขนาดใหญ่ที่มีไขมันห่อหุ้มมาก ในขณะที่ความรู้สึกเจ็บปวดนำโดย เส้นประสาทขนาดเล็ก ที่มีไขมันห่อหุ้มน้อย หรือไม่มีเลย ผิวหนังของคนเราจะมีประสาทรับความรู้สึกต่าง ๆ และนำส่งต่อไปยังเส้นประสาทผ่าน ไขสันหลัง ขึ้นไปยังก้านสมอง และขึ้นไปถึงสมองส่วนใหม่ หรือนีโอคอร์เท็กซ์ ส่วนที่เรียกว่า พารายทอลโลบ สมองข้างซ้ายจะรับความรู้สึก จากร่างกาย และใบหน้าทางซีกขวา ขณะที่สมองข้างขวาจะรับความรู้สึกจากร่างกาย และใบหน้าทางซีกซ้าย ในสมองคนเราจะมีแผนที่ว่า ส่วนใดของสมองจะรับความรู้สึกจากส่วนใดของร่างกาย
อ่านเต็มๆ http://www.novabizz.com/NovaAce/Brain.htm

คนนี้มาแปลก สมองซีกซ้าย สมองซีกขวา 
"สองคน ยลตามช่อง

คนหนึ่ง มองเห็นโคลนตม
คนหนึ่ง ตาแหลมคม
มองเห็นดาวอยู่พราวแพรว"
(ท่านภราดา ฟ. ฮีแรห์ แห่งอัสสัมชัญ)
"Two folks look through same hole, one sees mud, one sees star." (เช็คสเปียร์ )
ตามต่อ http://share.psu.ac.th/blog/sk003/11788


สมองซีกซ้ายและซีกขวา  ในองค์ความรู้ จิตสำนึก และ จิตใต้สำนึก แต่พลิกเป็นเรื่องจิตบำบัด

คุณเป็นผู้ที่ใช้สมองซีกซ้ายหรือซีกขวามาก ทดสอบง่าย ๆ

ลองทดสอบดูดังนี้...
ยกมือทั้งสองขึ้นในท่าพนมที่หน้าอก แล้วเอานิ้วประสานกัน เมื่อนิ้วมือประสานกันแล้ว ดูที่ตำแหน่งหัวแม่มือทั้งสอง ถ้าหัวแม่มือซ้ายอยู่บน แสดงว่าคุณเป็นคนใช้สมองด้านขวามากกว่า และถ้า หัวแม่มือขวาอยู่บนหัวแม่มือซ้าย คุณเป็นคนใช้สมองด้านซ้ายมากกว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า สมองด้านขวาคุมร่างกายด้านซ้าย และสมองด้านซ้าย คุมร่างกายด้านขวา
อ่านเต็มๆ http://bit.ly/c48qgF


ฝรั่งคนนี้ เสนอเรื่องสมองซ้ายและขวาไว้น่าสนใจ ซึ่งใกล้เคียงจะได้คำตอบ
Watching the Brain at Work: Mapping the Cortex


That the left side of the brain controls the right side of the body is something that was known even in the ancient civilizations. The great Greek physician Hippocrates observed that after injuries to one side of the head, it was often the opposite side of the body which became paralyzed or might be involved in a seizure. That there is a very orderly map in the left brain for movements of the right side was discovered only in the nineteenth century. Its details were described by a British neurologist, Hughlings Jackson. As the neurosurgeon moves the stimulating wires toward the top of the head, the sequence of face to hand will progress to chest and hips. More detailed "mapping" using this technique will reveal thumb and forefinger areas within the hand area. More space in the brain seems to be devoted to the fingers than to the leg. 2

อ่านเต็มๆ http://williamcalvin.com/Bk1/bk1ch1.htm


เมื่ออารามตกใจ เกิดการใช้ข้างผิดได้เหมือนกัน จากกรณีศึกษาในหลายประเทศ
จากนั้นจึงค้นคว้าต่ออีก 22 เว็บไซต์ จากฝั่งตะวันตก คำตอบล้วนไม่ระบุชัดๆ ว่า ทำไมสมองซ้ายคุมร่างกายขวา และผกผันกัน

คำตอบที่ได้มาจากรูปและคีย์เวิร์ดของบทความนี้
คำตอบเกิดจากฝั่งตะวันนออก ที่ อธิบายเรื่อง ธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก่อน
แล้วจึงวนไปเรื่องจิต (จิตสำนึก และจิตใต้สำนึก)  และตีประเด็นออกว่า หยินหยาง คือความสมดุลของร่างกาย ส่วนความสมดุลของจิต ขึ้นอยู่กับวิถีปฏิบัติของศาสนา  แล้วค่อยอธิบายเทียบหลักการสมองของทุก ดร. ในบทความที่กล่าวไปข้างต้น




Brain Balancing Exercises
In astrology and Chinese medicine they speak of the need to balance the elements:
Fire
Water
Air
Earth
In nature we see this balance again in the four seasons: winter, spring, summer and fall.
Above excerpted by Dr Joshua David Stone, from one of his many books, 'How to clear the negative ego'

Brain Balance

Rubbing boths palms together - this rubbing action balances left and right side of body & brain.
Alternate nostril breathing - inhale in left nostril, out right nostril, in tight nostril, out left, in left and so on
Always start with left nostril in breath. Read more info on this before attempting it.
Visualize each portion of the brain, and imagine smiling to the cells, relaxing them - imagine the cells in the brian relaxing and smiling back.
Affirm - My brain is happy, healthy and balanced
Read about pranayama, Yoga Mudra. See Jonn Mumfords book
Tools - nine breath bottle breathing


โอ้...แล้วก็มาถึงจิตสภาวะ ภาวนา สมาธิ จนได้
อย่าเพิ่งเชื่อ ถ้ายังหักล้างข้อสงสัยกันไม่หมด ซึ่งมีประเด็นเหล่านี้


(จบตอน)

กูเกิล, ยาฮู, วิกิฯ, หนังสือแพยท์ฯ
รูปภาพประกอบจากบทความนั้นตามอ้าง

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทฤษฏีสรรพสิ่ง? ไอน์ฯบอกไว้ก่อนจากว่า "read the mind of God" Steven Hawking มาต่อยอด เกิดจาก 4 สมการ 6 มิติ Nowรอคนมาไข http://bit.ly/bTeprZ

ทฤษฏีทุกสรรพสิ่ง ของปู่ไอน์สไตน์ แป้กแต่โดน??



I really wonder when i heard the meaning of theory of relativity, it's very carziest theory ever proposed..

Enistein spend 30 years on theory of relativity, but he couldn't explain. and it was unsuccessful..

If he had explained this theory ....it was to have been the ultimate achievement of 2,000 years of investigation into the nature of space and matter,

This is his third try..

His first theory of Special Relativity (1905) gave us E = mc², which led to the atomic bomb and unlocked the secret of the stars.....

His second great theory was General Relativity (1915), which gave us space warps, the Big Bang, and black holes......

But many don't realize that his greatest theory was never finished: "a theory of everything". Einstein's crowning achievement was to have been the unified field theory, an attempt to "read the mind of God"

Wonder theory ...

(Naked Science Forum)
 
 
ทฏษฏีเกิดขึ้นมาจากความพยายามรวมเอาสมการแรงทั้งสี่ชนิดไว้ด้วยกัน ซึ่งมีปัญหาการรวมแรง G เข้ากับแรงอื่นๆอีกสามแรง

ทฤษฎีสตริงจริงเสนอไว้นานแล้วแต่นักวิทยาศาสตร์ช่วงนั้นยังเชื่อเรื่องอนุภาคมูลฐานยังต้องเป็นอนุภาคอยู่ จึงไม่ได้ตีพิมพ์ ดังนั้นคนที่เสนอจึงต้องพยายามพิสูจน์ทฤษฏีนี้

ในที่สุดทฤษฏีนี้ได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่มันก็ยังมีปัญหาอีกคือ ทฤษฏีนี้สามารถพัฒนาออกมาได้เป็น 5 เวอร์ชั่น ซึ่งมีความถูกต้องเหมือนกัน (จากสมการ) ดังนั้น อันไหนละที่ถูกต้องกับจักรวาลที่เราอยู่ (นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแต่ละแบบอาจอธิบายจักรวาลในแบบต่างๆในมิติอื่นๆ คือมีเอกภพขนาน จากสมการบอกว่ามันมีอยู่ 6 มิติ)

นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำบางคนกล่าวว่า ทฏษฏีนี้ไม่มีทางพิสูจน์ได้ เพราะเขาเชื่อว่าต้องใช้พลังงานมหาศาลเหลือเกินในการที่จะตรวจสอบได้สตริงได้ บางท่านกล่าวว่าจะเรียกว่าทฤษฏีดีหรือปรัชญาดี เพราะ เป็นทฤษฏีที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ ซึ่งขัดกับหลักการทางวิทยาศาสตร์

ก็ยังมีความพยายามพัฒนากันต่อไปละครับ จนกว่าจะหาทฤษฎีใหม่ที่อาจพิสูจน์ได้

 
 

 
Steven Hawking and The Theory of Everything

และ Kip S. Thorne คือเพื่อนของผู้ชายที่น่ามหัศจรรย์ผู้นี้
สตีเฟน ฮอว์คิง เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2485
ที่เมืองอ๊อกซฟอร์ดไชร์ ประเทศอังกฤษ
ศึกษาสาขาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด
และรับปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2505
ต่อมาได้เข้าศึกษาที่ทรินิตีคอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
ในสาขาจักรวาลวิทยา และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตเมื่อปี พ.ศ. 2509
หลังจากนั้นก็ได้รับการคัดเลือกเป็นนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด

แต่ก่อนที่เค้าจะเรียนจบ สตีเฟน ฮอว์คิง ก็มีอาการที่เรียกว่า
amyotrophic lateral sclelar (ALS)
อันเป็นอาการผิดปกติของระบบประสาทโดยไม่ทราบสาเหตุ
โดยมีผลกับประสาทสั่งการ (motor neurons)
ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอลงจนเกือบเป็นอัมพาต
หมอบอกว่าเค้าจะมีอายุต่อไปอีกไม่เกิน 1-2 ปี
แต่เขายังคงทำงานวิชาการต่อไป และมีชีวิตยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้

งานที่ทำให้เค้าโด่งดังคือ การศึกษาเรื่องหลุมดำ
หลุมดำเป็นสิ่งที่ลึกลับที่สุดในจักรวาลนี้
มันมาจากสมการของไอน์สไตน์ที่กล่าวว่า
แสงนั้นมีความเร็วคงที่ และเดินทางเป็นเส้นตรง
แต่มีผ่านโค้งของอวกาศที่ถูกสร้างโดยสนามแรงโน้มถ่วงของมวลขนาดใหญ่
แสงนั้นสามารถบิดงอได้ เมื่อมีมวลมากจนถึงจุดหนึ่ง
แรงโน้มถ่วงจะมาก จนแม้แต่แสงก็ยังไม่สามารถผ่านออกมาได้
และทุกอย่างจะสูญหายไปในหลุมดำนั้น

แต่ไอน์สไตน์ก็ไม่อยากจะเชื่อว่า เรื่องนี้จะเป็นไปได้
แต่มันก็ได้รับการพิสูจน์แล้ว ว่ามันมีอยู่จริง

นักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อมาอย่าง สตีเฟน ฮอว์คิง เชื่อว่า
ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะถูกดูดหายเข้าไปในนั้น
หลุมดำมีการปลดปล่อย sub-atomic particle ออกมา
ที่ทุกวันนี้เรียกว่า Hawking radiation
และเค้าได้พยายามที่จะศึกษามันต่อไป เพื่อไขความลับของหลุมดำออกมา

นานมาแล้วที่ชายหนุ่มคนหนึ่ง กับตำนานใต้ต้นแอปเปิ้ลของเค้า
ได้สร้างกฏฟิสิกส์ที่โด่งดังที่สุด และเราก็ยังใช้มันมาถึงทุกวันนี้
มันสามารถใช้สร้างยานอวกาศ อธิบายถึงวงโตจรของดาวเคราะห์
น้ำขึ้น น้ำลง ด้วย กฏของนิวตั้น

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป เราเริ่มศึกษาสิ่งที่อยู่ไกลออกไปนอกสุริยะจักรวาล
สิ่งที่มีความเร็วมากขนาดใกล้เคียงแสง กฏของนิวตั้นไม่อาจใช้อธิบายได้อีกต่อไป
จึงเกิดนักฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่คนที่สอง ที่เรารู้จักกันในนาม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
ผู้ที่คิดค้นที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
พูดถึงพลังงานและสสาร โดยเพิ่มความรับรู้ของเราไปยังอีกหนึ่งมิติ
มิติที่สี่ มิติแห่งกาลเวลา แต่ทั้งสองทฤษฏีที่เป็นระเบียบและสวยงามนี้
กลับใช้ไม่ได้กับสิ่งที่เล็กจิ๋วอย่างอะตอม
ซึ่งต้องใช้อีกทฤษฏีหนึ่งอธิบายของธรรมชาติของมัน
ซึ่งแทบจะก้าวข้ามความรับรู้ของมนุษย์ธรรมดาออกไป
กับความไม่แน่นอนของ กลศาสตร์ควอนตัม

แล้วทำไมเราต้องใช้หลายทฤษฏีมาอธิบายด้วยล่ะ ???
ในเมื่อทุกสิ่งในจักรวาลล้วนก่อกำเนิดมาจากจุดเดียวกัน
จะมีทฤษฏีใดใหมที่สามารถอธิบายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ตั้งแต่สิ่งที่เล็กจิ๋วอย่าง อิเลคตรอน ไปจนถึงสิ่งที่ใหญ่มากอย่าง กาแล๊กซี่
ที่เราเรียกมันว่า ทฤษฏีทุกสรรพสิ่ง

ที่มา : Science Geek Club
Book : Steven Hawking and The Theory of Everything
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ลูกสาวของไอน์สไตน์ และ เข็มทิศกับไวโอลินของไอน์สไตน์

ลูกสาวของไอน์สไตน์


เมื่อแต่งงานแล้ว มิเลวาก็เสียสละเป้าหมายทางอาชีพของเธอ เธอเลิกเรียน และหันมาเป็นเพียงผู้ช่วยของไอน์สไตน์เท่านั้น มีคนตั้งข้อสังเกตในภายหลังว่า มิเลวานั้น อยู่ในชีวิตของไอน์สไตน์ในช่วงชีวิตที่เขาประสบความสำเร็จสูงสุด จึงเป็นไปได้ว่า มิเลวาน่าจะมีส่วนในงานของไอน์สไตน์ด้วย ความรักผลักดันให้เกิดลูกสาวคนแรกก่อนการแต่งงานในปี 1902 ลูกสาวคนนี้ชื่อลีสเซอร์ล เป็นลูกสาวที่ไอน์สไตน์ไม่เคยปริปากถึง เพราะเป็นลูกที่เกิดก่อนสมรส ไม่นานนัก ลีสเซอร์ลก็หายไปจากชีวิตของไอน์สไตน์อย่างลึกลับ ไม่มีใครรู้ความจริงเรื่องนี้ ว่ากันว่า วันหนึ่งเมื่อครอบครัวออกไปปิกนิกกัน ลีสเซอร์ลก็เดินหายไปดื้อๆ บางกระแสบอกว่า มิเลวายกลีสเซอร์ลให้คนอื่นเลี้ยง และเธอเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก เรื่องนี้ก่อให้เกิดบาดแผลในชีวิตของทั้งไอน์สไตน์และมิเลวาขึ้น จนทำให้ชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ไม่ราบรื่น


(อ้างอิง http://www.oknation.net/blog/bill125/2008/10/24/entry-1 )




เข็มทิศกับไวโอลินของไอน์สไตน์



ในช่วงท้ายของชีวิต ไอน์สไตน์ชอบเดินท่อมๆ แถวมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ที่ซึ่งเขาเป็นอาจารย์ประจำ ทักทายเด็กและเล่นกับทารก ปล่อยตัวตามสบาย เส้นผมสีขาวโพลน สวมเสื้อนอกลุ่ยรุ่มร่าม และไม่สวมถุงเท้า 'เปลือก' ของเขาดูไม่เหมือนนักวิทยาศาสตร์ปราดเปรื่องผู้ที่ประชากรกว่าครึ่งโลกรู้จัก

บ่ายวันหนึ่งขณะที่เดินอยู่แถว สถาบันเพื่อการศึกษาชั้นสูง ในพรินซ์ตัน ไอน์สไตน์ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ เขาเดินไปตามต้นเสียงจนพบเด็กหญิงคนหนึ่ง จำได้ว่าเป็นลูกสาวของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในคณะ เมื่อถามเด็กหญิงว่าร้องไห้ทำไม เธอตอบว่าเธอตามวิชาเลขคณิตที่ครูสอนไม่ทัน เพราะเต็มไปด้วยกฎมากมาย

ไอน์สไตน์บอกว่า เขาเองก็มีปัญหากับตัวเลขเช่นกัน แต่บางทีหากพวกเขาทั้งสองนั่งลงแก้ปัญหาด้วย สถานการณ์อาจจะดีขึ้นก็ได้




บ่ายนั้นไอน์สไตน์นั่งขบคิดวิชาเลขคณิตกับเด็กหญิงคนนั้นด้วยความทรมานพอควร แม้จะเป็นนักฟิสิกส์ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลข้ามจักรวาล แต่เขาไม่จัดว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการคำนวณ และต้องพึ่่งนักคณิตศาสตร์ช่วยในสมการของเขา อย่างไรก็ตามบ่ายวันนั้นเขาก็สามารถทำให้เด็กหญิงเรียนรู้จนได้


ช่วงเวลานั้น ไอน์สไตน์เป็นคนที่มีชื่อเสียงก้องโลกแล้ว สถานภาพของเขาอยู่ในขั้น 'ดารา' แน่นอนจดหมายหลั่งไหลถึงเขา ส่วนใหญ่มาจากเด็กๆ ทั่วโลก ถามคำถามทุกประเภท บางคนส่งรูปภาพที่วาด ภาพถ่าย ของขวัญชิ้นเล็ก ที่น่าประหลาดใจสำหรับคนส่วนมากก็คือ ไอน์สไตน์มักตอบจดหมายเหล่านั้น

เด็กชาวแอฟริกาใต้คนหนึ่งเขียนไปขอลายเซ็นไอน์สไตน์ ข้อความในจดหมายบอกว่า ปกติไม่ใช่คนที่ชอบขอลายเซ็นของใคร แต่กรณีของไอน์สไตน์เป็นข้อยกเว้น ส่วนเหตุที่เพิ่งมาขอลายเซ็นเพราะเพิ่งรู้ว่าไอน์สไตน์ยังไม่ตาย ตนคิดว่าไอน์สไตน์เป็นคนรุ่นเดียวกับ เซอร์ ไอแซค นิวตัน ในศตวรรษที่ 17 ไอน์สไตน์ตอบจดหมายฉบับนั้นกลับไปว่า ขอโทษด้วยนะที่ยังไม่ตาย

เด็กชาวแคนาดาคนหนึ่งเขียนถึงไอน์สไตน์ว่า "คุณมีตัวตนจริงหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพียงตัวละครในการ์ตูน?"

ไอน์สไตน์ชมชอบจดหมายเหล่านี้มาก เก็บรักษาเอาไว้ไม่น้อย ดูเหมือนว่าวัยมิได้ลดทอนความเป็นเด็กของเขาลงเลย

ไอน์สไตน์เป็นตัวอย่างของน้ำนิ่งไหลลึก สูงสุดคืนสู่สามัญ เป็นคนคนหนึ่งที่บังเอิญปราดเปรื่องและมีชื่อเสียง

ความจริงความปราดเปรื่องของเขาอยู่ที่การเข้าใจเลือกวิถีชีวิตแห่งความสุขสงบ เลือกการเรียนรู้ไม่ใช่การเล่าเรียน เลือกสันติไม่ใช่สงคราม และคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดคือ ความถ่อมตัวที่มีอยู่อย่างล้นเหลือ ความไม่เสแสร้ง และอารมณ์ขัน

ยากมากๆ ที่ใครคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งชื่อเสียงและการยอมรับขนาดนี้จะไม่เหลิง ยิ่งยากนักในการปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่า อำนาจ เมื่อรัฐอิสราเอลถือกำเนิด ไอน์สไตน์ปฏิเสธที่จะเป็นใหญ่ทางการเมือง และใช้ชีวิตเรียบง่ายในชุมชนเล็กๆ ห่างไกลจากบ้านเกิด



โลกเราล้วนเต็มไปด้วยตัวอย่างนักการเมืองที่ถูกอำนาจกลืนกิน หลายคนเปลี่ยนจากคนอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนที่บ้าอำนาจ เชื่อมั่นในตนเองสูงจนไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น จำนวนอีกไม่น้อยสลักใบหน้าตัวเองลงบนหินผา และสร้างอนุสาวรีย์ให้ผู้อื่นบูชาตน ทว่าเพียงลงจากอำนาจไม่ถึงวัน อนุสาวรีย์แห่งความป้อยอก็ล้มครืน เลนิน สตาลิน เชาเชสคู มาร์กอส ซัดดัม ฮุสเซ็น ฯลฯ คือตัวอย่าง



เมื่อนิตยสารไทม์เลือกบุคคลแห่งศตวรรษ (Person of the Century คือบุคคลที่ส่งผลกระทบต่อโลกมากที่สุดในศตวรรษ) พวกเขามีรายชื่อของบุคคลในศตวรรษที่ 20 จำนวนมากมาย ทั้งคนที่สร้างสรรค์และทำลาย เช่น เลนิน ผู้เปลี่ยนแปลงโลกสู่สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ฮิตเลอร์ผู้นำโลกสู่ความหายนะ เชอร์ชิลล์ ผู้หาญสู้อำนาจฟาสซิสท์ของฮิตเลอร์ ประธานาธิบดี แฟรงกลิน รูสเวลท์ ผู้นำพาอเมริกาผ่านวิกฤติ 'ต้มยำกุ้ง' ฉบับอเมริกันและสงครามโลกครั้งที่สอง

รายชื่อนี้ยังรวมผู้ที่เลือกต่อสู้ตามวิถีที่ไม่รุนแรง มหาตมะ คานธี ผู้นำพาผู้คนทั้งชาติต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษด้วยหลักอหิงสา มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ผู้ต่อสู้เพื่อทำลายกำแพงสีผิว โรซา พาร์กส์ ผู้ปฏิเสธที่นั่งบนรถเมล์ให้คนขาว ไปจนถึงประชาชนผู้หาญต้านรถถังที่จตุรัสเทียนอานเหมิน

รายชื่อในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 เช่น อเล็กซานเดอร์ เฟลมิง ผู้พบเพนนิซิลลิน เจมส์ วัตสัน กับ ฟรานซิส คริก ผู้พบรหัสชีวิตดีเอนเอ ส่วนนักประดิษฐ์ที่เปลี่ยนแปลงโลก เช่น พี่น้องตระกูลไรท์ผู้นำโลกไปบนท้องฟ้า อลัน เทอริง ผู้กำเนิดคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์สมองปราดเปรื่องอย่าง ไอน์สไตน์, นีล บอหร์, เอนริโค เฟอร์มี, ริชาร์ด ฟีนแมน, สตีเฟน ฮอว์คิง ฯลฯ



แต่ทำไมไทม์เลือกไอน์สไตน์?

สไตน์นั้นรวมเอาคุณสมบัติของผู้สร้างสรรค์ นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ นักต่อสู้แบบอหิงสาทั้งหมดเข้าด้วยกัน!

ไอน์สไตน์เกลียดสงคราม เป็นผู้ที่ใช้จินตนาการรวมเข้ากับวิทยาศาสตร์อย่างสวยงาม นำไปสู่การค้นหาความจริงในมุมมองของจักรวาล ซึ่งย้อนกลับมาทำให้เราเข้าใจวิถีของสิ่งมีชีวิต



ไอน์สไตน์ตั้งคำถามเสมอว่า อะไรคือความหมายของชีวิตมนุษย์ หรือของอินทรีย์ชีวิตทั้งหลาย จะว่าไปแล้ว การเดินทางไปสู่ความจริงของเขาโดยใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ ก็ไม่ต่างจากการแสวงหาทางหลุดพ้นของนักบวชโดยใช้ศาสนา

ไอน์สไตน์ล้มป่วยเมื่ออายุสี่ขวบ พ่อให้เข็มทิศแม่เหล็กตัวหนึ่งแก่เขา เด็กน้อยหมกมุ่นกับเข็มทิศนั้นด้วยความพิศวง เพราะไม่ว่าหมุนไปทางไหน เข็มก็ชี้ไปในทางเดียวกันเสมอราวกับมีอำนาจลึกลับบางอย่างกำหนดทิศทางของมัน เขารู้สึกแปลกใจ เข็มทิศทำให้เขาคิดว่ามีบางสิ่งที่ซ่อนเร้นลึกอยู่ที่อยู่เบื้องหลัง เขาเริ่มสัมผัสธรรมชาติในมุมมองของวิทยาศาสตร์


เข็มทิศตัวนั้นมิเพียงชี้ทิศบนโลกใบนี้ หากยังชี้ทางใหม่ให้ชีวิตของเขา ทางสายวิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์โดยตัวมันเองเป็นเพียงกระบวนการ ไม่ใช่จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ จุดหักเหอาจจะเกิดจากการที่แม่ของไอน์สไตน์แนะนำให้เขารู้จักดนตรี

เข็มทิศชี้ทางไปสู่การค้นหาความจริง เสียงไวโอลินเชื้อเชิญให้เขาเปิดหัวใจ

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ตลอดชีวิตไอน์สไตน์พกพาไวโอลินไปตามที่ต่างๆ และเป็นนักเล่นไวโอลินที่ดี


จินตนาการ วิทยาศาสตร์ กับความเป็นมนุษย์เป็นส่วนประกอบที่ลงตัวในการสร้างบุคคลเช่นไอน์สไตน์

การศึกษาหาความลับของจักรวาลผ่านทฤษฎีทั้งหลายของเขา ทำให้เขาซาบซึ้งถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความกระจ้อยร่อยกระจิริดของมนุษย์ จักรวาลวิทยาทำให้พบเห็นว่ามนุษย์เรานั้นเป็นเพียงการประกอบรวมกันของธาตุ เราเป็นเพียงธุลีหนึ่งในจักรวาล ไอน์สไตน์บอกว่า ยิ่งเรียนรู้ความลับของธรรมชาติจากเรื่องอะตอม แรงลึกลับทั้งหลาย ยิ่งทำให้มนุษย์เราต้องถ่อมตนและสันโดษ




สรรพสิ่ง 'สัมพัทธ์' กันไปหมด

ไอน์สไตน์เขียนในปี ค.ศ. 1931 ว่า "ผมเตือนตัวเองนับร้อยครั้งต่อวันว่า ชีวิตของผมทั้งภายในและเปลือกนอกล้วนมีฐานบนแรงงานของผู้อื่น ทั้งที่ยังมีชีวิตและที่ตายไปแล้ว ผมต้องใช้ความสามารถทุกอย่างของตนเพื่อที่จะให้ในระดับเดียวกับที่ผมได้รับและกำลังรับอยู่"

ไอน์สไตน์พร่ำพูดให้เห็นคุณค่าของมนุษย์ คุณค่าของเสรีภาพ ความไม่รุนแรง อันตรายของลัทธิทหาร และความคลั่งชาติ   8 ปีต่อมาโลกก็เข้าสู่สงครามที่ทำลายชีวิตมนุษย์หลายสิบล้านคน



แม้ไอน์สไตน์จะเป็นผู้ชื่นชมวิถีอหิงสาแห่งคานธี และเช่นเดียวกับคานธี เขาเป็นนักมนุษย์นิยม นักต่อต้านสงคราม แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ เขาก็แนะนำให้ประธานาธิบดีรูสเวลท์ระเบิดปรมาณู เมื่อข่าวการทำลายล้างฮิโรชิมามาถึงเขา ไอน์สไตน์กุมศีรษะเศร้าใจในบทบาทของตน ความเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ถูกสั่นคลอน เรื่องนี้สร้างความเศร้าใจแก่เขาตลอดชีวิต ยิ่งแก่ตัวลงเขาก็ยิ่งปล่อยวางมากขึ้น ใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ต่างจากนักบวช คือไม่ได้สนใจในชื่อเสียงเงินตรา



ไอน์สไตน์เขียนในปี ค.ศ. 1934 ว่า "คุณค่าที่แท้จริงของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนถูกกำหนดเบื้องแรกจากมาตรการและสำนึกในการปลดปล่อยตัวเอง การปลดปล่อยนี้ไม่ใช่เฉพาะอิสรภาพจากความหลงตัวเอง แต่จากเปลือกความเชื่อทางของศาสนาที่ห้ามโต้แย้ง"

มนุษย์เราทุกคนต้องการทั้งความรู้และความรักต้องการทั้งเข็มทิศกับไวโอลิน

ความรู้คือประตูเปิดโลก    ความรักคือหน้าต่างเปิดหัวใจ



"พิพิทธภัณฑ์บ้านไอน์สไตน์"




 
ที่มา : กูเกิลกูรู (จากคำถาม ไอน์สไตน์มีลูกสาวคนนึง ที่หายสาปสูญไป เธอชื่ออะไร โดย คิตตี้)
ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.icphysics.com/forums/viewtopic.php?f=15&t=262
ชีวิตพิศวง ของไอน์สไตล์ wonder einstein  http://www.watnai.org/einstein/wonder%20einstein_st.html
6 สุดยอด "สมการที่น่านับถือ" ทางฟิสิกส์ http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9470000065786
ตามรอยไอน์สไตน์ที่เบอร์น  http://www.vcharkarn.com/varticle/283
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เครื่องถ่ายฯฉายแสงเพื่อ? ต้นฉบับจะถูกแสงจากหลอดควอรตซ์-ไอโอดีน สาดแสงไปโดนกระดาษให้เป็นประจุลบ สีดำเป็นกลาง หมึกติดที่ประจุลบเกิดภาพบนกระดาษ

เครื่องถ่ายเอกสารฉายแสงทำไม??

ปี พ.ศ. 2478 นักฟิสิกส์ชื่อเชสเตอร์ เอฟ.คาร์ลสัน ได้จดสิทธิบัตรกระบวนการทำสำเนาอย่างง่าย ซึ่งได้เปลี่ยนโฉมงามในสำนักงานไปมาก คาร์ลสันเริ่มต้นจากการคิดค้นทำแบบพิมพ์สีเขียวและเอกสารอื่นๆ ในปี พ.ศ. 2481 เขาได้ค้นพบวิธีทำสำเนาอย่างหยาบโดยใช้ประจุไฟฟ้า (คล้ายกับไฟฟ้าสถิต) กระบวนการดังกล่าวเรียกว่า Xerography ซึ่งมาจากภาษากรีกสองคำ คือ Xerox และ graphics ซึ่งแปลว่า แห้ง และ พิมพ์ ตามลำดับ ดังนั้น Xerography จึงหมายถึงการพิมพ์แห้ง


 
 
 
การบวนการถ่ายเอกสาร อ่านต่อ http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/5/Zerox/Zerox1.htm
 
 
กลไกการทำงาน
 
เมื่อม้วนกระดาษคลายกระดาษออกได้ยาวเหมาะสมแล้ว ชุดมีดจะตัดกระดาษออกเป็นแผ่นตามขนาดที่ต้องการ ลูกกลิ้งจะพาแผ่นกระดาษผ่านเข้าสนามไฟฟ้าของเครื่องประจุไฟ ประจุไฟฟ้าบวกจะเกิดขึ้นที่ด้านหลังของกระดาษ และประจุไฟฟ้าลบจะเกิดขึ้นที่ด้านหน้าของกระดาษซึ่งเป็นด้านที่เคลือบสาร


แผ่นกระจกพร้อมเอกสารต้นฉบับจะเลื่อนผ่านช่องหน้าต่างไปอย่างช้า ๆ และได้รับแสงสว่างความเข้มสูงจากหลอดไฟควอรตซ์-ไอโอดีน ลำแสงจะสะท้อนจากเอกสารต้นฉบับไปยังกระจกเงาสะท้อนแสง และสะท้อนผ่านเลนส์รวมแสงไปยังกระดาษเคลือบสาร ในขณะที่แผ่นกระจกเลื่อนไปอย่างช้า ๆ นั้น กระดาษเคลือบสารก็จะเลื่อนไปอย่างช้า ๆ เช่นกัน ทำให้แสงสะท้อนจากเอกสารต้นฉบับไปตกที่กระดาษเคลือบสารด้วยเวลาที่สัมพันธ์กัน ลำแสงที่กระทบกับกระดาษเคลือบสารจะทำให้ประจุไฟฟ้าลบบนกระดาษ ยกเว้นบริเวณสีดำของเอกสารต้นฉบับ เป็นกลาง ประจุไฟฟ้าลบที่ยังเหลืออยู่บนกระดาษเคลือบสารจะมีลักษณะเหมือนกับบริเวณสีดำของเอกสารต้นฉบับ แต่ยังมองไม่เห็น

เมื่อแผ่นกระดาษเคลือบสารที่สัมผัสแสงแล้วผ่านลงไปในสารละลายที่มีอนุภาคของหมึกแขวนลอยอยู่ อนุภาคของหมึกซึ่งมีประจุไฟฟ้าบวกจะเข้าจับบริเวณประจุไฟฟ้าลบบนแผ่นกระดาษ หลังจากนั้นกระดาษจะเลื่อนขึ้นจากอ่างสารละลายเข้าสู่ลูกกลิ้งรีดแห้ง อนุภาคของหมึกจะติดแน่นบนแผ่นกระดาษ แผ่นกระดาษจะถูกเป่าด้วยลมร้อนเพื่อให้กระดาษแห้งก่อนออกจากเครื่อง



เครื่องถ่ายเอกสารระบบสอดสี http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/5/Zerox/Zerox4.htm
กระบวนการถ่ายเเอกสาร http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/5/Zerox/Zerox5.htm
 
 
 
 
ที่มา ฟิสิกส์ราชมงคล
โดย ธีระยุทธ สุวรรณประทีป พิชัย ลีละพัฒนะ พงษ์ธร จรัญญากรณ์ และนพดล เวชสวัสดิ์
 
ข้อมูลเพิ่มเติม
อันตรายจากเครื่องถ่ายเอกสาร โดย นายแพทย์ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา และคนอื่นๆ

จาก สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 22
http://guru.sanook.com/enc_preview.php?id=1493&title=%CD%D1%B9%B5%C3%D2%C2%A8%D2%A1%E0%A4%C3%D7%E8%CD%A7%B6%E8%D2%C2%E0%CD%A1%CA%D2%C3

วิกิฯ เครื่องถ่ายเอกสาร http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3

ความเป็นมาของเครื่องถ่ายเอกสารจากรีดเดอร์ไดเจสต์
http://lib.edu.chula.ac.th/cuappl/libedu2007/lib_tech/aspboard_Question.asp?GID=28

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

โครงการ PS20 คือ โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ ณ ประเทศสเปน

กำลังค้นคว้าเรื่องนี้อยู่.......................................................

PS20 คือ โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกขณะนี้ ตั้งอยู่ ณ ประเทศสเปน สามารถผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาด 20 เมกะวัตต์ เพียงพอสำหรับการใช้ใน 10,000 ครัวเรือน ผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ที่ได้ก็คือ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก จนทำให้โลกร้อนอย่างมหันต์ในปัจจุบันได้ถึง 12,000 ตันเลยทีเดียว!

ภายในฟาร์มนี้ประกอบไปด้วยกระจกรับแสงอาทิตย์ขนาดยักษ์ (1291 ตารางฟุต/บาน) กว่า 1,255 บาน

ตามต่อ http://en.wikipedia.org/wiki/PS20_solar_power_tower

ซากจานดาวเทียม62"+แผนซีดี+ตะแกรงปิ้ง+แบตเตอรี่เก่า1ลูก = ที่ปิ้งบาร์บีคิว ร้อนถึง400c

สร้างเตาปิ้งจากวัสดุเหลือใช้



ไอเดียท้าให้ลองทำ แทบจะไม่ต้องลงทุนใดๆเลย ก็สามารถสร้างเตาปิ้งบาร์บีคิวนอกบ้าน ที่ให้ความร้อนสูงสุดถึง 400 องศา ภายในเวลาแป๊บเดียว

อุปกรณ์หลักๆ คือ ซากจานดาวเทียมขนาด 62 นิ้ว ที่ไม่ใช้แล้ว และติดแผ่นซีดีหนังที่โหลดบิตมาจนดูไม่ทันแล้วทิ้งไว้เกลื่อนบ้าน จากนั้นก็ติดตั้งตระกร้าสำหรับวางเนื้อ หรือ หมูปิ้ง จากนั้นก็เชื่อมต่อเข้ากับแบตเตอรี่เก่าๆ ปรับองศารับกับแสงแดดจ้า ก็สามารถกลายเป็นเตาปิ้งย่างที่ให้ความร้อนระดับกะทะปาท่องโก๋ถึง 400 องศาทันที



อ่านวิธีทำ และดาวน์โหลดคู่มืออย่างละเอียด http://www.instructables.com/id/Solar-powered-stove-using-100-recycled-materials
 
ที่มา : แดดร้อน อยากกินหมูปิ้ง

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

"บรั่นดี(brandy)" มาจาก "brandewijn"ภาษาดัตช์ แปลว่า"burnt wine"การให้ความร้อนแก่เหล้าองุ่นเพื่อกลั่น ถ้าจากผลไม้อื่นเรียกบรั่นดีผลไม้นั้น

บรั่นดี (brandy) คืออะไร



"บรั่นดี (brandy)" นั้น มาจากคำว่า "brandewijn" ซึ่งเป็นภาษาดัตช์ (Dutch) แปลว่า "burnt wine" ซึ่งหมายถึงการให้ความร้อนแก่เหล้าองุ่นเพื่อกลั่น ดังนั้น บรั่นดีจึงเป็นสุราชนิดแรงที่กลั่นจากเหล้าองุ่น แต่ถ้าเป็นชนิดที่กลั่นจากน้ำผลไม้อื่นๆ หลังจากการหมักแล้วก็เรียกว่า บรั่นดีผลไม้ (fruit brandy) เช่น apple brandyทำจากแอปเปิ้ล peach brandy ทำจากพีช เป็นต้น


คุณภาพของบรั่นดีขึ้นอยู่กับ คุณภาพของเหล้าองุ่นที่นำมากลั่น, กรรมวิธีที่ใช้ในการกลั่น, และที่สำคัญทีสุดก็คือการเลือกชนิดไม้ที่ใช้ทำถังเพื่อเก็บบ่มบรั่นดี  หลังจากกลั่นแล้ว ซึ่งการเก็บบ่มสุราไว้ในถังไม้ที่เหมาะสมเป็นเวลานานปี จะเป็นการทำลายสารพิษต่างๆ เช่น fusel oils ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างกรรมวิธีการผลิตและเจือปนอยู่ในสุราให้หมดไปอีกด้วย

บรั่นดีที่นิยมกันว่าเป็นชนิดที่ดีที่สุด คือ บรั่นดีที่ผลิตจากเมืองคอนยัก (Cognac) และเมืองอาร์มายัก (Armagnac) ประเทศฝรั่งเศส และ เรียกชื่อบรั่นดีนี้ตามชื่อเมือง บรั่นดีทั้ง 2 ชนิดนี้ผู้ผลิตจะเก็บบ่มไว้ในถังไม้โอ๊ก เป็นเวลาหลายๆ ปี ส่งผลให้สารแทนนินส์ (tannins) ที่มีอยู่ในเนื้อไม้ ละลายลงไปในบรั่นดีทำให้มีสีเหลืองอำพัน และทำให้มีกลิ่นหอม สำหรับบรั่นดีที่มีคุณภาพต่ำนั้น ผู้ผลิตจะเติมสารคาโรเมล (caromel) ลงไป

"เมื่องคอนยัค ประเทศฝรั่งเศส ที่สุดของบรั่นดี"


เพื่อทำให้บรั่นดีมีสีเหลือง และเติมวานิลลา (vanilla) ลงไปเพื่อปรุงกลิ่นสำหรับบรั่นดีที่เก็บบ่มไว้ในถังไม้โอ๊ก ซึ่งฉาบผิวด้วยขี้ผึ้งพาราฟิน (paraffin) หรือเก็บบ่มไว้ในภาชนะดินเผาจะมีลักษณะใสไม่มีสี

บรั่นดีและสุราชนิดอื่นๆ เมื่อบรรจุขวดแล้วไม่ว่าจะเก็บไว้นานสักเท่าใด ก็ไม่มีผลทำให้คุณภาพดีขึ้นไปกว่าก่อนบรรจุขวด



ที่มา : หนังสือวิทยาศาสตร์น่ารู้ (ชุดที่1 80เรื่อง) โดย ดร.บุญพฤกษ์ จาฏามระ
http://us.geocities.com/zoneubon/cocktail.htm
ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.oknation.net/blog/xcornellian/2009/05/02/entry-4/comment
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

เผ็ดแค่ไหน? หน่วยเผ็ดร้อน "สกอลวิลล์" ทดสอบจากสกัดสารพริกผสมแอลกอฮอล์ละลายในน้ำเชื่อม เช่น 4,500สกอวิลล์=ต้องนำไปเจือจาง4,500ครั้งถึงหายเผ็ด / ตรงไหนของพริกเผ็ดที่สุด?? ไม่ไช่เมล็ด แต่คือ "เยื่อแกนกลาง" ที่เมล็ดติดอยู่ เพราะมีสาร "แคปไซซิน" มาก สารนี้่ทำให้พริกมีรสชาติที่แสนเผ็ดร้อน

ส่วนใดของ "พริก" เผ็ดที่สุด


บรรดาพ่อครัวแม่ครัวในโทรทัศน์ทำให้เราเชื่อกันว่า ส่วนที่เผ็ดของพริกอยู่ที่เมล็ดของมัน แต่จริงๆ แล้วไม่ไช่เช่นนั้นเลย


ส่วนที่เผ็ดที่สุดอยู่ตรงบริเวณเยื่อแกนกลางซึ่งมีเมล็ดติดอยู่ เยื่อดังกล่าวมีสารไร้สีและกลิ่นที่ชื่อ "แคปไซซิน" ในปริมาณมาก และก็เป็นสารตัวนี้นี่เองที่ทำให้พริกมีรสชาติที่แสนเผ็ดร้อน

ความเผ็ดร้อนของพริกจะตัดสินกันด้วยมาตรวัดสกอวิลล์ ซึ่งคิดขึ้นในปี 1912 โดย วิลเบอร์ แอล. สกอวิลล์ เภสัชกรชาวอเมริกัน  ในช่วงแรกๆ ของการทดสอบ  สกอวิลล์นำสารสกัดจากพริกมาละลายในแอลกอฮอล์และเจือจางในน้ำเชื่อม จากนั้นจึงขอให้คณะผู้ทดสอบค่อยๆ ชิมสารละลายพริกที่เจือจางในน้ำน้ำเชื่อมระดับต่างๆ จนกว่าจะหายเผ็ดร้อน ซึ่งก็จะได้ระดับความเผ็ดร้อนของพริกนั้นๆ ออกมา

ตัวอย่าง เช่น พริกฮาลาพานโย มีระดับความเผ็ดร้อน 4,500 สกอวิลล์ เพราะต้องนำไปเจือจาง 4,500 ครั้งก่อนจะสูญเสียความเผ็ดร้อนไป

พริกที่เผ็ดที่สุดในโลกมาจากเขตดอร์เซ็ต ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของชาวอังกฤษ พริกดอร์เซ็ต นาคา ของ ไมเคิลและจอย มิซาวด์ (นาคา เป็นภาษาสันสกฤต หมายถึง สัตว์เลื้อยคลาน) พัฒนาสายพันธุ์จากพริกที่ปลูกกันในประเทศบังคลาเทศ

ในปี 2005 พริกชนิดนี้ถูกทดสอบโดยห้องทดลองอเมริกัน 2 แห่ง และได้คะแนนความเผ็ดร้อนสูงถึง 923,000 สกอวิลล์ เรียกได้ว่าแค่ใช้พริกนาคาเพียงครึ่งเม็ดก็ทำให้แกงเผ็ดจนกินไม่ได้แล้ว และการกินเข้าไปทั้งเม็ดจะทำให้คุณต้องเข้าโรงพยาบาลเลยทีเดียว  ถึงกระนั้น เมื่อปีที่แล้วพริกนาคาก็ยังคงทำยอดขายได้มากถึง 250,000 เม็ด



เพื่อให้เห็นภาพ  สารแคปซินป่นบริสุทธิ์มีระดับความเผ็ดร้อนถึง 15-16 ล้านสกอวิลล์ มันเผ็ดร้อนมากเสียจนบรรดาเภสัชกรที่ทำการทดลองกับมันต้องทำงานใน "ห้องกันสารพิษ" โดยสวมชุดป้องกันเต็มตัว รวมทั้งมีผ้าคลุมศรีษะปิดมิดชิดเพื่อป้องกันไม่ให้เผลอสูดหายใจเข้าไป

ปัจจุบันพริกมีอยู่ประมาณ 3.510 ชนิด




พริกบุตโจโลเกีย (Bhut Jolokia) ถูกเรียกขานในหมู่คนท้องถิ่นว่า "พริกผี"

ใช่แล้ว มันคือพริกที่เผ็ดที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน ศาสตราจารย์พอล บอสแลนด์ แห่งสถาบันพริก มหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐนิวเม็กซิโก เป็นผู้ทดสอบและพบว่าบุตโจโลเกียมีความเผ็ดถึง ๑,๐๐๑,๓๐๔ หน่วยสโควิลล์ เผ็ดมากกว่าแชมป์เก่าอย่างพริดเรดซาวีนา ฮาบาเนโร ถึง ๒ เท่า !



พริก บุตโจโลเกียพบมากในดินแดนห่างไกลทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย โดยเฉพาะที่รัฐอัสสัมและนาคาแลนด์ และรัฐอื่น ๆ ใกล้แนวชายแดนติดกับจีนและพม่า เป็นพื้นที่ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ยากจน ทั้งยังเป็นถิ่นฐานของกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่มักทำสงครามสู้รบกับรัฐบาลกลางและต่อสู้กันเองอยู่บ่อย ๆ


พริก ที่เผ็ดที่สุดในโลกมีขนาดยาวประมาณ ๒๕-๓๐ มิลลิเมตร รูปร่างค่อนข้างป้อม เปลือกดูยับย่น ส่วนปลายเรียวแหลม เมื่อแก่จัดจะมีสีส้มหรือสีแดง แม้ว่ามีความเผ็ดถึงล้านหน่วยสโควิลล์ จนคนไม่เคยลองอาจคิดว่ามันเผ็ดร้อนเหมือนไฟนรก ทว่ารสชาติของพริกบุตโจโลเกียเป็นที่คุ้นลิ้นของคนท้องถิ่น ชาวรัฐอัสสัมกินพริกบุตโจโลเกียกันมานาน ทั้งเอามาทำซอสพริก พริกดอง หรือแม้แต่กินสด ๆ ขณะที่ทางนาคาแลนด์ ชาวบ้านกินพริกบุตโจโลเกียกันแทบทุกมื้ออาหาร



ที่มา : หนังสือลบเหลี่ยมไอน์สไตน์ ISBN 974-616-7164-04-5 หน้า 109-110
จอห์น ลอยด์ และ จอห์น มิชชินสัน เขียน    พูนลาภ  อุทัยเลิศอรุณ  แปล
ที่มาเพิ่มเติม : http://www.societybit.com/bbs/viewthread.php?tid=234&extra=page%3D1
วิกิฯ พริก : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81
รูปภาพประกอบเรื่องจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ไม่ได้เป็นผีแต่ทำไมชื่อ "ผีเสื้อ"?? มาจาก"เชื้อ" เป็นผีเชื้อสายหรือเทวดาที่คุ้มครองรักษาเมือง สำเนียงต่างกัน ผีเชื้อจึงกลายเป็นผีเซื่อ(ผีเสื้อ)

ไม่ได้เป็นผีแต่ทำไมชื่อ "ผีเสื้อ"


มีคนเคยสันนิษฐานคำว่าพระเสื้อเมืองทรงเมือง ว่า "เสื้อ" คำนี้คงจะเป็น "เชื้อ" คือเชื้อสายพระเสื้อเมืองก็คือพระเชื้อเมือง โดยหมายถึงว่าเป็นผีเชื้อสายหรือเทวดาที่คุ้มครองรักษาเมืองตามลัทธิของไทยโบราณที่นับถือผีบรรพบุรษปู่ย่าตายาย

สำเนียงไทยทางเหนือบางเหล่าพูดเพี้ยนแปร่งออกเสียงเชื้อเป็นเซื่อหรือเสื้อ พระเชื้อเมืองจึงกลายเป็นเพระเสื้อเมือง เมื่อเขียนแล้ว


ผู้เขียนได้พบท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนท่านบอกว่าชอบกล ทำให้ท่านนึกถึงแมลงผีเสื้ออีกอย่างหนึ่งไทยทางเหนือเขาก็ถือกันว่าเป็นผี เพราะถ้าบินมามากๆแล้วทำให้เกิดความเจ็บไข้ตายกันได้ จากปากคำของท่านเสฐียรโกเศศอันเป็นที่เคารพนับถึอ ประกอบกับการได้อ่านพบอะไรมาบางอย่าง จึงทำให้สันนิษฐานว่าผีเสื้อนี้คงจะเป็นผีเชื้ออีกเหมือนกัน

ที่ผู้เขียนได้อ่านพบก็คือในพวกพม่าไทยใหญ่เขาถือกันว่า วิญญาณของคนเหมือนผีเสื้อโบยบินท่องเที่ยวไป ผีเสื้อจึงน่าจะตรงกับผีเชื้อ คือผีเชื้อสายปู่ย่าตายาย ตามที่กล่าวมานี้

จึงสันนิษฐานว่าตัวแมลงที่เราเรียกกันว่าผีเสื้อนี้คงจะมีมูลมาจากไทยเดิมถือกันว่า เป็นวิญญาณของผีเชื้อสาย จึงได้เรียกกันว่าผีเชื้อ แต่หากสำเนียงต่างกัน ผีเชื้อจึงกลายเป็นผีเซื่อ

(ถ้าให้ไทยทางเหนือและอีสานเรียกผีเสื้อเราจะฟังออกเสียงเป็นเซื่อชัดๆ) ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นผีเสื้อทำนองเดียวกับพระเชื้อเมืองเป็นพระเสื้อเมืองนั่นเอง



ที่มา 108 ซองคำถาม
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ทำไมง่วงหลังมื้อเที่ยง? คาร์โบไฮเดรตสูง&โปรตีนต่ำ ทำสมองหลังสารง่วง เช่น เซโรโทนิ ออกมา แก้โดย ดื่มน้ำเปล่า งีบ15นาทีและใช้แรง Thk4 @goople


ทำไมหลายๆ คนพอหลังอิ่มแปล้จากมื้อเที่ยงแล้วจะรู้สึกขี้เกียจ เซื่องซึม สลบไสล เฉื่อยชาไม่อยากทำงาน ถ้าได้หลับสักงีบคงดีเยี่ยม...



ทำไมหลายๆ คนพอหลังอิ่มแปล้จากมื้อเที่ยงแล้วจะรู้สึกขี้เกียจ เซื่องซึม สลบไสล เฉื่อยชาไม่อยากทำงาน ถ้าได้หลับสักงีบคงดีเยี่ยม ว่ากันว่าช่วงเวลา Twilight zone ที่จะเกิดอาการเช่นนี้ คือช่วงเวลาบ่ายโมง- 4 โมงเย็น มาดูกันดีกว่าว่าอาการเหมือนตัวขี้เกียจเข้าสิงนั้นเป็นเพราะเหตุใด


คาร์โบไฮเดรต

สาเหตุแรกคือมื้อเที่ยงของคุณนั้นอุดมไปด้วยอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรตปริมาณสูงแต่กินโปรตีนต่ำ คือไม่ค่อยเน้นเนื้อสัตว์ หรือถั่ว ประเด็นนี้นักวิจัยจาก University of Sussex ในอังกฤษ ได้สังเกตการณ์นักเรียนที่มีประสบการณ์การกินมื้อเที่ยงอย่างเต็มคราบ หลังจากนั้นเขาจะมีอาการเหมือนกับอดนอนมา นักวิจัยเล่าว่าเป็นเพราะการกินอาหารมื้อใหญ่ๆ นั้นทำให้เลือดส่วนใหญ่ระดมไหลมาที่กระเพาะอาหารเพราะต้องทำการย่อยอาหารปริมาณมากให้เสร็จสิ้น ทำให้เลือดไหลหมุนเวียนไปสู่ส่วนอื่นๆ ของร่างกายน้อยลง จึงทำให้พลังงานโดยรวมลดลง โดยเฉพาะในส่วนสมองจึงทำให้รู้สึกง่วงซึม เฉื่อยชา

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งพบว่าอาหารคาร์โบไฮเดรตสูงและโปรตีนต่ำ ยังเป็นตัวบ่งชี้ว่าทำให้มีการหลั่งสารเคมีในสมองที่มีความสัมพันธ์กับความง่วงนอนออกมามากด้วย เช่น เซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทสมองที่สัมพันธ์กับการนอนหลับ

เมื่อเร็วๆ นี้นักวิทยาศาสตร์ของ Food and Nutrition Research Institute ในมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ให้ความสนใจเจาะจงลงไปในเรื่องของระดับน้ำตาลในเลือดว่ามีผลเกี่ยวพันกับอาหารที่กินเข้าไปซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉงหรือเฉื่อยชาหลังการกินอาหาร ซึ่งพบว่าข้าวก็เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่สามารถเพิ่มและลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็วด้วย

แต่อาหารที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้ค่อนข้างต่ำ คืออาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน รวมทั้งผัก ขนมปังธัญพืช ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง ซึ่งพบว่าอาหารที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดต่ำนี้กลับจะให้พลังงานแก่ร่างกายได้ในระยะยาว คุณจะมีพลังงานที่มีประสิทธิภาพอยู่ไปได้ทั้งวัน นักวิชาการยังได้แนะนำอีกว่าการกินอาหารที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดต่ำและมีไขมันต่ำด้วยแล้ว จะทำให้คุณรู้สึกอิ่มนาน และป้องกันอาการเฉื่อยชา ง่วงงุนหลังอาหารเที่ยงได้อย่างดีอีกด้วย อีกทั้งอาหารแบบนี้ยังจะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันและโรคอ้วนด้วย


ระดับน้ำตาลขึ้นๆ ลงๆ

เป็นที่ชัดแจ้งว่าระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นๆ ลงๆ มีผลต่อระดับการสำรองพลังงานของคนเรา รวมทั้งความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าหรือเซื่องซึม อ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง ซึ่งโดยปกติร่างกายของเราจะมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดอยู่ระหว่าง 70-110 มิลลิกรัม แต่ในคนที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป (Hypoglycemia) เป็นเพราะกินคาร์โบไฮเดรตประเภทของหวานและน้ำตาล แอลกอฮอล์ในปริมาณสูง แต่กินผัก ผลไม้ และธัญพืชในปริมาณต่ำ ซึ่งการกินอาหารลักษณะนี้จะทำให้ระดับน้ำตาลและพลังงานขึ้นๆ ลงๆ อารมณ์และสมาธิก็แกว่งไกวไปด้วยเช่นกัน เนื่องจากเกิดความไม่สมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้สัญญาณของระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอีกอย่างคือ ความรู้สึกอ่อนเพลีย วิงเวียน หัวงงๆ อาจเป็นลม ใจสั่น มีเหงื่อนออกมาก กระวนกระวาย ฉุนเฉียวหงุดหงิด เหตุผลของทั้งปวงมาจากสมองเป็นส่วนที่ไวต่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ และกลูโคสคือหลักสำคัญของพลังงานของสมองนั่นเอง ดังนั้นเพื่อให้มีพลังตลอดวันโดยไม่ง่วงควรเลือกกินอาหารที่รักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้สม่ำเสมอ ด้วยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน และโปรตีนไขมันต่ำ ในปริมาณที่พออิ่ม


ควรจะกินอย่างไรให้ได้พลังงานทั้งวันและไม่ง่วงซึม

กินอาหารเช้าให้ถูกหลัก คือกินภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังจากตื่นนอน อาหารเช้าที่ดีจะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีความสมดุลไปตลอดวัน แถมด้วยอาหารประเภทโปรตีนไขมันต่ำปริมาณเล็กน้อยในตอนเช้า และทุกมื้อระหว่างวัน เพราะจะให้พลังงานได้ยาวนาน เช่น ไข่ นมสักแก้ว โยเกิร์ต กับขนมปังธัญพืชปิ้งสักแผ่น

กินอาหารเที่ยงที่ให้พลังงานสูง ประกอบด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งโปรตีนจะกระตุ้นสารในสมองคือ catecholamines ที่จะทำให้คุณกระฉับกระเฉง ลองเลือกไก่(ต้องทำให้สุกๆ ก่อน) อาหารทะเล เนื้อ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ ผักต่างๆ เช่น บล็อกโคลี ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง และผลไม้สัก 1 ส่วน

เลี่ยงสารกระตุ้น เช่น คาเฟอีน บุหรี่ เพราะเป็นตัวทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่งไกว การดื่มกาแฟยังทำให้ปัสสาวะบ่อยด้วยซึ่งเป็นสาเหตุให้ร่างกายสูญเสียน้ำและระดับเกลือแร่

ดื่มน้ำเปล่า เพราะน้ำเปล่าไม่มีแคลอรี่ ไม่มีไขมัน ไม่มีโคเลสเตอรอล แต่จะช่วยระบบการเผาผลาญไขมัน และฟื้นชีวิตชีวาคืนพลังงานให้กับร่างกายด้วย น้ำยังช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ลำเลียงออกซิเจน ฮอร์โมน สารอาหาร ภูมิต้านทาน และเพิ่มประสิทธิภาพของโปรตีนและเอนไซม์ที่จำเป็นต่อระบบเมธาบิลิซึมด้วย

หยุดแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้คุณรู้สึกเซื่องซึม เหตุผลคือร่างกายสูญเสียสารอาหารโดยเฉพาะวิตามินบี (ไธอามีนและโฟเลท) ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นที่สมองต้องการ


เลือกกินเมื่อรู้สึกหิว ถ้าคุณรู้สึกเพลียให้กินผลไม้หรืออาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชต่างๆ แทน การกินของขบเคี้ยวที่มีน้ำตาลจะทำให้คุณกระชุ่มกระชวยเพียงชั่ววูบแล้วก็จะหมดแรงลงอย่างรวดเร็ว ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงโซดาหรือน้ำหวานในช่วง ของขบเคี้ยวแก้หิวเพื่อสุขภาพที่ขอแนะนำ เช่น คุ้กกี้ที่ผสมผลไม้ คุ้กกี้ผสมข้าวโอ้ต องุ่นสักพวง โยเกิร์ต แครอท เซเลอรี่ ถั่วอัลมอนด์ เป็นต้น

หลับตาสักงีบ ถ้าคุณรู้สึกว่าง่วงมากจริงๆ อย่าเลือกที่จะดื่มกาแฟ แต่ลองหลับตาหรืองีบสัก 10-15 นาที ก็จะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นมาก

อยู่ห่างๆ อาหารไขมันสูง เช่น ชีส เนย มาการีน ครีม อาหารทอดทั้งหลาย เพราะจะมีแคลอรี่สูงร่างกายต้องใช้พลังงานเผาผลาญมาก และจะทำให้คุณรู้สึกเฉื่อยชา

ออกกำลังกาย เป็นทางที่ดีที่จะชาร์ตแบตเตอรี่คืนมาอีกครั้งให้ร่างกายตื่นตัว เมื่อรู้สึกเหนื่อยจนเอนดอร์ฟินหลั่งในระดับสูง ก็จะช่วยให้อัตราการเผลาผลาญของร่างกายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งก็จะช่วยฟื้นพลังงานให้คุณ ลองง่ายๆ เดินรอบๆ สำนักงานสัก 10 นาที นั่งอยู่กับโต๊ะทำงานแล้วยืดกล้ามเนื้อ บิดบริหารร่างกายสักครู่ก็จะช่วยเพิ่มความตื่นตัวให้คุณได้พอควร


ที่มา : เห็นทวิตของ @goople 14.02 น.
ขอบคุณที่มาของข้อมูล : นิตยสาร Health Today
รูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต